มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บรรยายพิเศษ เหตุให้เกิดปัญญา (๗)






บรรยายพิเศษ เหตุให้เกิดปัญญา (๗)


ถาม ทำไมกาย เวทนา จิต และธรรม ไปทำลาย โลภ โกรธ หลง ได้? และทำลายได้อย่างไร?

ตอบ ให้จำไว้เลยนะว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นเรื่องของการทำลายความเห็นผิด ฉะนั้น คำถามที่ถามว่า ทำไมกาย เวทนา จิต ธรรม ไปทำลาย โลภ โกรธ หลง ได้?

ก็ต้องมาอธิบายในเรื่องของจิตเช่นในโลภมูลจิตนั้นจะมีโลภะเหตุเกิดขึ้นมาเดี่ยว ๆ ไม่ได้ เพราะหากเข้าใจในเรื่องของเหตุแล้วก็จะทราบว่า มีทั้งโลภะเหตุและโมหะเหตุ หรือในโทสะมูลจิตก็เช่นกัน ทั้งโทสะเหตุและโมหะเหตุ

จิตตุปบาทที่เราเคยเรียนมาเมื่อก่อนนี้ เช่น โลภมูลจิตดวงที่ ๑ มีเจตสิกมาประกอบอีก ๑๙ คือ อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ โมจตุกะ ๔ โลภะ ๑ ทิฏฐิ ๑ มีเหตุ ๒ คือ โลภะเหตุ ๑ และโมหะเหตุ ๑ ที่เหลืออีก ๑๗ นั้นเรียกว่า เจตสิกที่มีเหตุประกอบ

เพราะจิตดวงนี้มีความไม่รู้จึงเห็นผิดทำให้อยากได้ ถ้าหากไม่มีความเห็นผิดแล้วก็จะไม่อยากได้ เพราะจะเห็นว่าธรรมชาติเหล่านั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เห็นความเกิดดับของธรรมชาติเหล่านั้น

เช่น สมมติเรารักใครสักคนหนึ่ง รักมากเลย แต่ในขณะที่กำหนดนามเห็นอยู่นี้เป็นเห็นร่วมกับญาณปัญญา ที่เคยเห็นว่าใบหน้าอิ่มเอิบอย่างนี้ถูกเสป็ค แต่พอญาณปัญญามาเห็นร่วมด้วยในการรับรูปารมณ์ขณะนั้น โดยเห็นรูปารมณ์ดับแล้วจิตของเราก็ดับด้วย

ความที่เป็นคนรักมันดับต่อหน้าต่อตา จิตของผู้รู้ก็รู้ในความดับ แล้วก็รู้ว่าผู้รู้นั้นก็ดับอีกทีหนึ่ง ซึ่งทำให้ประจักษ์ว่า ธรรมชาติทั้งรูปารมณ์ทั้งจิตทั้งผู้เห็นทุกสิ่งนี้มันไม่เห็นอะไรเลย เหมือนเห็นของที่กำลังจะเลือนหายไปต่อหน้า

ด้วยความรู้อย่างนี้ เราก็ไม่อยากจะได้อะไร เพราะโมหะมันถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา โลภะจึงไม่มาเอง แต่ที่โลภะมาเพราะมีโมหะเป็นมูล ฉะนั้นการทำลายความเห็นผิดนี้เป็นการทำลายกิเลสโดยตรง โดยเฉพาะมูลใหญ่ก็คือ โมหะอวิชชา

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2552 , 10:09:46 น.] ( IP = 58.9.227.123 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ทีนี้มาถึงเรื่อง อภิชฌา และ โทมนัส ความพอใจและไม่พอใจ

ในขณะที่เราปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้ ผู้ปฏิบัติมีอินทรีย์สังวรอยู่หรือในขณะนั้นสติมา สัมปัชชัญโน อาตาปีมีพลังแก่กล้า รู้ในอาการและอารมณ์ หรือรู้อารมณ์และอาการที่ดำเนินอยู่ ก็จะสามารถกำหนดได้ถูกต้อง เช่น กำลังเคลื่อนไหวก็รู้สึกในอาการเดิน ก็คือรูปเดิน

แล้วสติก็ตามอาการอยู่ในอาการนั้นก็คือความปรากฏของอารมณ์ คือ สติที่เข้าไปรู้ แล้วสตินี้ก็รู้เป็นเรื่อง ๆ ไป มันก็จะเห็นเป็นฉาก ๆ ไป ฉะนั้น ความพอใจก็ไม่มี ไม่พอใจก็ไม่มี เพราะในขณะนั้นถูกรื้อสัญญาวิปลาสคือ ..เรา.. ออกไป คือโมหะถูกรื้อนั่นเอง

และเมื่อไม่มี..เรา..แล้ว เราจะไปยินดีได้ไหม ..ไม่ได้ เราจะไม่ไปยินดีได้ไหม..ไม่ได้

ฉะนั้น รื้อโมหะก็รื้อโลภะด้วย รื้อโมหะก็รื้อโทสะไปด้วยทั้งหมดเลย

เช่นที่เคยยกตัวอย่างว่า เราปิดประตูรั้วเพื่อป้องกันไม่ให้คนข้างนอกเข้ามา แต่ในขณะที่เราพยายามป้องกันไม่ให้คนเข้ามานั้น รถเอย สุนัขเอย แม่ค้าเอย ก็เข้ามาไม่ได้ เพราะเราปิดประตูเอาไว้ นี่ก็เช่นเดียวกันที่ความพอใจกับความไม่พอใจก็เข้าไม่ได้ด้วย

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2552 , 10:11:11 น.] ( IP = 58.9.227.123 : : )


  สลักธรรม 2



และที่ถามมาว่า กาย เวทนา จิต ธรรม ไปทำลาย โลภะ โทสะ โมหะ ได้อย่างไร?

ขอตอบว่า มันก็เหมือนกับนัยที่อธิบายไปแล้ว เพราะเราต้องรู้เลยว่าชีวิตเรานี้มีอนุสัยกิเลสอยู่ทุกคน

แต่ต้องบอกว่า ในขณะกำหนดรูป กำหนดนามอยู่นี้ไม่มีโมหะนะ เพราะเข้าไปรู้ในปรมัตถ์ เข้าไปรู้ในความจริง ขณะนั้นเป็นปัญญาไม่ใช่โมหะ จึงเป็นวิชาไม่ใช่อวิชชา เพียงแต่ยังไม่มีกำลังไปสามารถถอนรากถอนโคน เปรียบเสมือนเขย่าต้นไม้ให้มันคลอนได้ แต่ยังไม่สามารถดึงออกมาได้ แต่เมื่อใด อำนาจปัญญาบารมีแก่กล้าแล้ว อำนาจนั้นก็จะไปทำให้สั่นคลอนมากขึ้นจนดินหลวม เราจึงจะดึงต้นไม้ขึ้นมาได้

ฉะนั้น ปุถุชนนั้นแหละเป็นผู้โยก แต่อริยชนคือผู้ดึง แล้วเราเป็นพระอริยะแล้วหรือยัง? จะรอแต่ดึงขึ้นมาหรือ? เราจะต้องเป็นผู้เขย่าเสียก่อนด้วยสติปัฏฐาน ๔ คือ

๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๔. ธัมมานุปัสสนาสติ

ฐานที่ตั้ง คือ กาย เวทนา จิต ธรรม โดยกายเป็นรูปธรรม เวทนาเป็นนาม จิตเป็นนาม ส่วนธรรมนั้นมีทั้งรูปทั้งนาม ซึ่งก็ไม่พ้นนามรูปอีกแล้ว ถามว่า ฐานอันนี้มีขึ้นไว้เพื่อประโยชน์อะไร? เชื่อเถิดว่าคำของพระพุทธเจ้ามีประโยชน์เสมอไม่ใช่ยกเมฆขึ้นมาพูด เช่นที่ได้อธิบายไปแล้วว่า " สุภวิปลาส" เรามีความวิปลาส เราหลงผิด วิปลาสแปลว่า คลาดเคลื่อน

กาย ก็คือ สุภวิปลาส
เวทนา ก็คือ สุขวิปลาส
จิต ก็คือ นิจจวิปลาส
ธรรม ก็คือ อัตตวิปลาส

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2552 , 10:12:49 น.] ( IP = 58.9.227.123 : : )


  สลักธรรม 3



ความโง่หลงผิดว่าอย่างไร? หลงผิดว่า ดี แล้วมันตรงกับทางร่างกายเรานั่งดีกว่า นอนดีกว่า ยืนดีกว่า เดินดีกว่า ถ่ายรูปโพสต์ท่านี้ดีกว่า มีแอ็คชั่นสารพัด พอเดิน ๆ มาก็ ดูดีไปหมด ฉะนั้น ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า มี เกศา โลมา ทันตา นขา ตโจ ขึ้หู ขี้หัว ขี้ตา มันสกปรก มันไม่เป็นของดี มันเป็นอสุภะทั้งหมด มันเป็นของไม่สวยไม่งาม

แล้วจะเห็นได้อย่างไร จะเห็นได้ด้วยการกำหนดวิปัสสนา เช่น เรานั่งอยู่นี้ ทำไมต้องเปลี่ยนอิริยาบถ เพราะว่าทุกข์ ทุกข์เป็นของดีไหม? ไม่ดี แน่นอน.. สำหรับเราทุกข์เป็นของไม่ดี

ทุกข์เป็นตัวบีบคั้น ทำให้ทุกคนทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ฉะนั้นทุกข์เท่านั้นที่บีบคั้นให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ทุกข์ไม่ใช่ของดีเลย เป็นอสุภะ

เราก็เรียนแล้วอาการ ๓๒ เป็นอย่างไร? ตับ ไต ไส้ พุง อาหารเก่า อาหารใหม่เป็นอย่างไร? มันเป็นของสกปรก ลองพิสูจน์กันเลยตรงนี้ให้เอานิ้วชี้ขึ้นมาแยงเข้าไปในช่องหูลึก ๆ แล้วลองดมกลิ่นดูก็จะได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว

เพราะอะไร? เพราะในหูมีน้ำเหลือง เป็นที่ไหลของน้ำเหลือง สิ่งที่เราเรียกว่าขี้หูก็คือน้ำเหลืองที่มันกรัง ถ้าใครเป็นหูน้ำหนวก น้ำเหลืองมันไม่กรัง มันออกมากเพราะระบบหูไม่ดี ลองดูที่ฟันสิก็ต้องแปรง ดูที่ตาก๋ต้องมีขี้ตา ตามผิวหนังก็มีขี้ไคล มันสกปรกตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หรือใครที่ดูแฉล้มแช่มช้อยไปดูเขาตอนหลับซิ ดูไม่ได้เลย

ฉะนั้น ความจริงกายเป็นอสุภะ แต่เราไม่ได้พิจารณาด้วยปัญญาในฐานนี้ เราจึงคิดว่าเป็นสุภะ เพราะว่าทุกอย่างมันมีความสกปราก แม้ในพระสูตรในฎีกา ท่านบอกว่าความทุกข์เป็นสิ่งปฏิกูลสำหรับชีวิต คือเศษส่วนที่เราไม่ต้องการ เราปัดออกไปเรื่อย ๆ เหมือนเศษบาปที่ทำให้เราปวดหัวนิดหนึ่ง แล้วปวดหัวเราต้องรีบเยียวยา ฉะนั้น กายเป็นของปฏิกูล เป็นของไม่น่าอภิรมย์

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2552 , 10:14:14 น.] ( IP = 58.9.227.123 : : )


  สลักธรรม 4



เวทนา คือ ความสุข ความทุกข์ ความรู้สึก ท่านบอกว่า เราได้รับคำชมเชย เรามีความสุขปลื้มปีติ มีความสุขใจ หรือเดินไปจนเหนื่อยและร้อนแล้วได้รับลมเย็น ก็มีความสุข แท้จริงสุขนี้เป็นสุขวิปลาส เพราะเป็นสุขที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

เวทนามีเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เพราะอารมณ์ของเราเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป สิ่งใดที่จำพรากจากจรสิ่งเหล่านั้นหาใช่ขอนควรหนุน ไม่ควรเอามายึดไว้ มันเป็นสุขวิปลาส เช่น หิวน้ำ .. ทุกข์แล้วต้องเดินไปกินน้ำ กินแล้วก็รู้สึกสบาย พอสักพักหิวอีกแล้ว จึงสุขเพียงชั่วคราว เป็นของวิปลาส พอสุขแล้วก็คลาดเคลื่อนได้ ไปเริ่มต้นทุกข์ใหม่

เวทนาที่เราเสวยเข้าไปไม่ว่า ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ จะเป็นอภิชฌาหรือโทมนัส จะเป็นวิบากของกุศลหรืออกุศล สิ่งเหล่านั้นมีความแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น ท่านจึงบอกว่าสิ่งแปรปรวนเหล่านั้นแหละสุขวิปลาส คือ โง่หลงว่าสุข แท้ที่จริง มันไม่ใช่สุข มันเป็นทุกข์ ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นทุกขัง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2552 , 10:15:33 น.] ( IP = 58.9.227.123 : : )


  สลักธรรม 5



จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน มีจิตที่ประกอบไปด้วยปัญญา ท่านบอกว่า เพราะเราไม่ได้เข้าไปกำหนดรู้ตามสภาพความเป็นจริงเราจึงโง่หลงคลาดเคลื่อน ว่ามันเที่ยง อย่างหลอดไฟที่เปิดอยู่ นี้ติดไหม? ติดอยู่ นี่เป็นนิจจวิปลาส แท้จริงมันติด ๆ ดับ ๆ แต่เราไม่เท่าทันความดับเราจึงหลงว่าติดอยู่

ฉะนั้นเช่นเดียวกัน จิตทุกดวงมีลักษณะ อุปาทะ ฐีติ ภังคะ จิตดวงใหม่จะเกิดขึ้นได้ จิตดวงเก่าต้องดับก่อน ฉะนั้น จิตไม่เที่ยง เป็น อนิจจัง ไม่ใช่ นิจจัง

ธัมมาสติปัฏฐาน ทั้งรูปและนามไม่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของรูปเจ้าของนามเลย ธรรมชาติเหล่านั้นมีเหตุเป็นแดนเกิด เมื่อมีเหตุอยู่ ผลนั้นยังปรากฏอยู่ เมื่อหมดเหตุ ผลนั้นต้องดับไป แต่เราหลงผิด มีความเห็นผิดเพราะไม่ได้กำหนดในธรรมนั้นได้ จึงมีความยึดมีความเห็นผิดมีความโง่เห็นว่าเที่ยงเป็นอัตตาเป็นตัวตนขึ้นมา ว่าเป็นคนเป็นสัตว์

ถ้าแยกออกมาเป็น จิต เจตสิก รูป แล้วแต่ละอย่างก็มีการเกิดดับ และธรรมชาติของชีวิตก็บังคับบัญชาไม่ได้ว่า อย่าป่วยนะ อย่าเมื่อยนะ อย่าแก่นะ แท้จริงธรรมชาติอย่างนั้นไม่ได้เป็นอัตตะแต่เป็นอนัตตะ

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2552 , 10:16:46 น.] ( IP = 58.9.227.123 : : )


  สลักธรรม 6



ฉะนั้น ธรรมชาติแท้ ๆ คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา การที่เราจะเห็นพวกนี้ได้ ก็คือการเข้าไปเพ่งรู้ในสติปัฏฐาน ไม่ใช่เข้าไปคิดรู้ เพราะคิดก็คือการคิด ฟังก็คือเข้าใจแต่ไม่เห็นตัวเองหรอกว่า อสุภะเป็นอย่างไร? ไม่เห็นอารมณ์ตัวเองหรอกว่ามันเป็นทุกข์อย่างไร ไม่เห็นจิตตัวเองหรอกว่ามันไม่เที่ยงอย่างไร? ไม่เห็นธรรมตัวเองหรอกว่าเป็นอนัตตาอย่างไร?

จึงต้องเข้าไปปฏิบัติและคอยสังเกตธรรมชาติเหล่านี้มีอยู่ แต่เขาละเอียดเหลือเกิน เกินตาหยาบ ๆ ของเราจะเข้าไปรู้ ต้องอาศัยตาธรรม คือ สติมา สัมปัชชัญโน อาตาปี ซึ่งต้องไปพร้อม ๆ กัน อย่างตัวอย่างที่พูดถึงเรื่อง เรือ

คือถ้าทำสมาธิมีความเพียรอย่างเดียว ยกให้เป็นอาตาปี แต่ไม่สามารถอุดรอยรั่วได้ และไม่สามารถวิดน้ำของเก่าที่ขังอยู่ได้ ต้องไปล่มข้างหน้าแน่เลย ฉะนั้นองค์คุณนี้เขาต้องไปทั้งสาม

แล้วที่ถาม ทำไม กาย เวทนา จิต ธรรม ไปทำลาย โลภะ โทสะ โมหะ ได้อย่างไร? ก็คือ เมื่อความจริงเขาปรากฏ จะรักเกลียด ชอบ ชัง ได้ไหม? ไม่ เพราะหมดอยาก อย่างนี้เขาเรียกว่า สำรอกออก คลายจากความกำหนัดที่เคยกำหนัดยินดี เมื่อคลายออกจากความกำหนัดได้ก็ปราศจากทุกข์ ไม่สะสมกองกิเลส ก็เป็นเหตุให้ถึงความวิมุตติได้ มันก็จะเป็นลำดับขั้นตอน แต่จะนึกเอาไม่ได้ คิดเอาไม่ได้ ต้องปฏิบัติอย่างเดียว

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2552 , 10:18:00 น.] ( IP = 58.9.227.123 : : )


  สลักธรรม 7



ถาม เมื่อก่อนนั้นชอบสวดมนต์มาก แต่ตอนนี้เลิกแล้วเพราะมาเรียนถึงญาณ ๑๖ แล้ว และก็บอกกับตนเองว่า "ธรรมชาติทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตัวตน" ก็บริกรรมอยู่อย่างนี้ ถามมาว่าอันนี้พออนุโลมเหมือนการปฏิบัติวิปัสสนาได้ไหม ?

ตอบ ไม่ได้ เพราะในขณะปฏิบัติวิปัสสนานั้นเป็นการชี้ให้เห็นเลยว่าเป็นการทำลายความเห็นผิด เช่น ทางตา..เคยเห็นว่าเราเห็น แท้ที่จริงจักขุวิญญาณทำหน้าที่เห็น และจักขุวิญญาณเป็นนาม จึงต้องกำหนดนาม ขณะ ผู้นั้นกำหนด"นาม" ได้ในขณะเห็น ขณะนั้นวิปัสสนาปัญญาก็เกิดขึ้นคือทำลายความเห็นผิด

ทางหู..เราเคยได้ยินว่า เราได้ยินเสียงโน้นเสียงนี้ แท้ที่จริงเราไม่ได้เป็นผู้ได้ยิน โสตวิญญาณเป็นผู้ได้ยิน และโสตวิญญาณ เป็นนาม จึงต้องกำหนด"นาม" ขณะใดกำหนดนามที่ได้ยินเกิดขึ้น ผู้นั้น กำลังทำวิปัสสนาคือทำลายความเห็นผิด ทั้ง ๖ ทวารก็เป็นอย่างนี้คือเอา "เรา" ออกเท่านั้นเอง

แล้วความสำคัญอยู่ตรงไหน? อยู่ตรงที่ว่าในการปฏิบัตินั้น วิปัสสนากับสมาธิต่างกันราวฟ้ากับดิน สมาธิกับวิปัสสนานั้นไม่เหมือนกันเลย อารมณ์ที่มากำหนดนั้นก็ไม่เหมือนกันเลย สมาธินั้นเป็นการไปหาคำมาบริกรรมซึ่งตรงกับที่เล่ามาในคำถามว่ามาบริกรรมโดยใช้คำพูดว่า "ธรรมชาติทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตัวตน" ซึ่งเป็นคำที่ต้องไปหามาจึงไม่สามารถจะอนุโลมเป็นวิปัสสนาได้

และการไปหาคำมาบริกรรมนี้ผู้ทำต้องไปหามาให้ถูกกับจริตของตนเอง เพื่อให้จิตนั้นสงบจากเรื่องราว ฉะนั้น ให้จำไว้เลยว่า สมาธินั้น...ต้องไปหามา แม้กระทั่งกสิณดินก็ต้องไปหามา .. ดินสีอรุณ กสิณลม.. ต้องเข้าป่าไปดูยอดหญ้าที่เคลื่อนไหว เราต้องไปหามาแล้วเอามาบริกรรมเหมือนคาถาที่ใช้ท่อง และก็ใช้ได้ชั่วคราวเพียงแค่ในขณะที่การบริกรรมนั้นเกิดอยู่ แต่เมื่อเลิกบริกรรมแล้วความสงบก็เลิกด้วย

แต่วิปัสสนากรรมฐานไม่ต้องหา..มันมาเอง ในวิปัสสนากรรมฐานอย่าไปหาอะไร เพราะไปหาเมื่อใดก็คือหาเรื่องเกิด แต่จะมาเองเพราะอารมณ์มีอยู่ตลอดเวลา รูปนามมีอยู่ตลอดเวลาและมาเอง คือมาด้วยอำนาจวิบาก ที่เป็นรูปอย่างนี้ นามอย่างนี้ เช่น ลมเย็นบ้าง รูปรสต่าง ๆ บ้าง เป็นวิบากที่มาเอง

และเราก็เรียนมาแล้วเรื่องชวนะ .. ชวนะมี ๗ ดวง ชวนะดวงที่ ๒-๖ ให้ผลโดยไม่มีใครรู้เลย ฉะนั้น เราจะรู้ได้ไหมว่าอะไรมาหา? ไม่ได้ มันมาเองแล้วก็มาประจักษ์ต่อหน้าต่อตา ต่อใจ ต่อความรู้สึกผู้นั้นเลย ฉะนั้นวิปัสสนากรรมฐานจึงหาไม่ได้ ต้องอยู่กับที่มันมาเอง เมื่อมาเองปุ๊บ เราต้องรู้เท่าทันเท่านี้เอง

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2552 , 10:20:02 น.] ( IP = 58.9.227.123 : : )


  สลักธรรม 8



กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะที่ช่วยขยายอรรถต่างๆ ทำให้เข้าใจเรื่องวิปัสสนามากขึ้น........วิปัสสนากรรมฐานไม่ต้องหา..มันมาเอง.....


ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะที่ช่วยเอื้อเฟื้ออำนวยความสะดวกสบายนำมาให้อ่านด้วยสีสรรที่สวยงาม...อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [30 ธ.ค. 2552 , 10:21:19 น.] ( IP = 58.9.227.123 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org