มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การสร้างบารมีและการทำความดี






เจตนาคือกรรม กรรรมคือ การกระทำที่ปรากฏทางกาย วาจา และใจ การกระทำใด แม้จะยังไม่ปรากฏออกทางกายและวาจา ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ไม่มีกรรมเกิดขึ้น แม้สิ่งนั้นจะเป็นเพียงการดำริตริตรอง หรือวางแผน แต่เจตนาเจตสิกก็ได้แสดงตนทำงานร่วมกับใจในทุกครั้งที่คิดคำนึง ซึ่งต้องมีผลของกรรมแน่แต่อาจจะมีผลน้อย แต่ถึงจะน้อยอย่างไรก็คงมีผลอยู่นั่นเอง.

หลวงพ่อผู้เป็นพระครูผู้การุญท่านกล่าวว่า คิดทำในสิ่งที่ดี แม้จะยังไม่สำเร็จการ แต่นั่นก็เป็นความดีที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้วในเบื้องต้น คิดกี่ครั้งก็จะเป็นความดีทุกครั้ง ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับความชั่ว คิดกี่ครั้งก็เป็นความชั่วทุกครั้งแม้จะยังไม่ลงมือกระทำก็ตาม เพราะฉะนั้น บางครั้งที่เราคิดดี แต่ยังไม่สามารถทำความดีนั้นได้อย่างที่ใจคิด ด้วยมีอุปสรรค หรือยังไม่เหมาะแก่กาลที่จะกระทำ ก็จงอย่าเสียใจ และให้รักษาเจตนานั้นไว้จนกว่าจะถึงโอกาสที่เหมาะสม

นอกจากนี้ เรายังจะต้องคิดใคร่ครวญให้ถี่ถ้วนด้วยว่า ในการคิดดีเพื่อที่จะทำความดีนั้น เป็นการคิดที่รอบคอบหรือยัง

เพราะถ้าหากเราคิดอย่างฉาบฉวยมองเห็นเพียงผลประโยชน์ หรือกำไรที่จะได้รับเพียงด้านเดียว ก็จะเป็นความเสี่ยงที่สำคัญให้เราพลาดถลำได้ง่าย เพราะความคิดเช่นนั้นมีความประมาทเข้าไปหนุนหลัง จะต้องรู้จักคิดไปถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย เพราะถ้าไม่รู้จักคิดเสียแล้ว ชีวิตของเราก็อาจขาดอิสระในการทำความดีให้ยิ่งขึ้นได้

บางครั้งความดีบางอย่างที่กระทำแก่ปุถุชนนั้นก่อให้เกิดความผูกพันร้อยชีวิตไว้จนกลายเป็นโซ่ พันธนาการที่จำกัดเขตชีวิต และในการศึกษาพระปริยัติก็เช่นกัน ต้องศึกษาอย่างรอบคอบ และรู้จักให้อิสระแก่ชีวิต คือให้เวลาแก่ตนเองที่เข้ามาศึกษาชีวิตด้วย เพราะ ปัญญาที่แท้นั้นคือ ความรู้ มิใช่ความทรงจำหรือความแม่นยำในการจดจำ นั่นเป็นสภาพธรรมของสัญญาเจตสิก และวิตกเจตสิกที่ออกมาทำงานประมวลความในสิ่งที่ได้ศึกษาไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2552 , 08:32:23 น.] ( IP = 58.9.150.35 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

บางถ้อยคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ เช่นเรื่องที่กล่าวในเบื้องต้น แม้จะเป็นถ้อยคำหรือคำสอนเพียงสั้นๆ แต่ต้องใช้เวลาหลายปี จึงจะเข้าใจถึงคุณค่าแห่งถ้อยคำนั้น และเมื่อมองในแง่ของความสมบูรณ์แห่งปัจจัยอย่างหยาบๆ ก็ต้องยอมรับว่าความสุกงอมทั้งหลายจะต้องมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์พร้อมหลายอย่างที่อยู่บนเงื่อนไขของเวลาหรือกาลที่เหมาะสม

ตัวอย่างที่เห็นกันได้ชัดเจนก็เช่นผลไม้ ที่กว่าจะเก็บเกี่ยวผลได้ก็ต้องใช้ระยะเวลาที่เหมาะสม ตามพืชพันธุ์ ความสมบูรณ์ของอาหารที่หล่อเลี้ยง และสภาพอากาศ ซึ่งหมายถึงการปรุงแต่งที่เหมาะสมกับสภาพธรรมนั่นเอง

เมื่อมีการปรุงแต่งด้วยสิ่งต่างๆ ความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการเกิดขึ้นใหม่ของสิ่งสืบเนื่อง ก็จะปรากฏอย่างเห็นได้ชัด ความเป็นไปเหล่านี้มีเกิดขึ้นทั้งในสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต และหากนักศึกษาพระอภิธรรมได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ก็คงจะระลึกได้ถึงคำว่า สังขตธรรม ธรรมที่ถูกปรุงแต่งได้ด้วยกรรม จิต อุตุ และอาหาร ที่มีเกิดขึ้นกับจิต เจตสิก และรูปนั่นเอง

ฉะนั้น ในคำแนะนำประโยคเดียวกัน ที่มาจากผู้พูดท่านเดียวกัน และผู้ฟังคนเดียวกัน แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปและเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงก็มีผลกระทบต่อระดับของความเข้าใจทั้งในด้านบวกและด้านลบ เพราะจิตที่มีการเรียนรู้จากสิ่งที่ได้ประสบและรู้จักคิดไปในทางพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ และไม่สร้างสรรค์ และการให้ผลแห่งกรรมที่ไม่ขาดสายจึงทำให้มีปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

และบ่อยครั้งที่เราได้ยินคำรำพึงรำพัน เกี่ยวกับความเข้าใจหรือความรู้สึกตัวว่า เพิ่งจะถึงบางอ้อ หรืองมโข่งอยู่ตั้งนาน หรือที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ซึ่งความจริงแล้วเหตุผลของคำพูดประโยคเหล่านั้น ก็ล้วนมีความชัดเจนมาตั้งแต่ต้น แต่ผู้รับฟังนั้นมีความบกพร่องในการทำความเข้าใจ จึงได้แต่รับฟังไว้เพื่อประดับความรู้ ที่มิได้นำไปสู่การกระทำเพื่อความรู้ยิ่ง

ความรู้ที่ได้จึงเสมือนเครื่องประดับที่เก่าคร่ำคร่าไปตามกาลเวลาและก็ถูกละเลยทิ้งไปไม่ใช้ประโยชน์ นับว่าเป็นการใช้ชีวิตที่ไม่คุ้มค่าเพราะไม่รู้จักความสำคัญ

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2552 , 08:34:22 น.] ( IP = 58.9.150.35 : : )


  สลักธรรม 2

หลายๆ คนอาจภูมิใจกับทรัพย์สินเงินทองที่มีเก็บสะสมไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งกว่าจะได้มาก็ต้องเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ บางท่านต้องใช้คำว่าอาบเหงื่อต่างน้ำมาหลายสิบปี มีความกลัดกลุ้มใจในการหาทรัพย์และรักษาทรัพย์ไว้มิให้สูญหาย และการที่ยึดติดในทรัพย์นั้นก็ทำให้เกิดความตระหนี่ หรือมีการถือตนว่าเป็นเจ้าของทรัพย์ที่มีมูลค่ามาก ช่วงเวลาของชีวิตส่วนใหญ่จึงอยู่กับการเสาะแสวงหาและครอบครองเพื่อรักษา น้อยคนนักที่จะใช้จ่ายทรัพย์อย่างคุ้มประโยชน์ และบางท่านก็ยังไม่ทราบว่าจะใช้ทรัพย์ทำอะไรบ้าง รวมทั้งมิได้คำนึงเลยว่า มีประโยชน์อย่างไรกับการมีทรัพย์นั้นหรือการไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์นั้น

ไม่ต่างกันเลยกับผู้ที่มุ่งแต่จะศึกษาพระปริยัติศาสนาเพียงเพื่อเป็นขุมคลังความรู้ ที่สามารถถ่ายทอดและตอบข้อซักถามได้อย่างแคล่วคล่องตามรูปแบบที่จดจำไว้ ซึ่งกว่าจะมีความรู้เช่นนั้นก็ต้องอาศัยระยะเวลาไม่น้อย รวมทั้งความทุ่มเท ความกระตือรือร้นแสวงหา และการพยายามตอบสนองความอยากได้ใคร่รู้ของตนในแต่ละคำถาม อันเป็นการต่อยอดแห่งปัญญาให้แหลมคมยิ่งขึ้นไป

แต่ปัญญาชนิดนั้นก็เสมือนอาวุธ ที่เป็นเครื่องประดับฐานันดรซึ่งไม่มีโอกาสนำมาใช้ได้ทั่วไป ความแหลมคมดังกล่าวจึงเป็นความคับแคบที่มีรัศมีไม่กว้างขวาง ซึ่งต่างจากปัญญาที่ควบคู่มากับสหายอย่างสติ และความเพียร ที่จะทำให้สามารถรู้ได้รอบด้านมีรัศมีกระจายไปทุกทิศทางและคมกริบ เสมือนอาวุธคู่มือที่ถือไว้เคียงกายตลอดเวลา และใช้ฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายอย่างแท้จริง เพราะยิ่งใช้ก็ยิ่งชำนาญ ยิ่งใช้ก็ยิ่งกำจัดอุปสรรคได้มาก

เหล่านี้คือเรื่องราวที่นำมาสู่คำว่า
การศึกษาพระปริยัติ เปรียบเสมือนการสร้างบารมี
ส่วนการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น คือการทำความดีที่เหนือชั้น

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2552 , 08:36:29 น.] ( IP = 58.9.150.35 : : )


  สลักธรรม 3

ทั้งสองบรรทัดนั้นเป็นถ้อยคำสั้นๆ ที่เสมือนคำเตือนใจจากพระครูผู้การุญ ที่มอบให้แก่ลูกศิษย์ที่มุ่งมั่นใช้เวลาในการศึกษาพระปริยัติเพียงประการเดียว แต่ละทิ้งการศึกษาชีวิตตนเองให้แจ่มแจ้ง

ถ้อยคำทั้งสองบรรทัดนั้น มีความนัยอย่างลึกซึ้ง ถึงความสำเร็จที่แท้ และชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่มีความสำคัญที่มากกว่ากัน เพราะการสร้างบารมีก็คือการเตรียมตัวให้ไปสู่ความสำเร็จ ส่วนการเจริญภาวนาคือการกระทำที่พ้นจากภาวะการตระเตรียมแล้ว แต่เป็นการกระทำเพื่อความสำเร็จโดยตรงในขณะนั้น

หรืออาจกล่าวว่า ปัญญาที่เกิดจากการศึกษานั้นเปรียบเสมือนเสบียง แต่ปัญญาที่เกิดจากการเจริญภาวนานั้นก็คือ นักเดินทาง หากมีเสบียงล้มหลามแต่ไม่มีการเคลื่อนที่ไปสู่เป้าหมาย ความสำเร็จก็ไม่เกิดขึ้น หากมีแต่การเดินทางที่ไร้เสบียง ก็คงต้องพบกับความยากลำบากมิใช่น้อย ที่ต้องไปค้นหาระหว่างทาง และหากสะสมเสบียงไว้มากมายเกินไปการเดินทางก็จะล่าช้าและขลุกขลัก

ฉะนั้น สำหรับผู้ที่หวังความสำเร็จ จึงต้องมีอุดมการณ์เพื่อออกเดินทางไปพร้อมกับเสบียงที่มีปริมาณเพียงพอ ไม่เสียเวลาสะสมเสบียงไปจนแก่ชรา ไร้พิษภัยจากการกักตุนที่จะผลักดันให้เกิดความลำพองในสิ่งที่ตนมี และเสียเวลาเฝ้าชื่นชมสมบัติของตนไปอย่างไม่ควรทำ

การสร้างบารมีและการทำความดีที่เหนือชั้น จึงเป็นสิ่งที่พวกเราต้องระลึกถึงให้มาก เพื่อประโยชน์ในการกระทำที่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป

เพราะสิ่งบางสิ่งถึงจะดีแต่มีค่าน้อย แต่บางสิ่งถึงจะน้อยก็มีค่ามหาศาล จึงต้องหาสมดุลของชีวิตให้ได้ โดยแยกให้ออกบอกตนเองให้ได้ ว่าอะไรดีที่สุดแล้วเริ่มสร้างจุดแห่งความดีนั้นเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม.


โดย พี่เณร....นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2552 , 08:39:24 น.] ( IP = 58.9.150.35 : : )


  สลักธรรม 4

กราบขอบพระคุณหลวงพ่อเสือด้วยความเคารพอย่างสูง ที่กรุณาให้ธรรมะเป็นทานและเป็นข้อเตือนใจ

และกราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่ได้นำมาถ่ายทอดให้ทราบถึงความสำคัญและสิ่งที่ควรกระทำให้เกิดแก่ชีวิตที่มีอยู่เพียงสั้นๆนี้

ความรู้สึกร่มเย็นใจเกิดขึ้นทันที่ที่ได้รับทราบความปรารถนาดีจากพระครูและท่านอาจารย์ และก็ทำให้ระลึกถึงคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มิให้มีความสุดโต่งในการดำเนินชีวิต

คงเป็นเพราะความบกพร่องของเราที่เป็นผู้ศึกษาตามมีความด้อยปัญญา จึงทำให้ไม่ทราบถึงความหมายและสิ่งที่ควรกระทำ แม้จะมีครูบาอาจารย์มาแนะนำตักเตือนแล้วก็ยังไม่เข้าใจ พลาดพลั้งทุ่มเททำสิ่งที่ไม่ใช่ความดีที่เหนือชั้นกันอย่างสุดโต่งในบางครั้ง

อ่านแล้วก็ต้องปรับทิศทางชีวิตของตนเองเสียใหม่ให้กระทำปรโยชน์ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

กราบขอบพระคุณอย่างสูงด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

โดย น้องกิ้ฟ [15 ธ.ค. 2552 , 08:42:00 น.] ( IP = 58.9.150.35 : : )


  สลักธรรม 5

ผมผ่านเข้ามาอ่านเพราะสนใจหัวข้อ และก็ได้แง่คิดในเรื่องเรียนธรรมะกับการปฏิบัติชีวิต ขอบคุณพี่เณรนะครับ

โดย วิษณุ [15 ธ.ค. 2552 , 08:55:19 น.] ( IP = 58.9.150.35 : : )


  สลักธรรม 6

กราบระลึกถึงพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งขอรับ

..กราบขอบพระคุณพี่เณรที่ได้กรุณาอธิบายขยายความเพิ่มเติมในส่วนที่ยังไม่เข้าใจ ให้เกิดความเข้าใจได้ถูกต้อง และ..ต้องรู้จักตัวเอง และรู้ว่าอะไรเป็นผลที่ดีที่สุด..

โดย ซาโย [15 ธ.ค. 2552 , 08:57:38 น.] ( IP = 58.9.150.35 : : )


  สลักธรรม 7

ขอน้อมกราบสักการะหลวงพ่อเสือ
และพี่เณร
ด้วยความเคารพอันสูงสุด


การได้เริ่มต้นอ่านในครั้งนี้ เสมือนจิตใจของตนที่กำลังเดินทางเข้าชมพระราชวัง

ที่เปรียบเช่นนี้ เพราะสภาพธรรมที่ให้อ่านนั้นมีความปราณีต
โดยถ้อยคำ
ดูเหมือนจิตนั้นต้องคอยระวังเป็นอย่างดี


และในสาระธรรมอันงดงามนี้พร้อมสอนและนำมาย้อมแก่ศิษย์ทั้งหลายได้อย่างดี

หลายๆครั้ง บุคคลที่ด้อยประสบการณ์ย่อมยังไม่เห็นว่า ความที่รู้ไปนั้นยังมีข้อบกพร่องอีกมากมาย

จนบางครั้งก็ยังประมาท
แต่เมื่อมีเหตุและปัจจัยจากถ้อยคำเพียงคำสองคำ
ดูเหมือนว่าจะทำให้อะไรกระจ่างขึ้น


การศึกษาปริยัติที่ต้องจัดการความสมดุลกับการปฏิบัติเพื่อให้เกิดกับประโยชน์กับชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ

เพราะจะต้องจัดสรรเวลาเพื่อให้ทำความดีที่เหนือขั้น
ให้มากขึ้น
เพื่อบอกกับตนเองว่าอะไรดีที่สุด


กราบขอบพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่อและคณาจารย์ทุกท่านค่ะ

โดย น้องอุ๊ [15 ธ.ค. 2552 , 09:00:56 น.] ( IP = 58.9.150.35 : : )


  สลักธรรม 8


ความรู้กับประสบการณ์ เป็นคนละอย่าง แต่ก็ล้วนให้เกิดปัญญา สาธุ ครับ

โดย Missu [16 ธ.ค. 2552 , 07:35:25 น.] ( IP = 110.164.13.176 : : )


  สลักธรรม 9

เป็นธรรมะคำสอนที่งดงามและมีคุณค่าอย่างยิ่งครับ

โดย น้ำใส [16 ธ.ค. 2552 , 08:59:05 น.] ( IP = 58.10.128.129 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณในคำสอนของหลวงพ่อค่ะ

โดย เซิ่น [17 ธ.ค. 2552 , 22:06:34 น.] ( IP = 61.90.20.91 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org