มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บรรยายพิเศษ เหตุให้เกิดปัญญา (๕)






บรรยายพิเศษ เหตุให้เกิดปัญญา (๕)


ตอนที่ ๔

ถาม สงสัยว่าทำไมจึงกำหนดรูป-นาม เพราะได้รับคำตอบมาว่าพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้

ตอบ เราจะเอาคำเหล่านี้ไปใส่พระโอษฐ์อ้างว่า ทรงบัญญัติไว้ไม่ได้ เพราะสิ่งที่เป็นรูปและนามนั้นเป็นสภาพของความเป็นจริง

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาท่านโทรศรัพท์มาถามว่า "เสียงเป็นรูปเพราะอะไร?" ก็ได้อธิบายไปบ้างแล้ว แต่ถ้าจะให้เข้าใจมากขึ้นก็ต้องอธิบายกันยาวนานเพราะเป็นเรื่องของปริยัติที่ต้องศึกษา

แต่ถ้าถามในด้านการปฏิบัติวิปัสสนาว่า "กำหนดรูปเสียง" ใช่หรือไม่? ขอตอบว่า ไม่ใช่

ทำไมเราจึงไม่กำหนดรูปเสียง ทั้งที่เสียงเป็นรูป เพราะการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นเราปฏิบัติเพื่อทำลายความเห็นผิด เพราะถ้าเราทำลายความเห็นผิดไม่ได้ วัฏฏะภัยของเราก็มีอยู่เรื่อยๆ ก็จะมาอธิบายแบบกระเทาะเปลือกเลือกแต่แก่นกันในวันนี้ว่า

วัฏฏะสงสารก็คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายที่เป็นไปในภพภูมิต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หาเงื่อนต้นและเงื่อนสุดท้ายไม่ได้ ความเห็นผิดจึงเป็นตัวสำคัญที่ทำให้วัฏฏะเป็นไปโดยมีกิเลสวัฏฏ์ กัมมวัฏฏ์ และวิปากวัฏฏ์ เป็นภัยที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งผู้ที่จะเริ่มรู้และทำความเข้าใจภัยเหล่านี้ก็คือผู้ที่มีโอกาสศึกษาปริยัติ และผู้ที่รู้แน่ก็คือผู้ที่ได้ญาณปัญญาจึงรู้จริงว่าภัยของสังสารวัฏฏ์เป็นอย่างไร

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [28 ธ.ค. 2552 , 09:20:57 น.] ( IP = 58.9.136.153 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงไม่ได้มุ่งให้ไปเห็นนรกสวรรค์ หรือความสงบ หรือได้ตาทิพย์หูทิพย์ สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่พระพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้าทรงมุ่งให้เราพ้นไปจากสังสารวัฏฏ์ สิ่งเหล่านี้เช่นฌานจิต หูทิพย์ ตาทิพย์นั้นมีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาในวันเพ็ญวิสาขะ

พระพุทธองค์ตรัสว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอนัตตาคือไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เช่นพวกที่ได้ฌานจิตกำลังเสวยสุขอยู่ แต่สุขเหล่านั้นก็เป็นอนัตตาเป็นสุขชั่วคราวที่ไม่สามารถบังคับบัญชาให้มันอยู่ถาวรได้ สภาพท่ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ก็คือสภาพที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และสภาพที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้นั้นเรียกว่า สภาพไม่เที่ยง ก็คือไตรลักษณ์นั่นเองที่อยู่ในสิ่งเหล่านั้น

การปฏิบัติที่ท่านจะเอารูปนามไปกำหนดนั้นก็จะต้องมีความเห็นถูก ซึ่งความเห็นถูกมีสองขั้นคือขั้นปริยัติหรือปริยัติศาสนา กับขั้นปฏิเวธ ส่วนขั้นปฏิบัติก็คือนำปริยัติมาทำให้เกิดปฏิเวธ

เรากำหนดรูปนามทำไม? ก็เพื่อทำลายความเห็นผิด เพราะเรามีความเห็นผิดว่าสิ่งเหล่านั้นๆ(คือรูปและนาม)เป็นเรา แต่ที่จริงนั้น"เรา"ไม่มี

ทำไมถึง"เรา"ไม่มี? เพราะชีวิตหนึ่งๆ นั้นมีแต่รูปและนามเท่านั้น เรียกว่า ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

รูปก็คือรูปธรรม ซึ่งในปริยัติจะมีอธิบายไว้ว่ารูปธรรมมีอะไรบ้างซึ่งมีถึง ๒๘ รูป แต่เราจะมีกันคนละ ๒๗ รูปคือความเป็นหญิงหรือเป็นชายอย่างใดอย่างหนึ่ง และอาการที่ปรากฏเช่นนั่งอยู่นี้ก็เรียกว่า รูปธรรมหรือรูปนั่ง ส่วนนามธรรมจะมี ๔ คือเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งเป็นส่วนประกอบในชีวิตของเราที่รวมกับรูปธรรมแล้วก็เป็นขันธ์ ๕

ฉะนั้นกองของขันธ์ ๕ นี้แหละที่เราเข้าไป"ยึด" ความยึดนี้เป็นนามธรรมที่นำออกมาเป็นคำพูดว่า "เรา" เวลาพูดก็จะพูดว่าชีวิตเรา จึงเป็นการเอา"เรา"เข้าไปใส่ ฉะนั้นความยึดเหล่านี้จึงไม่ใช่ความจริงแต่เป็นความเห็นผิด การปฏิบัติวิปัสสนานั้นจึงเป็นไปเพื่อทำลายความเห็นผิด คือเพื่อทำลาย"เรา"

ทำลายตรงไหน? คือตรงที่กำหนดรู้เข้าไปในขณะนั้นๆ ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนั้นๆ ว่าอะไรปรากฏขึ้น ซึ่งถ้าไม่เป็นรูปก็เป็นนาม อย่างใดอย่างหนึ่งที่ปรากฏขึ้นชัด ซึ่งรูปนามนั้นเป็นของคู่กันอยู่แล้ว แต่เมื่อรูปหรือนามปราฏขึ้นชัดก็ให้กำหนดสภาวะความจริงนั้น

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [28 ธ.ค. 2552 , 09:23:03 น.] ( IP = 58.9.136.153 : : )


  สลักธรรม 2



ถาม วิปัสสนาคืออะไร เป็นความเห็นแจ้งรู้แจ้งใช่ไหม?

ตอบ วิปัสสนาก็คือปัญญา ปัญญาก็คือแสงสว่าง เมื่อสว่างแล้วก็จะเห็นอย่างแจ้งชัด นั่นก็คือคำเดียวกัน ขอให้อย่าไปติดที่คำ แต่เมื่อได้ความเข้าใจแล้วก็ควรยุติเอาความรู้ไปดีกว่า

ถาม ก่อนไปปฏิบัติต้องเตรียมอะไรบ้าง?

ตอบ เตรียมความเข้าใจถูกไปอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นอาวุธเข้าห้องปฏิบัติ สิ่งของนอกจากนี้ก็เป็นอุปกรณ์สังโยชน์

ถาม ในการเข้าห้องปฏิบัติจะทำได้ตลอดเวลาไหม?

ตอบ ทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยสติสัมปชัญญะและความเพียร คือสติมา สัมปชาโณ และอาตาปี เป็นความระลึกรู้สึกในอาการที่มีเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นรูปว่าเป็นนาม ผู้ที่ไม่มีความเข้าใจก็จะทำไม่ได้ และสำหรับในเวลาปกติพระคุณเจ้าก็จะทำได้ยากเพราะท่านมีกิจของสงฆ์ที่จะต้องปฏิบัติด้วยอุปสรรคจึงอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าหากเป็นฆราวาสอื่นก็อาจทำได้เพราะไม่มีกิจที่ต้องปฏิบัติตามพระวินัย

คำว่าตลอดเวลาสำหรับเราจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะแค่ไปเข้าเพียงสามสี่วันมานี้ก็อยากจะกลับบ้านกันแล้ว เนื่องจากกิเลสไม่อนุญาต เพราะในการปฏิบัตินั้นจะเป็นการกระทำชนิดที่อย่าทำโดยไม่จำเป็น อย่าอยากนั่ง อย่าอยากเดิน อย่าอยากนอน อย่าทำอะไรโดยอยาก แต่ต้องทำด้วยความจำเป็น จะอ่านหนังสือก็ไม่ได้ สวดมนต์ก็ไม่ได้ เพราะกุศลของวิปัสสนาเป็นกุศลวิวัฏฏะ

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [28 ธ.ค. 2552 , 09:24:43 น.] ( IP = 58.9.136.153 : : )


  สลักธรรม 3



ถาม กายภายนอก กายภายในคืออะไร

ตอบ ท่านจะถามความหมายของคำเหล่านี้ไปเพื่ออะไร เพราะถ้าท่านต้องการทราบความหมายของคำศัพท์อย่างนี้ก็จะได้ถวายหนังสือให้ท่านไปค้นคว้า แต่ในเวลานี้เป็นเวลาของการทำความเข้าใจในการปฏิบัติวิปัสสนา ที่ท่านจะต้องรู้ว่า วิปัสสนานั้นทำไปเพื่ออะไร? ก็เพื่อทำลายสังสารวัฏ เป็นการกระทำที่ไม่ปรารถนาเกิด ผู้ที่ไม่ปรารถนาเกิดจึงจะมาทำวิปัสสนา

ทำไมจึงต้องทำ? ก็เพราะว่า ถ้าอยู่โดยไม่ทำวิปัสสนาก็จะมีความเกิดอยู่ตลอด เพราะมีสังสารวัฏเกิดร่วมอยู่ตลอดเวลาด้วยอาศัยตัณหาและอวิชชา อวิชชาคือความไม่รู้ ตัณหาคือความอยาก ก็เท่ากับอยากโดยไม่รู้จึงทำให้กิเลสเกิด กรรมเกิด และวิบากเกิด ผู้เข้าปฏิบัติจึงจะต้องได้รับการอบรมเสียก่อนเพื่อให้เกิดความเห็นถูกว่า สังสารวัฏฏ์การเวียนว่ายตายเกิดนั้นน่ากลัว ในสมัยพุทธกาลท่านเล่านั้นจึงพากันออกบวช

คำว่า บวช มาจากคำว่า ปะวัชชะ แปลว่า ออกจาก เพราะท่านเห็นภัยในวัฏฏสงสาร ผู้ที่ปวารณาบวชห่มผ้ากาสาวะเพราะท่านเห็นภัยในวัฏฏสงสาร และอยู่ในเพศฆราวาสต่อไปไม่ได้เพราะท่านรู้ว่าเป็นเพศที่ต่ำทรามมีแต่ความน่ากลัวเพราะต้องวุ่นอยู่กับเรื่องราวของกาม ท่านจึงบวชเพื่อปลีกวิเวกออกมาเพื่อหากายวิเวก จิตวิเวก แล้วก็ทำหน้าที่ตามที่พระพุทธเจ้าสั่งเท่านั้นดังที่ปรากฏในโอวาทปาฏิโมกข์ว่า ขันตีปะระมัง ตะโป ตีติกขา เป็นต้น นี่คือหน้าที่ของพระ

ในหน้าที่ของพระนั้นก็คือการทำวัฏฏะให้สิ้นนั่นเอง สังสารวัฏฏ์จึงเป็นของที่น่ากลัวมากเพราะเกิดแก่เจ็บตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่เช้าตั้งแต่ลืมมาขึ้นมาต้องได้เห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องรู้รส ต้องสัมผัส ต้องนึกคิด และสิ่งที่เราต้องพบเหล่านี้ต่างก็เป็นอนัตตา เพราะบังคับบัญชาไม่ได้ว่าจะต้องเห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี รู้รสดี สัมผัสดี นึกคิดดี สิ่งเหล่านี้เรานึกไม่ได้แต่จะมีมาเอง โดยมีเหตุอดีตส่งผลมาคือกรรมเก่าของเรา ทำดีไว้ก็ได้เห็นดีได้ยินดี ทำไม่ดีไว้ก็ได้เห็นไม่ดีได้ยินไม่ดี

ชีวิตเราทุกวันนี้ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาเราต่างตกอยู่ในความประมาทกล้าเสี่ยง เพราะไม่รู้เลยว่า วันนี้ทั้งวันเราจะเจออะไรบ้าง เพราะสิ่งที่เราจะเจอนั้นมันมีทั้งดีและไม่ดีที่เป็นวิบากและให้ผลเราอยู่ เมื่อสติและปัญญาของเราไม่แรงพอ เมื่อได้รับอารมณ์ที่ดีก็เกิดกิเลสพอใจขึ้นมาทันที ..กิเลสวัฏฏ์ก็เกิดขึ้นแล้ว เมื่อได้รับอารมณ์ไม่ดีก็เกิดโทสะ..กิเลสวัฏฏ์ก็เกิดขึ้นแล้ว คนที่ต้องการพ้นทุกข์นั้นจะต้องหมดจากกิเลสแต่ในความจริงนั้นแต่ละวันเราสะสมกิเลสไปเท่าไหร่

เมื่อมีกิเลสแล้วก็เป็นเหตุทำให้วัฏฏะหมุนไปในการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ว่าเราจะรู้สึกอย่างไรก็มีความสิ้นสุดไปชาติหนึ่งได้ คือความตาย เมื่อตายแล้วก็เริ่มต้นใหม่ในสังสารวัฏฏ์ใหม่อีกเริ่มเตาะแตะ เต่งตึง โตงเตง แล้วก็ต้องตายไปเหมือนเดิม ชีวิตก็มีอยู่เท่านี้ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเพื่อโปรดเวไนยสัตว์ให้เดินตามทางที่ควรดำเนิน คือบุญกิริยาวัตถุทั้ง ๑๐ โดยมีองค์ประธานใหญ่ คือ ทิฏฐุชุกรรมคือความเห็นถูกต้องมาเป็นตัวกำกับไว้ซึ่งเป้าหมายก็คือมรรคจิตผลจิตนั่นเอง

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [28 ธ.ค. 2552 , 09:26:14 น.] ( IP = 58.9.136.153 : : )


  สลักธรรม 4



ที่บอกกับท่านว่าไม่ต้องไปกำหนดรูปเสียง การที่จิตจะแล่นไปเห็นรูปเสียงที่ภายนอกนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะจิตของเราอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

ทางตา..เรานึกว่า "เราเห็น" จึงต้องทำลายความเห็นผิดว่าเป็นเราในขณะที่เห็น แท้ที่จริงไม่มีเราเห็น เพราะการเห็นเป็นหน้าที่ของจักขุวิญญาณ และเห็นอะไร ..เห็นรูปารมณ์ คือคลื่นแสง ซึ่งในทางปริยัติอธิบายไว้เช่นนี้ แต่ในทางปฏิบัติจะใช้ว่า จักขุวิญญาณเห็นก็ไม่ได้เพราะนั่นเป็นชื่อของนามชนิดหนึ่ง คือจักขุวิญญาณเป็นนาม จึงต้องกำหนด..นามเห็น ในขณะที่กำหนด"นามเห็น" ..ท่านก็ได้ถ่ายถอนความเห็นผิด ก็เท่ากับได้ทำวิปัสสนากรรมฐานคือทำลายความเห็นผิดไปแล้วในขณะเห็น

ทางหู..เรานึกว่า "เราได้ยิน" แท้ที่จริงเราไม่ได้ยิน แต่สิ่งที่มาทำหน้าที่ได้ยินก็คือ โสตวิญญาณทั้งที่ดีและไม่ดีเพราะเป็นเรื่องของวิบาก การที่เรามีความเห็นผิดว่าเราได้ยิน จึงต้องทำความเห็นถูกลงไปว่า เราไม่มี โสตวิญญาณนั้นคือนาม ขณะที่เรากำหนดนามได้ยินก็เท่ากับทำวิปัสสนากรรมฐานคือทำลายความเห็นผิดลงได้แล้ว

ทางจมูก..เรานึกว่า "เราได้กลิ่น" ทั้งหอมทั้งเหม็น นั่นเป็นความเข้าใจผิดเพราะกลิ่นไม่ใช่เรา เคยได้กลิ่นขี้หมาบ้างไหม? เคย แล้วเหม็นไหม? เหม็น แต่พอเดินห่างออกมาแล้วเหม็นไหม? ไม่เหม็น แต่ขี้หมายังเหม็นอยู่ไหม? เหม็น ฉะนั้น ใครเหม็น? ขี้หมาเหม็น หรือน้ำหอมที่อยู่ในขวด หรือดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม เพราะเราเข้าไปดมเราจึงคิดว่าเราหอม แท้ที่จริงหอมมันอยู่ตรงที่เราไปดม แต่พอเราเดินผ่านเลยไปก็ไม่หอมแล้ว เพราะเราไม่ได้กลิ่น สิ่งที่เข้าไปรู้กลิ่นก็คือ ฆานวิญญาณ และฆานวิญญาณนี้แหละเป็นนามที่ทำหน้าที่รู้กลิ่น แต่กลิ่นทั้งหอมและเหม็นเป็นเรื่องของรูป ฉะนั้น ที่เราเห็นผิดว่าเราหอมเราเหม็น จึงเอาเราออกแล้วกำหนดรูป คือรูปกลิ่น ขณะในกำหนดรูปกลิ่นขณะนั้นกำลังทำวิปัสสนากรรมฐานคือทำลายความเห็นผิด

ทางลิ้น..เรานึกว่า "เราเปรี้ยว เราหวาน เราเผ็ด"เป็นต้น นั่นเป็นความเข้าใจผิด ที่ลิ้นนั้นมีการรู้รสเพราะมีชิวหาประสาทรับรสและมีชิวหาวิญญาณเข้าไปรู้ เราหลงผิดว่าเราเผ็ด เราเปรี้ยว เราหวาน ..ที่จริงพริกเผ็ด มะนาวเปรี้ยว น้ำตาลหวาน ลิ้นจะเผ็ด จะเปรี้ยว จะหวานได้ไหม? ไม่ได้ แต่ที่เผ็ด เปรี้ยว หวานก็คือสิ่งเหล่านั้น การที่เข้าใจผิดว่าเราเปรี้ยวเราหวานจึงเกิดความยินดี ไม่ยินดี ที่จริงมันเป็นเรื่องของ"รูปรสต่างๆ" จึงต้องทำความเห็นถูกเมื่อเวลาที่รู้รสว่า รูปรส เมื่อใดที่เรากำหนดว่ารูปเมื่อนั้นกำลังทำวิปัสสนากรรมฐานคือการทำลายความเห็นผิด

ทางกาย..เรานึกว่า "เราเดิน ยืน นั่ง นอน "เป็นต้น แท้ที่จริงเป็นอาการที่ปรากฏของรูปเดิน รูปยืน รูปนั่ง รูปนอน ฉะนั้น จึงต้องกำหนดรูปต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น ขณะที่กำหนดรูปนั้นๆ เป็นการทำวิปัสสนากรรมฐานคือทำลายความเห็นผิด

ทางใจ..เรานึกว่า "เรารัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง กลุ้ม" เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ "เรา" แต่เป็นธรรมชาติของนาม ฉะนั้นจึงต้องกำหนด "นาม" ขณะที่เรากำหนดนามอยู่นั่นกำลังทำวิปัสสนากรรมฐานคือทำลายความเห็นผิด

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [28 ธ.ค. 2552 , 09:27:58 น.] ( IP = 58.9.136.153 : : )


  สลักธรรม 5



นี่คือวิปัสสนาล้วนๆ ฉะนั้น ก็จะเห็นว่าการทำวิปัสสนาไม่ต้องเตรียมอะไรนอกจากเตรียมความเข้าใจถูกไปทำลายความเห็นผิดที่เกิดขึ้นในการรับรู้อารมณ์ต่างๆ ในขณะที่กำลังกำหนดจะเรียกว่าขณะนั้นกำลังโยนิโสก็ได้ ขณะที่กำลังโยนิโสจะเรียกว่ากำลังมนสิการก็ได้ เรียกอย่างไรก็ได้ขอเพียงให้ถูกต้องตามความเป็นจริงเท่านั้น และในขณะที่ความเห็นผิดกำลังถูกทำลายนั้นเป็นการทำลายวิปลาสธรรมด้วย คือ สุภวิปลาส สุขวิปลาส นิจจวิปลาส อัตตวิปลาส ลงไปด้วย เช่น

สุภวิปลาสเห็นผิดว่าชีวิตนั้นเป็นของดี เห็นว่านั่งดี แต่นั่งไม่ดี ทำไมจึงนั่งไม่ดี? ก็เพราะว่า นั่งเป็นการแก้เมื่อยมาจากเดิน นั่งก็คือพยาบาลที่แก้ไขคนไข้ เมื่อนั่งไปนานๆ พยาบาลก็ป่วยเองเมื่อยขึ้นมาเป็นคนป่วยใหม่ ฉะนั้น จึงต้องมีความระลึกรู้สึกในอาการและในการกระทำว่าทำไปทำไม ดังนั้น ความเห็นที่ว่า "ดี" จึงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะได้กำหนดรู้ไปแล้วด้วยสติสัมปชัญญะ

สุขวิปลาสในอิริยาบถใหม่ที่เคยปิดบังอิริยาบถเก่าเช่นเดินมานานแล้วเมื่อยก็"นั่งดีกว่า" ก็ โอ้โฮ สบาย ..เห็นไหมว่า อิริยาบถใหม่ปิดบังอิริยาบถเก่าจนลืมไปเลยว่าเคยทุกข์ และ"เก่า" นั้นมีสองเก่า เพราะอิริยาบถนี้ก็เคยมีเมื่อยมาแล้ว และเราก็ลืมไป คืออิริยาบถเก่าที่เพิ่งเปลี่ยนกับอิริยบถเก่าๆ ที่เคยใช้มา หลวงพ่อแสวงท่านจึงบอกว่า ท่านจะไปปฏิบัติวิปัสสนาไปดูของเก่าๆ ทุกข์เก่าๆ

นี่คือความสำคัญว่าทำวิปัสสนาไปทำไม ทำไปเพื่อทำลายความเห็นผิดในขณะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส สัมผัส นึกคิดที่จะต้องกำหนดให้ถูกต้อง แต่ถ้าทำเพื่ออย่างอื่นนั้นไม่ใช่วิปัสสนาแล้ว และอำนาจของวิปัสสนานี้ก็จะมากั้นอภิชฌาและโทมนัสเอง การกำหนดก็เหมือนกับประตูรั้วที่เราปิดเอาไว้ พอเราปิดลงไปปุ๊บสุนัขจะเข้ามาในบ้านได้ไหม? ไม่ได้ แม่ค้าจะเข้ามาได้ไหม? ไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อปิดปุ๊บก็ป้องกันทุกอย่างได้เลยคือทำลายความเห็นผิดและป้องกันอภิชฌาและโทมนัสไปพร้อมกันด้วยอำนาจของสติสัมปชัญญะ

ถาม อภิชฌากับโทมนัสเหมือนกันไหมกับความพอใจกับไม่พอใจ?

ตอบ การถามคำศัพท์เพื่อหาความหมายอย่างนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่จะอธิบายให้ฟังว่า ภาษาธรรมดาพูดว่าพอใจ กับไม่พอใจ ภาษาบาลีเรียกความพอใจว่าโลภะ เรียกความไม่พอใจว่าโทสะ ในการปฏิบัติเรียกความพอใจหรือโลภะว่าอภิชฌา เรียกความไม่พอใจหรือโทสะว่าโทมนัส

ขณะนี้เป็นเวลาอธิบายเกี่ยวกับการปฏิบัติจึงขอให้ใช้เวลานี้อย่างมีค่า การมาถามคำศัพท์อย่างนี้มาถามนอกเวลาก็ได้ คำศัพท์ที่ถามมานี้เรียกชื่อไปต่างๆ กันแต่ความหมายเหมือนกัน ลักษณะคำถามของท่านนั้นเหมือนกับมาถามว่า เด็กชายนี้เป็นนายใช่ไหม เด็กหญิงเป็นนางสาวใช่ไหม แล้วท่านก็มาตั้งคำถามว่า นายกับนางสาวต่างกับพ่อและแม่อย่างไร ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยในทางปฏิบัติ

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [28 ธ.ค. 2552 , 09:29:28 น.] ( IP = 58.9.136.153 : : )


  สลักธรรม 6



ถาม คราวนี้ที่เข้าไปปฏิบัติก็ได้รับความรู้ต่อเนื่องจากคราวที่แล้วที่อาจารย์ได้อธิบายไว้ คราวนี้ก็รู้สึกตัวได้มากขึ้นคือรู้ในอาการ เพราะอาจารย์บอกว่าไม่ต้องไปหาข้างนอกให้ดูที่ตัวเรา ก็มีความรู้สึกว่ามีสติอยู่ในตัวมากขึ้น เวลานั่งไปสักพักก็มีความรู้สึกว่าทุกข์คือมีนามเมื่อยแล้วก็ปวดแต่ก็ดูในอาการที่ปวดยังไม่มาก แล้วก็รู้สึกที่ด้านหลัง รู้สึกเหมือนกระดูกคอจะมีเสียงดังขึ้นนิดนึงแต่ไม่ได้กำหนดนามได้ยิน แต่ตามรู้ว่ามีเสียงดังเกิดขึ้น อย่างนี้ถูกต้องไหมคะ?

ตอบ รู้ว่ามีเสียงดังเกิดขึ้นที่กระดูกคอ แต่ไม่ได้กำหนดนามได้ยิน ก็ถูกต้องค่ะ เพราะการรู้นั้นก็คือการกำหนดแล้ว การที่สติตามเข้าไปรู้นั้นเรียกว่าการกำหนดก็ได้

ถาม เวลาเดินน่ะค่ะ พอเดินไปก็รู้สึกเมื่อยที่ช่วงน่องแต่ยังไม่เมื่อยมากก็เลยเดินต่อไป แล้วก็รู้สึกที่มือว่ามือที่ห้อยลงมานั้นมันรู้สึกหนักๆ แต่ก็รู้อยู่ในอาการนั้น ความรู้สึกตัวอย่างนี้ถูกหรือเปล่าคะ?

ตอบ ถูกต้อง และที่รู้สึกว่ามือหนักๆ ก็เพราะมีความรู้สึกอยู่กับการเดินคือมีมนสิการถูกต้องกับหน้าที่ คือหน้าที่ในขณะนั้นกำลังเดิน และมีเดินเป็นประธาน ความใส่ใจในอาการคือสติเข้าไปตั้งในฐานที่ถูกต้องและสติก็ตามระลึกรู้สึกไปกับอาการนั้น เมื่อมีความรู้สึกว่าเมื่อยน่องก็ไปรู้อาการที่เกิดขึ้นจริงในขณะที่เดินนั้น แล้วสติก็ยังทำหน้าที่เหมือนเรด้าที่ส่องไปทั่วถึงอาการที่เกิดขึ้นจริงจึงได้รู้สึกว่ามือหนักๆ

และเพราะความที่เป็นคนเรียบร้อย ความสำรวมในอาการจึงมีเป็นอุปนิสัย สติจึงมาทำงานด้วยความรอบรู้ในอาการได้เร็ว จึงรู้สึกถึงน้ำหนักที่ถูกทิ้งที่มือเพราะมาใส่ใจในรูปเดิน อาการนี้เรียกว่าสตินั้นมาตั้งอยู่บนฐานได้ดีมากแล้ว

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [28 ธ.ค. 2552 , 09:30:50 น.] ( IP = 58.9.136.153 : : )


  สลักธรรม 7



ถาม ตอนที่ปฏิบัติอยู่ก็มีฟุ้งบ้าง เช่น คิดว่าจะบอกให้เด็กตอบจดหมายลูกค้าอย่างไร แต่แล้วก็รู้สึกตัวกลับมาที่รูปนั่งแล้วก็รู้ว่า จิตเราได้ฟุ้งไปแล้ว ก็กลับมากำหนดรูปนั่งใหม่ ไม่ทราบว่าทำถูกต้องไหมคะ?

ตอบ ดีแล้วค่ะ เพราะฟุ้งเป็นเรื่องธรรมชาติ และก็ดีตรงที่ไม่กลุ้มไปกับฟุ้ง แต่เป็นการที่รู้ว่าฟุ้งแล้วก็กลับมาเลย

ถาม เวลาที่ทานข้าวรู้สึกไม่ค่อยจะสำรวมเท่าไหร่ เพราะรู้แค่จังหวะตรงเคี้ยวอย่างเดียว จากที่ฟังไปก็คือต้องค่อยๆ เคี้ยว ซึ่งเวลาปฏิบัติจะเคี้ยวเร็วกว่าปกติด้วยซ้ำ

ตอบ ต้องเข้าใจก่อนว่า ตอนที่เคี้ยวนั้นบางคนทำท่าผิดปกติ เช่น นั่ง ตักข้าวใส่ปาก วางช้อน เอามือประสานไว้ที่ตัก แล้วก็ค่อยๆ เคี้ยว ..อย่างนี้เป็นท่าที่ผิดปกติเพราะมีความตั้งใจมากเกินไป ให้ไประวังคือให้สังวรแต่อย่าไปทำสำรวม แค่ให้สังวรระวังว่าในขณะที่ตักก็มีความรู้สึกตัวไม่ใช่เลือกตักแต่ของตนตนเองชอบ แล้วก็ใส่ปากเคี้ยวด้วยความรู้สึกตัว

ถาม เวลาทานก็ไม่ได้วางช้อน แต่จับช้อนอยู่เฉยๆ

ตอบ มันก็เป็นบุคลิกลักษณะของแต่ละคน แต่ที่ฝึกในชมรมละกิเลสก่อนนั้นว่าให้วางช้อนก่อนเคี้ยวก็เพื่อฝึกให้ทำงานทีละอย่าง แต่เมื่อมีสติดีแล้วถึงเราจะถือช้อนในมือเราก็รู้ตัว จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดเพราะไม่มีธรรมเนียมห้ามไม่ให้จับช้อน แต่ให้รู้สึกกับการงานที่เกิดขึ้นคืออาการกิน และมีความสังวรในการตักไม่มองไปตามที่ต่างๆ จึงอย่าไปทำอาการที่ผิดปกติ

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [28 ธ.ค. 2552 , 09:32:12 น.] ( IP = 58.9.136.153 : : )


  สลักธรรม 8



ถาม ได้ถามคำถามก่อนไปปฏิบัติแล้วได้รับคำตอบว่าไม่ต้องไปดูในรายละเอียดของสิ่งที่เห็น คือไม่ต้องตั้งใจดูมาก คราวนี้ก็รู้สึกว่าเวลาปฏิบัตินี้ก็มีความรู้สึกเกิดขึ้นจริงๆ ในการกำหนด ไม่ใช่การท่องเหมือนครั้งที่ผ่านมา และจากการเดินนั้นก็รู้สึกว่าด้านหลังห้องจะเป็นสัปปายะมากกว่า ตอนเดินไปก็จะกำหนดรูปเดิน พอเดินผ่านอะไรก็ไม่ได้ใส่ใจเหมือนเมื่อก่อน เช่นเห็นดอกบัว เห็นเต่า แต่ตอนนี้เป็นนามเห็น

การกำหนดรูปก็รู้สึกทั้งตัว เช่นรูปยืน รูปเดิน มีอาการปรากฏทั้งตัวเป็นความรู้สึกจริงๆ ได้รับความรู้สึกแปลกจากครั้งก่อนๆ เพราะไม่ใช่การท่อง แต่มีความรู้สึกตัวและมีความสงบมากขึ้นโดยไม่ต้องหลับตา และก็มีความผ่อนคลาย ก็อยากปฏิบัติไปเรื่อยๆค่ะ หรือมีวันหยุดก็อยากเข้าสักสามวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ที่ว่างน่ะค่ะ

ตอบ สิ่งที่ได้จากการปฏิบัติในครั้งนี้ คือ สิ่งที่ได้ประจักษ์กับตนเองนั้นทำให้เกิด "ธรรมะฉันทะ" ยินดีที่จะไปปฏิบัติอีกเพราะมีความสะดวกขึ้นในการกำหนดรู้ อย่าไปใช้คำว่า "อยาก" เดี๋ยวใครเขาจะมาว่าเอาได้ว่า "อยาก" ขออนุโมทนาและก็ขอให้รักษาเป้าหมายในชีวิตที่จะทำอย่างนี้ให้มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากๆ

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [28 ธ.ค. 2552 , 09:33:27 น.] ( IP = 58.9.136.153 : : )


  สลักธรรม 9



ถาม ในการปฏิบัติที่ผ่านมามีความรู้สึกในเวลาทานน้ำ รู้สึกว่า กลืนแทบจะไม่ลง รู้สึกว่ากลืนยาก ขอให้อาจารย์ช่วยอธิบายด้วยค่ะ

ตอบ เพราะธรรมชาติของชีวิตนั้นอยู่ยาก ต้องบริหารมากต้องดูแลมาก เราต้องเปลี่ยนอิริยาบถกันวันละนับไม่ถ้วน และจากวันนี้ไปจนกระทั่งตายก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอิริยาบถอยู่เรื่อยไป ต้องเติมในสิ่งที่พร่อง ต้องดูแลมาก แต่ที่เราดูเหมือนง่ายก็เพราะเราใช้ชีวิตมาจนชิน

เหมือนกับเด็กเล็กๆ ที่กว่าจะพูดได้ก็ต้องหัดพูดอยู่ตั้งนานกว่าจะพูดชัด หรือในการกินเด็กๆ จะอมข้าวไม่ค่อยกลืน อมจนยางข้าวออก เด็กไม่ยอมกลืนก็เพราะว่ากลืนยากและเวลาที่เคี้ยวก็จะมีความเจ็บเพราะฟันน้ำนมนั้นยังไม่มีความทนทานเท่าไหร่ ขณะที่เหงือกก็บางเมื่อเคี้ยวบดเสียดสีไปโดนก็เจ็บ เด็กจึงไม่ค่อยเคี้ยวแต่จะอมเอาไว้ พออมจนยางข้าวออกก็กลืนไม่ลงต้องคายทิ้ง เด็กก็จะกินแค่คำสองคำ และก็จะเห็นว่าเด็กต้องกินน้ำด้วยเรียกว่ากินข้าวคำน้ำคำเพื่อให้กลืนได้คล่อง

ดังนั้น หลอดอาหารของเราในวันนี้มีคราบจับยิ่งกว่ากาน้ำเสียอีก ขอโทษเถอะ ถ้าจะเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับคอห่านของส้วมสมัยก่อนที่เป็นแบบปูนสีแดงๆ น่ะ ที่มีคราบจับหนา ก็ไม่ต่างไปจากหลอดคอของเราที่มีคราบหนาสะสมอยู่ ซึ่งเราไม่เคยล้างหลอดคอของเราเลย อาหารที่เรากลืนเข้าไปจึงต้องค่อยๆขย้อน

ฉะนั้น จึงต้องมีอำนาจจิตเข้าไปสั่งให้ทำงาน เพราะจิตของเรามีความสงบจากการปฏิบัติจึงมีโอกาสเข้าไปรู้สภาพเหล่านั้น จึงมีความรู้สึกมาปรากฏให้ผู้นั้นรู้ว่า กลืนยากนะ มันต้องพยายามกลืน และมีความตั้งใจกลืนลงไปอีก ทั้งที่เมื่อก่อนเรากลืนได้สบายจนไม่รู้สึกว่าเราต้องตั้งใจ

แท้ที่จริงเราต้องตั้งใจกลืนเสมอ แต่เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะ จึงเป็นผู้ที่เข้ามารู้ว่าที่จิตว่า จิตนั้นมีความตั้งใจที่จะกลืน คือจิตเข้าไปทำงานตามฐานและรู้ตามฐานนั้น ว่าต้องกลืน จึงไม่ผิดเลย



โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [28 ธ.ค. 2552 , 09:35:37 น.] ( IP = 58.9.136.153 : : )


  สลักธรรม 10


มาเพิ่มพูนปัญญาต่อค่ะ

การปฏิบัติวิปัสสนานี่ ดูเหมือนง่าย ทั้งๆ ที่รู้ทฤษฎีหมด แต่พอเข้าปฏิบัติจริงๆ เพียงแค่ทำความรู้สึกเท่านั้น ซึ่งฟังดูง่ายมากๆ แต่มันยากนะคะหากไม่มีความคุ้นเคย

ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะ ที่นำสาระประโยชน์มาฝากอย่างสม่ำเสมอ....อนุโมทนาค่ะ



โดย พี่ดา [28 ธ.ค. 2552 , 11:39:47 น.] ( IP = 124.121.174.99 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org