| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กฎแห่งกรรม กฎแห่งธรรมชาติ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1การยอมรับกฎแห่งกรรมดีอย่างไร
การยอมรับกฎแห่งกรรม คือเป็นกรรมวาที ย่อมมีส่วนอย่างสำคัญที่จะช่วยผู้ศึกษาให้ได้หลักในการดำรงชีวิตด้านต่าง ๆ เช่น
๑. ทำให้เป็นคนหนักในเหตุและผล เพราะมันใจว่า ผลทั้งหลายเกิดมาจากเหตุ เมื่อตนต้องการผลดี ก็ต้องกระทำเหตุดีด้วยตนเอง ไม่ต้องรอคอยการดลบันดาลจากอำนาจภายนอก
๒. ทำให้คนเป็นตัวของตัวมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาพร้อมที่จะตรวจสอบการกระทำของตน หากมีเรื่องควรแก้ไขก็แก้ไขที่ตน ที่สำคัญ คือ
- การเชื่อถือโชคเคราะห์ ดวง อำนาจลึกลับต่าง ๆ จะอ่อนลงไปเพราะมาเข้าใจว่า สิ่งทั้งหลายนั้นเกิดจากเหตุปัจจัย แม้สิ่งที่เรียกว่าโชคเคราะห์ ดวง ก็เกิดมาจากเหตุปัจจัย และเหตุปัจจัยที่สำคัญคือกรรม อันตนได้กระทำลงไป
- การอ้อนวอน บวงสรวง ขอพร ต่ออำนาจภายนอกจะน้อยลงความพร้อมที่จะช่วยตนเองก็จะเกิดขึ้น
๓. ช่วยให้คนมีความรับผิดชอบสูงขึ้น เพราะรู้ในเรื่องเหตุผล และการยอมรับความจริงว่า คนเรามีกรรมเป็นของของตน จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรม ตนเองจะต้องรับผิดชอบในผลที่ตนกระทำลงไปด้วยตนเอง การงดเว้น การระมัดระวัง ก็จะเกิดขึ้นโดย ทับตะวัน [23 ธ.ค. 2552 , 12:22:52 น.] ( IP = 58.9.150.159 : : )
สลักธรรม 2๔. ค่านิยมในคนดีตามนัยแห่งพระพุทธศาสนาก็จะเกิดขึ้น เพราะ ตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น คนจะเป็นคนดีหาใช่เพราะชาติ ตระกูล ไม่ แต่จะเป็นคนเลว คนดี ก็เพราะการกระทำ คนดีในพระพุทธศาสนา ก็คือคนที่ทำความดี และคนชั่วก็คือคนที่ทำความชั่วนั้นเอง
๕. ความพร้อมที่จะช่วยตนเอง โดยไม่หวังพึ่งอำนาจภายนอกอย่างอื่นจะมีมากขึ้น ถึงแม้ว่าอำนาจภายนอกจะช่วย แต่เขาจะช่วยเพราะเห็นว่าเราช่วยตัวเองมาก่อนแล้ว
๖. คนที่เชื่อกฎแห่งกรรมนั้น จะนำไปสู่การเชื่อถือในกฎแห่งสังสารวัฏ คือการเวียนว่าย ตายเกิดในกำเนิดต่าง ๆ ตามอำนาจของกรรม จะทำให้เขายึดมั่นในการทำความดี เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะได้ความอุ่นใจในชีวิต คือ
หากว่า นรก สวรรค์ ชาติหน้ามีอยู่ เพราะตนทำความดี ก็จะได้อุบัติในสวรรค์ หลังจากตายไปแล้ว หากนรกสวรรค์โลกหน้าไม่มี เพราะการทำความดีของตน ทำให้ได้รับผลเป็นความสุขในชาติปัจจุบัน
๗. คนที่เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม ย่อมอยู่ในฐานะที่พร้อมจะกระทำความดี เว้นความชั่วทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง
นำมาแจมร่วมกับคุณ ธันวันตรี ด้วยครับ
![]()
โดย ทับตะวัน [23 ธ.ค. 2552 , 12:26:37 น.] ( IP = 58.9.150.159 : : )
สลักธรรม 3
คู่มือชีวิตภาคกฎแห่งกรรม
ขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านติดตามหนังสือเรื่องคู่มือชีวิต ภาคกฏแห่งกรรม ฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งดิฉันได้เขียนเนื้อหาเพิ่มเติมทั้งในคำนำและภาคผนวก
คู่มือชีวิตภาคกฎแห่งกรรม ฉบับปรับปรุงใหม่
คำนำการพิมพ์ครั้งที่ ๔
เนื่องจากหนังสือเล่มนี้กำลังจะพิมพ์เป็นครั้งที่ ๔ โดยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในส่วนสำนักพิมพ์และการจัดส่ง พร้อมกับการเปลี่ยนภาพปกหนังสือ ดิฉันจึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะคุยกับท่านผู้อ่านอีกครั้งหนึ่ง
ในช่วงที่ดิฉันกำลังเขียนหนังสือเล่มนี้อยู่ซึ่งก็ราว ๗ ปีมาแล้วนั้น ดิฉันเคยสงสัยว่า เมื่อพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้คือ พระศรีอาริยเมตไตรย ได้มาตรัสรู้แล้ว ปักหลักพระพุทธศาสนาแล้ว แม้ศาสนาของพระบรมศาสดาจะอยู่ได้นานเพียงใดก็ตามแต่ ย่อมต้องมีวันสิ้นสุด และเมื่อหมดยุคของท่านแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น
เพราะนึกเป็นห่วงคนกลุ่มใหญ่ของโลกที่ยังไม่มีโอกาสได้พบพระพุทธศาสนา ยังไม่ได้เริ่มต้นสร้างบารมีที่จะเดินทางออกจากคุกชีวิตเพื่อไปนิพพาน หากคนเหล่านี้พลาดโอกาสที่จะรู้ข่าวดีเรื่องการเดินทางออกจากคุกชีวิตเพราะอาจจะกำลังท่องเที่ยวอยู่ในประเทศอื่น ๆ ที่อยู่รอบถนนวงแหวนของสังสารวัฏจนพลาดโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในยุคพระศรีอารย์อีก แล้วเขาจะทำอย่างไร
เพราะตอนนั้นดิฉันเข้าใจว่า พระศรีอาริยเมตไตรยเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้ จะไม่มีพระพุทธเจ้ามาเกิดอีกแล้ว ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดเพราะการอ่านน้อยของดิฉัน เนื่องจากพระไตรปิฎกฉบับประชาชนที่ดิฉันใช้อ้างอิงอยู่ได้เอ่ยถึง พระศรีอาริยเมตไตรยซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียวในอนาคตเท่านั้น นี่จึงเป็นข้อมูลใหม่ที่ดิฉันขอถือโอกาสเสริมเข้ามาเพื่อช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจได้ชัดเจนมากขึ้นในเรื่องกฎแห่งกรรมอันเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดถนนวงแหวนของสังสารวัฏหรือคุกชีวิตโดย พี่เณร [23 ธ.ค. 2552 , 12:33:41 น.] ( IP = 58.9.150.159 : : )
สลักธรรม 4ในมุมมองหนึ่ง สังสารวัฏคือ ถนนวงแหวนแห่งน้ำเน่าที่ดิฉันมักให้ท่านผู้อ่านมอง เพราะเป็นถนนสายที่ชีวิตทั้งหลายที่เป็นประชากรของสังสารวัฏได้เดินวนเวียนกลับไปกลับมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ดิฉันจึงมักให้คุณมองว่าสังสารวัฏเป็นคุกชีวิตอันมหึมาที่ชาวมนุษย์และชาวอื่น ๆ ล้วนติดอยู่ คือเป็นชาวคุกเท่าเทียมกันหมด ต่างกันเพียงว่าใครกำลังติดอยู่ในปีกซ้ายหรือปีกขวาของคุกใหญ่นี้เท่านั้น ใครที่ติดอยู่ในปีกซ้ายของคุกก็อาจจะใช้ชีวิตที่สุขสบายกว่าคนที่ติดอยู่ในปีกขวาซึ่งอยู่ยากลำบากหน่อย
แต่ตราบใดที่ยังไม่สามารถออกจากคุกชีวิตนี้แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ปีกซ้าย (เป็นมนุษย์ เทวดา พรหม) หรือปีกขวา (เป็นเดรัจฉาน เปรต สัตว์นรก) ก็ไม่มีใครได้รับอิสรภาพของชีวิตอย่างแท้จริง การกอบกู้อิสรภาพของชีวิตอย่างแท้จริงจึงมีวิธีการเดียว คือ การเดินทางออกจากคุกชีวิตนี้อย่างถาวรเท่านั้น ซึ่งภาษาพระเรียกว่า การไปพระนิพพานนั่นเอง
แต่การเดินทางออกจากคุกชีวิตที่มหึมานี้จำเป็นต้องพบผู้รู้ทางออกจากคุกเสียก่อน เนื่องจากคุกชีวิตเป็นคุกที่ใหญ่มาก แม้คนติดคุกส่วนมากก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังติดคุกชีวิตอยู่ ภาษาพระเรียกว่า มีอวิชชา ชาวคุกชีวิตส่วนมากโดยเฉพาะผู้ที่อยู่อย่างสุขสบายในปีกซ้ายของคุกจึงล้วนพอใจที่จะอยู่ในคุกต่อไป ส่วนคนที่อยู่ปีกขวาเล่า ก็มักตั้งจิตภาวนาขอให้ได้มีโอกาสโยกย้ายจากปีกขวาที่อยู่ยากลำบากมาอยู่ปีกซ้ายบ้าง จะได้อยู่สบายหน่อยโดยการตั้งจิตภาวนาขอไปเกิดเป็นเทวดาบ้าง เกิดเป็นพรหมบ้าง ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะแม้อายุขัยของเทวดาและพรหมที่อยู่ได้ยาวนานมาก เมื่อหมดอายุขัยแล้ว ก็ยังกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเดรัจฉานได้อีกโดย พี่เณร [23 ธ.ค. 2552 , 12:34:46 น.] ( IP = 58.9.150.159 : : )
สลักธรรม 5กลางชาวคุกชีวิตทั้งหลาย มักมีคนหยิบมือหนึ่งที่มีปัญญามากพอ รู้ว่าตนกำลังติดคุกชีวิตอยู่ ดูออกว่าชีวิตเป็นทุกข์อันเนื่องจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงคิดหาทาง แหกคุก เพื่อกอบกู้อิสรภาพที่แท้จริงของชีวิตกลับคืนมา
ผู้ที่ทำงานใหญ่นี้สำเร็จด้วยตนเองคือ พระพุทธเจ้าทั้งหลายตั้งแต่ในอดีตซึ่งมีมากไม่น้อยจนถึงพระพุทธเจ้าโคตมะของเรา ทุกครั้งที่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ อันเป็นมุมหนึ่งที่อยู่ปีกซ้ายของคุก พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็จะต้องทำงานหนักมากเพื่อชี้ ทางออกจากคุก และท่านมักจะกวาดต้อนชาวคุกให้เดินทางออกจากสถานกักกันจนได้รับอิสรภาพมากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ทุกครั้งที่มีพระพุทธเจ้ามาบังเกิด ศาสนาพุทธก็จะปักหลักลงในแผ่นดินมนุษย์ จะมีสาวกที่รู้ตามพระบรมศาสดาของตน แม้พระพระพุทธเจ้าเข้าสู่ปรินิพพานแล้ว เหล่าสาวกของท่านก็ยังคงทำงานต่อไปอย่างแข็งขัน พยายามบอกข่าวดีในเรื่องการออกจากคุกชีวิตให้คนที่ยังไม่รู้ให้เขาได้รับรู้ พร้อมชี้บอกวิธีการ แหกคุก ตามที่พระบรมศาสดาได้สอนไว้ นั่นคือ ให้เดินตามทางแห่งมรรคมีองค์ ๘ ประการ อันประกอบไปด้วยศีล สมาธิ และปัญญา หรือ ถ้ารวบให้รัดกุมยิ่งขึ้นเป็นเรื่องเดียวแต่ยังครอบคลุมทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือ การปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ หรือ วิปัสสนา ซึ่งดิฉันมาสร้างวลีขึ้นใหม่เพื่อให้เข้าใจและปฏิบัติตามได้ง่ายมากขึ้นคือ การพาตัวใจกลับบ้านโดย พี่เณร [23 ธ.ค. 2552 , 12:35:52 น.] ( IP = 58.9.150.159 : : )
สลักธรรม 6ยุคสมัยใดก็ตามที่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในท่ามกลางประชากรของนักโทษที่ติดคุกชีวิตนั้น ก็จะเรียกยุคสมัยนั้นว่า อสุญกัป คือ ช่วงเวลาที่ไม่สูญเปล่า เพราะมีผู้รู้ทางออกจากคุกชีวิตมาบังเกิด เปิดโอกาสให้นักโทษหยิบมือหนึ่งเดินทางออกจากคุก พบอิสรภาพของชีวิตได้อย่างแท้จริง
แต่เนื่องจากทุกอย่างก็ล้วนมีอายุขัยการทำงานของมันตามกฎอนิจจัง ซึ่งรวมถึงการปักหลักของพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ด้วย หลังจากที่พระบรมศาสดาเข้าสู่ปรินิพพานแล้ว สาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็จะทำงานบอกข่าวดีในเรื่องการออกจากคุกชีวิตต่อไปเรื่อย ๆ แต่ก็ทำได้ถึงจุดหนึ่งเท่านั้น เพราะการทำงานเผยแผ่ข่าวดีเรื่องออกจากคุกหรือการปักหลักของพระพุทธศาสนาก็ยังเป็นงานที่ทำอยู่ในคุกซึ่งอัดแน่นด้วยคนมีกิเลส มีจิตใจบาปเป็นส่วนมาก
คนใจบาปเหล่านี้แหละเป็นสาเหตุใหญ่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมโทรมลงจนถึงจุดที่พระพุทธศาสนาหายไปอย่างสิ้นเชิง ความรู้เรื่องการออกจากคุกชีวิตก็ค่อย ๆ เลือนหายไปในที่สุด ชาวคุกทั้งหลายจึงต้องอยู่อย่างมืดมน ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ว่าตัวเองติดคุกชีวิตอยู่ และไม่มีใครรู้ทางออกจากคุกชีวิต ซึ่งอาจจะกินช่วงเวลานานมาก ระยะเวลานาน ๆ ที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามาบังเกิดและบอกข่าวดีเรื่องการ แหกคุก นั้น ก็จะเรียกเวลาในยุคนั้นว่า สุญกัป คือ เป็นช่วงเวลาที่สูญเปล่า ไม่มีกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือชาวคุกให้ได้รับอิสรภาพของชีวิตแต่อย่างใด ชาวคุกทั้งหลายจึงต้องอยู่อย่างมืดมนโดย พี่เณร [23 ธ.ค. 2552 , 12:37:02 น.] ( IP = 58.9.150.159 : : )
สลักธรรม 7ฉะนั้น ท่านผู้อ่านคงนึกภาพใหญ่ออกแล้วว่า พวกเรากำลังเกิดในยุคของอสุญกัป คือ ช่วงระยะเวลาที่ไม่สูญเปล่า ไม่เพียงเท่านั้น อสุญกัปที่เราเกิดนี้เรียกว่า ภัทรกัป คือ มีพระพุทธเจ้ามาบังเกิดถึง ๕ พระองค์ คือ
1. พระพุทธเจ้ากกุสันธะ
2. พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ
3. พระพุทธเจ้ากัสสปะ
4. พระพุทธเจ้าโคตมะ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าของเรา
5. พระศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งขณะนี้ท่านกำลังบำเพ็ญ บารมีอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต และจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในช่วงปลายของภัทรกัปนี้
การบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าถึง ๕ พระองค์ในภัทรกัปนี้ต้องนับว่าเป็นยุคทองของชาวคุกที่ติดอยู่ในถนนวงแหวนของสังสารวัฏนี้เลยทีเดียว เพราะหมายความว่า ข่าวดีเรื่องวิธีการแหกคุกจะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และเพราะการเดินทางออกจากคุกชีวิตเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานานมาก ใครที่เกิดมาแล้ว เป็นเด็กดีมีศีลธรรมโดยไม่ต้องสอนมาก มีจิตใจที่โน้มไปสู่การฟังเทศน์หรือชอบอ่านหนังสือธรรมะ ชอบฝึกสมาธิวิปัสสนา ทำได้ดีด้วย แม้อายุยังน้อย แต่ก็ดูออกว่าชีวิตเป็นทุกข์ มีความรู้สึกที่ไม่อยากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ซึ่งอาจจะเป็นท่านผู้อ่านที่กำลังอ่านประโยคนี้อยู่ก็ได้ ก็ขอให้รู้ว่า คนเหล่านี้รวมทั้งท่านด้วยได้รับรู้ข่าวดีเรื่องการออกจากคุกชีวิตตั้งแต่อดีตชาติแล้ว
แสดงว่าเขาต้องรับรู้เรื่องการติดคุกชีวิตและได้ตั้งความปรารถนาที่จะออกจากคุกสังสารวัฏเพื่อไปนิพพานแล้ว และได้เริ่มปฏิบัติตามแนวทางแห่งศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ปฏิบัติสติปัฏฐานสี่มาแล้ว
คนที่ได้สะสมบารมีมาแล้วเหล่านี้อาจจะรับรู้ข่าวดีที่สุดของสังสารวัฏตั้งแต่สมัยของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ หรือ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ หรือ พระพุทธเจ้ากัสสปะแล้วก็เป็นได้ เป็นเรื่องธรรมดามากที่คน ๆ หนึ่งรู้ข่าวดีเรื่องการออกจากคุกชีวิตเป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอดีต แต่มาบรรลุธรรมออกจากคุกได้จริง ๆ ในกาลเวลาของพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง
เพราะในช่วงระหว่างเดินทางออกจากคุกชีวิตนั้น อาจจะเดินหลงทางไปบ้าง หากไปติดเรื่องสมถะแล้ว ก็จะพลัดไปติดอยู่ปีกซ้ายของคุกที่เรียกว่า พรหมโลก ซึ่งอายุขัยของประชากรในพรหมโลกยาวนานมากจนสามารถพลาดการมาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าถึงหนึ่งหรือสองพระองค์ก็ยังได้ พระพุทธเจ้าของเราจึงเสียดายมากว่าท่านไม่สามารถโปรดอาจารย์สอนสมถะ ๒ ท่านได้ทัน คือ อาฬรดาบส และ อุทกดาบสโดย พี่เณร [23 ธ.ค. 2552 , 12:38:29 น.] ( IP = 58.9.150.159 : : )
สลักธรรม 8อย่างไรก็ตาม คนที่ได้สร้างบารมีและเริ่มเดินทางมาแล้วนั้น การเกิดมาในยุคนี้ก็เพียงมาต่อยอดทางธรรม มาเดินทางออกจากคุกชีวิตต่อจากจุดที่ได้เดินมาแล้วในอดีตชาตินั่นเอง คนเหล่านี้จึงไม่ต้องสอนมาก จิตใจจะโน้มไปสู่เรื่องธรรมเองอย่างเป็นธรรมชาติ และบางคนจะสามารถเดินออกจากคุกชีวิตได้อย่างถาวรในปัจจุบันชาตินี้
ซึ่งต่างจากคนที่ไม่เคยสร้างบารมีมาก่อน แม้เป็นปัญญาชน มีไอคิวสูง ฉลาดปราดเปรื่องในเรื่องทางโลกก็ตาม แต่มักอ่านหนังสือธรรมะไม่รู้เรื่อง ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่าย ๆ โดยเฉพาะเมื่อฟังเรื่องสังสารวัฏ เรื่องการมีอยู่ของภพภูมิต่าง ๆ ตลอดจนเรื่องการไปนิพพาน จะฟังไม่รู้เรื่อง และมักพูดคัดค้าน หาว่าคนเชื่อเรื่องภพภูมิเป็นคนโง่ คนหลงงมงาย เชื่อเรื่องที่มองไม่เห็นและพิสูจน์ไม่ได้ โดยไม่รู้ตัวว่า ที่จริงแล้ว ตนเองต่างหากที่ยังโง่เขลาเบาปัญญามากอยู่ กำลังติดอยู่ในคุกมืดของชีวิต แต่ไม่รู้ กลับไปมองคนรู้ว่าเป็นคนโง่แทน นี่คือความโหดร้ายเลวทรามของ อวิชชา ที่เมื่อใครถูกมันครอบเข้าแล้ว จะกลายเป็นคนน่าสงสารมากในสายตาของคนรู้ สมควรที่ท่านในฐานะที่เป็นผู้รู้บ้างต้องมีความอดทนและช่วยเหลือคนเหล่านี้เท่าที่สติปัญญาของท่านจะช่วยเขาได้ หากเขาเป็นปัญญาชนที่ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ
ขอแนะนำให้ท่านหาหนังสือเรื่อง ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ ซึ่งอธิบายเรื่องชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสัจธรรมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ให้คนกลุ่มนี้อ่านก่อน อาจจะช่วยจุดประกายแห่งธรรมให้เขาได้บ้าง
ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า หากคนที่มารู้ข่าวดีเรื่องการแหกคุกชีวิตทีหลัง คือ เพิ่งมารู้เป็นครั้งแรกและค่อยมาเดินเตาะแตะออกจากคุก อินทรีย์ยังไม่แก่กล้า แล้วจะไปเดินทันคนอื่นที่เขาเดินมาแล้วตั้งหลายภพหลายชาติได้อย่างไร
เพราะเรื่องการเดินทางออกจากคุกชีวิตต้องค่อย ๆ สร้างสมบารมีมาเรื่อย ๆ เช่น ในครั้งพุทธกาลสาวกที่บรรลุธรรมสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลในระดับใดระดับหนึ่งกันง่าย ๆ นั้น ท่านเหล่านั้นล้วนได้เริ่มออกเดินทางเพื่อกอบกู้อิสรภาพทางใจแล้วตั้งแต่ยุคของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ จึงสามารถบรรลุธรรมกันได้ง่าย ๆ โดยฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าโคดมของเราเพียงไม่กี่คำเท่านั้น ก็มักบรรลุธรรมกันเป็นหมู่ใหญ่ อย่างน้อย ๆ ก็มักได้ความเป็นโสดาบันกลับไป มากกว่านั้นก็ถึงอรหัตผลเลย แล้วคนที่เพิ่งมารู้ข่าวดีเรื่องนี้ในยุคที่ดูเหมือนเป็นรุ่งอรุณของยุคมิคคสัญญีเช่นนี้ จะไปสร้างบารมีเพื่อการบรรลุธรรมได้ทันหรือ หากตายไปก่อนที่จะออกจากคุกชีวิตแล้วจะทำอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากต้องไปติดอยู่ในประเทศที่ไม่สามารถต่อยอดทางธรรมได้เป็นเวลานาน ๆ จนอาจจะพลาดการบังเกิดขึ้นพระศรีอาริยเมตไตรยแล้ว จะทำอย่างไรโดย พี่เณร [23 ธ.ค. 2552 , 12:40:35 น.] ( IP = 58.9.150.159 : : )
สลักธรรม 9จุดนี้เองที่ดิฉันเคยสงสัยว่า ถ้าเช่นนั้น หลังจากพระพุทธศาสนาในยุคพระศรีอารย์ของปลายภัทรกัปหมดสิ้นลงไปแล้ว แน่นอนเหลือเกินว่า ยังต้องมีนักโทษติดคุกชีวิตนี้เหลืออยู่อีกมากมายนับไม่ถ้วนที่ยังไม่รู้ข่าวดีเรื่องการออกจากคุกชีวิตเลย จึงไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องการเริ่มออกเดินทางแล้วหรือยัง
ฉะนั้น ย่อมหมายความว่าชีวิตทั้งหลายที่อยู่อย่างกระจัดกระจายรอบถนนวงแหวนของสังสารวัฏนี้จะต้องอยู่อย่างมืด ๆ ต่อไปเป็นชั่วกัปชั่วกัลป์เช่นนั้นหรือ จะเป็นช่วงเวลาของสุญกัปที่สูญเปล่า ปราศจากภูมิปัญญาเรื่องการหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างอนันตกาลเช่นนั้นหรือ จะไม่มีพระพุทธเจ้าหลังจากพระศรีอารย์มาช่วยมนุษย์และเทวดาอีกแล้วหรือ?
คำตอบคือ ไม่ใช่เช่นนั้น ตรงนี้แหละคือ ข้อดีของสังสารวัฏ เพราะความเป็นถนนวงแหวนที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดนี่เอง
แม้สิ้นยุคของพระศรีอารย์แล้วก็ตาม ย่อมจะมีพระพุทธเจ้ามาบังเกิดในโลกมนุษย์นี้อีก แม้จะกินเวลายาวนานสักเพียงใดก็ตาม เพราะสังสารวัฏนี้เป็นวงกลม บุคคลทั้งหลายที่เคยตั้งความปรารถนาพุทธภูมิเพื่อบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นย่อมมีอยู่ เมื่อการสร้างบารมีเพื่อบรรลุพุทธภูมิของพระโพธิสัตว์เหล่านี้ถึงความเต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมมีวันหนึ่งในอนาคตอันไกลโพ้นที่พระโพธิสัตว์จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เพียบพร้อมด้วยทศพลญาณ อันเป็นอาวุธสำคัญที่จะใช้กวาดต้อนชาวมนุษย์ให้ออกจากคุกชีวิตนี้ได้อีก และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เริ่มออกเดินทางแล้ว สามารถเดินต่อไปถึงจุดหมายปลายทางของชีวิตได้
เพราะสังสารวัฏเป็นวงกลมนี้เอง ในทางกลับกัน ย่อมมีพระพุทธเจ้าที่ได้เกิดมาแล้วในอดีตจำนวนไม่น้อยเช่นกัน องค์ที่มีชื่อเสียงเรียงนามเพราะพระพุธเจ้าของเราได้กล่าวถึงมี ๒๘ พระองค์ รวมพระองค์ท่านด้วยโดย พี่เณร [23 ธ.ค. 2552 , 12:42:11 น.] ( IP = 58.9.150.159 : : )
สลักธรรม 10
เรื่องราวของพระพุทธเจ้าที่จะมาบังเกิดในอนาคตอันไกลโพ้นโน่นได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์อนาคตวงศ์ ดิฉันได้รับหนังสือเล่มนี้จากอาจารย์ทิพากร ซึ่งดิฉันขอถือโอกาสกราบขอบพระคุณอาจารย์ทิพากรเป็นอย่างยิ่งที่แนะนำหนังสือที่มีคุณค่ามหาศาลเล่มนี้แก่ดิฉันผู้เป็นคนอ่านน้อย เนื้อหาของพระคัมภีร์นี้เป็นเรื่องราวของพระสารีบุตรกราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงเล่าเรื่องราวของพระพุทธเจ้าที่จะมาบังเกิดในอนาคตหลังจากหมดยุคของพระบรมศาสดาแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าของเราได้พรรณนาถึงพระพุทธเจ้าในอนาคต ๑๐ พระองค์ คือ
๑) พระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้า
๒) พระรามพุทธเจ้า
๓) พระธรรมราชาพุทธเจ้า
๔) พระธรรมสามีพุทธเจ้า
๕) พระนารทพุทธเจ้า
๖) พระรังสีมุนีพุทธเจ้า
๗) พระเทวเทพพุทธเจ้า
๘) พระนรสีห์พุทธเจ้า
๙) พระติสสพุทธเจ้า
๑๐) พระสุมังคลพุทธเจ้า
นี่ต้องนับว่าเป็นข่าวดีมากที่สุดของชีวิตทั้งหลายที่ยังติดคุกชีวิตของสังสารวัฏอยู่ และเป็นส่วนดีของสังสารวัฏที่มีธรรมชาติเป็นวงแหวน จึงเอื้ออำนวยให้เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์ยิ่ง ดังเช่นการบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าในอนาคตเช่นนี้
ฉะนั้น แม้ชาวคุกชีวิตจะต้องผ่านบางช่วงเวลาของสุญกัปที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เลยก็ตาม แต่เพราะ ธรรมชาติของคุกนี้แหละ จึงต้องมีเวลาที่มนุษย์คนใดคนหนึ่งที่ได้ตั้งความปรารถนาพุทธภูมิไว้แล้ว เมื่อสร้างบารมีเต็มเปี่ยมแล้วจะมาบังเกิดเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยชีวิตทั้งหลายต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นกลไกของสังสารวัฏ เป็นเรื่อง ธรรมะจัดสรร ในตัวมันเอง และเป็นเรื่องที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว
อ่านได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างครับ ![]()
คัดลอกมาจากhttp://www.supawangreen.in.th/index1.htmlโดย พี่เณร [23 ธ.ค. 2552 , 12:44:29 น.] ( IP = 58.9.150.159 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |