มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บรรยายพิเศษ เหตุให้เกิดปัญญา (๖)






บรรยายพิเศษ เหตุให้เกิดปัญญา (๖)


ถาม ได้เข้าปฏิบัติที่อ้อมน้อยมาสี่วัน วันแรกก็มีปัญหาเรื่องฟุ้งค่อนข้างมากเพราะมีปัญหาในครอบครัว และคุณแม่ก็โทร.มาคุยด้วยในช่วงเช้าก่อนมาเข้าปฏิบัติ พอมากำหนดแล้วก็รู้ว่ากำหนดได้ครู่เดียวก็จะฟุ้ง เวลาฟุ้งก็สังเกตได้ว่า ฟุ้งเพราะเราไม่สบายใจเรื่องน้อง หรือบางเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เราลืมไปนานมากแล้วแต่มันก็ยังกลับมาอีก และในอาการฟุ้งนั้นมีความรู้สึกว่ามันชัดมากถ้าเทียบกับคราวที่เข้าปฏิบัติเมื่อตอนปีใหม่นั้นมันจะฟุ้งนิดเดียวแล้วก็กลับมาที่อิริยาบถได้เร็ว แต่คราวนี้เรื่องราวที่ฟุ้งนั้นชัดแต่พยายามกลับมาที่อิริยาบถเมื่อรู้สึกตัว

ก็มีความฟุ้งสลับในกับการกำหนดอยู่ตลอดเลยในวันแรกแล้วก็มีอาการปวดหัวด้วย ก็ได้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นรูปนอน พอกำหนดได้สักพักก็ปวดหัวอีก ก็ไปเดินพอเดินไปได้สักพักก็มีอาการเวียนหัวมากก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร พอตอนเย็นก็เริ่มนึกถึงเรื่องน้องชายว่า มันเป็นกรรมของเขานะ เขาทำมาเขาจึงต้องประสบกับสิ่งเหล่านั้น ก็เลยตัดใจว่าขณะนี้เรามีโอกาสที่ดีได้มาเข้าปฏิบัติเป็นเพราะกุศลส่งเรามา จึงได้ตั้งใจใหม่ที่จะกำหนด คืนแรกนั้นจึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก

พอวันที่สอง ความฟุ้งก็เริ่มหายไป กำหนดรู้ในอิริยาบถได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรูปนั่ง รูปนอน หรือรูปยืนจะชัดไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเบื่อ มีความรู้สึกว่า มีแต่รูปกับนามจริงๆ แต่จะรู้ว่าเป็นรูปเสียส่วนมาก ก็เลยรู้สึกเบื่อ พอรู้สึกเบื่อแล้วก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรดี ..อยากกลับบ้าน อยากกลับไปทำงาน แต่ก็รู้ว่ากลับไปทำไม่ได้เพราะลาพักร้อนมาแล้วคืนไม่ได้แล้วเขาก็ไม่ให้เข้าไปทำงานด้วย ก็เลยต้องอยู่ต่อ ก็เลยนึกถึงคำพูดของอาจารย์ที่บอกว่า มันมีแค่นั้นแหละ ต้องใช้ความเพียรกับขันติในการที่จะดูต่อไป ก็เลยท่องในใจว่า อดทน..อดทน

พออดทนดูไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกดีขึ้น เพราะทำใจได้ว่ามันก็มีแค่นั้น ก็เลยดูต่อไป จนกระทั่งกลางคืนประมาณสองทุ่มครึ่งก็ง่วงแล้วจึงไปนอน ตอนนอนนั้นรู้สึกว่า เหมือนรู้สึกตัวตลอดเลยในขณะที่นอนอยู่ ไม่ว่าจะเมื่อหรือจะพลิกตัวก็จะรู้ตัวอยู่ตลอดจนกระทั่งหลับไปสักพักใหญ่ก็ตื่นมา มีความรู้สึกว่า ปวดมากๆ ตั้งแต่บริเวณคอจนถึงสะโพก เป็นความปวดที่ไม่เคยปวดอย่างนี้มาก่อนเลย เลยคิดว่าทำไมปวดถึงขนาดนี้ สงสัยว่าคงเป็นเพราะนอนท่านี้นานแล้ว ก็กำหนดนามปวด แล้วก็รู้ตัวว่ามันต้องพลิกตัวแล้ว เพราะไม่ไหวแล้วมันปวดจริงๆ ก็พยายามพลิกตัว

ในขณะที่พยายามพลิกตัวนั้นก็รู้สึกว่าลำบากเพราะมันคงชามาก รู้สึกว่ามันยากในการแก้ไขความปวดตรงนี้ พอพลิกตัวได้แล้วก็กำหนดดูรูปนอนจนกระทั่งอาการปวดหายไป พอดูรูปนอนไปสักพักก็รู้สึกปวดตรงไหล่เพราะนอนตะแคงขวาอยู่ ความปวดนั้นทำให้รู้สึกว่าไม่ไหวแล้วต้องพลิกกลับมาอีกข้างหนึ่ง ..ก็นอนพลิกอยู่อย่างนี้จนกระทั่งตาสว่างแล้ว ก็เลยลุกขึ้นไปแปรงฟัน เสร็จแล้วก็มาดูนาฬิกา ปรากฏว่าเป็นเวลาตีสามตรึ่ง ก็คิดว่า "เพิ่งตีสามครึ่งเองจะตื่นมาทำไม" เพราะมันไม่ใช่เวลาตื่น

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2552 , 08:01:59 น.] ( IP = 58.9.149.31 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ปกติจะตื่นเร็วก็ประมาณตีห้า แต่คิดว่าตื่นก็ตื่น จึงมากำหนดดูใหม่ดูรูปนั่งรูปนอนสักพักจนง่วงมาก รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เพราะได้นอนไปนิดเดียวเองก็เลยหลับไป จนกระทั่งเจ็ดโมงเช้าก็ตื่นขึ้นมาใหม่ มากำหนดใหม่เป็นวันที่สาม

ในวันที่สามนี้มีฝนตกด้วย อากาศดีเหมือนกับเป็นใจ ก็กำหนดดูได้เรื่อยๆ ครั้งที่แล้วจะกำหนดรู้ชัดในอิริยาบถ แต่คราวนี้เวลาที่จะเปลี่ยนอิริยาบถนั้นมันมีทุกข์มาบีบคั้นให้เราเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ขณะที่นั่งอยู่ก็จะรู้เลยว่ามีความปวดที่บริเวณก้นหรือต้นคอ ..เพราะความปวดนี้เองทำให้ต้องลุกขึ้นไปเดิน พอเดินไปสักพักก็จะรู้ว่า เมื่อยแล้ว ..ต้องนั่ง คือรู้ว่า อาการเมื่อยนี้บีบคั้นให้เราต้องไปนั่ง ก็จะรู้อยู่อย่างนี้ และในคืนที่สามนี้ก็นอนไม่หลับเหมือนกัน จะมีความรู้สึกตัวอยู่ตลอดจนกระทั่งตื่นมา ก็กำหนดอยู่สักพักมองนาฬิกาก็รู้ว่าเป็นเวลาตีสองห้าสิบแปดนาที ก็ถามตัวเองว่า "ตื่นมาทำไม" ก็นอนไม่หลับแต่พอกำหนดไปสักพักก็หลับ

พอวันที่สี่เวลากำหนดก็รู้สึกว่า กำหนดได้ดีขึ้น ที่จะถามอาจารย์ก็คือว่า อย่างเหตุการณ์ในวันแรกที่มีฟุ้งมากแล้วมีอาการปวดหัวนี้ ต่อไปถ้ามาเข้าปฏิบัติแล้วเจอเหตุการณ์อย่างนี้อีกควรจะแก้ไขอย่างไ?

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2552 , 08:03:05 น.] ( IP = 58.9.149.31 : : )


  สลักธรรม 2



ตอบ ก่อนอื่นจะต้องบอกว่า อนุโมทนาด้วยกับพัฒนาการที่ดีขึ้นมากของสติสัมปชัญญะ ที่บอกว่าดีขึ้นมากก็ตรงที่ยากนักที่คนเราจะรู้สึกตัวว่า ทุกข์บังคับให้เปลี่ยน ซึ่งจริงๆ แล้วทุกข์นั้นทำให้เราเปลี่ยนอิริยาบถอยู่แล้วละแต่ผู้ที่เปลี่ยนนั้นหารู้ไม่ เพราะไม่ได้สังเกต เช่น อยู่ดีๆ ไม่ปวดปัสสาวะหรือมีความจำเป็นต้องปัสสาวะแล้ว ..ไปถ่ายปัสสาวะมีหรือไม่? ไม่มี

ฉะนั้น เพราะมีเรื่องให้เราต้องกระทำ แต่เราไม่ค่อยไปสังเกตหรือเข้าไปรู้ตรงนั้น นี่คือคำว่า ทุกข์มีอยู่แต่ไม่มีผู้กำหนดรู้ นั่นเอง เพราะไม่มีผู้เข้าไปกำหนดรู้ มีแต่ทำไปโดยอัตโนมัติ กับทำไปโดยไม่เข้าไปรู้ถึงสภาพที่ว่า ที่ต้องเปลี่ยนนี้เพราะมีทุกข์มาผลักดันจริงๆ ท่านจึงบอกว่า ชีวิตเราเป็นชีวิตที่ถูกผลักไปข้างหน้าตลอด แต่เราไม่รู้เอง เราจึงคิดว่าเราเดิน ..ตรงนี้จึงจะอธิบายให้ฟังว่า เป็นเพราะมีอำนาจมาเหวี่ยงให้ไปข้างหน้าทั้งสิ้น แม้กระทั่งการก้าวเดินก็ต้องมีอำนาจจากขาหลังมาผลักดันให้ก้าวขาต่อไปข้างหน้า

ความทุกข์ที่เป็นของจริงที่มีอยู่ แต่ยากที่ผู้นั้นจะกำหนดรู้ และที่อนุโมทนาตรงนี้ก็คือ การได้ไปเป็นผู้รู้ในทุกข์นั้น ซึ่งอันนี้มันไม่ใช่เรื่องวิเศษที่เราจะทำไม่ได้ เพราะทำได้ทุกคน แต่เราต้องอาศัยความชำนาญ ความสังเกต และความตรงดิ่งแห่งการมอง คือมองถูกว่า ที่เราลุกขึ้นนี้ไม่ใช่เพราะอยากลุก แต่มีสิ่งหนึ่งมาทำให้ต้องเปลี่ยนเพราะอยู่ไม่ได้แล้วในท่าเดิม เช่น การปวดคอ..ถ้ายังคงนั่งอยู่ไม่ลุกขึ้นไปก็จะทนสภาพนั้นไม่ได้ จึงบอกว่า..อนุโมทนาที่มีสติปัญญาเข้าไปรู้ในเรื่องเหล่านี้

และก็มาถึงสิ่งที่ต้องแก้ไขอันดับแรก ..ที่บอกว่า ฟุ้งมาก ก็เพราะมีเนื้อหาอยู่ในใจ เป็นเรื่องที่เก็บสะสมไว้เป็นเสบียงบาป ดังนั้น อำนาจของเนื้อเรื่องที่รับกระทบอารมณ์เป็นวิบากนี้จึงมีอำนาจแรง เปรียบเหมือนกับว่า เราได้พกมูลสุนัขหรือขี้หมาหนึ่งห่อไว้กับตัว กับพกน้ำหอมไปอีกหนึ่งหยด เจตนาที่ไปทำความดีคือตั้งใจแล้วว่าจะไปเข้าปฏิบัติก็เหมือนกับการพกน้ำหอมไปหนึ่งหยด แต่เรื่องราวต่างๆ ที่พกไว้ในใจก่อนท่จะไปเข้านั้นมีมากมายเหมือนกับการพกขี้หมาไปหนึ่งห่อ ฉะนั้น เมื่อน้ำหอมหนึ่งหยด กับขี้หมาหนึ่งห่อได้ไปอยู่ในที่เดียวกัน กลิ่นไหนจะแรงกว่ากัน? กลิ่นขี้หมาแรงกว่า

จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะฟุ้งมากเพราะมีเนื้อเรื่องที่พกไปมากนั่นเอง ซึ่งไม่ได้เป็นความผิดอะไร หรือต้องไปห้ามไม่ให้คิดในเรื่องราวเหล่านั้น เพราะกลิ่นที่มีปริมาณมากกว่าก็ย่อมส่งกลิ่นมากกว่า แต่คราวนี้ก็อยู่ที่ว่า ต้องวางใจให้ถูกเท่านั้นเอง ดังนั้น ที่ว่าทำไมฟุ้งมาก ก็เพราะปริมาณเนื้อเรื่องนั้นมีมากกว่า ในคราวต่อไปถ้าคิดมีอย่างนี้อีก ก็ให้คิดใหม่ว่า อย่าไปคิดว่าคราวหน้าจะพกขี้หมาเข้าไปอีก แต่ให้ทำความดี ให้คิดดีว่าวิบากของเราน่าจะดีบ้าง อย่าไปกะไปเกณฑ์แต่ในทางที่ไม่ได้

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2552 , 08:04:18 น.] ( IP = 58.9.149.31 : : )


  สลักธรรม 3



เมื่อทำความดีแล้วก็จะเรียกสิ่งดีๆ เข้ามาได้ จึงต้องทำความรู้สึกหรือทำการปฏิบัติให้เหมือนกับว่า เราเป็นคนเลี้ยงเด็ก เราจึงมีหน้าที่เลี้ยงเด็กให้เป็น "เด็ก" ในที่นี้ก็คือ "วิบาก" อันเป็นเรื่องราวต่างๆ ..เราไปห้ามเด็กไม่ให้ร้องไห้ไม่ได้ ห้ามเด็กไม่ให้ดิ้นไม่ได้ ..แต่เราต้องคอยระวังอย่าให้เด็กพลาดล้ม หรือคลานไปจับไฟ ขณะที่เด็กดิ้นอยู่นั้นเรามีหน้าที่เห็นหน้าที่รู้สภาพธรรมของเขาเหล่านั้น

ฟุ้งก็คือสภาพเด็กดิ้นนั่นเอง..เราก็มีหน้าที่รู้สภาพนั้น แล้วก็วางใจ

เด็กจะดิ้นยกมือยกขาก็คือธรรมชาติของเด็ก ..ฟุ้งจะมีมากหรือน้อยก็คือธรรมชาติของฟุ้ง

เรามีหน้าที่เพียงแค่ดูเท่านั้นเอง คือดูให้เห็นชัดว่า นามมันฟุ้ง และหยุดความต้องการให้ "หายฟุ้ง" ให้ได้ โดยวิธีการ "ดูแล"

คราวต่อไปก็ต้องเป็นแบบนี้ที่จะต้องมีฟุ้งบ้างในวันแรกๆ เหมือนกับฝาละมีกับหม้อดินยังไม่ตรงคู่กัน หรือยังไม่ชำนาญในหยอดขนมครกลงเต้าจึงยังเลอะเทอะอยู่ เพราะเราไม่รู้ว่าบางครั้งหยิบขึ้นมาหยอดได้สวยเลยก็ได้เพราะมีเหตุปัจจัยพร้อม แต่ในคราวนี้แม้จะมีเจตนาที่ดีไปแต่ก็มีเรื่องราวมีขี้หมามาทำให้เหตุปัจจัยไม่พร้อม จึงอย่าไปหวังกะเกณฑ์อะไรในคราวหน้า แต่ให้มีการกระทำที่เกิดขึ้นในการกำหนดดูนี้มีความถูกต้อง

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2552 , 08:05:35 น.] ( IP = 58.9.149.31 : : )


  สลักธรรม 4



และที่บอกว่า.. ตื่นตีสามกับตื่นตีสอง .. ต้องขอแก้ตรงนี้ก่อนว่า ในโลกนี้ไม่มีใครมี "เวลาตื่น" กับ "เวลาหลับ" แต่เพราะ "ง่วง" จึงหลับ และเมื่อ "นอนพอแล้ว" ก็จะตื่น แต่เป็นเพราะไปมีบัญญัติมีขอบเขตสร้างรั้วเอาเองต่างหาก เช่น การสร้างรั้วบ้านที่จำกัดขอบเขตของเราให้แคบลง ทั้งที่จริงที่ดินในประเทศไทยนี้เป็นของคนไทยซึ่งกว้างขวางมาก

แต่เพราะเราไปสร้างรั้วบ้านเราจึงต้องอยู่ในที่แคบๆ ทำให้ออกไปไกลกว่าที่ดินที่คิดว่าเป็น "ของเรา" ที่ซื้อเอาไว้ไม่ได้ เราจึงเป็นผู้ที่โง่กั้นที่ให้แคบลงเองเพราะความยึดว่าเป็นของเรา เราก็ต้องเอารั้วออกไปจึงจะมีที่ดินที่กว้างขวางขึ้น

เราจะเอารั้วตรงไหนออก ..ก็คือว่า อย่าไปทำเหมือนเดิม เช่น เวลานอนของเราต้องสี่ทุ่มถึงตีห้า แต่ที่ต้องตื่นตีห้าก็เพราะมีภารกิจที่ต้องอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานให้ทัน เมื่อมาอยู่ที่อ้อมน้อยแล้วมีใครเขามาให้เราทำงานอื่นอีกหรือไม่นอกจากสัมมากัมมันตะ? ไม่มี แต่เราไปวางรั้วเองว่า เพิ่งตีสองบ้าง ตื่นมาทำไม? เพิ่งตีสามบ้าง ตื่นมาทำไม? ก็ตื่นมาทำกรรมฐานสิ พอรู้สึกตัวก็คือ นามรู้ และการทำกรรมฐานนั้นก็ไม่มีเวลา เพราะต้องรู้สึกตัวตลอดเวลา

ดังนั้น ในครั้งนี้ก็เห็นว่าได้เข้ามาในล๊อคที่ดีแล้วในการกำหนด แต่ต้องแก้เรื่องเวลาเท่านั้นว่าจะตื่นตอนไหนก็ช่างปะไร เมื่อรู้สึกตัวก็กำหนดไป ไม่ใช่พอตื่นมาแล้วต้องอาบน้ำ ต้องล้างหน้าแปรงฟันเสมอไป จึงจะเรียกว่าตื่น เพราะการตื่นนั้นมีตลอดเวลา เช่นในรถประจำทางที่เรานั่งสัปหงกหลับๆ ตื่นๆ

ฉะนั้น เราอย่าไปสร้างเกลียวกรรมที่หมุนตัวเองไว้ ให้รู้อย่างนี้แหละพอคราวหน้าจะตื่นขึ้นมาก็ไม่ทุกข์ใจแล้วละ

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2552 , 08:07:09 น.] ( IP = 58.9.149.31 : : )


  สลักธรรม 5



ถาม ขอถามต่อเนื่องในเรื่องของนาฬิกา เมื่อก่อนที่ไปเข้าปฏิบัติใหม่ก็พกนาฬิกาติดไปด้วยก็มีความกังวล ต่อมาได้ฟังเทปคำบรรยายของท่านอาจารย์บุญมี ท่านก็บอกว่าไม่ให้เอานาฬิกาไป ตอนหลังก็ไม่ได้เอานาฬิกาไปก็รู้สึกว่าดีมากเพราะไม่กังวลกับเวลา และแต่ละวันก็ผ่านไปได้เร็วกว่าการมีนาฬิกา

แต่ปัญหาก็คือ พอกำหนดไปแล้วความง่วงก็เกิดขึ้นมาได้ง่าย ฉะนั้น พอบรรยากาศเริ่มจะมืดทั้งๆ ที่ไม่ใช่เวลาที่เคยนอนที่บ้าน และก็ไม่รู้ว่ากี่โมงพอกำหนดแล้วง่วงก็แก้ไขโดยดูรูปนอนไปพักนึงแล้วก็เลยนอนหลับไปจริงๆ เลย ก็เลยเหมือนเป็นการนอนที่ยาวนาน พอรู้สึกตัวมาอีกทีก็กำหนด เพราะก่อนจะตื่นก็รู้สึกเมื่อยแล้วกำหนดเมื่อยได้ พอดูรูปนอนอีกนิดนึงก็หลับลงไปอีก ก็เป็นอยู่อย่างนี้จนมีความรู้สึกว่า นอนมากกว่าอยู่ที่บ้านอีก

ตอบ นั่นก็คือ ความรู้สึกไปเองว่าเรานอนเยอะ เพราะถ้าหากร่างกายเราไม่ง่วงหรือไม่เพลียจริงๆ แล้วก็จะไม่หลับหรอก ฉะนั้น ถ้ามันจะหลับก็ให้หลับไป เพราะถ้าหากมองในแง่ดีแล้วในระหว่างที่หลับนี้เราไม่ต้องมารับกระทบอารมณ์ทางทวารต่างๆ ให้เกิดกิเลส เพียงแต่มีอนุสัยนอนเนื่องอยู่เท่านั้นเอง การตื่นจึงมีกิเลสมากกว่าเพราะอยากไปในเรื่องต่างๆ แต่เมื่อนอนหลับแล้วบางครั้งตั้งแปดชั่วโมงยังไม่ต้องดื่มน้ำเลยสักอึก แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็กินนั่นกินนี่อยู่เรื่อยๆ

ในการปฏิบัตินั้นอย่าคิดว่าเราปฏิบัติยี่สิบสี่ชั่วโมง ..แต่เราปฏิบัติตลอดเวลา

เราต้องทำความรู้สึกตัวตลอดเวลา ต้องมีสติสัมปชัญญะตลอดเวลา เว้นในขณะหลับเท่านั้น

เมื่อมันจะหลับมากก็ไม่เป็นไร นาฬิกาก็ไม่ต้องไปดู เพราะเมื่อถึงเวลามีปิ่นโตมาส่งอาหารเราก็รู้แล้วว่าเป็นเวลาไหน หรือพอเริ่มมืดและมีความเงียบมีอากาศเย็นๆ ก็ทำให้หลับได้ง่ายเป็นธรรมดา และไม่ต้องไปถึงอ้อมน้อยหรอก ที่บ้านเราเองแม้จะอากาศร้อนมากๆ เราก็หลับเพราะเพลีย หรืออากาศหนาวมากๆ เราก็หลับได้ แม้กระทั่งนั่งรถฟังไก๊ด์บรรยายไปเรื่อยๆเรายังหลับได้เลย

ฉะนั้น อย่าไปคิดว่าเพราะบรรยากาศดีจึงทำให้เราหลับ และแม้ว่าจะหลับแต่เราก็มีการกำหนดมาเรื่อยๆ จนหลับไม่รู้ตัวไป และพอรู้ตัวขึ้นมาใหม่ก็กำหนดไป

เพราะเวลาที่ไปเข้าปฏิบัติเช่นสามวันนั้น เราตั้งใจไปทำวิปัสสนากรรมฐาน ตั้งใจไปทำปัญญาให้เกิดรู้เท่าทันอารมณ์ เมื่อตอนหลับเรารู้ไม่ทันก็เป็นเรื่องสุดความสามารถ แต่เราไม่ได้ตั้งใจไปจัดสรรเวลาช่วงไหนเพื่อจะทำอะไร เมื่อง่วงตอนหัวค่ำก็นอนไปเถอะ แม้จะยังดึกอยู่ก็ตื่นไปเถอะถ้ามันรู้สึกตัว

เรามีหน้าที่ไปถอดหมุดความรู้สึกว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ ต้องเวลานั้นเวลานี้ ถ้าอย่างนั้นแล้วแม้จะเอานาฬิกาออกไปแต่ไม่เอาเวลาออกไปด้วยก็เหมือนยังมีนาฬิกาอยู่นั่นเอง

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2552 , 08:09:02 น.] ( IP = 58.9.149.31 : : )


  สลักธรรม 6



ถาม ขอเล่าต่อนะคะว่า เมื่อก่อนที่ปฏิบัติอยู่ที่บ้านคือกำหนดรูปนั่งแล้วก็รู้สึกเมื่อยที่บริเวณเข่า ก็มีสติรู้ไปดูที่เมื่อยนั้นโดยมีความรู้ว่า จริงๆ แล้วเข่าไม่ได้เมื่อย แล้วความรู้สึกเมื่อยก็หายไป แต่พอมากำหนดในครั้งหลังๆ นี้ก็รู้สึกว่า พอเราดูในอาการนั่ง เรารู้ในอาการนั่ง รู้ว่าเมื่อยเกิดขึ้น ก็มีความรู้สึกว่า เหมือนกายเราอยู่เฉยๆ คือขาไม่เมื่อย แต่มันมีความเมื่อยเกิดขึ้นอยู่ในบริเวณนั้นๆ แต่ตอนที่มันเกิดใหม่ๆ นั้นรู้สึกเมื่อยที่ขาตรงนี้ พอมีสติเข้าไปดูก็เหมือนรู้ทั้งอาการคือรู้ว่า มีท่านั่งนั้นอยู่เฉยๆ แต่มีความรู้สึกอันหนึ่งเกิดขึ้นที่ขาตรงนี้ แต่ขานี้มันไม่ได้เมื่อย

แล้วก็ดูอาการทั้งตัวซึ่งพอมันเมื่อยก็เปลี่ยนท่า พอเปลี่ยนแล้วก็ตามไปดูก็จะมีฟุ้งเกิดขึ้น ก็มีความรู้สึกว่า มันเหมือนกายนี้ตั้งอยู่เฉยๆ แล้วก็มีความรู้สึกฟุ้งเกิดขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้ พอมีนามฟุ้งก็กำหนดไปเฉยๆ แต่ตอนนี้มีความรู้สึกว่า กายมันก็ตั้งอยู่ของมันอย่างนี้ แต่มันมีความรู้สึกว่า มีเรื่องราวอีกอย่างหนึ่งมาปรากฏ

และช่วงหลังที่ปฏิบัตินี้ก็ตามอาการไปเรื่อยๆ แต่ก่อนนี้พอง่วงก็เหมือนว่าจะกำหนดอะไรไม่ได้ ครั้งสุดท้ายที่รู้สึกนี้ก็มีความรู้สึกว่า พอง่วงมันเกิด ท่ามันก็ตั้งของมันอยู่อย่างนี้แต่มันมีความรู้สึกว่ามีง่วงมาเกิดอยู่ ก็ดูไปอย่างนี้ไม่ได้นึกอะไร แต่รู้สึกว่ามันแปลกกว่าแต่ก่อน เช่นความเมื่อยที่เกิดขึ้นนั้นก็เหมือนกับเราไปดูตำแหน่งที่มันเกิดขึ้นเท่านั้นเองเช่นหัวเข่า ก็รู้ว่าหัวเข่ามันไม่ได้เมื่อย และก็มีความรู้ทั้งตัวด้วย ก็เป็นอยู่ครั้งสองครั้ง วันหลังก็ไม่เป็นแล้ว

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2552 , 08:10:21 น.] ( IP = 58.9.149.31 : : )


  สลักธรรม 7



ตอบ เป็นอาการที่ดี คือความรู้มีมากขึ้น เป็นธรรมดาของผู้ปฏิบัติทั้งหลายที่มีความรู้สึกต่างระดับขึ้น ซึ่งความต่างระดับนี้บางทีก็พูดไม่ออกเพราะรู้เฉพาะตน จะอธิบายออกมาได้ยาก ก็อาศัยที่ว่าฟังที่เล่าออกมาแล้วเข้าใจได้ ซึ่งเมื่อฟังแล้วก็รู้เลยว่าจะตอบอย่างไรหรือสอนอย่างไร

ทุกครั้งในเรื่องของโลกเรานี้ เราก็นึกว่าเมื่อย เช่น เมื่อยขาจังเลยก็เปลี่ยนท่า คิดว่าปวดเอวปวดหลัง ซึ่งในความจริงนั้นชีวิตของเรามีทั้งรูปและนาม เรื่องรูปนั้นเราก็เรียนแล้วว่า รู้สึกอะไรได้ไหม? ไม่ได้ แต่ที่รู้สึกได้คือนาม แต่สิ่งที่มาปรากฏนั้น ปรากฏได้ทั้งที่รูปและที่นาม

เช่น พื้นพรมนี้เป็นรูปหรือเป็นนาม? เป็นรูป

เอาน้ำหมึกหยดลงไป พรมจะเปื้อนไหม? เปื้อน

รอยน้ำหมึกมีปรากฏได้ที่พรมไหม? มี

พรมมีความรู้สึกเปื้อนไหม? ไม่มี

แต่เจ้าของพรมรู้สึกได้ไหม? ได้

และเจ้าของพรมที่รู้สึกได้คืออะไร? นาม

เข้าใจแล้วนะว่าคือ รูปและนามอย่างไร ฉะนั้น รูปเป็นสิ่งที่มีอยู่แต่รับรู้อะไรไม่ได้ แต่มีของมาปรากฏบนรูปได้ สิ่งที่มาปรากฏบนรูปนั้นจะทำให้รูปนั้นหมองก็ได้ แต่รูปจะมีอภิชฌาโทมนัสไม่ได้ แต่ผู้ที่เข้าไปรู้ความหมองนั้นคือนาม

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2552 , 08:12:17 น.] ( IP = 58.9.149.31 : : )


  สลักธรรม 8



เช่นเดียวกันกับร่างกายของเราที่อาการทั้งหมดนั้นที่นั่งอยู่เป็นรูป ที่รู้สึกทั้งหมดตัวนี้ก็คือนั่ง ในขณะที่เมื่อก่อนจะรู้สึกเพียงว่าเรานั่งท่านี้ท่านั้นชัดคือรู้สึกถึงอาการนั่งชัด เช่นผู้ที่ชอบทำสมาธิพอให้นั่งปั๊บก็จะขัดสมาธิเลย ก็คือความรู้สึกว่าจะต้องนั่งขัดขาจึงจะเป็นท่านั่ง แท้ที่จริงการนั่งนั้นคือนั่งหมดทั้งตัว มิฉะนั้นท่าคิดว่าจะต้องขัดขาเท่านั้นจึงจะเป็นท่านั่งแล้วศีรษะล่ะไม่นั่งด้วยหรือ

ฉะนั้น นั่งก็ต้องนั่งทั้งหมดคือรูปทั้งหมด ไม่ใช่ลักษณะหรือส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น ในการนั่งคือรูปธรรมนั่งเรียกว่า อาการนั่ง เมื่ออาการนั่งแล้วก็อย่าลืมว่า สิ่งที่มาปรากฏบนรูปนั้นไม่ใช่สิ่งพิสดารเลยแต่เป็นเรื่องวิบากต่างๆ เช่น หยดหมึกเล่านั้นก็คือวิบากที่มาปรากฏบนรูป

เมื่อเราเรียนแล้วก็รู้ว่าขันธ์นั้นเป็นทุกข์ที่มีอยู่ประจำ ขันธ์ทั้งห้าต้องบริหารมาก ต้องดูแลมาก ต้องยืน เดิน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย เป็นอาจิณ แล้วก็ต้องบำรุงบำบัด.. ท่านจึงบอกว่าขันธ์เหล่านี้แหละเป็นทุกข์ ดังนั้น ท่านจึงให้ผู้ปฏิบัติไปคอยสังเกตอาการทั่วพร้อมทั้งหมดนั่นเอง

ไปสังเกตอาการทั้งหมดว่า เราอยู่อย่างไร จะบอกว่านั่งอยู่ขาก็ไม่ได้ เพราะนั่งทั้งตัวไม่ว่าจะนั่งท่าไหน เราจึงรู้ว่าอาการที่มีต่างกันนั้นประสาทสัมผัสก็รู้ไปทั่วตัว เช่นตึงที่หลัง ที่ขา หลังคอ ก็ได้

ฉะนั้นที่เล่ามานั้นบอกว่า เมื่อก่อนนั้นรู้สึกว่าปวดแถวหัวเข่านี้ก็เพราะแถวหัวเข่านี้คือ ความชัด เหมือนกับรูปนั้นมีรอยน้ำหมึกหยด จิตนั้นก็ไปรับรู้ตรงที่ชัดนั้น

แท้ที่จริงนั้นทั้งพรมนี้มันมีความเปื้อน แต่มันเปื้อนตรงไหน?


ทั้งร่างกายนั้นมันมีปวด ..แต่มันปวดตรงไหน ?

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2552 , 08:13:38 น.] ( IP = 58.9.149.31 : : )


  สลักธรรม 9



ฉะนั้น การก่อนที่ผ่านมาก่อนนั้นจึงรับรู้ได้เพียงว่า ปวดตรงไหน แต่ในขณะที่จิตไปรับรู้ว่าปวดตรงไหนนั้นปัญญายังไม่กว้างพอ จึงไม่รับรู้ว่า ปวดนี้ตั้งอยู่บนรูปทั้งหมด แต่เมื่อปัญญาพัฒนาขึ้นแล้วก็จะเห็นว่าสิ่งที่ปรากฏนี้ มันปรากฏอยู่บนรูปทั้งหมด คือรู้ในลักษณะนามปวดและรู้อาการของรูป คือมีนามรูปแล้วแทนที่จะมีนามอย่างรูปอย่างเหมือนแต่ก่อนแต่มีทั้งสองอย่างมาใกล้เคียงกันแล้ว

จึงบอกว่า ในการปรากฏของรูปของนามนั้นผู้นั้นจะสามารถรับรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น หยาดน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว ใบบัวก็เปรียบเสมือนรูปหรือการดูอาการอยู่ เมื่อมีหยาดน้ำหยดลงไปก็จะกลิ้งเป็นต่น้ำไปเรื่อยๆ รูปก็เรียบเหมือนใบบัวนี่แหละที่เป็นที่ตั้งของต่อมน้ำ ที่หยดลงมาแต่ละต่อม ถ้ามากลิ้งมารวมกันก็จะเป็นต่อมน้ำที่ใหญ่ขึ้นเหมือนอาการที่ปรากฏมากขึ้นๆ

ให้เรานึกถึงน้ำแต่ละต่อมที่มันกลิ้งอยู่ซึ่งเป็นคนละส่วนกับใบบัว ดังนั้น รูปจึงไม่ได้ปวด ใบบัวมันไม่ได้เปียก แต่ใบบัวเป็นที่ตั้งของน้ำ นามกับรูปจึงเป็นคนละส่วนกันที่มาอาศัยกันเท่านั้นเองไม่ได้กลมกลืนกันเป็นเนื้อเดียวแต่มันอยู่ร่วมกัน

ปัญญาธรรมจึงลึกซึ้งมากและละเอียดจนเห็นถึงสัดส่วนของชีวิต สัดส่วนของรูป สัดส่วนของนาม ความปรากฏของนาม ความปราฏของรูป..ที่ตั้งอยู่ร่วมกันและเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วย

ฉะนั้น จึงต้องมีหน้าที่ดูต่อไป คอยสังเกตต่อไป เพราะเมื่อสังเกตไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเห็นความต่างระหว่างรูประหว่างนาม ว่ารูปก็ไม่ใช่นาม นามก็ไม่ใช่รูป และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างรูประหว่างนาม ว่ารูปก็เป็นที่อาศัยของนาม นามก็เป็นที่อาศัยของรูป มันจะเห็นเป็นคู่ๆ เข้ามานี่คือเรื่องของปัญญาที่ละเอียดและสุขุมคัมภีรภาพ ผู้ที่ไม่ปฏิบัติจึงไม่เข้าใจ แต่เมื่อปฏิบัติแล้วก็จะเข้าใจไปในเนื้อเดียวกันเพียงแต่พูดไม่เป็นเท่านั้นเอง

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2552 , 08:18:09 น.] ( IP = 58.9.149.31 : : )


  สลักธรรม 10



เช่นเดียวกันในเรื่อง สัจจญาณ กิจญาณ และกตญาณ ซึ่งเมื่อเช้าได้สอนลูกศิษย์คนหนึ่งในเรื่องนี้ วันนี้ที่จะเน้นก็คือ ให้เห็นถึงความสำคัญหรืออำนาจของปัญญานั้นมีความพิสดารมากคือทำคนให้พ้นโลกได้จริงๆ แม้ว่าเราจะเห็นว่าพระธาตุอินทร์แขวนจะมีความมหัศจรรย์ขนาดไหน แต่ก็ไม่เท่าปัญญาญาณเพราะถ้าผู้ใดมีแล้วก็จะเป็นผู้มหัศจรรย์ของโลกจริงๆ เพราะอำนาจของญาณปัญญาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในโลก และพาให้พ้นไปจากโลกได้

เคยพูดถึงเรื่องไตรลักษณ์ว่า ลักษณะของไตรลักษณ์คืออนิจจัง ทุกขขัง อนัตตา นั้นปรากฏขึ้นในจิตตุปบาทเดียวได้ ในขณะจิตที่เห็นนั้นมีทั้งอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา แต่อยู่ที่ว่าใครสร้างศีล สมาธิ ปัญญามาต่างกัน อำนาจที่สะสมมาเป็นบารมีนี้จึงทำให้ประจักษ์ในลักษณะที่ต่างกันไปอย่างโดดเด่น เช่น บางคนรู้โดดเด่นในอนิจจัง บางคนรู้โดดเด่นในทุกขัง และบางคนโดดเด่นในอนัตตา แต่ถามว่า ในทุกขังคือจิตนั้นรับรู้ว่ามีทุกข์ชัด แล้วในทุกข์นั้นมีอนิจจัง มีอนัตตาไหม? มี เพราะในทุกข์นั้นก็ไม่เที่ยง และเราไม่สามารถบังคับบัญชาได้ จึงเหมือนกับในกำมือเดียวนี้ก็มีนิ้วทั้งหมด

ฉันใดก็ฉันนั้น สัจจญาณ กิจญาณ และกตญาณ ก็เกิดในจิตตุปบาทเดียวกันนี้ คือ เมื่อมีทุกข์มาปรากฏ ก็กำหนดรู้ทุกข์นั้น แล้วก็แจ้งในทุกข์นั้น ความรู้ทั้งสามระดับนี้เป็นอำนาจของปัญญาที่เข้าไปรู้แจ้งในการหมุนรอบนั้น และความพิเศษของปัญญานั้นไม่ใช่เป็นไปอย่างที่เราๆ คิดเลย

อย่างเมื่อเช้านี้พอขับรถมาก็ได้รับคำถามในเรื่องนี้ว่า ไม่ใช่คนละจิตตุปบาทหรือ? ก็ตอบว่า ไม่ใช่ ตอนนั้นก็คิดว่าจะยกตัวอย่างอย่างไรดีให้เข้าใจได้เลย ก็พอดีที่ข้างทางมีดอกไม้อยู่ก็เลยถามไปว่า

เห็นหญ้าไหม? เห็น ก็บอกว่าเห็นหญ้าก็จะเห็นสีเขียวด้วย และหญ้าที่ตั้งอยู่นั้นก็มีดิน ดังนั้นจึงมีทั้งหมดในการเห็นครั้งเดียว แต่เราไปดูอยู่อย่างเดียว ไปดูความปรากฏอย่างเดียวเช่น อนิจจัง หรือทุกขัง หรืออนัตตา

แต่ความเห็นพร้อมนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะมีตาวิเศษ เช่นมีคนมาสอนว่า เห็นหญ้าไหม แล้วหญ้านี้ก็ต้องมีดินมันจึงเกิดขึ้นมาได้ และเกิดมาแล้วก็จะมีความเขียวขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2552 , 08:19:33 น.] ( IP = 58.9.149.31 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org