มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บรรยายพิเศษ เหตุให้เกิดปัญญา (๔)






บรรยายพิเศษ เหตุให้เกิดปัญญา (๔)


ตอนที่ ๓

หลังจากท่านอาจารย์ได้นำของขวัญจากหลวงพ่อเสือมามอบให้กับทุกคนแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงเวลาพิเศษที่เป็นช่วงของการบรรยายพิเศษกันอีกครั้งเป็นการพูดคุยตอบปัญหาของผู้ที่ไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาในช่วงวันหยุดปีใหม่ ซึ่งท่านอาจารย์บอกว่าเมื่อตอนก่อนไปก็ให้ความรู้ไปก่อนเข้าปฏิบัติ เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องมาบอกให้ทราบบ้างว่าเป็นอย่างไร จึงมีลูกศิษย์หลายคนเล่าถึงความเป็นไปและตั้งคำถามให้ท่านอาจารย์อธิบายดังต่อไปนี้

ถาม จะเล่าให้ฟังดูก่อนว่า อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ คือจากที่อาจารย์ให้ความรู้เตรียมตัวก่อนไปก็พบว่า ตอนที่เข้าปฏิบัติก็พบว่าตัวเองรู้สึกในอาการ เช่น นั่งก็รู้สึกในอาการนั่งได้ชัดเจนมากขึ้นแต่ไม่ได้ต่อเนื่องตลอด ที่รู้สึกในอาการที่ชัดขึ้นก็เช่น เวลาอาบน้ำ เมื่อก่อนนั้นเมื่อน้ำโดนตัวก็กำหนดรูปเย็น แล้วก็อาบไปไม่ได้สังเกตอะไรมากมาย แต่พอได้รับความรู้คำแนะนำเพิ่มเติมก็เลยมีการสังเกตว่า เราจะถูสบู่นะ โดยถูจากจุดไหนไปจุดไหน ก็สังเกตในร่างกายว่าต้องไปตามจุดที่เราถูคือก็จะรู้สึกไปตรงนั้น

พอล้างน้ำก็จะรู้ว่าเอาน้ำล้างตรงไหน ตรงไหนที่ยังไม่สะอาดเราก็จะสังเกต หรืออย่างเวลาเช็ดตัวก็จะรู้ว่าตรงนี้เช็ดแล้ว ข้างหลังยังเปียกอยู่ ก็รู้สึกว่าเราจะสังเกตตรงนี้ได้มากขึ้น

ตอบก็รู้สึกต่างจากตอนที่อยู่บ้านคือเวลาเช็ดตัวนั้นไปตามอัตโนมัติ แต่เวลาที่เข้าปฏิบัตินั้นไม่ไปตามอัตโนมัติแต่จะมีความรู้สึกก่อนทำ เช่นจะไปเช็ดหลัง ก็จะรู้ว่า หลังยังไม่แห้ง ...การรู้อย่างนี้ดีมาก

ถาม เวลาทานอาหาร เมื่อก่อนนั้นก่อนที่จะไปทานก็จะกำหนดว่า ทานเพื่อแก้ทุกข์ไม่ใช่เพื่อแก้อยาก พออาหารโดนลิ้นครั้งแรกกำหนดรูปรส ซึ่งเมื่อก่อนจะกำหนดอย่างไรก็รู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบ คงเป็นเพราะตอนนั้นกิเลสมันชัดเจนกว่า แต่ในครั้งนี้ก็รู้สึกว่าเมื่อถึงเวลาใกล้ทานข้าวนั้น ก็รู้สึกหิว กำหนดนามหิว พออาหารมาแล้วก็ทาน แต่จะมีความรู้สึกว่า เราตักออกมานั้นอาหารจะน้อยกว่าทุกครั้งที่เราเคยทาน เวลาที่เราตักมาก็รู้ในอาการ ขณะที่อ้าปาก ขณะที่เคี้ยว ก็ดูอาการเคี้ยวอะไรไปเรื่อยๆ ก็จะทานช้าลงและอิ่มเร็วขึ้น ก็เลยไม่รู้ว่าถูกต้องหรือเปล่าค่ะอาจารย์?

ส่วนเรื่องอื่นนั้นก็คือครั้งนี้มีนามฟุ้งมาให้ดูมาก ก็กำหนดดูไปเรื่อยๆ สิ่งที่อยากจะเรียนถามก็คือ เวลาที่นั่งปฏิบัติอยู่แล้วเกิดอยากเข้าห้องน้ำ พอเราเดินเข้าห้องน้ำทำธุระเสร็จเรียบร้อย พอออกมาแล้วถามว่า เราต้องมาอยู่ในอิริยาบถเดิมหรือเปล่าหรือสามารถเปลี่ยนอิริยาบถได้เลยคะ?

ตอบ คำว่าอิริยาบถเดิมนั้นจริงๆ ไม่มี ในโลกนี้ไม่มีอิริยาบถเดิม เพราะอิริยาบถทุกอิริยาบถผ่านไปเป็นอดีตไปหมด ฉะนั้น เมื่อมีความทุกข์เบียดเบียนให้ไปเข้าห้องน้ำ เมื่อออกจากห้องน้ำมาแล้วไม่จำเป็นต้องไปที่เดิมและท่าเดิม เพราะอันนั้นเป็นการทำท่า พอออกมาจากห้องน้ำแล้วก็เดินเลยต่อได้ไม่จำเป็นต้องมานั่ง เพราะถ้าหากทำตรงนั้นก็จะเป็นการตั้งใจทำโดยมีความตั้งใจแรงเกินไป จึงต้องทำให้เป็นปกติ และเท่าที่ฟังเล่ามาก็ทำได้ถูกต้อง

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2552 , 07:42:46 น.] ( IP = 58.9.147.44 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ถาม เข้าครั้งนี้จะมีฟุ้งมากค่ะ ก่อนเข้านั้นเหมือนกับเราเรียนไปก่อน ก็ดูเหมือนจะง่ายคือพอมีฟุ้ง กำหนดนามฟุ้งแล้วก็น่าจะจบ แต่พอเข้าปฏิบัติจริงๆ นั้นไม่ใช่ค่ะ กว่าจะรู้ตัวก็เข้าไปในเรื่องแล้วก็มีโลภะโทสะเป็นเรื่องราว ครั้งนี้จึงปฏิบัติในเรื่องฟุ้งยังไม่ได้ จึงขอคำแนะนำด้วยค่ะ?

ตอบ ขอถามก่อนว่า ในความเข้าใจที่ว่าปฏิบัติในเรื่องฟุ้งได้นั้น ได้แล้วจะเป็นอย่างไร

ถาม ในความเข้าใจของตัวเองก็คือว่า พอฟุ้ง เราก็น่าจะรู้ว่านามฟุ้ง เมื่อกำหนดแล้วมันก็น่าจะจบไป แล้วไปดูรูปนั่งรูปยืนอะไรของเราต่อไป แต่นี่กว่าจะรู้ตัวก็เข้าไปในเรื่องแล้ว บางเรื่องที่ไม่เคยคิดที่ลืมไปนานแล้ว ก็คิดขึ้นมาฟุ้งขึ้นมา ก็มีความรู้สึกโกรธ รู้สึกโมโหกับเรื่องต่างๆ คือพอฟุ้งแล้วเราเข้าไปในเรื่องนั้นเลยน่ะค่ะ

ตอบต้องบอกสาเหตุก่อนว่า ทำไมเรื่องที่ไม่เคยนึกแล้วมันมานึกได้ เรื่องที่ไม่เคยคิดเลยตอนที่ยังไม่ปฏิบัติ แต่พอมาปฏิบัติแล้วมันคิดได้คิดดี เรื่องนี้ก็คล้ายกันหลายๆ คน ที่เหมือนมีเรื่องฟุ้งมามากมาย บางคนก็มีปัญหาเรื่องเบื่อมาก และก็มีบางคนที่โทร.มาเล่าให้ฟังว่า ยังแก้ไม่หายกับตัวที่เอนไปเอนมาของตนเอง แล้วก็ง่วงอยู่เรื่อยๆ เข้านอนสี่ทุ่มตื่นหกโมงเช้า แล้วก็มาดูว่ากินอาหารมากเกินไปหรือเปล่า ซึ่งฟังแล้วก็แก้ไขให้ไปแล้ว ถามว่า ทำไมจึงเป็นอาการต่างๆ แบบนั้น ก็เพราะเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ต้องเป็น

อย่างเรื่องฟุ้งนี้มีเหตุให้นึกขึ้นมาได้ก็เพราะว่าต้องทำงาน เช้าต้องรีบตื่น คนที่มีครอบครัวก็ต้องแต่งตัวให้ลูก ดูแลลูก ต้องตื่นขึ้นมาพร้อมกับมือระวิงกับใจระวังและก็ระแวง พอไปถึงที่ทำงานก็ยิ่งต้องว่องไว เมื่อมือเราเป็นระวิงแล้วแทบไม่ได้หยุดเลยยกเว้นตอนหลับ เวลานอกจากนั้นเรามีเรื่องให้จับให้ต้องให้เคล้าให้คลึง คือมีงานเข้ามาปะทะตลอดเวลาเหมือนคนไม่ว่าง เมื่อเราทำงานจำเจซ้ำๆจนเหนื่อยก็รอว่าเมื่อไหร่จะได้พักได้วันหยุดที่ละออกจากความเป็นระวิง

ดังนั้นก็เหมือนกันกับ ๓๖๐ วันที่เราทำงาน ความที่มือและใจของเราระวิงมา ๓๖๐ วัน พอเรามาปฏิบัติโดยต้องมาอยู่กับงานเก่าๆสองงานเท่านั้น คืองานรู้รูป งานรู้นาม มีเพียงแค่นี้ตลอดทั้งวัน ต้องบอกเลยว่ากิเลสที่มีมากในใจของเรานั้นมันไม่ชอบ มันเร่าร้อน จึงต้องมีขันติเพราะขันติเป็นตบะเครื่องเผากิเลส

เหมือนเรากำลังเผากิเลสแต่แก๊สหรือถ่านของเราน้อยคือความสามารถของเรามีน้อย แต่กิเลสมีพลุกพล่าน เหมือนเราไปเผาให้กิเลสเดือดก็ได้ เพราะเรามีงานน้อยและเราไม่เคยกับการงานแบบนี้

เมื่อเทียบปริมาณของงานทางโลกกับทางธรรมนั้น งานทางโลกของเรามีมาก แต่พอมาทำงานทางธรรมที่มีน้อยก็เลยง่วงเพราะเป็นเรื่องไม่สนุก แม้แต่อากาศหนาวๆเย็นๆ เราก็เริ่มหาวแล้ว พอร้อนมากๆ ก็หาวบ่อยเหมือนกัน แต่พอเป็นเรื่องสนุกแล้วเราไม่หาว อย่างคนที่เต้นช่า ช่า ช่า ขณะที่เขากำลังเต้นอยู่เขาก็ไม่หาวเพราะเขากำลังสนุก ไม่มีหรอกที่ใครจะเต้นช่า ช่า ช่าไป แล้วก็หาวไปด้วย..นอกจากเป็นคนเมา

แต่งานดูรูปดูนามนั้นไม่สนุก เพราะไม่ใช่งานของกิเลสแต่เป็นงานของปัญญา และปัญญาเราก็มีน้อยกว่าน้ำหมึกที่ติดอยู่ที่หางอึ่งที่ถูกลากมาตามระยะทางที่ยาวไกลถึงหนึ่งโยชน์ ฉะนั้น ปัญญาของเราจึงไม่มีอำนาจ เราจึงพ่ายแพ้ต่อกิเลส และเมื่อเรามีเวลาว่างมากๆ ก็เท่ากับมีเวลาเปิดโอกาสให้นึกให้คิดของเก่าที่มีอยู่ในใจเขาเรียกว่า รูปทางใจ นามทางใจ ที่มันออกมาได้เพราะเรามีการเก็บไว้คือสัญญาเจตสิก มีความทรงจำ มันจึงสามารถออกมาได้

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2552 , 07:45:56 น.] ( IP = 58.9.147.44 : : )


  สลักธรรม 2



เมื่อเราลองตั้งใจนั่งทบทวนว่า เราเคยทำอะไรมาบ้าง เราก็จะนึกได้ นี่ก็เหมือนกัน พอมันมีเวลาแล้วเราไม่ได้ตั้งใจทบทวนหรอก แต่มันฟุ้งขึ้นมา บางครั้งก็ฟุ้งเป็นเรื่องยาวไปและในฟุ้งก็เกิดอภิชฌาและโทมนัสได้ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ฟุ้งเป็นธรรมะ ไม่ใช่ของไม่ดี เพราะพระอริยบุคคลหลายท่านสำเร็จได้ด้วยฟุ้ง ฟุ้งจึงเป็นของดีของพระอริยะ แต่เพราะเรามีการตั้งปราการไว้ก่อนว่า ฟุ้งไม่ดี ต้องสงบจึงจะดี เพราะเราไปตั้งเป้าว่าต้องสงบจึงไม่ถูกต้อง อย่าไปขอให้สงบจากฟุ้งเลยแต่ควรขอให้สงบจากกิเลสเถอะ

เมื่อมีฟุ้งเกิดขึ้นก็ดูฟุ้งไป เพราะฟุ้งมีลักษณะเหมือนกันคือเกิดขึ้นที่จิต และจิตก็มี อุปาทะ ฐีติ ภังคะ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นความไม่เที่ยง ไม่ว่ามันจะฟุ้งเรื่องอะไรมันก็คือ ฟุ้ง (ตอนนี้ท่านอาจารย์ได้เขียนคำว่า "ฟุ้ง" บนกระดาน โดยมีขนาดของคำที่ต่างกัน และเขียนในตำแหน่งที่ต่างกันที่ทั้งตัวอักษรที่เอียงซ้าย เอียงขวา และกลับหัว และให้ผู้ที่ถามอ่านไปที่ละครั้งที่ท่านอาจารย์เขียนเสร็จ )

เห็นไหมว่า แต่ละคำอ่านว่า ฟุ้งทั้งนั้น และฟุ้งก็มีหลายชนิดไม่เหมือนกัน จึงไม่ได้มีอย่างเดียวและมีการเกิดการดับ ซึ่งถ้าเราเท่าทันการเกิดดับของฟุ้งก็พบกับความสำเร็จได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะฟุ้งนาน ฟุ้งน้อย ฟุ้งนิดแค่ไหน แต่ฟุ้งนั้นก็มีอุปาทะ ฐีติ และภังคะทั้งนั้น เราจะมาเอาแต่ฟุ้งเล็กฟุ้งน้อยคือฟุ้งปุ๊บรู้ปั๊บไม่ได้ เราต้องเอาตามความจริงของเรา แม้ว่าจะฟุ้งนานเป็นเรื่องเป็นราวขนาดไหนแต่มันก็มีขอบเขตจำกัด คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเหมือนกัน จึงอย่าไปกลัวมันเลยกับความฟุ้ง

เราต้องเปลี่ยนทัศนะคติของเราใหม่ว่า เราไม่ได้ต้องการความสงบ วิปัสสนาไม่ได้ต้องการความสงบ วิปัสสนาต้องการความกระจ่างคือเคลียร์ เคลียร์สภาพที่ไม่รู้ให้เข้าไปรู้นั่นเอง เมื่อฟุ้งมาให้รู้ก็รู้ฟุ้ง บางคนไม่ฟุ้งแต่ไม่มีอะไรทำเพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรก็เลยหางานทำ และถ้าหากเราตั้งเป้าหมายว่าฟุ้งเกิดปุ๊บจะต้องดับปั๊บอย่างนี้ไม่ได้ จะฟุ้งอย่างไหนก็ช่างเถิดขอเพียงให้เราเรียกชื่อสะกดถูกก็แล้วกันว่า นามฟุ้ง ก็พอแล้ว

หลวงพ่อท่านก็ได้บอกเทคนิคในการปฏิบัติมาอีกแล้วว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น ขอให้เรามนสิการหรือเข้าใจให้ถูกต้องว่า เราไปปฏิบัติเพื่ออะไร ...เพื่อเข้าไปรู้ทุกข์ แล้วในฟุ้งมีทุกข์ไหม? มี คือสภาพนั้นมีความเกิดดับ ผู้ที่เห็นความเกิดและความดับ..สัมสนญาณ อุทยัพพยญาณ ภังคญาณ ภยญาณ อาทีนวญาณ มุญจิตตุกัมมยตาญาณ ..ญาณเหล่านี้เห็นความเกิดดับตลอดไป

ความเกิดดับของธรรมะเท่านั้นเป็นเหมือนปัจจัยที่ผลักให้เราไปสู่มรรคผลนิพพาน

ความเกิดและดับเท่านั้นที่โยคาวจรจะไปรู้แล้วได้ธรรมดันวิเศษเกิดขึ้นมา คือดวงตาเห็นธรรม

ถ้าหากเราไม่อยากได้ฟุ้ง ก็เท่ากับเราไม่อยากเห็นธรรมะ ไม่อยากเห็นความเกิดดับ ถ้าต้องการความสงบ ความสงบนั้นก็จะทำให้นิ่งนานต่อเนื่องจึงยากที่จะเห็นความเกิดดับ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าผู้ที่ได้ไปถึงอัปปนาสมาธิจนกระทั่งอรูปฌานเป็นอรูปพรหมนั้นท่านจึงบอกว่าฉิบหายแล้ว เพราะโอกาสที่จะเห็นความเกิดดับนั้นยากมากๆ จนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะมีความแนนแน่นเหมือนกับอารมณ์นั้นเป็นการขีดเส้นตรงที่ไม่เห็นเป็นจุดไข่ปลาแล้ว

แต่ในขณะที่ฟุ้งต่อๆ กันนั้นก็คือ ช่องว่างที่จะให้ผู้ที่มีปัญญานั้นเข้าไปรู้เห็นช่องตรงนั้นได้ ฉะนั้น คุณวิเศษของฟุ้งก็มีอยู่ในตัว แต่ถ้าหากเราไปตั้ปราการา คราวนี้ไปเข้าปฏิบัติมา ฟุ้งแหลกเลย ..แต่ที่จริงมีเรื่องเกิดดับแหลกเลย ..แต่เราไม่เห็น เราก็เลยแหลกเพราะพ่ายแพ้

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2552 , 07:48:06 น.] ( IP = 58.9.147.44 : : )


  สลักธรรม 3



บางชีวิตที่ไปปฏิบัตินั้นก็รำพึงว่า "ไปคราวนี้ไม่ค่อยได้อะไรเลย" ถามว่าที่อยากได้นั้น อยากได้อะไร? ถ้าตอบว่า อยากได้รูป อยากได้นาม คงต้องบอกว่าก็มีกันอยู่แล้วชีวิตนี้ไงแล้วจะไปอยากได้อะไรอีกเล่า ถ้าอยากได้อย่างนี้ก็ต้องไปแต่งงาน หรือไปตั้งท้องมีลูกก็จะได้เพิ่มมาอีกรูปนามหนึ่ง และสิ่งที่มีอยู่คือรูปนามนี้เป็นทุกข์

หลวงพ่อท่านบอกว่า ต่อไปนี้ให้เราทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าที่คิดว่าไม่ได้อะไรนั้นมันไม่ใช่ ท่านตั้งคำถามว่า ในการเล่นกีฬาคือฟุตบอลเป็นต้น การแข่งขันในครึ่งแรกมี ๔๕ นาที และในสนามฟุตบอลก็จะมีประตูอยู่สองข้าง มีผู้เล่นสองฝ่ายฝ่ายละ ๑๑ คนรวมทั้งหมด ๒๒ คน แต่มีลูกฟุตบอลลูกเดียว

อุปมาอย่างแรกก็คือ หน้าที่ของเราในสนามฟุตบอล คือ คอยกันประตูไว้ไม่ให้ลูกฟุตบอลเข้าประตูอภิฌชาหรือประตูโทมนัส จึงต้องมีสติคอยป้องกันประตูข้างใดข้างหนึ่งเอาไว้อย่าให้มันเข้าไปได้ อย่าให้เกิดอภิฌชาหรือโทมนัสขึ้นมา

อุปมาอย่างที่สองก็คือ ท่านบอกว่าลูกของพ่อทุกคนเมื่อเข้าไปปฏิบัตินั้นก็เหมือนเข้าไปอยู่ในสนามฟุตบอล ลูกฟุตบอลก็เหมือนอารมณ์ บางครั้งลูกฟุตบอลก็ไปอยู่ที่เท้าคนอื่นแล้วเขาก็คลึงลูกฟุตบอลไว้ การรู้เห็นอย่างนี้เป็นความสามารถรู้ตามอารมณ์ คือจากฐานใหญ่ได้แก่กาย เวทนา จิต และธรรม เช่น รูปนั่งอยู่แล้วพอรูปที่นั่งอยู่นั้นมีอาการอย่างไร ก็เหมือนกับการเลี้ยงลูกบอลไว้แล้วดูแลด้วยสติปัญญาที่รู้ทั่ว และเมื่อมีโอกาสก็ยิงลูกบอลเข้าประตูไปเลย ซึ่งนานๆก็จะยิงประตูได้สักครั้งหนึ่ง ก็เหมือนกับนานๆ จะได้ปัจจุบันสักครั้งหนึ่ง

และแม้ว่านานๆ คือ ๕ วันจะได้ปัจจุบันสักครั้งสองครั้งจะเรียกว่าชัยชนะได้ไหม? ได้ เพราะชนะกิเลสด้วยสติและปัญญา ท่านบอกว่าขอให้เล่นอยู่ในสนามก็แล้วกัน ถ้าเปรียบตรงนี้เป็นฟุ้งก็คือ ฟุ้งอยู่บนสนาม เมื่อเราไปปฏิบัติถึงแม้จะฟุ้งก็ฟุ้งอยู่ในขอบเขตที่เรามีสติปัญญาที่จะระลึกรู้ได้ก็พอแล้ว อย่าคิดว่าจะลงสนาม ๔๕ นาทีแล้วจะยิงประตูได้ ๔๕ ลูก ..อันนั้นท่านบอกว่าไปยืนยิงลูกโทษเถอะ

ท่านบอกว่าความรู้สึกของพวกลูกๆ น่ะ ชอบคิดว่าพอเข้าไปปุ๊บจะต้องยิงประตูได้ทั้ง ๔๕ นาที มีปัจจุบันอยู่ตลอด พอยิงพลาดไปก็วิตกกังวล ท่านบอกว่าไปเล่นคนเดียวเอาลูกตั้งแล้วกันแต่นั่นก็เป็นอารมณ์ที่สร้างขึ้น นั่นก็คือการทำสมาธิที่มุ่งอยู่อย่างเดียว

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2552 , 07:50:35 น.] ( IP = 58.9.147.44 : : )


  สลักธรรม 4



ฉะนั้น ต้องปรับใจเสียใหม่ว่า เรามีหน้าที่ดู แล้วที่จริงเราก็ต้องเบื่อ เหมือนกับการที่เราดูโฆษณาหรืออ่านหนังสือที่มีเนื้อเรื่องน้อยแล้วก็ดูหรืออ่านซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น

ยกตัวอย่างเช่น สามีภรรยาคู่หนึ่งตั้งใจว่า นับจากนี้ไปหนึ่งสัปดาห์จะไม่พูดอะไรกัน นอกจากตอนที่เจอหน้ากันสามีพูดเพียงคำว่า "ไป" ส่วนภรรยาพูดคำว่า "มา" ลองทำอย่างนี้สักหนึ่งอาทิตย์จะเบื่อไหม...เบื่อแน่

หรือให้สองสามีภรรยาคู่นั้นมานั่งจ้องตาและจับมือกันแล้วผลัดกันพูดว่า "ฉันรักเธอ" ไปเรื่อยๆ ถามว่า เบื่อไหม? เบื่อ และก็จะรู้เลยว่า คำที่พูดออกมานั้นเป็นความรักจากใจหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่คำพูดเท่านั้น

ก็เหมือนกับการปฏิบัติที่มีงานทำน้อยจึงน่าเบื่อหน่าย และในเมื่อที่พูดกันแล้วน่าเบื่อหน่ายแต่ยังต้องอยู่ด้วยกันไหม? ยังต้องอยู่ด้วยกัน เพราะมีสภาพเป็นแบบนั้น จึงต้องทนเพราะหย่าขาดจากกันไม่ได้ แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรทำแต่ก็ต้องทนดูต่อไป

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2552 , 07:51:49 น.] ( IP = 58.9.147.44 : : )


  สลักธรรม 5



ถาม ไปปฏิบัติมาสี่วัน ก่อนไปก็มนสิการว่า เราจะไปเพื่อดูทุกข์ ทำลายความเห็นผิด รู้สึกว่า การปฏิบัติครั้งนี้ดีขึ้น อย่างเช่นในเวลาดูอิริยาบถต่างๆ จะจับในอาการ สังเกตรู้สึกอยู่ในอาการได้ดีกว่าเก่า และรู้สึกว่า พอเรารู้สึกตัวในรูปนั่งรูปนอนก็ดีก็ไม่ค่อยเกิดความฟุ้ง เมื่อความฟุ้งเกิดก็รู้สึกตัวกำหนดนามฟุ้งไป ก็รู้สึกว่าฟุ้งไปแป๊บเดียว ก็มาทำความรู้สึกในอิริยาบถใหญ่ต่อไป

และพอปฏิบัติไปก็มีเสียงนกร้องค่อนข้างดัง ก็กำหนดว่า "นามได้ยิน" เพราะฟังไม่รู้เรื่องว่านกมันพูดอะไร คือรู้สึกว่ามันได้ยินอยู่ตรงหู แต่ก็มีบางครั้งก็รู้ไปว่า เป็นเสียงนกร้อง ก็กำหนด "นามรู้" แต่ก็ได้ยินเสียงนกตัวหนึ่งร้องว่า "ดุเหว่า ๆ" และเสียงดังมาก ก็เลยสงสัยว่า อย่างนี้ต้องกำหนด "นามรู้" หรือ "นามได้ยิน" กันแน่เกี่ยวกับเสียงนกตัวนี้?

ตอบ กำหนดได้ทั้งสองอย่างคือ จะเป็นนามได้ยินก็ได้ในขณะที่ใจเรารู้สึกได้ยิน ใจเรารู้สึกอย่างไรก็ต้องทำความรู้สึกอย่างนั้นเช่น รู้ว่าได้ยินก็กำหนดนามได้ยิน แต่ถ้ารู้ว่านกตัวนี้มันร้อง "ดุเหว่า" ใจมันรู้ไปเกินได้ยินแล้วก็ต้องกำหนด "นามรู้" ต้องกำหนดความรู้ที่เป็นปัจจุบันในขณะนั้น

ในนกตัวเดียวกันนั้นอาจมีหลากอารมณ์ก็ได้ แต่ที่สำคัญก็คือ เมื่อเรากำหนดไปแล้วต้องกลับมาอยู่ที่ฐาน คือ ดูรูปนามแล้วอย่าไปใส่ใจหาว่ามันจะกำหนดอะไรแน่ เพราะนั่นคืออดีตไปแล้ว การที่ไปคิดว่า เอ๊ะ! อย่างนั้นจะกำหนดอย่างไรมันจะเป็นนามรู้หรือนามได้ยิน ...อย่างนี้เป็นการหาไปในอดีตแล้ว หน้าที่ของเราคือ เดินหน้า ไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต ..ช่างมันเพราะมันผ่านไปแล้ว

และต้องมีโยนิโสใหม่ คือ คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป

คิดแก้ไข ..คือ ทุกข์แล้ว และในความทุกข์นี้ใจให้มีกุศล คือต้องมีสติมีปัญญา แล้วมองตนให้มากอย่าไปมองเรื่องมองอะไร คืออยู่กับรูปกับนามที่เป็นปัจจุบัน นกจะดุเหว่าก็ช่างมัน

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2552 , 07:53:42 น.] ( IP = 58.9.147.44 : : )


  สลักธรรม 6



ถาม ตอนปฏิบัตินั้นมีความรู้สึกว่า ปวดตรงคอก็เลยไปนอน ก็มีนอนหงายบ้าง นอนตะแคงบ้าง และก็มีความรู้สึกว่ามึนๆ ก็มนสิการว่าคงจะนอนนานแล้วก็ไม่ควรนอนแล้ว ควรจะลุกแล้ว ก็ลุกมานั่งแป๊บนึงก็รู้สึกว่า มันเมื่อย เดี๋ยวมันจะง่วงก็เลยไปเดิน อย่างนี้จะถูกต้องไหมคะ?

ตอบ ถูกต้อง

ถาม ปฏิบัติมาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันที่ ๔ ก็มีความรู้สึกว่า มันมีอยู่แค่นี้ คือ รูปนั่ง รูปนอน รูปเดินอะไรอย่างนี้ คือเริ่มเบื่อแล้ว ก็กำหนด "นามเบื่อ" ก็ดูรูปนามไปจนกระทั่งออก อาจารย์มีอะไรจะแนะนำบ้างไหมคะ?

ตอบ เท่าที่ฟังจากสิ่งที่เล่ามาและจากระยะเวลาที่ได้รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ซึ่งไม่นานนัก การที่ทำได้ขนาดนี้นับว่าดีมากแล้ว คือเดินตามหลักการเป็นแล้วประคองตนเองได้ไม่ล้มแล้ว มีการกำหนดถูกต้องแล้ว ที่เหลือก็ต้องอาศัยหาความชำนาญในเส้นทางให้มากขึ้นโดยต้องทำบ่อยๆ ก็จะขึ้นเอง

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2552 , 07:55:20 น.] ( IP = 58.9.147.44 : : )


  สลักธรรม 7



ถาม ครั้งแรกตั้งเจตนาที่จะเข้าปฏิบัติตั้งแต่วันเสาร์แล้วจะออกวันศุกร์ แต่เนื่องจากวันพุธและวันพฤหัสบดีก่อนที่จะเข้าปฏิบัตินั้นมีปัญหาเกิดขึ้นที่บ้านคือลูกชายคนเล็กไม่สบาย ก็เลยพาไปหาหมอในวันศุกร์และก็คิดว่าจะไม่เข้าปฏิบัติแล้ว แต่เมื่อได้มาคุยกับสามีก็ได้รับการส่งเสริมว่าให้มาเข้าปฏิบัติตามเดิม ก็เลยตัดสินใจมาเข้าปฏิบัติ

วันแรกที่ปฏิบัติก็กำหนดเริ่มด้วยรูปนั่ง พอนั่งได้ประเดี๋ยวเดียวก็เกิดนามง่วง พอรู้สึกนามง่วงนิดนึงแล้วก็เกิดความฟุ้งขึ้นมา พอฟุ้งได้นิดนึงก็รู้สึกอีก ก็มาดูรูปนั่ง รู้สึกนามง่วง นามฟุ้งสลับอยู่อย่างนี้ทั้งวัน คือไม่ค่อยมีอารมณ์อะไรนอกจากง่วงกับฟุ้ง แต่ก็ดูไป

พอตกเย็นก็เลยยิ่งฟุ้งเยอะเพราะกังวลเรื่องลูกชาย ก็คิดว่าอยากจะกลับบ้านและก็กำหนดรูปนามไม่ได้ ก็เลยเอาเรื่องกรรมมาพิจารณาว่า แม้ว่าเรากลับไปบ้าน แต่ถ้าหากเขาทำกรรมของเขามาเขาก็ยังต้องไม่สบายอยู่อย่างนั้น ก็เลยคิดว่า ทำไมเราไม่ทำกุศลดีกว่า คืนแรกก็เลยนอนเร็วมาก

พอวันที่สองก็กำหนดได้เหมือนวันแรกแต่ง่วงน้อยลง และก็ยังมีฟุ้งอยู่ วันที่สามก็เริ่มไม่ค่อยกังวลเรื่องลูกแล้วเพราะนำเรื่องกรรมมาพิจารณา แต่มีขณะหนึ่งที่นั่งอยู่ก็กำหนดรูปนั่ง และพอเกิดความเมื่อยก็รู้สึกขึ้นมาว่า เพราะความเมื่อยนี่แหละทำให้ต้องเปลี่ยน ซึ่งทุกทีจะกำหนดแบบเหมือนท่องเอาคือรูปนั่ง นามเมื่อย แล้วก็รูปนั่ง ท่องไปอย่างนี้

เมื่อรู้ว่า เพราะความเมื่อยนี่แหละทำให้ต้องเปลี่ยน ก็เปลี่ยนแล้วดูท่านั่งใหม่ แล้วก็เมื่อยอีก ความรู้สึกแบบเดิมก็มาอีกว่า เมื่อยนี้มันทำให้เราต้องเปลี่ยนอีก ก็เป็นอย่างนี้ไปหลายครั้งมาก และก็ในขณะที่กินข้าว พอทานข้าวไปก็ดูในอาการเคี้ยว ก็ดูในอาการกลืนซึ่งปกติเคี้ยวแล้วก็จะกลืนเลย แต่คราวนี้ก็รู้สึกว่า เหมือนเราต้องกลืน.. แล้วก็ดูตามไป

ในมื้อเดียวกันนี้ขณะที่แกะเปลือกส้ม ก็รู้สึกว่า แกะเปลือกชิ้นแรกแล้ว ก็รู้ว่าต้องแกะอีก ซึ่งเป็นความรู้สึกอยู่เรื่อยๆ พอหยิบส้มมาใส่ปากเคี้ยว พอเคี้ยวไปก็กัดโดนเม็ดส้มก็รู้สึกว่า มันต้องคาย พอคายมาอยู่ที่มือ ก็เหมือนมีจิตที่รู้ไปก่อนว่า เมื่อคายมาอยู่ในมือแล้ว ต่อไปก็ต้องไปทิ้ง พอทิ้งเสร็จก็เหมือนกับว่าต้องมาหยิบชิ้นใหม่อีก ..ก็เป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ

พอกินเสร็จก็รู้สึกว่า หิวน้ำ ตอนที่หยิบแก้วนั้นมันรู้ในจังหวะว่า เราจับแก้ว แล้วยกมา เป็นจังหวะๆ ซึ่งจะเป็นอย่างนี้แค่วันที่สามนี้วันเดียว พอวันที่สี่ก็เริ่มกลับอาการเดิมคือเริ่มฟุ้งไปหลายๆ เรื่อง และเริ่มกังวลอีก บางทีก็ฟุ้งไปแต่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร แต่รู้สึกว่าใจมันเหมือนยิ้ม แต่ไม่ใช่เรานั่งยิ้มนะคะ คือรู้สึกว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นโลภะ เพราะมีความยินดีในฟุ้งนั้น ก็ดูไปเรื่อยๆ

พอวันที่ห้าก็ชักจะแย่แล้วเพราะมันเบื่อมากๆ เลย และรู้สึกว่ามันมึนนิดๆ แล้วก็นึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์บุญมีที่ท่านบอกว่า ให้ผ่อนคลายโดยทำเหมือนนั่งเล่นแล้วก็กำหนดต่อ พอเกิดความรู้สึกเบื่ออีกแล้วก็ทำเหมือนนั่งเล่นใหม่ ก็ทำอย่างนี้สลับกันไป

พอวันที่หก ก็ยิ่งแย่มาก คืออยากจะกลับบ้านมากขึ้นคือ เบื่อสุดๆ ก็เลยเหมือนยิ่งนั่งเล่นมากขึ้นแล้วใจคิดว่าจะไม่ทำเพราะว่าบ่ายวันที่หกจะรู้สึกปวดหัวแล้ว และจะรู้ว่าตัวเองมีลักษณะอาการตั้งใจมากเกินไป ก็เลยคิดว่าจะไม่กำหนดแล้วจะทำเหมือนนั่งเล่นไป แต่มันเหมือนจิตมันเป็นไปเองทั้งที่เราคิดว่าเราจะไม่กำหนดมันก็เหมือนมันกำหนดมาเอง

แล้วก็มีวันนึงที่มีนกร้องอย่างที่น้องเขาได้ถามไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเป็นนกอะไรมันร้องดังมาก ครั้งแรกก็ไม่ได้สนใจแต่มันร้องดังและต่อเนื่อง ก็เลยตามดูเสียงนกก็รู้สึกอยู่ที่หู และรู้สึกเป็นจังหวะ ก็ตามดูไปสักพักอยู่ดีๆ ก็มีเสียงดังปึ้ง! แรงๆ เข้ามาในหู รู้สึกเหมือนกับมีอะไร จื๊ด ๆ อยู่ในหู ก็จะเป็นอย่างนี้

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2552 , 07:57:38 น.] ( IP = 58.9.147.44 : : )


  สลักธรรม 8



ตอบทั้งหมดก็เหลือการปฏิบัติ ๖ วัน ก็จะขออธิบายก่อนว่า ศรัทธาของเรานั้นมีความมุ่งไปปฏิบัติ แต่ในวันแรกนั้นเรายังไม่คุ้นกับการใช้ชีวิตเช่นนี้ เพราะปกติชีวิตของเรานั้นอิรุงตุงนังต้องไปเจอกับภาวะที่ต้องสงบหมดเลยไม่ต้องทำอะไรเลย ก็เหมือนกับฟันเฟืองมันยังไม่เข้าล๊อค วันที่หนึ่งจึงดูเหมือนว่า สติสัมปชัญญะยังไม่ค่อยดี ยังขลุกขลักอยู่เพราะเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ บรรยากาศก็วิเวกเพราะเงียบอีกด้วย กว่าจะปรับตัวเองให้ยอมรับสถานที่และวิถีชีวิตได้ก็ต้องใช้เวลา

เพราะปกติเคยเป็นคนแต่งตัวแต่งหน้าไปทำงาน แต่เมื่อมาอยู่ในภาวะที่ต้องทิ้งทุกอย่าง มันจึงเหมือนกับการใช้ฟันเฟืองต่างขนาดกันจึงไปด้วยกันไม่ได้ แรกๆ จึงเป็นอย่างนี้ซึ่งเป็นธรรมชาติ แต่วันที่สองนั้นเริ่มที่จะทำได้นิดนึงแล้ว พอวันที่สามก็กำหนดได้ดี วันที่สี่ก็ดีแต่เริ่มน้อยลง พอวันที่ห้าวันที่ก็เริ่มตกลงแล้วเพราะกิเลส มันก็เป็นเรื่องธรรมดา

หลวงพ่อท่านเคยให้เคล็ดลับไว้อย่างหนึ่งว่า.. อะไรที่อยู่ตรงกลาง สิ่งนั้นจะสำคัญ .. ทั้งดีและไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลนั้นรักษาง่ายกว่าทำสมาธิ การเรียนการฟังทำให้เกิดปัญญาก็ง่าย แต่ถ้าให้เรานั่งทำสมาธิให้จิตสงบนั้นยากกว่า สมาธิอยู่ตรงกลางและเป็นเรื่องที่ทำยาก หรืออย่างลูกคนแรกกับลูกคนสุดท้ายก็เป็นที่รักของพ่อแม่ ส่วนลูกคนกลางไม่ค่อยได้รับความรักเพราะมีคนแรกกับคนสุดท้ายมาเป็นที่สนใจ

ฉะนั้น ตรงกลางจึงมีความพิเศษอยู่ในตัว เช่นเดียวกันกับการปฏิบัติในวันที่สามที่อยู่ตรงกลางซึ่งปรับสติปัญญามาได้แล้ว ส่วนวันท้ายๆ ก็เพราะอยู่มานานแล้วศรัทธาเริ่มน้อยกิเลสเริ่มเข้ามามาก ให้นึกถึงรูปของวิถีจิตที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ต้องมีดับ ความเฉื่อยชามันก็เลยต้องมี แต่ถามว่าในการปฏิบัติครั้งนี้ดีไหม ? ในวันที่สามนั้นดีมาก ดีที่เท่าทันอารมณ์ ตรงที่บอกมาว่า เมื่อย แล้วก็รู้ว่าต้องเปลี่ยน

ผู้ปฏิบัติใหม่จะถูกสอนมาว่า ต้องรู้สึกตัวก่อนนะว่า "เมื่อย แล้วจึงเปลี่ยนได้ อย่าเปลี่ยนโดยไม่เมื่อย" ..เราก็ได้กันเท่านี้ในการหัดทำใหม่ๆ ซึ่งก็ยังดีที่ได้มาฟังคำอธิบายในด้านปริยัติก่อนบ้าง แต่ถ้าไม่ผ่านมาฟังตรงปริยัตินี้แล้วไปเข้าปฏิบัติเลยก็จะไม่ได้อะไรเลย แต่เมื่อเราปฏิบัติไป สติมีความแคล่วคล่องปัญญามีความรู้มากขึ้น คือรู้ว่า "เพราะเมื่อย จึงต้องเปลี่ยน" จากทฤษฎีเบื้องต้น "เมื่อย แล้วจึงเปลี่ยนได้ อย่าเปลี่ยนโดยไม่เมื่อย" ก็มีปัญญาเข้ามาทำงานมากขึ้นมีความชำนาญมากขึ้นเลยมีความรู้เข้าไปด้วย

"เมื่อย แล้วจึงเปลี่ยนได้ อย่าเปลี่ยนโดยไม่เมื่อย" การปฏิบัติเช่นนี้ถูกตามคำสอนคำสั่ง อันนี้เป็นการไปทำเหตุ คือ อย่าทำอะไรโดยไม่จำเป็น

"เพราะเมื่อย จึงต้องเปลี่ยน" การปฏิบัติเช่นนี้ถูกมากกว่าเพราะรู้ตามความเป็นจริง อันนี้เป็นการได้รู้เหตุ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2552 , 07:59:26 น.] ( IP = 58.9.147.44 : : )


  สลักธรรม 9



และประมวลความทั้งหมดนั้นค่อนข้างดีแล้ว แต่จะบอกให้ฟังว่า เพราะเหตุใดจึงมีอารมณ์ท้อแท้กังวลก็เพราะ "ปลิโพธิ" โดยเฉพาะคำว่า คุ้น คำว่า ญาติ ที่รวมถึงพ่อแม่พี่น้องลูก การแต่งงานนั้นทำให้มีภาระที่ทิ้งไม่ได้ สามีภรรยาเลิกกันแล้วก็เป็นคนอื่นแต่กับลูกนั้นไม่ใช่คนอื่น เมื่อมีมาแล้วก็มีความผูกพันมีจิตกังวลวิตก ขอถามว่า ถ้าหากลูกชายต้องตายแล้วรู้ว่าไปเกิดในเทวภูมิเช่น ชั้นจาตุมหาราชิกชั้นสูงๆ ที่ไปให้ความช่วยเหลือได้นั้นจะยินดีกว่าให้เขาไม่สบายอยู่อย่างนี้ไหม? ยินดี เพราะถ้าหากเขาเปลี่ยนภพภูมิไปแล้วดีกว่านี้ เราก็เกิดความยินดีที่รู้ว่าเขาจะมีความสุข เพราะแน่นอนเขาคือของของเราเป็นคนที่เรารัก และคนที่เรารักไปดีเราก็มีความสุข

แต่ถ้าถามว่า เราไม่รู้ว่าเขาจะไปดีหรือไม่ สบายใจไหม? ไม่สบายใจ ฉะนั้น ใครจะมารับรองว่าเขาจะไปดี แต่อย่างไรเขาก็คือลูก จึงห่วงใยและรักษาสุดความสามารถ แต่อย่าไปกังวลมากกับอาการที่เขาแสดงออกมาเพราะท่าทางเช่นนั้นเขาอาจรู้สึกดีหรือมีความสบายก็ได้ เขาอาจจะฝันแล้วก็ได้เห็นนิมิตที่ดีก็ได้ ฉะนั้น อย่าคาดคะเนเอา อย่าตรึกตามอาการ จึงอยู่ที่การมองทั้งในด้านดีและไม่ดี แต่ไม่ว่าอย่างไร นั่นก็คือ ปลิโพธิ จึงพยายามเตือนหนักหนาว่า อย่าเล่นกับไฟ การมีครอบครัวนั้นเหมือนการเล่นกับไฟ และโอกาสของคนที่มีครอบครัวยากที่จะสะดวกเท่ากับคนที่ไม่มีครอบครัว ต้องใจเพชรจริงๆ จึงจะมีอิสระได้เช่นพระพุทธเจ้า

เพราะท่านรู้ว่า หากท่านละครอบครัวตรงนี้ท่านก็จะได้ในสิ่งที่สูงค่ามากที่สุดและนำกลับมามอบให้พวกเขาได้ดีกว่าเสียอีก ฉะนั้น ที่ตัดสินใจนำเรื่องกรรมมาคิดก็คือ การทำตนเองให้มีพร้อมก่อนแล้วจึงค่อยเอาความดีกลับมามอบให้พวกเขา นั่นเป็นการทำที่ถูกต้องแล้วละ ซึ่งอย่างตัวเองก็เป็นเหมือนกันเมื่อก่อนนั้นดีใจมากที่ถึงวันศุกร์แล้วจะได้มาที่นี่ในวันเสาร์อาทิตย์ แต่ในปีที่แล้วนั้นมีหลายครั้งที่คิดว่า ถึงวันศุกร์อีกแล้ว เช้าวันเสาร์ต้องทำใจเพราไม่อยากมา วันอาทิตย์ก็ไม่อยากมาเลยต้องพยายามนึกถึงน้องฉิ่งจึงได้มา ซึ่งเป็นอย่างนี้ก็เพราะท้อแท้กับเรื่องราวมากมาย และคิดว่าเราอยู่บ้านก็ทำกุศลได้มากเลย แต่พอมาแล้วก็จะมีแต่เรื่องราวที่เป็นอกุศลและสุดความสามารถที่จะแก้ไขได้ในบางเรื่องจึงไม่อยากมา และบางทีมาแล้วก็อยากที่จะกลับเลย

ก็พยายามนึกตัดใจจากเรื่องที่มันเกิดขึ้นแล้วนึกถึงบารมีที่ทำ เมื่อทำบารมีให้มากแล้วพาตัวเองให้ขึ้นสูงเหมือนกับเครื่องบินก็จะเห็นสิ่งที่อยู่ข้างล่างเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเราจอดอยู่เฉยๆ ก็จะดูว่ามันใหญ่ หรือจะเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวนั้นใหญ่หมด จึงพยายามพาตัวเองสร้างบารมีให้สูงขึ้นเหมือนเครื่องบินที่ขึ้นไปสูงแล้วก็ก็มองเห็นตึกใบหยกเหลือนิดเดียว ปัญหาทั้งหลายจึงเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยจริงๆ ฉะนั้น เมื่อตนเองมีความสามารถพาใจมองสูงได้เรื่องราวต่างๆ ก็จะเล็กลงไร้ความหมาย และก็ไม่ต้องนึกถึงน้องฉิ่งแล้วแต่จะมาคุยกับทุกคน ทักทายกันสักนิดแล้วก็จะปรับตัวเองไปมีความสุขได้

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2552 , 08:00:53 น.] ( IP = 58.9.147.44 : : )


  สลักธรรม 10



เรื่องของความคุ้นก็เหมือนกัน คือ ความคุ้นกับสถานที่ ฉะนั้น การปฏิบัติที่บ้านจึงยาก เพราะมองไปก็จะเห็นแต่สิ่งที่เป็นของเรา แต่ที่อ้อมน้อยนั้นไม่ใช่ของเรา ข้าวของทุกอย่างไม่ใช่ของเราจึงต้องระวัง แต่พออยู่ที่บ้านนั้นมันมีอิสระเสรีภาพอยากจะทำนั่นนี่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องฝืนใจปฏิบัติที่บ้านกันบ้าง มิฉะนั้นแล้ว ก็จะหยุดความก้าวหน้า เหมือนกับการปฏิบัติที่ผ่านมาของเรานั้นก็เหมือนกับการที่เราพยายามสนเข็มมีด้ายลอดรูเข็มออกมาแล้วแต่ยังไม่ทันได้ดึงด้ายเลยก็หมดเวลาปฏิบัติพอดี การมาปฏิบัติที่บ้านก็คือการมาดึงต่อ ดึงทางของตนเองต่อให้ได้ โดยขอแนะนำว่า ให้ใช้เวลาว่างไปปฏิบัติในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่ที่บ้าน เช่นพอมีเวลาว่างสักหนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะไปทำธุระก็อาจขับรถมาที่นี่มาปฏิบัติ หรือไปที่วัดเบญจมบพิตร หรือวัดไหนก็ได้ที่อยู่ในเส้นทางใกล้ที่ทำงานหรือที่จะไปทำธุระ

เมื่อเรามีหลักอยู่แล้ว พอเราไปถึงสถานที่นั้นเราก็ตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติเลยว่า "ข้าพเจ้าจะอาศัยเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ว่างอยู่นี้สร้างพลังสติปัญญา ขออานุภาพเจตนานี้พร้อมกับอดีตกรรมที่ข้าพเจ้าเคยฝึกปฏิบัติมาจงเป็นพลวปัจจัยให้ข้าพเจ้าสร้างสติสร้างปัญญาได้มั่นคงสืบต่อไปเทอญ." ก็ตั้งใจอธิษฐานไปเลยอย่างนี้ ตรงไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่บ้านหรือที่ทำงานที่เป็นของเรา ทุกคนสามารถทำอย่างนี้ได้ บางคนก็เหมือนกันพอมีเวลาว่างแทนที่จะไปอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าก็ไปนั่งที่วัดสิ อย่างที่หลวงพ่อท่านสั่งลูกศิษย์บางคนให้ไปวัดพระแก้วเดือนละครั้งเพราะอยู่ที่บ้านแล้วจะมีปลิโพธิมาก และที่ไม่สั่งให้มาที่มูลนิธิก็เพราะเขารู้สึกว่าเป็นบ้านก็เลยไม่สะดวกไม่เป็นสัปปายะในการปฏิบัติ

อย่างลูกศิษย์บางคนที่เป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักเสียสละมาอยู่ช่วยงานมูลนิธิ แต่พออยู่ไปอยู่มาก็มีของรกเต็มที่พักเลยแล้วก็หงุดหงิดกับข้าวของที่รกรุงรัง ห้องพักนั้นจึงไม่เป็นสัปปายะแก่การปฏิบัติแล้วจึงสมควรไปเข้าปฏิบัติที่อ้อมน้อยที่ไม่มีความคุ้น และในฐานะประธานกรรมการจะวางหลักการแก้ไขความคุ้นในสถานที่สำหรับสำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อยเอาไว้ว่า ผู้ที่มาขอเข้าปฏิบัติถึงหนึ่งเดือนนั้นจะไม่มีห้องประจำที่ตนเองคุ้นเคยแต่จะต้องเปลี่ยนห้องปฏิบัติทุกสิบวันเพื่อทำลายความคุ้นนั้นและไม่มีการสะสมเพราะบางคนเอาข้าวของมาแล้วไม่ยอมนำกลับแต่วางของใช้จองเอาไว้แล้วกลับมาเข้าอีกซึ่งเป็นความไม่ถูกต้อง สถานที่นั้นสร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อแรงกายแรงศรัทธาของกรรมการรุ่นก่อนๆ และที่สำนักงานใหญ่โดยเฉพาะตึกหลังนี้ต้องบอกว่าได้บุกเบิกและสร้างมาด้วยการหาทุนของตนเองตามลำพังคนเดียว

ทั้งกรรมการรุ่นเก่าและรุ่นปัจจุบันนั้นต่างก็ตั้งใจที่จะให้เป็นสถานที่ศึกษาพระอภิธรรมมีการสร้างจิตใจที่ดี และที่สำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อยก็คือสถานที่คลายกิเลส จึงไม่ได้ให้ไปยึด หรือไปติด หรือไปอยู่อย่างยึดติด แต่ให้อยู่ได้เพื่อละแล้วพร้อมที่จะไปจากกิเลส ไม่ใช่อยู่ห้องหลังนี้จนชินแล้วก็จะขออยู่แต่ห้องหลังนี้ไม่ยอมย้ายไปห้องอื่น หรือเห็นคนนี้ชอบอยู่ตรงนี้ก็ตามใจจัดให้เข้าไปอยู่ อย่างนี้ทำไม่ได้นับตั้งแต่ปีนี้ไป นี่ถือเป็นนโยบาย ไม่ให้มีห้องเฉพาะสำหรับผู้ใด หรือเลือกอยู่ตรงนี้เพราะเพื่อให้ไกลจากคนนั้น...อย่างนี้ไม่ต้องทำ ที่ไปตรงนั้นก็เพื่อไปให้ไกลจากกิเลสไม่ใช่ไกลใคร ถ้าคิดจะอยู่ไกลด้วยเหตุผลอย่างนี้ก็ให้ไปที่อื่น เพราะที่นี่เป็นที่สร้างพระโสดาบันเมื่อเราก้าวเข้าไปก็คือเรากำลังจะก้าวไปเป็นพระโสดาบัน สำหรับผู้ที่รับผู้มาขอเข้าปฏิบัติก็ต้องคิดไว้ว่า เรากำลังให้ทางอุปถัมภ์ให้ความสะดวกแก่ผู้ที่กำลังเดินทางไปเป็นพระโสดาบัน เราจึงต้องวางชีวิตให้ดีให้อยุ่ในกุศล

กรรมการของมูลนิธิก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้สูงวัยคือแก่แล้ว ถ้าหากเราไม่สร้างรากฐานให้เป็นปึกแผ่นด้วยระเบียบวินัยที่มั่นคงแล้วคนรุ่นหลังก็จะต่อไม่ติด ในโอกาสนี้ก็ขอขอบคุณกรรมการขอให้ท่านมีความเจริญมีความผาสุกทุกๆ ท่าน

เมื่อปีนี้มีลางของทุกขเวทนาเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปีแล้ว เราต้องชิงสร้างความศิริให้เกิดขึ้นบนลางชีวิตตนเอง ถึงเราจะต้องใส่ชุดดำ มีความทุกข์และโทมนัส แต่ใจของเรามีศิริมงคลคุ้มศีรษะคุ้มใจไว้จะปลอดภัยเสมอ

ขออานุภาพแห่งพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ จงอภิบาลและคุ้มครองทุกท่านให้มีความก้าวหน้า มีความสวัสดี มีศิริมีมงคล สามารถพาตน พ้นจากกิเลสตัณหา ราคะ อุปาทาน สามารถพ้นจากอันธพาลใจ และไปไกลจากความทุจริตทั้งปวง ประกอบชีวิตด้วยดี มีศีล มีธรรมประจำใจ มีสติมีปัญญานำพาชีวิตให้พ้นโศกพ้นกันดาร และพบพานแต่บัณฑิตใกล้ชิดกับพระธรรม และนำทางตนเองสู่มรรคผลนิพพานได้โดยไวชาติทั่วหน้ากัน อนุโมทนา และสวัสดีทุกท่าน

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2552 , 08:03:29 น.] ( IP = 58.9.147.44 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org