| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร?
![]()
![]()
ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ตอนที่ผ่านมา
ปรมัตถธรรม แปลว่า ธรรมชาติที่มีเนื้อความอันประเสริฐ หมายถึงของจริงที่ไม่มีวันวิปริต และสิ่งที่ไม่วิปริตก็หมายถึง สิ่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีใครสามารถจะทำให้เปลี่ยนแปลงได้ ก็ได้แก่ธรรมชาตินั้นเป็นอยู่อย่างไรก็ต้องเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดไป ตั้งแต่โลกนี้ได้เกิดขึ้นมาจนโลกถูกทำลายไป ธรรมชาติอย่างนี้ เรียกว่าของจริง หรือเรียกว่าปรมัตถธรรม
คำว่า ปรมัตถธรรม นี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ครอบคลุมไปทั้งโลก แม้พ้นไปจากโลกแล้ว แต่ความเป็นของจริงก็ยังได้ชื่อว่า ปรมัตถธรรม อยู่นั่นเอง
ตามหลักฐานที่กล่าวถึงปรมัตถ์ท่านก็ได้ศึกษามาแล้วเรื่องธรรมชาติทั้งสี่ประการ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป และ นิพพาน ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ปรมัตถธรรมก็คือ ธรรมที่ปฏิเสธความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ธรรมชาติเหล่านั้นมีอยู่จริงและเป็นของจริงด้วย แล้วสิ่งนั้นคืออะไรกัน? พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า รูปนามขันธ์ห้าบ้าง อายตนะ ๑๒ บ้าง ธาตุ ๑๘ บ้าง อินทรีย์ ๒๒ บ้าง สัจจะ ๔ บ้าง และปฏิจจสมุทปบาท ๑๒
กล่าวโดยย่อที่สุด ได้แก่ รูปธรรมและนามธรรมอันเป็นอนัตตา คือ เป็นธรรมชาติที่ไม่ใช่ตัวตน
คำว่า อนัตตา ไม่ได้หมายความว่าเป็นของสูญหรือความไม่มี อนัตตา เป็นธรรมชาติที่มีอยู่แน่นอน เพราะอนัตตาต้องมาจากความไม่เที่ยง และความเป็นทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาติใดก็แล้วแต่ที่จะเป็นอนัตตาได้ ธรรมชาตินั้นต้องมีลักษณะไม่เที่ยงเป็นทุกข์ อะไรไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ เป็นตัวมารับรองยืนยันอยู่ว่าธรรมชาตินั้นๆ จะต้องมีอยู่จริงแท้แน่นอน ถ้าไม่มีธรรมชาติที่รับรองความไม่เที่ยงและความเป็นทุกข์แล้ว ลักษณะของความไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ก็มีไม่ได้
โดย บุษกร เมธางกูร [26 พ.ย. 2552 , 11:25:09 น.] ( IP = 125.27.174.198 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ธรรมชาติที่มีลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ นั้นมีอยู่ที่ไหน ก็มีอยู่ที่รูปนามขันธ์ห้าของเรา ที่เราสำคัญว่าเป็นตัวเราเอง ที่นี้เราลองมาพิจารณาดูที่ตัวเราเรามาดูซิว่า
รูปร่างกายของเรานี่มีจริงหรือไม่ ? ความรู้สึกสบาย ไม่สบาย หรือความรู้สึกเฉยๆ เหล่านี้ มีอยู่กับเราเสมอๆ หรือไม่? ความกำหนดจดจำสิ่งต่างๆ นับตั้งแต่จำตนเองได้ ตลอดจนญาติพี่น้อง สิ่งของต่างๆ ธรรมชาติที่เป็นตัวกำหนดจดจำ มีอยู่จริงหรือไม่ ? ความรู้สึกชอบ ความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา จิตมีเมตตาจิตคิดจะกรุณา ความรู้สึกศรัทธาเลื่อมใส มีเมตตาจิตคิดจะกรุณา การกระทำบาป กระทำบุญ เหล่านี้มีอยู่กับเราหรือไม่? และแม้แต่การเห็นการได้ยิน รู้รส ถูกต้องสัมผัสและนึกคิดเหล่านี้มีอยู่กับเราหรือไม่?
รูปร่างกาย คือ รูปขันธ์
ความสุขความทุกข์หรือเฉยๆ ก็คือเวทนาขันธ์
ความจำอารมณ์ต่างๆ เป็นสัญญาขันธ์
ความชอบใจไม่ชอบใจ ตลอดจนการกระทำบุญทำบาป เหล่านี้เป็น สังขารขันธ์
และที่เห็น ได้ยิน นึกคิด เหล่านี้เป็นวิญญาณขันธ์
เป็นอันว่า ตัวตนเรา มีที่ไหนกันค่ะ มีแต่รูปนามขันธ์ห้า ที่เป็นตัวปรมัตถ์เท่านั้น รูปนามขันธ์ห้า หรือ ปรมัตถธรรมเหล่านี้มาจากไหน ? ซึ่งก็เท่ากับถามว่า สัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นได้อย่างไร? และตายแล้วจะไปไหน ? ปัญหาเหล่านี้เคยมีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล แม้ในพุทธกาลก็ยังมีอยู่ตลอดมาและตลอดไป เมื่อสิ้นพุทธกาลแล้ว ก็ยังคงเป็นปัญหาต่อไปอีก
โดย บุษกร เมธางกูร [26 พ.ย. 2552 , 11:25:42 น.] ( IP = 125.27.174.198 : : )
สลักธรรม 2
ปัญหานี้เหมือนจะชี้ให้เห็นว่า การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย มีจริงหรือไม่? ถ้ามีจริงแล้วเวียนเกิดเวียนตายได้อย่างไร?
ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ให้เห็นได้ยาก บางคนเพียรพยายามพิสูจน์การเวียนว่ายตายเกิดให้คนอื่นเชื่อ โดยอาศัยการพิสูจน์ในหลักการต่างๆ มากมาย อย่างตอนสมัยคุณพ่อก็สืบเนื่องเกี่ยวกับเรื่องผีสางเทวดาว่ามีจริงหรือไม่ ก็มีการแสดงหรือว่าบทพิสูจน์ต่างๆ มากมาย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ มีอยู่พร้อมแล้วในพระพุทธศาสนา แต่ต้องอาศัยเหตุผลในการศึกษาและการปฏิบัติจึงจะรู้ได้ว่ารูปนามขันธ์ห้ามีอะไรเป็นเหตุปัจจัย
เหตุผลนี้ในปฏิจสมุปบาท ซึ่งแสดงถึงการเวียนว่ายตายเกิดว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร สังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป นามรูปเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะ และเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน กัมมภวะ อุปัตติภวะ ก็คือชาติ ชรา มรณะนั่นเอง
ธรรมชาติทั้งหลายนี้ล้วนอาศัยธรรมที่เป็นเหตุปัจจัยแก่กันทั้งสิ้น หรือจะกล่าวโดยย่อก็ได้แก่ วัฏฏะ ๓ ก็ได้แก่ กิเลสวัฏฏ์ เป็นปัจจัยแก่ กัมมวัฏฏ์ และกัมมวัฏฏ์นี้เป็นปัจจัยแก่ วิปากวัฏฏ์ หมายความว่าเมื่อยังมีกิเลสก็เป็นเหตุให้ต้องกระทำกรรม ที่เป็นบาปบ้างเป็นบุญบ้าง เมื่อได้กระทำกรรมไปแล้วคือ การกระทำบาปและกระทำบุญแล้วผลของบาปและบุญก็คือวิบากก็ย่อมเกิดขึ้นแน่นอน
เมื่อวิบากได้แก่รูปนามขันธ์ห้าที่เป็นผลของกรรมบังเกิดขึ้นก็เป็นที่อาศัยของกิเลส มีทิฏฐิและตัณหาที่ยึดรูปนามขันธ์ห้าว่าเป็นเราและก็ขวนขวายแสวงหาอารมณ์ต่างๆ มาเป็นของเราด้วยความสำคัญผิดว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นจะพาความสุขมาให้ เราจึงต้องประสบกับความพอใจความไม่พอใจ ในการรับอารมณ์อยู่อยู่เรื่อยมา นี่คือเหตุผลที่แสดงถึงความเกิดขึ้นและความเป็นไปของรูปนามขันธ์ห้า
โดย บุษกร เมธางกูร [26 พ.ย. 2552 , 11:28:13 น.] ( IP = 125.27.174.198 : : )
สลักธรรม 3
ถ้าจะว่าถึงเหตุปัจจัยโดยพิสดารออกไป ก็กล่าวได้ว่ารูปนามขันธ์เกิดแต่ปัจจัย ๒๔
พระพุทธเจ้าพระพุทธองค์จึงตรัสว่า ธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุ หมายความว่าเหตุปัจจัย ๒๔ ประการนี้เองเป็นผู้สร้างสรรค์รูปนามขันธ์ห้า ให้สัตว์ทั้งหลายนี้ได้อุบัติขึ้นมาในโลก ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใครดลบันดาลทั้งสิ้น
ปัจจัย ๒๔ นี้ เมื่อย่อลงมาก็ได้แก่ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และเมื่อย่อปฏิจจสมุปบาท๑๒ ลงไปอีก ก็ได้แก่วัฏฏะ ๓ คือ กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์
รูปนามขันธ์ห้าที่เรายึดกันว่าเป็นอัตตาตัวตนคนสัตว์ ล้วนเป็นปรมัตถ์ที่อาศัยเหตุปัจจัยให้เกิดทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เราที่นับถือพุทธศาสนา ย่อมรู้ดีว่าคำสอนของพระพุทธเจ้ามีประโยชน์และประเสริฐที่สุด เพราะว่าสอนให้สัตว์ทั้งหลายได้พ้นทุกข์ด้วยการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระองค์ คือการกระทำธุระในพุทธศาสนาให้สมบูรณ์ทั้งคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ
ประโยชน์ในการเรียนรู้ปรมัตถธรรม มีรูปนามขันธ์ห้าเป็นต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะให้เข้าถึงพระนิพพานอันเป็นปรมัตถธรรมที่เป็นเป้าหมายปลายทางนั่นเองก็คือกระทำให้แจ้ง ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะขันธ์ห้าก่อน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนมีแต่รูปนามขันธ์ห้าทั้งสิ้น
โดย บุษกร เมธางกูร [26 พ.ย. 2552 , 11:28:58 น.] ( IP = 125.27.174.198 : : )
สลักธรรม 4
ดังนั้น ผู้ใดปฏิเสธพระอภิธรรมหรือปรมัตถธรรมก็คือเป็นผู้ปฏิเสธขันธ์ห้า
ผู้ปฎิเสธรูปนามขันธ์ห้า คือ ผู้ไม่รู้จักตัวเองๆ
ผู้ไม่รู้จักตัวตนคือผู้ไม่รู้จักสภาวะของปรมัตถธรรม
เมื่อไม่รู้จักปรมัตถธรรม ไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึงไตรลักษณ์ได้
ผู้ไม่รู้จักไตรลักษณ์จึงไม่รู้ว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์
เมื่อไม่รู้จักทุกข์ ก็มิอาจแจ้งพระนิพพานคือธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์ได้
ส่วนผู้ที่รู้จักรูปนามขันธ์ห้าก็สามารถกำหนดรู้ความจริงของปรมัตถ์ ที่มีจริงและเป็นจริงได้ กำหนดได้ว่ามีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา รูปนามขันธ์ห้าจึงแสดงความเป็นไตรลักษณ์ ให้แก่วิปัสสนานำเข้าถึงพระนิพพานได้
มีหลักฐานในอนัตตลักษณะสูตรที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้วเราก็นำมาใช้สวดมนต์ ทำวัตรกันมาเป็นประจำในการพิจารณารูปนามขันธ์ห้าว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาที่สวดมนต์กันว่า รูปังอนิจจัง เวทนาอนิจจา สัญญาอนิจจา สังขาราอนิจจาร วิญญาณังอนิจจัง รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง
ในไตรลักษณ์นั้น มีความสำคัญต่อเนื่องกันอยู่ในสูตรนี้ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นก็เป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตาสิ่งนั้นพึงเห็นชอบด้วยปัญญาตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่านี่ไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่เป็นนี่ เราไม่ใช่เป็นอนัตตา ฉะนั้น อนัตตาไม่ใช่เป็นของเรา ไตรลักษณ์เหล่านี้ย่อมไม่ปรากฏ เพราะไม่ได้มนสิการอะไร ไม่ได้แทงตลอดอะไร เพราะถูกปิดบังเอาไว้ เมื่อมีความปิดบังแล้วอนิจจลักษณะไม่ปรากฏเพราะไม่ได้มนสิการไม่ได้แทงตลอดความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของนามรูป
โดย บุษกร เมธางกูร [26 พ.ย. 2552 , 11:29:28 น.] ( IP = 125.27.174.198 : : )
สลักธรรม 5
ทำไมถูกปิดบัง? เพราะถูก สันตติ คือความสืบต่อของนามรูปปิดบังเอาไว้ ทุกขลักษณะ ไม่ปรากฏเพราะไม่ได้มนสิการไม่ได้แทงตลอดในความบีบคั้นของนามรูป เพราะถูกอิริยาบถปิดบังเอาไว้ อนัตตลักษณะไม่ปรากฏเพราะไม่ได้มนสิการเพราะไม่ได้แทงตลอดในการแยกนามรูป เพราะถูก ฆนสัญญา ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนปิดบังเอาไว้
ที่นี้กำหนดเมื่อความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของนามรูปทำสันตติให้ขาดตอนได้ อนิจจลักษณะ ย่อมปรากฏโดยกิจตามความเป็นจริงเมื่อมนสิการความบีบคั้นของรูปนามอยู่เนืองๆ เพิกอิริยาบถได้แล้ว ทุกขลักษณะ ปรากฏโดยกิจตามความเป็นจริงในเมื่อมนสิการรูปนามที่เป็นอารมณ์ต่างๆ การแยกความเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ อนัตลักษณะ ย่อมปรากฏโดยกิจตามความเป็นจริง เพราะรูปนามขันธ์ห้าหรือปรมัตถธรรมย่อมมีปกติความเป็นจริงคือ ทุกขลักษณะ อนิจจลักษณะ และอนัตตลักษณะ
เรียนรู้ปรมัตถธรรมไปเพื่ออะไร ก็เพื่อนำความรู้ไปเพื่อปฏิบัติวิปัสสนา เพราะการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ต้องเข้าใจเหตุผลในความหมาย ของคำว่าวิปัสสนาเข้าใจเสียก่อนว่าคืออะไร
วิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญา ที่เห็น.. เห็นอะไร เห็นรูปนามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก่อนปฏิบัติวิปัสสนาจึงต้องเรียนรู้นามรูปอันเป็นปรมัตถธรรม ให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ให้เข้าใจดี การปฏิบัติวิปัสสนาเป็นการเจริญปัญญา เพื่อจะละอนุสัยกิเลส มีทิสทานุสัยเป็นต้นเพื่อจะละอุปปาทานอันมีอัตตวาทุปาทาน เป็นต้น หรือเพื่อทำลายวิปลาสธรรมคือความเห็นผิดความจำผิดคิดผิดในอารมณ์ของรูปนามขันธ์ห้าว่าเป็นอัตตาตัวตนมีอัตตวิปลาสการกระทำวิปัสสนา จึงเป็นการทำลายความเห็นผิดที่คิดว่ารูปนามขันธ์ห้าเป็นตัวตนคนสัตว์เป็นเรา เมื่อละความเป็นตัวตนเป็นเราได้ ความเป็นของๆ เราก็ไม่มี
โดย บุษกร เมธางกูร [26 พ.ย. 2552 , 11:29:46 น.] ( IP = 125.27.174.198 : : )
สลักธรรม 6
นี่เป็นประโยชน์เบื้องต้นในการกระทำวิปัสสนา ส่วนประโยชน์สูงสุดของวิปัสสนาทำให้แจ้งพระนิพพานคือเข้าถึงความเป็นพระอริยบุคคล มีพระโสดาบันบุคคล เป็นต้น จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ในที่สุด เมื่อเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ผู้สิ้นแล้วซึ่งอาสวะกิเลส ก็ไม่มีเหตุที่จะทำให้เกิดการกระทำกรรม การกระทำของพระอรหันต์ต่างๆ เป็นกิริยาไป เป็นการกระทำโดยไม่หวังในผลอะไรอีกต่อไป และเมื่อพระอรหันต์นิพพาน ก็ไม่มีปัจจัยอะไรให้รูปนามขันธ์ห้าเกิดขึ้นมาอีก
เพราะฉะนั้น เมื่อกิเลสวัฏฏ์สิ้นไปก็ไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดกรรมวัฏฏ์เกิดขึ้นอีก กรรมวัฏฏ์สิ้นไป กรรมไม่มี มีแต่กิริยาอาการที่สักแต่ว่ากระทำไปเท่านั้น ไม่หวังผลอะไร พอกิริยาดับไป หมายถึงพระอรหันต์ทั้งหลายสิ้นไปด้วยการปรินิพพาน วิบากวัฏฏ์ก็ไม่เกิดอีก เมื่อวิบากวัฏฏ์ไม่มี กิเลสวัฏฏ์อาศัยอะไรที่ไหนไม่ได้ ก็หมดเชื้อคือไม่มีกิเลสนั่นเอง
เมื่อกิเลสวัฏฏ์หมดลง กรรมวัฏฏ์ก็หมดลง วิปากวัฏฏ์ก็หมดลง วัฏฏะทั้งสามประการนี้ก็หยุดหมุนเวียนต่อไป ปรมัตถธรรมทั้งหลายก็หมดไปด้วย เพราะไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย จึงเรียกได้ว่าจบลง
ฉะนั้น ถ้าถามว่าปรมัตถธรรมเกิดขึ้นได้อย่างไร? ก็ตอบได้ว่าเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ปัจจัยอะไร ที่ปรุงแต่งให้ปรมัตถธรรมเกิดขึ้น ได้แก่ปัจจัยทั้งหมด ๒๔ ปัจจัย ตั้งแต่เหตุปัจจัย อารัมณณปัจจัย อธิปติปัจจัย อนันตรปัจจัย ไปจนถึงวิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัย เป็นที่สุด ปัจจัยทั้งหมดเป็นตัวปรุงแต่งให้รูปนามขันธ์ห้าเกิดดับหมุนเวียนไปในวัฏฏะทุกข์ ถ้าปัจจัยเหล่านี้หมดไปเมื่อใด ความเป็นพระอรหันต์ก็ปรากฏแก่รูปนามขันธ์ห้านั้น และก็หมดเหตุปัจจัยไม่ปรุงแต่งให้รูปนามขันธ์ห้าปรากฏอีกต่อไปเมื่อนั้น
แสดงว่าปรมัตถธรรมเป็นสภาวธรรมที่มีจริง เป็นจริงและรู้ด้วยอายตนะภายในทั้ง ๖ ประการ ปรากฏเกิดขึ้นอยู่กับตัวเรา และก็สามารถเข้าไปพิสูจน์ความจริงเหล่านี้ได้ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ความจริงเหล่านี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอภิธรรม เพราะเป็นธรรมอันยิ่งใหญ่ เป็นของจริงอันประเสริฐ ที่มีจริงและเป็นจริง
โดย บุษกร เมธางกูร [26 พ.ย. 2552 , 11:30:02 น.] ( IP = 125.27.174.198 : : )
สลักธรรม 7
เมื่อประมาณ ๔๐ ๕๐ ปีก่อน มีการปฏิเสธกันมากเลยว่า พระอภิธรรมไม่ใช่พุทธพจน์ ที่ว่าไม่ใช่พุทธพจน์เพราะ ผู้กล่าวไม่เข้าใจพระอภิธรรม แม้แต่นิพพานปรมัตถ์นี้ก็เหมือนกันมีผู้เข้าใจว่า ขณะใดที่ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลงปรากฏขึ้นในจิตใจขณะนั้น ชื่อว่าได้ประสบกับพระนิพพานเป็นการชั่วคราว ดูจะปรับพระนิพพานให้เป็นขันธ์ให้ได้ ทั้งๆ ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า นิพพาน นั้นเป็นขันธวิมุตติ พ้นจากความเป็นขันธ์
เพราะการไปทึกทักเอาเองว่าพระอภิธรรมไม่ใช่พุทธพจน์ เลยไม่เข้าใจปรมัตถธรรม หรืออภิธรรมว่าคืออะไรอยู่ที่ไหนแล้วจะรู้ไปทำไม ฉะนั้น ต้องรู้ปรมัตถธรรม จึงจะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้ตามที่เป็นจริง พระอภิธรรมหรือปรมัตถธรรม เป็นธรรมชาติที่มีจริง เป็นจริงที่ปรากฏอยู่กับตัวเราเองอยู่เสมอๆ และแสดงอาการเป็นไปของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาอยู่เป็นประจำ
แต่เราก็รู้ไม่ได้เพราะไม่ได้มนสิการในรูปนามขันธ์ห้าว่าไม่ใช่เรา มีแต่ว่าเราเห็น เราได้ยิน เราได้กลิ่น เรารู้รส เราสบาย เราไม่สบาย มีเรานั่ง เราเดิน เรายืน เรานอน มีเราเป็นเจ้าของรูปนามขันธ์ห้าอยู่ตลอดเวลาจึงไม่รู้ว่ารูปนามขันธ์ห้า ไม่ใช่เรา
ฉะนั้น ผู้ที่ไม่รู้จักปรมัตถธรรม ก็ไม่รู้จักตัวตน ผู้ไม่รู้จักตัวตน ก็ไม่รู้จักเจริญสติปัฏฐาน ผู้ไม่รู้จักสติปัฏฐาน ก็ไม่มีการเจริญวิปัสสนา ผู้ไม่ได้เจริญวิปัสสนา ก็ไม่มีปัญญาที่จะกระทำพระนิพพานให้แจ้ง
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อริยสัจธรรมแล้วนำมาสอนแก่พุทธบริษัทว่า ทุกข์นั้นเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ สมุทัยเป็นธรรมที่ควรละ นิโรธคือนิพพานเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ส่วนมรรคเป็นธรรมที่ควรจะเจริญ เมื่อได้กำหนดรู้ทุกข์ คือ รูปนามขันธ์ห้าก็ชื่อว่าละกิเลสตัณหา ชื่อว่ากระทำความเพียรพระนิพพานให้แจ้งด้วย และชื่อว่ากำลังเจริญมรรคไปด้วย กิจของอริยสัจทั้งสี่ดำเนินไปในคราวเดียวกัน
แต่ถ้าเราไม่ได้ไปเรียนปรมัตถธรรม หรือพระอภิธรรมแล้ว รูปนามขันธ์ห้าที่เป็นสภาวของจิต เจตสิก รูปเป็นอย่างไรเราไม่รู้ มิหนำซ้ำก็ปฏิเสธเลยว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอีกก็เท่ากับว่าเป็นการปิดประตูความรู้ธรรมปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เท่ากับว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ไม่มีประโยชน์แก่คนเหล่านั้นเลย
โดย บุษกร เมธางกูร [26 พ.ย. 2552 , 11:30:21 น.] ( IP = 125.27.174.198 : : )
สลักธรรม 8
การอุบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นแสนยากยิ่ง และคำสอนของพระองค์ก็แสนประเสริฐสุด ทั้งที่เราประสพโชคดีได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีโอกาสพบพระพุทธศาสนา ได้ฟังพระสัทธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่น่าเสียดายที่ไม่เข้าใจปรมัตถธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ และกลับเกิดวิจิกิจฉานิวรณ์ สงสัยว่าจะไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งที่ตรัสย้ำนักย้ำหนาว่า อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่ก็ไม่รู้ว่าตนคืออะไร และจะเอาตนไปพึ่งได้อย่างไร
ผู้ที่มีตนเป็นที่พึ่งนั้น ผู้นั้นจะต้องเอาชนะใจตนเองให้ได้ก่อน การเอาชนะใจตนเองได้หมายถึง ชนะกิเลสของตนเองนั่นเอง
การชนะกิเลสได้ต้องอาศัยศีลสมาธิ และปัญญา เป็นผู้ละกิเลส ฉะนั้น ผู้ที่มีตนเป็นที่พึ่ง คือผู้ที่อบรมศีล สมาธิ และปัญญาให้บริบูรณ์ในจิตใจตนเอง ผู้ที่นำจิตใจของตนให้ตั้งอยู่ในอารมณ์ของสติปัฏฐาน คือ กาย เจตนา จิตและธรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าผู้นั้นมีตนเป็นที่พึ่ง หรือมีธรรมเป็นที่พึ่งคือกำลังอบรม ศีล สมาธิ และปัญญา ให้เกิดขึ้นพร้อมกัน
ขณะที่นำจิตไปตั้งอยู่ในอารมณ์ สติปัฏฐานก็เป็นผู้เอาชนะกิเลสได้ ถ้าไม่มีกำลังใจต่อสู้กับกิเลสได้ ก็ไม่สามารถจะให้จิตนั้น ตั้งอยู่ในอารมณ์ของสติปัฏฐานได้ ฉะนั้น จึงกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ที่เอาชนะกิเลสได้เพราะอาศัยกาย เวทนา จิต และธรรม ซึ่งมีอยู่ที่ตน เป็นอารมณ์ใช้ในการเพ่งเพื่อเอาชนะกิเลส นี่คือการมีตนเป็นที่พึ่งนั่นเอง
โดย บุษกร เมธางกูร [26 พ.ย. 2552 , 11:30:39 น.] ( IP = 125.27.174.198 : : )
สลักธรรม 9
ทุกวันนี้เรามีใครเป็นที่พึ่ง หรือมีอะไรเป็นที่พึ่ง เราต้องมีความสังเกตว่าสิ่งที่เราพึ่งอยู่นั้น เป็นที่พึ่งได้จริงหรือเปล่า เมื่อพิจารณาให้ดี ก็จะรู้ว่า พึ่งไม่ได้ สิ่งที่พึ่งไม่ได้ สร้างประโยชน์ให้เราไหม ก็ไม่ได้เลย มิหนำซ้ำนำมาแต่โทษและภัย
ขอกล่าวสรุปว่า โทษภัยนั้นก็คือ วัฏฏกรรม นั่นเอง ที่จะทำให้เกิดกิเลสและก็วิบากคือวัฏฏะทั้งสามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ดังนั้นที่ท่านได้ศึกษาได้พยายามทำความเข้าใจมาจนทุกวันนี้ก็ขอให้นำสิ่งที่ประเสริฐนี้ มาพินิจ วิเคราะห์ กำหนดรู้ แล้วก็ฝึกหัดดูความจริงในชีวิต ชีวิตเรานี้ไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้
บนเส้นทางของชีวิตเราจะผิดตลอดไปทำไม ลองก้าวหรือเรียกว่าหันกลับมาเริ่มต้นที่จุดที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้ให้เราเดินทางตรงต่อมรรคผลนิพพานด้วยทาน ศีล ภาวนา ด้วยการศึกษาเล่าเรียน ด้วยการบำเพ็ญเพียรภาวนาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานรับรองชีวิตของท่านจะไม่แพ้อีกต่อไปนั่นคือแพ้กิเลสไงค่ะ เมื่อเป็นผู้ชนะกิเลสได้แล้ว ก็ชนะชีวิตคือไม่ต้องเกิดอีกเลย
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลพิภพจงคุ้มครองและอภิบาลให้ทุกท่านเป็นผู้ชนะตนเองได้ในที่สุดโดยไว ด้วยความปรารถนาดี สวัสดีค่ะ
![]()
โดย บุษกร เมธางกูร [26 พ.ย. 2552 , 11:30:58 น.] ( IP = 125.27.174.198 : : )
สลักธรรม 10สาธุ สาธุ สาธุ โดย naiART_Sikhiu [26 พ.ย. 2552 , 11:50:16 น.] ( IP = 125.25.241.143 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |