มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


"รำลึกพระอาจารย์บุญมี ปูชนียบุคคล" (๖)








"รำลึกพระอาจารย์บุญมี ปูชนียบุคคล" (๖)



ตอนที่ผ่านมา

ประสบการณ์อันหลากหลายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั้น ท่านอาจารย์บุญมีได้นำมาเป็นสื่อในการสอนการอธิบายพระอภิธรรมมัตตถสังคหะโดยนำมาเป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายสภาวะธรรมในหัวข้อต่างๆ นับตั้งแต่ปริจเฉท ๑ ไปจนถึงปริจเฉทที่ ๙

ทำให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในความเป็นไปของชีวิตอย่างชัดแจ้ง สามารถรู้ถึงการเชื่อมโยงในการทำงานระหว่างรูปกับนามที่ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิตนี้ได้ ดังนั้น บรรยาการในการศึกษากับท่านอาจารย์บุญมีจึงเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาด้วยการซักถามปัญหาต่างๆ ที่ผู้เรียนมีความสงสัยใคร่รู้แม้จะไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับบทเรียนสักเท่าใดก็ตาม

ความสามารถในการยกตัวอย่างของท่านนั้นเป็นที่กล่าวขานของลูกศิษย์ด้วยความชื่นชมเป็นอย่างมาก ในบทเรียนที่เข้าใจยากสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นความรู้มาก่อนท่านก็พยายามที่จะเทียบเคียงยกตัวอย่างให้เกิดความเข้าใจได้โดยง่าย อย่างเช่นในเรื่องของจิตที่มีคำถามว่า "ถ้าจิตไม่ใช่มันสมอง เราจะทดลองให้รู้ได้หรือไม่ว่า จิตมันอยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร จะมีหนทางทดลองด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งให้ทราบได้หรือไม่ "

ประเด็นที่ถามมานี้ก่อนอื่นจะขอย้ำให้เข้าใจให้ดีเสียก่อน เพื่อทำลายความหลงผิดที่ว่าจิตนั้นเป็นวัตถุ เป็นเซลล์ เป็นมันสมอง แท้จริงนั้น มันสมองประกอบขึ้นด้วยเซลล์ มองดูด้วยกล้องก็เห็นได้ อันถือเป็นวัตถุ วัตถุทั้งหลายจะมีความรู้สึก เจ็บ, ปวด, ร้อน, หนาว, จดจำ, คิด, ทุกข์, สุข, โลภ,โกรธ, หลง หาได้ไม่ แม้ถึงว่าวัตถุนั้นจะวิวัฒนาการมาหลายพันหรือหลายหมื่นล้านปีมาแล้วก็ตาม

มันสมอง เส้นประสาท ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในร่างกาย ก็ล้วนแล้วไปด้วยเซลล์ทั้งสิ้น ซึ่งประกอบไปด้วย โปรโตรปลาสม, ปลาสม่า, นิวเคลียส, โอวัม, สเปอรมาโตซัว และยีนส์ หรืออะไรๆ ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ถือว่ามีชีวิตอยู่ก็ดี

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2552 , 09:04:28 น.] ( IP = 125.27.172.161 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ในพระพุทธศาสนาแสดงเอาไว้ว่าเป็น “อนารัมมณํ” แปลว่า รู้อารมณ์ไม่ได้ จะแสดงความรู้สึกสำนึกคิดหรือถ่ายทอดสัญชาตญาณ หรือสั่งสมอุปนิสัยสันดานสืบต่อมาจากพ่อแม่ไม่ได้เป็นอันขาด

การทดลองทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันด้วยไฟฟ้าหรือเครื่องมือต่างๆ ไม่ได้แสดงเลยว่าเซลล์ทั้งหลายรู้สึกได้ การทดลองกับเซลล์และเชื้อโรคบางชนิดภายนอกร่างกาย และเซลล์หรือเชื้อโรคนั้น แสดงอาการบางอย่างได้มันเป็นไปในทางแสดงปฏิกิริยาสนองตอบต่อสิ่งที่มาเร้าเท่านั้นเอง หาได้มีความรู้สึกนึกคิดไม่เลย

จริงทีเดียวถ้าในเซลล์หนึ่งมีจิตหนึ่งดวง ร่างกายของมนุษย์เรานี้มีเซลล์อยู่หลายพันหลายหมื่นล้านเซลล์ เฉพาะสมองมีประมาณถึง ๑๒ ล้านล้านเซลล์แล้ว ถ้าเช่นนี้ จิตมิมีหลายล้านด้วยหรือ ? ..เวลาจิตสั่งงานคงจะสั่งวุ่นวายกันพิลึก หรือจะว่าแบ่งหน้าที่กันทำ เช่น สมองส่วนบนมีหน้าที่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อถูกตี เซลล์เป็นแสนเป็นล้านก็จะโกลาหล มิแสดงความเจ็บปวดกันเซ็งแซ่ไปหรือ

ครั้งหนึ่งหลายสิบปีมาแล้ว ได้เกิดฆาตกรรมกันขึ้นใกล้ๆ วัดที่เสาชิงช้า คนร้ายใช้อาวุธมีคมเข้าใจว่าเป็นมีดดาบ ฟันคอชายคนหนึ่งขาดออกทันที สถานที่ๆ ศีรษะตกอยู่กับที่ๆ ร่างกายล้มลงนั้นห่างกันหลายวา ตามที่สันนิษฐานนั้นได้ว่า เมื่อชายผู้เคราะห์ร้ายนั้นถูกฟันศีรษะขาดลงแล้ว ร่างที่ปราศจากศีรษะนั้นยังเดินไปอีกหลายวา โดยเห็นได้จากลายมือที่เปื้อนเลือดซึ่งคงจะจับที่คอรู้ว่าศีรษะไม่มีแล้ว จึงคลำเดินไปตามฝาผนังของกำแพง เป็นลายมือประทับด้วยเลือดไปตามกำแพงเห็นได้ชัดเจนจนถึงที่ๆ ลำตัวล้มลง เวลานั้นมีคนพูดกันมากด้วยความพิศวงงงงวยว่า “หัวไม่มีแล้วยังเดินไปอีกได้ตั้งไกล”

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2552 , 09:04:54 น.] ( IP = 125.27.172.161 : : )


  สลักธรรม 2



และอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ในนครนิวยอร์คโฮเต็ลแห่งหนึ่งฆ่าไก่วันละจำนวนหลายร้อยตัว โดยวิธีเอามีดสับหัวให้ขาดเลย วันหนึ่งเกิดพิเรนอย่างใดไม่ปรากฏ ไก่ตัวหนึ่งถูกตัดหัวขาดลงแล้ว แต่กลับไม่ตายเดินหนีไปได้ คนที่ฆ่าไก่ไปจับมาตรวจดู ปรากฏว่าโลหิตได้แข็งตัวแห้งลงโดยเร็วจึงไม่ไหลออกมากจนเป็นเหตุให้ไก่ตาย และบังเอิญหลอดลมมิได้ถูกปิด ไก่จึงยังคงมีชีวิตอยู่

คนเลี้ยงได้หยอดอาหารและน้ำลงในหลอดอาหาร การหายใจอาศัยทางหลอดลม ไก่ยังคงมีสุขภาพดีอยู่อีกหลายวันโดยคุ้ยเขี่ยได้ ขึ้นคอนเตี้ยๆ นอนได้ ทำท่าทางและตีปีกเหมือนจะขันอย่างไก่ธรรมดาได้ทุกอย่าง แต่ในวันที่ไก่ตัวนี้ตายนั้น เนื่องจากคนเลี้ยงสะเพร่าเอาเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ลงไปในหลอดอาหาร แล้วไปปิดเอาหลอดลมเข้า ไก่จึงได้ตายด้วยหายใจไม่ออก

สำหรับเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ทดลองกันครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงเป็นบทเรียนที่สอนนักเรียนแพทย์ว่า เมื่อเอามันสมองที่มีหน้าที่สั่งการของสัตว์ออก สัตว์นั้นก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง นกพิลาปที่เอามันสมองออกไปแล้วก็ยังคงบินไปได้ จิกอาหารได้

จิตมีหน้าที่สั่งการให้ร่างกายทำอะไรทุกอย่าง ถ้าถือว่ามันสมองคือจิตแล้ว การที่เอามันสมองออกไปเสีย สัตว์นั้นก็จะเป็นเหมือนท่อนไม้เป็นแน่

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2552 , 09:05:12 น.] ( IP = 125.27.172.161 : : )


  สลักธรรม 3



การสำเร็จ การเห็น การได้ยินนั้น ต้องอาศัยจิตยกขึ้นสู่อารมณ์ ก็คือ ยกจิตเข้าสู่สิ่งที่จะเห็นหรือได้ยินนั่นเอง ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย นั้น เป็นเพียงประตูเข้าเท่านั้น เราจะเห็น, ได้ยิน, ได้กลิ่น, ลิ้มรส หรือสัมผัส รู้อารมณ์ได้นั้นต้องอาศัยวิตกยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ถ้าจิตมิได้ยกขึ้นไปสู่อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ ก็หาปรากฏได้ไม่

ธรรมทั้งหลายย่อมอาศัยเหตุเป็นแดนเกิดทั้งนั้น เช่นการประชุมของเหตุดังกล่าวแล้ว เหตุนี้ประสาททั้งหลายก็เป็นเพียงทางหรือสะพานให้ความรู้สึกผ่านเข้าทางนั้น ส่วนมันสมองเป็นเพียงสถานที่บัญชาการใหญ่ของแม่ทัพ เป็นสถานที่เท่านั้น รู้อารมณ์ไม่ได้เลย

มันมีจักรกล มันมีไฟฟ้าหรือสวิทซ์อันละเอียดอ่อนทำหน้าที่ๆ น่าพิศวงที่จะส่งเรื่องทั้งหลายให้แม่ทัพ คือจิต เพื่อทราบ จะได้สั่งการต่อไป ความรับรู้และบัญชาการทัพนี้ต้องเป็นแม่ทัพคนเดียว ผู้อื่นไม่ใช่หน้าที่ ผู้อื่นเป็นลูกน้องตัวเล็กๆ ที่จะพาสิ่งที่ผ่าน ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย มาให้แม่ทัพ คือจิต แล้วรับคำสั่งให้ผ่านออกไปเท่านั้น

ถ้าสถานที่บัญชาการนี้ถูกทำลายลงก็ต้องโยกย้ายไปบัญชาการที่อื่น แต่ความสะดวกนั้นย่อมไม่มีทางและประตูบางแห่งหรือหลายแห่ง อาจชำรุดหรือเสียหายจนผ่านเข้าออกทางนั้นไม่ได้ก็เป็นได้ ฉะนั้น จะให้งานทัพดำเนินไปตามเดิมหาได้ไม่

เหตุนี้สัตว์ที่เอามันสมองออกไปบางส่วนจึงหมดความรู้สึกไปหลายอย่าง เพราะประสาทที่เป็นทางให้ความรู้สึกเช่นนั้นผ่าน หมดหนทางที่จะเข้าไปถึงจิตได้โดยตรง

ฉะนั้นการทดลองในสัตว์เอามันสมองออกโดยมิได้ทำให้สัตว์ตาย และสัตว์นั้นยังคงมีชีวิตอยู่ได้ และรู้อารมณ์ได้บางอย่าง เท่าที่ประสาทส่วนที่เหลือนั้นจะปฏิบัติงานได้ เพราะจิตจะต้องอาศัยประสาทเป็นทางผ่านเข้าไป เช่นประสาทตาชำรุดเสียหาย การเห็นก็จะปรากฏไม่ได้เป็นต้น

แน่นอน มันสมองมิใช่เป็นตัวจิต ทั้งจิตก็มิได้อาศัยอยู่ในมันสมองด้วย มันเป็นแต่วัตถุ หรือรูปที่จะให้ความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้นมาเท่านั้น

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2552 , 09:05:31 น.] ( IP = 125.27.172.161 : : )


  สลักธรรม 4



หรืออย่างในการอธิบายเรื่องของเจตสิก ท่านก็จะมีการปูพื้นฐานความเข้าใจไว้ว่า

สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะเป็นสิ่งเดียว โดดเดี่ยว มิได้มีอะไรมาปะปน เพราะสิ่งที่ปะปนนั้นแต่ละอย่างก็ย่อมจะมาทำหน้าที่การงานต่างๆ กันไป

บ้านของเราหลังนี้ มันก็จะต้องมีเสา มีหลังคา มีพื้น มีข้างฝา และมีประตูหน้าต่าง แต่ละอย่างที่มารวมกันนี้ก็มีหน้าที่การงานต่างๆ กัน เช่น เสาก็มีหน้าที่ค้ำยันให้บ้านเกิดความมั่นคงไม่ซวนเซ หลังคา ก็มีเอาไว้กันแดดกันฝน ข้างฝาก็กันลมกันแดด กันขโมย หน้าต่างก็สำหรับให้แสงสว่างเข้ามา ให้อากาศถ่ายแท และใช้ประตูสำหรับจะได้เข้าออก

ก็จะได้เห็นว่า ไม่มีบ้านหลังใดที่ไม่ต้องอาศัยของหลายอย่างผสมกัน ไม่มีบ้านหลังใดที่มีแต่ไม้ชิ้นเดียว หรือมีประตูแต่เพียงบานเดียว เพราะไม้ชิ้นเดียว ประตูบานเดียว เราไม่เรียกว่า "บ้าน" แม้แต่กินก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่ง ก็มีของผสมรวมกันไม่ต่ำกว่า ๑๐ อย่าง

โดยทำนองเดียวกันนี้เอง จิตใจของสัตว์ทั้งหลายที่มีหน้าที่เห็น ได้ยิน คิดนึก จึงมิได้เป็นตัวเดียวโดดๆ ไม่มีอะไรปนเลย แล้วก็สามารถเห็นได้ ได้ยินได้ คิดนึกได้ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่พากันเข้าใจดังนั้น แล้วก็พากันพูดต่อๆ มาว่า จิตใจนั้นเกิดขึ้นมาโดดเดี่ยวลำพัง เป็นสิ่งกายสิทธิ์และอมตะ จิตใจนั้นผ่องใสบริสุทธิ์มีกิเลสจรมาภายหลังทำให้มัวหมอง ความเข้าใจของคนส่วนมากดังกล่าวมา เป็นความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง

คำว่า "คน" นั้นจะต้องมีหน้าตา มีตัว มีแขนขา ถ้ามีแต่มือหรือมีแต่ตาเราจะเรียกว่าคนได้หรือเรียกมือว่า "คน" ก็เห็นจะดูกระไรอยู่

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2552 , 09:05:48 น.] ( IP = 125.27.172.161 : : )


  สลักธรรม 5



เปรียบอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกัน ที่เราเรียกกันว่ารถยนต์นั้น มันมิได้เกิดขึ้นมาจากของสิ่งเดียว หากแต่จะต้องมีการประชุมกันของของหลายสิ่ง เช่น ต้องมีเหล็ก ต้องมีเครื่องยนต์ ต้องมียางเป็นต้น เหล็กทำหน้าที่เป็นตัวถัง เป็นบังโคลน เครื่องยนต์ต้องมีลูกสูบมีลิ้นไอดีไอเสีย และก็ต้องมีสายไฟ สายน้ำมัน มียางมีลูกล้อ

การที่มันต้องมีหลายอย่างดังกล่าวนั้นก็เพราะว่า แต่ละชิ้นส่วน ของมันก็ทำหน้าที่การงานไปคนละอย่าง เช่น คานรถก็รองรับน้ำหนัก เครื่องยนต์ก็เพื่อจะก่อให้เกิดกำลังไปหมุนลูกล้อ ดังนี้เป็นต้น

ด้วยเหตุดังนี้เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้สอนว่า จิตใจนั้นมิได้เกิดขึ้นมาโดดเดี่ยวแต่ลำพัง จิตใจนั้นมิได้เกิดขึ้นมาโดยมิได้อาศัยอะไรช่วยเหลือปรุงแต่งให้เป็นไป และธรรมชาติที่เข้าช่วยให้การงานต่างๆ มีเห็น ได้ยิน คิด ช่วยให้เกิดความโลภ ความโกรธ เหล่านั้นเรียกว่าเจตสิก

เจตสิกจึงเป็นธรรมชาติที่ประกอบกับจิตและปรุงแต่งให้จิตนั้นเป็นไปต่างๆ เช่น เจตสิกบางตัวทำหน้าที่รับกระทบกับอารมณ์ เจตสิกบางตัวทำหน้าที่ให้เกิดความจำ เจตสิกบางตัวทำให้เกิดความตั้งมั่น และเจตสิกบางตัวทำให้เกิดความโลภ เกิดความโกรธ หรือไม่โลภ ไม่โกรธ เป็นต้น ทั้งหมดมีจำนวน ๕๒ ประเภทด้วยกัน

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2552 , 09:06:07 น.] ( IP = 125.27.172.161 : : )


  สลักธรรม 6



จากคำถามที่มีมาว่า เจตสิกทั้งหลายเป็นเรื่องของทฤษฎี เป็นกฎเกณฑ์ที่วางเอาไว้เท่านั้นหรือหาไม่ จริงแท้แน่นอนอย่างไร มีใครได้ประจักษ์บ้างหรือเปล่า?

คำตอบของเรื่องนี้ก็คือ เจตสิกที่ประกอบกับจิต ทำให้จิตเป็นไปต่างๆ นั้น เมื่อศึกษามากขึ้นก็จะบังเกิดความเข้าใจในเหตุผลต่างๆ จะได้เห็นความจริงมากขึ้นทุกที จะได้พิสูจน์จากบทเรียน เพราะเราจะรู้แน่แก่ใจว่า ถ้าขาดเจตสิกที่สำคัญไปสักตัวหนึ่งก็จะเกิดจิตหรือวิญญาณขึ้นมาไม่ได้ เช่น ขาดผัสสเจตสิกที่มีหน้าที่รับกระทบ หรือขาดสัญญาเจตสิกที่มีหน้าที่จดจำและเก็บอารมณ์ต่างๆ เอาไว้ในจิตเป็นต้น

บทเรียนต่างๆ ที่จะได้รับต่อๆ ไป ก็จะได้บทพิสูจน์มากยิ่งขึ้นๆ ไปตามลำดับ ที่กล่าวมานี้เป็นการพิสูจน์จากการศึกษาและการคิดพิจารณาเอาเอง และอีกบทพิสูจน์หนึ่งที่ได้ก็คือจากการปฏิบัติจริง เป็นการเข้าไปพบเห็นเป็นประจักษ์แก่ผู้ปฏิบัติ จะเห็นเจตสิกเป็นอันมากปรากฏเกิดขึ้นต่อหน้าในการเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาปฏิบัติเพื่อทำลายมโนภาพ พยายามมิให้มโนภาพเกิดขึ้นตามวิธีการต่างๆ อย่างพิสดาร และผู้ที่จะเห็นเจตสิกที่เข้าประกอบจิตนั้น ไม่ต้องรอถึงแก่หรือตาย ทั้งไม่ต้องถึงปีหรือสองปี และไม่ต้องได้มรรค ผล นิพพานเสียก่อน

บางท่านก็ปฏิบัติไปเพียง ๒ - ๓ วัน บางท่านก็ ๑ หรือ ๒ สัปดาห์ อย่างช้าก็ ๑ เดือน ๒ เดือน เท่านั้น ก็มีความสามารถที่จะเห็นความจริงนี้ได้แล้ว ขอให้มีความเข้าใจและได้เหตุผลเสียก่อนการปฏิบัติ การเห็นเจตสิก ที่เข้าประกอบกับจิตนั้นเป็นเรื่องเล็ก

เมื่อเอาสติเข้าไปกำหนดอารมณ์ตามทวารต่างๆ จนบังเกิดความสงบดีสักหน่อย ปัญญาในเบื้องต้นก็จะเกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อยตามลำดับ แล้วต่อจากนั้นก็จะได้ประสบกับนามเจตสิก เห็นโลภะ โทสะ โมหะ หรือกุศลเจตสิกกำลังเกิดอยู่ ทั้งรู้ด้วยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นเครื่องกั้นกางขัดขวางมิให้เกิดขึ้นได้ง่าย เราจะแก้หรือจะขจัดเครื่องกั้นกางนั้นได้โดยวิธีการใดบ้าง

เจตสิกตัวอื่นๆ นอกจากนี้ก็จะมาปรากฏในอารมณ์อยู่เสมอ ผลัดเปลี่ยนกันไปๆ มาๆ เมื่อเพ่งพิจารณาจนละเอียดมากขึ้น ก็จะปรากฏชัดเจนมากขึ้น แม้เจตสิกที่เพิ่งจะเริ่มเข้ามาเพียงเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น ถีนะมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอนที่เราไม่อาจเห็นได้ในเวลาปกติ เพราะเพิ่งจะย่างกรายเข้ามาเพียงนิดเดียวเท่านั้น ว่ามันเข้ามาอยู่ในโลภะ หรือในโทสะได้ ซึ่งตามธรรมดาบุคคลทั้งหลายหาได้ทราบไม่ ถ้ามิได้ปฏิบัติเข้าไปให้ถึงก็จะไม่มีหวังได้รู้ได้เห็นเลย

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2552 , 09:06:24 น.] ( IP = 125.27.172.161 : : )


  สลักธรรม 7



อย่างผัสสเจตสิกเป็นตัวทำหน้าที่รับกระทบอารมณ์ คือรับกระทบแสง เสียง และเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าสิ่งที่มากระทบหรือเรื่องราวนั้นจะเล็กหรือใหญ่ จะดีหรือไม่ดี จะมีคุณประโยชน์กับตนหรือหาไม่ก็ตาม แต่คนโดยทั่วไปนั้นมักจะมีความเข้าใจว่า ลงชื่อว่าผัสสะ แปลว่า รับกระทบแล้ว ก็จะต้องกระทบกันจริงๆ จังๆ เช่น เอามือมากระทบ กับโต๊ะ หรือเอาไฟมาถูกร่างกาย คือเอาของสองอย่างมาถูกกันเข้า

สมมุติว่า เอามะนาวมาผลหนึ่ง แล้วเอามาผ่าออกเป็นสองซีก เสร็จแล้วจึงหยิบเอาซีกหนึ่งมาเคี้ยวต่อหน้าให้ได้เห็น เราจะรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ก็คงจะรู้สึกเข็ดฟัน คงจะน้ำลายไหล

เกิดผัสสะคือการกระทบขึ้นแล้ว คือเกิดขึ้นที่ตา เกิดขึ้นระหว่างมะนาวซึ่งเป็นอารมณ์กับผัสสเจตสิก แล้วก็เกิดขึ้นที่ใจอีก ที่ทำความรู้สึกในใจที่รู้อยู่แล้วว่ามะนาวมันเปรี้ยว ความรู้สึกว่าเปรี้ยวที่เก็บเอาไว้ในใจมากระทบกับใจอีก จึงทำให้เข็ดฟันและน้ำลายไหล

นี่คือตัวอย่างที่มันมิได้กระทบกันจริงๆ หรือที่เห็นๆ เสมอไป ก็เรียกว่าผัสสะได้ นอกจากนั้นก็ยังมีตัวอย่างอื่นๆ อีกเป็นอันมาก เช่น เห็นคนเดินบนตึกหลายๆ ชั้นที่กำลังก่อสร้าง โดยเดินบนกระดานแผ่นเดียวแล้วก็เสียวไส้ ความรู้สึกนี้ก็เกิดขึ้นมาจากการที่ตากระทบรูปที่น่ากลัวเข้า หรือกระทบเสียงที่โหยหวนของสุนัขแล้วก็หวั่นไหวใจคอ ไม่สบาย ก็ล้วนแล้วแต่อาศัยผัสสะคือการกระทบทั้งนั้น

ถ้าจิตใจมิได้มีผัสสเจตสิกเป็นตัวรับกระทบเสียแล้ว อารมณ์ต่างๆ ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ และเมื่อการรับกระทบมิได้เกิดขึ้นมาแล้วจิตก็จะเกิดขึ้นมาเห็น ได้ยิน หรือคิดอะไรก็ไม่ได้เป็นอันขาด

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2552 , 09:06:40 น.] ( IP = 125.27.172.161 : : )


  สลักธรรม 8

คุณค่าของความดีที่ปรากฏ
จากเบื้องบทบรรยายในคำสอน
ที่อาจารย์ขานกล่าวเฝ้าเว้าวอน
เพื่อสั่นคลอนอวิชชาอันหนาทรวง

หวังให้ผู้เล่าเรียนเปลี่ยนความคิด
รู้ถูกผิดคิดใหม่ไม่แหนหวง
ท่านเพียรมอบความจริงใจไร้คำลวง
ชักชวนคนทั้งปวงเรียนอภิธรรม

หลายสิบปีที่ท่านบากบั่นสอน
ช่วยไถ่ถอนล้างใจไม่ถลำ
อธิบายทางใหม่ให้น้อมนำ
เหตุผลจากพระธรรมไปใช้จริง

ท่านสรรค์สร้างทุกอย่างเพื่อส่งเสริม
ความรู้เติมขับกิเลสที่สู่สิง
สร้างสถานการศึกษาให้พักพิง
สร้างเรือนธรรมให้อิงเสริมปัญญา

จวบจนกาลผ่านพ้นบนชาตะ
ท่านได้ละชีพไปให้ครวญหา
สิ้นแสงหนึ่งประทีปแห่งปัญญา
ร้างเสียงขานเรียกมาให้เล่าเรียน

สิบแปดปีวันนี้ที่ท่านจาก
พระคุณท่านล้นหลากท่วมเหนือเศียร
จากความเหนื่อยที่ท่านได้พากเพียร
สร้างโรงเรียนอบรมบ่มสอนใจ

ทำให้เหล่าศิษยามาถูกทาง
ไม่เหินห่างธรรมาพิสมัย
มีชีวิตคิดถูกและปลอดภัย
ขอกราบในพระคุณนี้ที่เจือจาน

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2552 , 09:07:49 น.] ( IP = 125.27.172.161 : : )


  สลักธรรม 9




ขอเชิญศิษยานุศิษย์ทุกท่านร่วมงาน
"รำลึกพระอาจารย์บุญมี ปูชนียบุคคล"
ณ ศาลาเสือพิทักษ์ มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒


๙.๓๐ - ๑๑.๐๐ น.ปาฐกถาธรรมเรื่อง ทิฎฐิมานะ
โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์เทพวรารามฯ

๑๑.๓๐ - ๑๒.๐๐ น. ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน

๑๒.๓๐ น. พิธีบูชาครู และเปลี่ยนผ้าจีวรหุ่นขี้ผึ้ง รูปเหมือนพระอาจารย์บุญมี เมธังกุโร

๑๓.๐๐ น. พระสงฆ์ ๗ รูป เจริญพระพุทธมนต์

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2552 , 09:08:25 น.] ( IP = 125.27.172.161 : : )


  สลักธรรม 10


ร่วม "รำลึกพระอาจารย์บุญมี ปูชนียบุคคล"
ด้วยความเคารพและศรัทธายิ่งค่ะ

โดย พี่ดา [20 พ.ย. 2552 , 10:08:12 น.] ( IP = 124.121.177.54 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org