| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผลแห่งกรรมที่ปรากฎในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
๓. ชายคนหนึ่ง มีอาชีพทางฆ่าโคขายเนื้อ วันหนึ่งเนื้อที่เก็บไว้เพื่อบริโภคเอง เพื่อนมาเอาไปเสียโดยถือวิสาสะ จึงถือมีดลงไปตัดลิ้นโคที่อยู่หลังบ้านมาให้ภรรยาทำเป็นอาหาร ขณะที่เขากำลังบริโภคอาหารอยู่นั้นลิ้นของเขาได้ขาดหล่นลงมา เขาคลาน ๔ ขา เหมือนโค ร้องครวญครางทุกข์ทรมานแสนสาหัสและสิ้นชีพพร้อมกับโคหลังบ้าน เรื่องนี้ปรากฏในอรรถกถาธรรมบทภาค ๗ เรื่องบุตรของนายโคฆาต
๔. ภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อติสสะ เป็นแผลเปื่อยพุพองรักษาไม่หายพระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ไปช่วยดูแลให้อาบน้ำอุ่น แสดงธรรมให้ฟังพระติสสะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมกับนิพพานในวันนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าที่เป็นแผลพุพองนั้นเพราะชาติก่อน พระติสสะเป็นพรานนก จับนกขายเป็นอาหาร ที่เหลือก็หักปีกหักขาไว้เพื่อไม่ให้มันบินหนี เรื่องนี้ปรากฏในอรรถกถาธรรมบท ภาค ๒ เรื่องปูติคัตตติสสะ
๕. พระนางโรหิณี พระขณิษฐาของพระอนุรุทพระญาติของพระพุทธเจ้า ทรงเป็นโรคผิวหนังอย่างแรง ทรงละอายจนไม่ปรารถนาพบผู้ใด เมื่อพระอนุรุทเถระมาถึงเมืองกบิลพัสดุ์ พวกพระญาติต่างก็มาชุมนุมกัน เว้นแต่พระนางโรหิณี พระอนุรุทจึงถามหา ทราบความว่าพระนางเป็นโรคผิวหนัง พระเถระให้เชิญพระนางออกมาแล้วทรงแนะนำให้ทำบุญโดยให้ขายเครื่องประดับต่างๆ เท่าที่มีอยู่ แล้วนำทรัพย์มาสร้างศาลาโรงฉัน ท่านขอแรงพระญาติที่เป็นชาย ให้ช่วยกันทำโรงฉัน พระนางโรหิณีทรงเชื่อ เมื่อสร้างโรงฉัน ๒ ชั้นเสร็จแล้ว ทรงปัดกวาดเอง ทรงตั้งน้ำใช้น้ำฉันสำหรับพระภิกษุสงฆ์เอง ถวายขาทนียะโภชนียาหารแก่ภิกษุสงฆ์เป็นประจำทุกวัน โรคผิวหนังของพระนางค่อยๆ หายไปทีละน้อยจนเกลี้ยงเกลา โรคนี้เป็นโรคที่เกิดแต่กรรม ต้องเอาบุญมาช่วยรักษา ลดอิทธิพลแห่งกรรมจนไม่มีอานุภาพในการให้ผลอีกต่อไปเหมือนคนกินยาเข้าไปปราบเชื้อโรค วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จมาเสวยที่โรงฉันของพระนางโรหิณี แล้วตรัสให้พระนางทราบว่าโรคนั้นเกิดขึ้นเพราะกรรมของพระนางเองในอดีตกาล พระนางโรหิณีเป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสีมีจิตริษยาหญิงนักฟ้อนคนหนึ่งของพระราชา ได้ทำเองด้วย ให้คนอื่นทำด้วย คือการเอาผลเต่าร้างหรือหมามุ้ยโรยลงบนสรีระของหญิงนักฟ้อนคนโปรดของพระราชา นอกจากนี้ยังให้บริวารเอาผงเต่าร้างไปโปรยบนที่นอนของหญิงนักฟ้อนคนนั้นอีกด้วย หญิงนักฟ้อนคันมาก เป็นผื่นพุพองขึ้นมา ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส นี่คือบุพพกรรมของพระนางโรหิณี พระพุทธเจ้าตรัสเตือนว่าพึงละความโกรธความถือตัวเสีย เรื่องนี้ ปรากฏในอรรถกถาธรรมบท ภาค ๖ เรื่องพระนางโรหิณี โดย พี่ดอกแก้ว [21 ธ.ค. 2552 , 10:07:58 น.] ( IP = 58.9.228.172 : : )
สลักธรรม 2
๖. ในอรรถกถาสาราณียธรรมสูตร ภาค ๓ หน้า ๑๑๐๑๑๒ เล่าไว้ว่า ในพุทธกาลมีภิกษุรูปหนึ่ง มีนิสัยชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ได้ปัจจัยอะไรมาก็แบ่งปันแก่ภิกษุอื่นเสมอๆ ด้วยอานิสงส์นี้ ท่านกลายเป็นผู้มีโชคดีในเรื่องลาภอย่างประหลาด ในที่บางแห่ง ภิกษุอื่นไปบิณฑบาตไม่ได้อาหารอะไรเลย แต่พอภิกษุรูปนั้นไป ปรากฏว่ามีคนมีจิตคิดทำบุญใส่บาตรให้ท่านจนเต็ม ท่านได้นำอาหารเหล่านั้นมาแบ่งให้ภิกษุอื่นๆ จนหมด คราวหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินมีพระประสงค์จะถวายผ้าแก่พระทั้งวัดมีผ้าเนื้อดีที่สุด ๒ ผืน (คงจะเป็นผ้านุ่ง คือผ้าสบงผืนหนึ่ง ผ้าห่มคือจีวรผืนหนึ่ง) พระรูปนั้นทราบเข้าจึงพูดไว้ล่วงหน้าว่า ผ้าเนื้อดี ๒ ผืนนั้น จะต้องตกมาถึงท่านอย่างแน่นอน อำมาตย์ได้ทราบเรื่องนี้ จึงนำเรื่องไปทูลกระซิบพระราชา พระราชาเป็นผู้ถวายผ้าเอง ก็ทรงสังเกตผ้าที่วางซ้อนๆ กันอยู่ พอมาถึงลำดับภิกษุหนุ่มรูปนั้น ก็เป็นผ้าเนื้อดีทั้ง ๒ ผืน ทั้งอำมาตย์และพระราชาต่างมองหน้ากันเป็นเชิงประหลาดใจ เมื่อทำพิธีถวายผ้าเสร็จแล้ว พระราชาเสด็จเข้าไปหาภิกษุหนุ่มรูปนั้น ด้วยเข้าพระทัยว่าพระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์มีญาณวิเศษอย่างแน่นอน จึงตรัสถามว่าพระคุณเจ้าได้บรรลุโลกุตรธรรมตั้งแต่เมื่อไร ภิกษุหนุ่มถวายพระพรว่ายังไม่ได้บรรลุอะไรเลย แต่ที่รู้ว่าผ้าเนื้อดีจะต้องตกแก่ตนนั้นก็เพราะท่านเป็นผู้บำเพ็ญสาราณียธรรมคือการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อยู่เป็นนิตย์ ตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญมาก็ได้ผลอย่างประหลาดอยู่เสมอ คืออะไรที่ดีที่สุด ถ้ามีการแจกกันโดยไม่เจาะจง สิ่งนั้นก็ต้องตกมาถึงท่าน พระราชาทรงชื่นชมยินดีและทรงอนุโมทนา
๗. ในคัมภีร์อปทาน (อันเป็นพระประวัติที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงเรื่องในอดีตของพระองค์) พระไตรปิฎก เล่ม ๓๒ ตั้งแต่หน้า ๔๗๑พระองค์ได้ทรงเปิดเผยถึงอดีตกรรมของพระองค์ อันเป็นเหตุบันดาลให้เกิดผลแก่พระองค์ในปัจจุบันมากเรื่องด้วยกัน ขอนำมากล่าวเพียงบางเรื่องดังนี้
๗.๑ ชาติหนึ่ง พระองค์เป็นนักเลงชื่อปุนาสิ กล่าวใส่ความพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าสุรภี ผู้ไม่ประทุษร้ายพระองค์เลยแม้แต่น้อยผลของกรรมนั้นทำให้พระองค์ต้องตกนรกอยู่นาน ในพระชาติสุดท้ายถูกนางสุนทรีใส่ความว่าพระองค์ได้เสียกับนาง เป็นเรื่องอื้อฉาวมากเรื่องหนึ่งในพุทธกาล
๗.๒ ชาติหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ใส่ความสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่าสัพพาภิภู (พระนามของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ชื่อสาวก) สาวกนั้นชื่อนันทะ ด้วยผลกรรมนั้น พระองค์ต้องนกนรกอยู่นาน ในพระชาติสุดท้ายที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จึงถูกนางจิญจมาณวิกาใส่ความว่าได้เสียกับนางในพระคันธกุฎีจนนางมีครรภ์ เป็นเรื่องอื้อฉาวที่สุดในพุทธกาล
๗.๓ ชาติหนึ่ง พระองค์ทรงฆ่าน้องชายต่างมารดาเพราะอยากได้ทรัพย์เพียงผู้เดียว โดยผลักน้องชายลงซอกเขาเอาหินทุ่ม ด้วยผลแห่งกรรมนั้น ในพระชาติสุดท้ายที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จึงถูกพระเทวทัตปองร้ายเอาศิลาทุ่ม แต่เพราะกรรมนั้นเบาบางมากแล้วจึงไม่ถูกอย่างจังถูกเพียงสะเก็ดเล็กน้อยที่นิ้วพระบาทเท่านั้น โดย พี่ดอกแก้ว [21 ธ.ค. 2552 , 10:10:51 น.] ( IP = 58.9.228.172 : : )
สลักธรรม 3ข้อสังเกต
๑. กรณีนางโรหิณีที่ในอดีตชาติเคยประทุษร้ายผิวพรรณผู้อื่น และเมื่อผลของกรรมตามมาในชาติปัจจุบัน ทำให้นางเป็นโรคผิวหนัง ต่อมานางได้ใช้วิธีทำบุญกุศลเพื่อลดอิทธิพลของผลกรรมชั่วที่ตามมา จนต่อมาได้หายจากโรคผิวหนัง เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า คนเราสามารถสร้างกุศลกรรมเพื่อทำให้สิ่งที่ร้ายกลายเป็นดี หรือทำให้วิบากกรรมชั่วที่ตามมาสนองให้ทุเลาเบาบางลงไปได้ ไม่ใช่ว่าคนเราจะต้องยอมรับผลของบาปกรรมที่ทำไว้ในอดีตอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ อย่างที่มีการเชื่อกันผิด ๆ กันมาแต่อย่างใด
๒. ผลกรรมชั่วที่พระพุทธองค์เคยได้ประกอบไว้ในอดีตชาตินานแสนนาน เมื่อวิบาก (ผลกรรม) นั้นตามมาถึงในชาติที่พระพุทธองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านจะสังเกตได้ว่ามันกลายเป็นเพียงแค่เหตุปัจจัยที่ส่งผลสืบทอดมาเพื่อให้พระพุทธองค์ได้รับรู้ด้วยปัญญาและกรุณาเท่านั้นเอง และพระพุทธองค์ก็ทรงสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปด้วยดี นี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าผลกรรมชั่วในอดีตแม้จะเคยกระทำมาร้ายแรงเพียงใด แต่ถ้าชาวพุทธหมั่นฝึกฝนพัฒนาตนจนกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ดังเช่นพระพุทธองค์แล้ว ผลของกรรมชั่วต่างๆ ก็ไม่สามารถจะทำอันตรายผู้นั้นได้เลย .
นี่ไงค่ะใครทำใครได้จริงๆ
![]()
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [21 ธ.ค. 2552 , 10:14:08 น.] ( IP = 58.9.228.172 : : )
สลักธรรม 4
กงกรรม-กงเกวียน
กรรมนำทางสร้างสายทุกข์
ให้ล้มลุกคลุกเถ้าเคล้าตัณหา
มาได้คิดพินิจพิจารณา
เห็นคุณค่าพระธรรมนำพ้นภัย
ให้สำนึกตรึกรู้ดูสิ่งควร
กระทำการถี่ถ้วนและแก้ไข
สร้างรอยทางสร้างกรรมดีมีสุขใจ
และมอบใยเยื่อรักพิทักษ์ชน
ใช้สองมือถือธรรมนำความสรรค์
สองเท้านั้นเบิกทางสร้างถนน
สองดวงตาแลไกลในสกนธ์
หนึ่งปากนี้ปลอบคนให้เดินทาง
ใช้สองหูสดับรับสรรพเสียง
หนึ่งดวงใจร้อยเรียงไม่หม่นหมาง
มอบรักไว้ใจช่วยเหลือมิเจือจาง
ถึงเป้าหมายปลายทางอย่างสุขใจ
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [21 ธ.ค. 2552 , 10:21:53 น.] ( IP = 58.9.228.172 : : )
สลักธรรม 5
เรื่องของกรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ยากที่จะเข้าใจและเชื่อได้ แต่เมื่ออ่านเรื่องชาดกต่างๆที่ยกมาประกอบด้วยแล้ว ทำให้เห็นความน่ากลัวของผลของกรรมได้เป็นอย่างดีค่ะ
กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วที่รักมากค่ะโดย พี่ดา [21 ธ.ค. 2552 , 10:59:06 น.] ( IP = 124.121.176.140 : : )
สลักธรรม 6รู้สึกสงสัยในกฎแห่งกรรมเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ รบกวนช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้หน่อยนะครับ ^ ^
เช่น ผู้ป่วยคนหนึ่งปวดเอวอย่างทุกข์ทรมาน ......มุมมองทางพระพุทธศาสนามองอย่างไรและแก้ไขอย่างไร
มุมมองทางการแพทย์ ตรวจหาสาเหตุ พบว่าเกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้น แก้ไขโดยทำการผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยหาย
ผู้ป่วยคนหนึ่ง เกิดโรคผิวหนังอย่างรุนแรง ลุกลามไปทั่วร่างกาย มุมมองทางพระพุทธศาสนามองอย่างไรและแก้ไขอย่างไร
ทางการแพทย์ เอาผิวหนังไปตรวจหาพยาธิสภาพ พบว่าเกิดจากการติดเชื้อ ให้ยาฆ่าเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยหาย
เพราะปกติเวลามองเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ หลักการทางวิทยาศาสตร์ น่าจะอธิบายได้ดีกว่า
แต่เรื่องของจิตใจ หลักการทางพระพุทธศาสนา ก็อธิบายได้ยอดเยี่ยมครับโดย ธันวันตรี [21 ธ.ค. 2552 , 19:40:05 น.] ( IP = 125.26.183.97 : : )
สลักธรรม 7เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า กรรม แม้เพียงเล็กน้อยอย่างประมาท กราบขอบพระคุณ ที่นำประวัติพุทธองค์และสาวกมาเพื่อเป็นเรื่องอดีตสอนใจให้เกิดความไม่ประมาทมี สติ
โดย นโม [22 ธ.ค. 2552 , 02:07:54 น.] ( IP = 125.25.92.208 : : )
สลักธรรม 8สวัสดีค่ะคุณธันวันตรีที่นับถือ
รู้สึกดีใจมากนะคะที่คุณหมอเข้ามาร่วมในการถามตอบ ในลานกระทู้ธรรมของอภิธรรมมูลนิธินี้นะคะ และสิ่งที่ถามมานั้นเป็นคำถามที่ดีมากเลยนะคะ พี่ดอกแก้วขอให้คำอธิบายพอสังเขปนะคะ เพราะเรื่องของกรรมนี้วิจิตรมากจริงๆคะ
ไม่ว่าจะเป็นโรคปวดเอว อันเกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้น หรือจะเป็นเกิดโรคผิวหนังอย่างรุนแรงก็ตาม โรคที่ปรากฏนั้นๆ มี กรรม เป็นสมุฏฐานที่สำคัญนะคะคุณหมอ กรรมที่ว่านี้เมื่อปรากฏเป็นผลท่านเรียกว่าวิบากนั่นเอง ซึ่งวิบากนี้ก็เป็นวิบากกุศลก็มี วิบากอกุศลก็มีค่ะ ซึ่งมีเหตุจากการกระทำดีและชั่วของตนๆ ในภพก่อนๆ
โรคบางโรคก็รักษาหาย บางโรครักษาอย่างไรก็ไม่หาย บางโรคไม่ได้รักษาก็หายได้ นั่นเป็นเพราะอำนาจกรรมที่หนักเบาต่างกันนะคะ กรรม เป็นนามธรรม มองเห็นไม่ได้แต่มีอำนาจเหลือหลายจริงๆนะคะ เมื่อใดโอกาสเปิดพร้อมให้กรรมส่งผล อำนาจนี้ละคะจะเป็นตัวการแทรกซึมส่งผลให้สัตวโลกได้รับทุกขเวทนาได้ทั้งทางกาย และทางใจนะคะ
กระบวนการของกรรมเป็นไปคู่กับชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายเลยนะคะ ไม่มีช่องว่างเลยที่ชีวิตขาดจากกรรมได้เลย แม้กระทั่งความเป็นพระอรหันต์นะคะ จะเห็นได้ว่าแม้พระพุทธองค์ก็ยังทรงอาพาธ แต่กรรมที่ว่าตรงนี้คือวิบากกกรมนะคะ (แต่ท่านหมดสิ้นแล้วจากการกระทำกรรมใหม่) จึงไม่มีโอกาสที่จะมีผลได้อีกต่อไปนะคะ
ถ้าจะทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งแล้ว ต้องขอตอบว่า พระอภิธรรมปิฏก จะสามารถแก้ความสงสัยต่างๆให้หมดลงได้นะคะคุณหมอ เพราะเป็นการอธิบายถึงสภาพชีวิตทั้งหมดได้อย่างละเอียดเลยคะ และจะเข้าใจถึงเรื่องอำนาจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตได้อย่างชัดเจนนะคะคุณหมอ.โดย พี่ดอกแก้ว [22 ธ.ค. 2552 , 08:06:03 น.] ( IP = 58.9.139.229 : : )
สลักธรรม 9
มาอ่านทบทวนทำความเข้าใจในเรื่องกรรมค่ะ แล้วก็ได้ตระหนักถึงความเป็นเหตุ-ผลในกระบวนการทำงานของกรรมและวิบาก กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วค่ะ
ตัวอย่างจากพระธรรมบทที่ยกมาล้วนชี้บ่งถึงคำว่า ใครทำ ใครได้ จริงๆ แล้วก็ยังชี้ให้เห็นอานุภาพของการกระทำกรรมในปัจจุบันที่เป็นพลังเสริมให้เกิดผลทั้งในทางดีและทางชั่วได้ ดังที่พี่ดอกแก้วบอกว่า ...คนเราสามารถสร้างกุศลกรรมเพื่อทำให้สิ่งที่ร้ายกลายเป็นดี หรือทำให้วิบากกรรมชั่วที่ตามมาสนองให้ทุเลาเบาบางลงไปได้ ไม่ใช่ว่าคนเราจะต้องยอมรับผลของบาปกรรมที่ทำไว้ในอดีตอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ อย่างที่มีการเชื่อกันผิด ๆ กันมาแต่อย่างใด...
และก็อาจด้วยความเข้าใจเช่นนี้นี่เองที่ทำให้สังคมไทยมีการกระทำพิธีกรรมต่างๆ ตามบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ เพื่อการสะเดาะห์เคราะห์ หรือเสริมบุญบารมี เพื่อเบียดเบียนวิบากอกุศลให้อ่อนแรงลงไป ซึ่งไม่ว่าจะมีพิธีกรรมอย่างไรก็ล้วนเป็นกุศลสองแบบคือแบบที่มีปัญญา กับแบบที่ไม่มีปัญญา ประกอบในการกระทำทานและศีล
แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังก็คือ เมื่อได้รับคำแนะนำให้กระทำความดีนั้น เราต้องรู้จักพิจารณาว่าอยู่ในหลักการของบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการหรือไม่ หรือเป็นการกระทำที่งมงายประกอบไปด้วยทิฏฐิความเห็นผิด คิดว่ามีการดลบันดาลได้ด้วยบางสิ่งบางอย่าง อย่างแน่นอน หรือสามารถทำกรรมแทนกันได้และโอนผลของกรรมให้แก่กันได้ เป็นต้น
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ธ.ค. 2552 , 10:55:00 น.] ( IP = 125.27.172.81 : : )
สลักธรรม 10>
ขอแจมหน่อยนะคะ
>
การที่คนไข้เป็นโรคปวดเอว หรือเป็นโรคผิวหนังอย่างรุนแรงนั้น ก็ล้วนเป็นอกุศลวิบากดังที่พี่ดอกแก้วกล่าวไว้
นอกจากนี้การที่เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสพบคุณหมอและได้รับการรักษาจนหาย นี่ก็เป็นกุศลวิบากของเขาค่ะ
การที่คุณหมอให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถด้วยใจกรุณา คุณหมอก็กำลังกระทำกุศลกรรมใหม่ที่ดีด้วยนะคะ
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราจึงหนีไม่พ้น ๒ คำคือ วิบาก และ กรรมค่ะโดย พี่ดา [22 ธ.ค. 2552 , 20:05:37 น.] ( IP = 124.122.213.250 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |