มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กฎแห่งกรรม กฎแห่งธรรมชาติ




มนุษย์พยายามที่จะอธิบาย สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ด้วยหลักการต่างๆ จนครั้งหนึ่ง เจ้าชายสิทธัตถะ ก็พยายามที่จะค้นหาคำตอบนั้น โดยตรัสรู้ได้โดยพระองค์เอง เป็นหลักการทางพระพุทธศาสนา หรือพระธรรมคำสั่งสอน ก่อนที่จะตรัสรู้ ตามพุทธประวัติก็กล่าวว่า มีเทวดามาดีดพิณให้พระพุทธเจ้าฟัง โดยเจตนาเป็นนัยดีดให้ฟังสามสาย ทั้งตึงไป หย่อนไป และ สายที่พอดี นั่นคือ เทวดา ท่านก็รู้หลักทางสายกลางมาแล้ว และ พระพุทธเจ้าก็ค้นพบทางสายกลางด้วยตัวพระองค์เอง

เรื่อง กฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ขออธิบายง่ายๆ เป็นภาษาอังกฤษน่าจะเข้าใจง่ายกว่า คือ เมื่อมี Action จะมี Reaction เป็นเหตุเป็นผลที่สอดรับกันเสมอ นั่นคือ เมื่อมีการกระทำใดๆเกิดขึ้น จะต้องมีผลตามมาเสมอ ซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จว่าผลที่ตามมาคืออะไร แต่เป็นไปในทำนอง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และสามารถส่งผลข้ามภพชาติได้

นั่นแสดงให้เหตุว่า หลักการทางพระพุทธศาสนามีความเป็นเหตุเป็นผล สอดคล้องกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ จน อัลเบริร์ต ไอน์สไตล์ นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะชื่อก้องโลก กล่าวว่า

" Buddhism has the characteristics of what would be expected in a cosmic religion for the future: It transcends a personal God, avoids dogmas and theology; it covers both the natural and spritual; and it is based on a religious sense aspiring from the experience of all things, natural and spiritual, as a meaningful unity "

" ศาสนาในอนาคตจะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรเว้นคำสอนแบบเบ็ดเสร็จ ที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว และ แบบเทวนิยม คือ อ้างเอาเทวดาเป็นหลักใหญ่ ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติ และจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนความสำนึกทางศาสนา ที่เกิดจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนามีคำตอบต่อข้อกำหนดนี้ได้ ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา"

Albert Einstein /อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ซึ่งก็เป็นจริงตามที่อัลเบริร์ต ไอน์สไตน์กล่าว เพราะตามหลักกาลามสูตร พระพุทธเจ้าก็สอนว่า อย่าเชื่อแม้แต่คำสอนของพระพุทธองค์เอง จนกว่าจะปฏิบัติให้เห็นจริง จึงค่อยเชื่อตาม

หากจะย่อคำสอนของพระพุทธเจ้า เหลือเพียงใจความสั้นๆ ก็คงเป็นที่ทราบดีว่า พระพุทธศาสนา สอนให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ นั่นคือ โอวาทปาฎิโมกข์ ที่มุ่งไปสู่ความสงบสุขแห่งชีวิต

พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า

Do not dwell in the past, do not dream of the future, concentrate the mind on the present moment.

นั่นคือ พระพุทธองค์ไม่ให้คำนึงถึงอดีตหรืออนาคตใดๆทั้งสิ้น ให้อยู่กับปัจจุบัน และทำให้ดีที่สุด อดีตเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ และ อาจจะไม่มีโอกาสได้ทำอะไรในวันพรุ่งนี้

ย้อนกลับมามองเรื่องกฎแห่งกรรม ...... สตรีท่านหนึ่งป่วยเป็นโรคผิวหนังอย่างรุนแรง ซึ่ง มองตามหลักวิทยาศาสตร์และพระพุทธศาสนา โรคผิวหนังชนิดนี้ เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราที่เกิดจากการกรรม(การกระทำ) ที่เธอไม่รักษาความสะอาดตัวเธอเอง เธอจึงไปหาหมอ(กรรม = การกระทำ) ให้หมอเยียวยารักษา(กรรม)ให้จนหาย ถ้าไม่หายเธอก็ไปหา(กรรม) หมอคนอื่นให้เยียวยาให้ นั่นคือทุกๆ การกระทำ ก็มีกฎแห่งกรรมเกิดขึ้นตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่า กรรมมาจากเราที่สร้างขึ้นเอง และทำอะไร ก็ได้อย่างนั้น

ซึ่งกฎแห่งกรรม ก็เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะเรามองได้หลากหลาย แล้วแต่ความคิดของแต่ละคนจะกำหนดขึ้น เช่น ผู้หญิงคนนั้นป่วยเป็นโรคผิวหนังอย่างรุนแรง บางคนก็มองว่า เป็นเพราะผลกรรมจากชาติที่แล้ว ที่เธอไปทำบาปเอาไว้ ถ้าโรคของเธอรักษาไม่หาย ลุกลามมากขึ้น จนถึงแก่ชีวิต บางคนก็มองว่า เป็นเพราะผลกรรมที่เธอต้องชดใช้ในอดีตชาติ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ใครทำดีก็ย่อมได้ดี ใครทำชั่ว ก็ย่อมได้ชั่ว เพราะนั่นคือสัจจธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้ว

^ ^

โดย ธันวันตรี [23 ธ.ค. 2552 , 11:51:11 น.] ( IP = 125.26.188.241 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11

ต้องขอบพระคุณบทความให้แง่คิดจาก พี่เณร

ความคิดของมนุษย์มีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากใครที่มองว่า เกิดมาเพื่อเสพสุนทรียภาพ ดื่มด่ำความมหัศจรรย์บนโลกใบนี้ และรู้เท่าทันความเป็นไปของสรรพสิ่ง ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแหกคุก เพราะไม่ได้ติดคุกมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ย้อนมองมาที่การพิสูจน์ความเป็นจริงจากสิ่งต่างๆ ที่มีทั้งรูปธรรม และ นามธรรม ทำให้บางอย่างพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ได้ เช่น กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของ ไอสไตล์

แต่บางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ แต่ก็สามารถรับรู้ได้ว่ามีอยู่จริง เช่น รัก โลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา คงไม่มีใครเอาไปพิสูจน์ ในห้องปฏิบัติการว่าเป็นอย่างไร

เหมือนกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเชื่อใคร (ตามหลักจิตวิทยา มนุษย์มักจะเชื่อในสิ่งที่ตนคิด จะเชื่อคนอื่นก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นเป็นที่ประจักษ์ น่าเคารพศรัทธาแล้ว)

แล้วเราจะสามารถค้นพบคำตอบได้ด้วยตัวเอง ^ ^

โดย ธันวันตรี [23 ธ.ค. 2552 , 15:12:12 น.] ( IP = 125.26.183.104 : : )


  สลักธรรม 12

ปกติจะใช้หลักธรรมะรักษาอาการเจ็บป่วยร่วมไปกับหลักการทางการแพทย์ไปด้วยครับ

มีพยาบาลคนหนึ่งสงสัยเรื่อง กฎแห่งกรรม และถามข้าพเจ้าว่า

เมื่อกฎแห่งกรรมบอกไว้ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

แล้วทำไมเขาตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เวลาเลื่อนขั้นเงินเดือน เขาไม่ได้รับการพิจารณา แต่คนที่ทำงานไม่ดีเท่าเขาทำไมได้เลื่อนขั้น

เป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่มีกัลยาณมิตรรายรอบที่มากไปด้วยศีลด้วยธรรม เช่น กัลยาณมิตรจากมูลนิธิอภิธรรมเป็นต้น ทำให้ซึมซับ ธรรมะ อย่างไม่รู้ตัว

ข้าพเจ้า ตอบว่า แล้วสิ่งที่ท่านกำลังคิด(มโนกรรม) เป็นไปในทางบวกหรือลบเล่า เพราะ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไปแล้วว่า ทำดี คิดดี พูดดี ก็ย่อมได้ดี ทำไม่ดี พูดไม่ดี คิดไม่ดี ก็ย่อมได้สิ่งที่ไม่ดี มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ และตั้งเป็นกฎ

ท่านทำดี ผู้ร่วมงานของท่านก็สรรเสริญ คนไข้ก็สรรเสริญ เคารพ ศรัทธา รักใคร่ ชอบพอ

คนที่เขาตัดสินการเลื่อนขั้นเงินเดือนไม่ยุติธรรม และคนที่ได้รับการเลื่อนขั้นอย่างไม่เหมาะสม เขาก็ได้รับการติฉิน นินทา ให้ร้าย และ อื่นๆ ตามที่เขาทำเอง ส่วนใครที่มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรมดีแล้ว ก็อาจจะมิวายถูกนินทา หากเก็บมาใส่ใจ คิดในทางลบ ก็สร้างทุกข์ให้ตัวเองต่อไปอีก

ถ้าท่านทำดีแล้ว มีคนมองว่าท่านไม่ดี และอิจฉาริษยา เขาก็ย่อมได้อารมณ์ขุ่นมัว ได้อารมณ์แห่งทุกข์

ถ้าเราไปริษยาใคร ท่านก็ได้อารมณ์แห่งความขุ่นมัว อารมณ์แห่งทุกข์นั้นมันเป็นกฎแห่งกรรม ที่เป็นธรรมชาติ มีเหตุและผลตอบรับกันและกันเสมอ

เธอถึงกับไหว้ขอบคุณเลยร่ะครับ แหะๆ ^ ^

เป็นพระเมตตาจากพระพุทธเจ้าโดยแท้ ที่ทำให้เธอพบแสงสว่างแห่งชีวิต

^ ^

นิพพาน บางคนก็ถามว่า คืออะไร และ เป็นอย่างไร

จริงๆ ก็มีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎก ว่าคืออะไร แต่ก็เป็นเพียงการเขียนๆ หรือบอกเล่า และมีผู้ให้คำจำกัดความแตกต่างกัน ก็เหมือนกับความรัก ที่คนเราอาจจะให้นิยามไม่เหมือนกัน เพราะคนเราก็เข้าไปอยู่ในสภาวะอารมณ์แห่งรักในเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทำให้นิยามออกมาได้หลากหลาย

ถ้านิพพาน คือ สภาวะที่เกิดมาจากพระพุทธเจ้า สามารถดับกิเลสและความทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง ท่านก็ลองทำตามดูสิ แล้วจะนิยามได้เองว่า นิพพาน คืออะไร

^ ^

โดย ธันวันตรี [23 ธ.ค. 2552 , 15:57:43 น.] ( IP = 125.26.183.104 : : )


  สลักธรรม 13



โดย น้องกิ๊ฟ [24 ธ.ค. 2552 , 09:35:23 น.] ( IP = 125.27.175.83 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org