มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อย่าใจเร็วด่วนได้








อย่าใจเร็วด่วนได้


เช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๓ อาจารย์บุษกร เมธางกูร ได้เข้ามานำสวดมนต์ทำวัตรเช้าและแผ่ส่วนกุศล หลังจากนั้นก็เตรียมความพร้อมให้ทุกคนที่จะร่วมจัดงานวันมาฆบูชาในปีนี้ โดยเฉพาะให้แนวทางการพูดแก่ผู้ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายในแต่ละวัน ซึ่งท่านได้เน้นให้ทุกคนยกโอวาทปาฏิโมกข์ขึ้นเป็นประเด็นสำคัญเพื่อเชื่อมโยงไปสู่หลักธรรมหมวดต่างๆ ให้ได้ด้วยความเข้าใจ ดังคำกล่าวของท่านอาจารย์ต่อไปนี้

"ถึงเวลาที่เราจะมาร่วมกันสวดมนต์ทำวัตรเช้า เพื่อสร้างสิริมงคลให้เกิดขึ้นกับชีวิต ขอให้ทุกคนมีความตั้งใจประนมมือขึ้น แล้วมองไปยังพระพุทธรูปองค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เคารพบูชาสักการะยิ่งของพุทธศาสนิกชนด้วยความเคารพนบนอบทั้งกายวาจาและใจ พร้อมทั้งเปล่งวาจาว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์

หลังจากที่เราได้สวดมนต์แล้ว เราคงพอจะทราบกันว่าพระพุทธองค์ทรงประกาศโอวาทปาฏิโมกข์ ในวันเพ็ญเดือนสามคือวันมาฆบูชา สำหรับในปีนี้ก็จะเวียนมาถึงในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ที่เราสวดธัมมจักรกัปปวัตนสูตรกันเป็นประจำนั้น เป็นการกล่าวถึงความรู้ยิ่งที่พระพุทธเจ้าที่ทรงประกาศครั้งแรกกับปัญจวัคคีย์ และพระอัญญาโกณทัญญะเป็นผู้รู้ท่านแรกที่สำเร็จตามคำสอน

เมื่อพระอัญญาโกณทัญญะสำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว พระพุทธเจ้าก็ประกาศก้องว่า พระองค์มีสักขีพยานแล้ว ธรรมของพระองค์มีผู้บรรลุตามแล้ว จิตของพระองค์ปีติโสมนัสยิ่ง ความปีติโสมนัสของพระองค์แผ่ซ่านเป็นพระรังสีสั่นสะเทือนไปถึงชั้นจาตุมหาราชิกา เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาเมื่อรับทราบแล้วก็บอกต่อไปในชั้นที่สูงขึ้นๆ จนกระทั่งถึงชั้นพรหม ที่ต่างรู้ว่าพระรัตนตรัยเกิดขึ้นครบแล้ว คือ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (พระสงฆ์คือผู้ที่ตรัสรู้ธรรมตามของพระพุทธเจ้า และเป็นสักขีพยานในการสั่งสอนของพระพุทธเจ้า )

หลังจากนั้นก็ยังเหลือปัญจวัคคีย์อีก ๔ ท่าน พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร ต่อสอนให้พิจารณาเกี่ยวกับว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา มีรูปภายใน รูปภายนอก รูปใกล้ รูปไกล เป็นต้น ในขณะที่ทรงประกาศอนัตตลักขณสูตรนั้น ปัญจวัคคีย์อีก ๔ ก็สำเร็จบรรลุธรรม จึงประมวลได้ว่าปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้เป็นสักขีพยานในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

การรวมรวมเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพระธัมมจักรกัปปวัตนสูตรหรืออนัตตลักขณสูตร ล้วนสร้างบุคคลให้เป็นอริยบุคคล และเมื่อมีธรรมของพระพุทธเจ้าประกาศออกไป พระองค์จึงต้องวางหลักการในการดำรงชีวิตว่าธรรมแต่ละหมวดเหมาะกับบุคคลเช่นไร

อย่างหลักในการดำรงชีวิตของฆราวาสนั้นเรียกว่าฆราวาสธรรม ได้แก่ หลักสัปปุริสธรรม ซึ่งมีอยู่ ๗ ประการคือ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักกาล รู้จักประมาณ รู้จักชุมชน และรู้จักเลือกคบคน อันเป็นหลักธรรมที่ให้ประโยชน์อย่างยิ่ง

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [27 ม.ค. 2553 , 09:42:15 น.] ( IP = 125.27.176.53 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

หลวงพ่อเสือได้เคยอธิบายไว้ว่า การรู้จักเหตุ รู้จักผล เป็นความสำคัญ และต้องประเมินเหตุประเมินผลอยู่เสมอในใจของเรา เพื่อจะได้ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เช่น เรารู้เรื่องไฟฟ้า รู้จักระบบไฟ ต้องรู้จักให้ถ่องแท้ว่าไฟช๊อตได้ และทำให้ผู้ถูกไฟช๊อตนั้นตายได้ ไฟฟ้าจึงเป็นอันตราย แต่อีกด้านหนึ่งก็คือ อานุภาพของไฟฟ้านั้นให้แสงสว่างได้ จึงมีทั้งดีและไม่ดีในสิ่งๆ นั้น เรารู้แค่นี้ยังไม่พอ ก็ต้องการสืบสาวความต่อเนื่องด้วย เช่น ไฟมีทั้งร้ายมีทั้งดี แต่ถ้าเราใช้ต่อเนื่องกัน ๓๐ วัน เมื่อมีบิลมาเก็บค่าไฟฟ้าก็จะต้องเยค่าใช้จ่ายมาก ฉะนั้น ความต่อเนื่องจึงไม่ได้มีแค่ประโยชน์ เราต้องมองหาต่างมุม มองให้ลึกซึ้ง

เช่นเดียวกัน กุศลเป็นเหตุดี ทำแล้วให้ผลดีคือวิบากดี ถ้ารู้แค่นี้ก็เรียกว่าดี แต่ก็ต้องรู้ต่อไปว่า ถึงจะเป็นวิบากดีแต่ก็เนิ่นนานอยู่ในวัฏฏสงสาร มันต้องรู้รอบและประกอบไปด้วยความรู้จริง รู้เข้าไปในธรรมอย่างลึกซึ้ง และการรู้เช่นนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้วางหลักการไว้ให้ทั้งฆราวาสและ พระภิกษุสงฆ์ ส่วนผู้ที่จะประพฤติและปฏิบัติธรรมเพื่อความสิ้นสุดทุกข์ พระพุทธเจ้าก็วางโอวาทไว้ให้ เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ ที่สอนไว้ว่า สัพพปาปัสสะ อะกะระณัง ฯลฯ

ในปีนี้เมื่อพวกเราต้องการไปจัดงานสัปดาห์วันมาฆบูชา ฉะนั้น ผู้ที่เป็นหัวหน้าต้องท่องคาถานี้ให้ได้เพราะเป็นโอวาทที่สำคัญ และเมื่อจะต้องบรรยายธรรม ก่อนที่จะเริ่มบรรยายก็ให้ไหว้พระเสียก่อน และค่อยกล่าวแนะนำตัวเป็นต้นว่า

“ ข้าพเจ้าในนามของมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ ได้มาบรรยายในวันนี้ จะพูดหัวข้อเรื่องอกุศลกรรมบถ ๑๐ ในอกุศลกรรมบถ ๑๐ ก็เป็นส่วนหนึ่งของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นทางที่ไม่ควรดำเนิน แต่ก่อนอื่นวันนี้เป็นวันสำคัญ อยู่ในสัปดาห์ของวันมาฆบูชา เราทุกคนก็ต้องนึกถึงโอวาทปาฏิโมกข์ สัพพปาปัสสะ อะกะระณัง ฯลฯ

ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมรับโอวาทปาฏิโมกข์นั้นใส่เกล้าใส่กระหม่อมเพื่อประพฤติปฏิบัติตาม ท่านก็ได้สิริมงคลพร้อมกันในวันมาฆบูชานี้ ในคำสั่งสอนนี้ก็มีอยู่เรื่องหนึ่ง การไม่กล่าวร้าย การไม่ใส่ร้าย ซึ่งจัดอยู่ในอกุศล อกุศลกรรมบถ ๑๐ ก็มีทั้งกายวาจาและใจ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพระโอวาทสำคัญก็คือ อนุปาวาโท อนุปฆาโต ที่เป็นอกุศลทางด้านวาจา คือ ไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดคำหยาบ ทำไมพระพุทธองค์จึงทรงห้ามล่ะ?” ...เราก็อธิบายโดยดำเนินเรื่องเกี่ยวกับอกุศลกรรมบถต่อไป


โดย น้องกิ๊ฟ [27 ม.ค. 2553 , 09:42:50 น.] ( IP = 125.27.176.53 : : )


  สลักธรรม 2

หรืออีกวันหนึ่ง ก็อาจพูดว่า “โอวาทปาฏิโมกข์มีอยู่ในธรรมะทั้งหมด วันนี้จะพูดเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน สัพพปาปัสสะ อะกะระณัง ฯลฯ ในวิปัสสนากรรมฐาน อยู่ในเนื้อความของ ปาฏิโมกเข สังวโร คือ การสำรวมในพระปาฏิโมกข์ ได้แก่ การไม่ทำบาป การทำกุศล การชำระจิตตัวเองให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ตรงนี้ข้อที่สามนี้ การชำระจิตตนให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้วนี่ จะทำได้ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนาเท่านั้น เพราะว่าเป็นการใช้ชีวิตโดยไม่อาศัยตัณหาและอวิชชา

ตัณหาคืออะไร? ส่วนมากชาวโลกคิดว่าตัณหาก็คือเรื่องเพศ เรื่องความรัก กามคุณ กามอารมณ์ ตัณหาก็คือความข้องในอารมณ์ ที่มีความทะยานอยาก ที่ในภาษาชาวบ้านเขาบอกว่า อยากมี อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ... แต่นั่นก็ยังไม่ตรงสภาวธรรมจริงๆ

ในที่นี้เราอยากมีอะไร คนเราอยากมีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ อยากมีบ้าน มีอะไรต้องดูแลรับผิดชอบ ไม่อยากเป็นอะไร ไม่อยากเป็นโรคภัยไข้เจ็บ เราจะไม่อยากในสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะความเป็นมันมีสาเหตุมา สำหรับวันนี้เป็นวันสำคัญ เราก็จะมาเสวนาธรรมกัน ในเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน”

แนวทางการพูดที่นำมาแนะนำให้นี้จะสามารถโยงเข้าสู่โอวาทปาฏิโมกข์ได้ทั้งหมดถ้าเรามีความเข้าใจ การที่เราบอกว่าเรารักพระพุทธศาสนาเราจึงต้องรู้จริงจึงจะพูดได้ การที่เราพูดไม่ค่อยได้บรรยายไม่ค่อยได้ก็เพราะเราไม่คุ้น ฉะนั้น การที่จะขึ้นพูดบนเวทีจึงจะต้องทำความคุ้นให้เกิดขึ้นก่อน อย่ารอจนถึงวันนั้นหรือถือหนังสือไปอ่าน แต่ให้ไปเริ่มหัดพูดกับกระจก หรือไม่ก็ตั้งแต่สิ้นเดือนนี้เป็นต้นไป ก็ต้องเลิกเรียนให้เร็วขึ้นในบ่ายวันอาทิตย์แล้วก็ซ้อมพูดกันเลยทีละคนสองคน ฝึกพูดคนละครึ่งชั่วโมง

และขอให้การบ้านไปด้วยว่า ต้องท่องโอวาทปาฏิโมกข์ให้ได้ เพราะเป็นโอวาทที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ ในเมื่อเราจำเพลงได้สารพัด ทำไมเราจะจำโอวาทปาติโมกข์ไม่ได้ แล้วการทำเช่นนี้ก็เป็นการที่เราได้เทิดทูนพระพุทธเจ้า เทิดทูนวันสำคัญเป็นวันเพ็ญที่พระจันทร์เต็มดวง แต่ทุกวันนี้เราท่องได้แค่ครึ่งดวงเอง ก็เลยไม่สวยจึงต้องท่องให้เต็มๆ นี่ จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องบุกเบิกพัฒนาตนเอง

นี่ก็คือความสำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งในพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนา ให้อะไรกับเรามากมาย แต่อยู่ที่ว่า เราจะรู้สิ่งเหล่านั้นมากมายหรือเปล่า เพราะการที่รู้มากมายก็จะเป็นประโยชน์กับเรา ที่กำลังสร้างทางพ้นทุกข์ ซึ่งเป็นคำที่ทุกคนชอบ ต้องการ และปรารถนาเหลือเกิน แต่เราจะต้องเข้าให้ถึง

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ม.ค. 2553 , 09:44:24 น.] ( IP = 125.27.176.53 : : )


  สลักธรรม 3

ได้สนทนาธรรมกับลูกศิษย์คนหนึ่ง ได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เขารู้สึกว่าเป็นมุมมองที่ดีเกี่ยวกับการที่เราจะพ้นทุกข์ และก็เคยได้ทราบจากหลวงพ่อเสือว่า เพราะความทุกข์เป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่ไม่มีผู้กำหนดรู้ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา จึงกำหนดรู้ทุกข์นั้น ว่าเป็นอะไร และต้นตอวัฏฏะของทุกข์นั้น ก็คือ ตัณหา และอวิชชา

ตัณหา ก็คือ ความอยาก อวิชชา คือ ความไม่รู้ มีคนอยากโดยไม่รู้ อยากกินอาหารอร่อยแต่ไม่รู้ว่าอาหารอร่อยนั้นอยู่ที่ไหน ก็ไปไม่ถึง สรุปได้ว่า คนพ้นทุกข์นั้นจะต้องประกอบไปด้วยไตรเหตุ ผู้ที่จะบรรลุธรรมได้ต้องเป็นผู้ไตรเหตุ เพราะวิปัสสนาญาณจะเกิดขึ้นต้องอาศัยไตรเหตุนั้นเป็นพื้นฐาน และในวิปัสสนาญาณ ที่เรียกว่าโสฬสญาณนั้นมี ๑๖ ญาณ เมื่อตัดสามญาณแรกออกไปก็จะเหลือ ๙ ญาณที่เป็นวิปัสสนาแท้คือนับตั้งแต่อุพพพยญาณขึ้นไป

หลวงพ่อท่านบอกว่า ผู้ที่จะพ้นทุกข์ก็จะต้องเป็นผู้ไตรเหตุ และคำว่าไตรเหตุในที่นี้เกิดขึ้นในชีวิตได้ยากมาก หรือจะเกิดในชีวิตของผู้หนึ่งผู้ใดยากมากๆ เช่น การปฏิสนธิด้วยไตรเหตุของผู้ที่จะพ้นทุกข์นั้น ผู้นั้นจะต้องได้นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคคหญาณ สัมมสนญาณ ญาณทั้งสามหรือญาณใดญาณหนึ่งมาแล้ว ซึ่งเป็นปฐมญาณในวิปัสสนาเพราะยังไม่ใช่วิปัสสนาจริง

เราก็จะเห็นได้ว่า ผู้ที่เรียนแล้วก็นำไปปฏิบัติจนกระทั่งบังเกิดความรู้ขึ้นที่ตัวเอง คือ นามรูปปริจเฉทญาณ รู้ลักษณะรูปนาม รูปนามแท้ๆ เกิดขึ้น รู้ปัจจัยอันเกื้อกัน ต่อเนื่องกันของรูปนามนั้นแท้ๆ รู้ความเป็นไป ของรูปนามนั้นแท้ๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่อย่างอ่อนเท่านั้นเอง อำนาจของความรู้เหล่านี้ก็รวมกัน ทำให้ผู้นั้นปฏิสนธิไตรเหตุ

แต่ที่เราเรียนธรรมะกันอยู่โดยปริยัติ แล้วบอกว่าสร้างให้เป็นคนไตรเหตุนั้นเรารู้จากวาทะของครูอาจารย์ในรุ่นโบราณอย่างสมานวาทะกับเกจิวาทะ

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ม.ค. 2553 , 09:45:26 น.] ( IP = 125.27.176.53 : : )


  สลักธรรม 4

ขอย้อนกลับไปเรื่องเรื่องที่ได้สนทนาธรรมกับลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งเขาแสดงทัศนะถึงลูกศิษย์อีกคนหนึ่งชื่อฟูว่า น่าจะเป็นผู้บรรลุง่าย เพราะหนึ่ง.. ชอบทำทาน สอง ..ชอบเรียนอภิธรรม สาม.. ชอบปฏิบัติวิปัสสนา และก็ชอบในสิ่งดีๆ อีกหลายอย่าง คนเช่นนี้ถ้าไปอยู่ในสมัยพุทธกาล ก็จะมีโอกาสบรรลุได้ง่าย เพราะถ้าพระพุทธเจ้าได้ออกมาโปรดพุทธบริษัท หรือพระอรหันต์สาวกได้กระจายกันออกไปเผยแผ่ธรรมะ

เช่น สายของพระสารีบุตรออกไปเผยแผ่เป็นสายพระอภิธรรมล้วนๆ ไปประกาศธรรม พอลูกศิษย์คนนี้เดินไปได้ยินท่านคุยกับผู้เรียนอภิธรรม ...ก็จะเกิดความสนใจแล้วก็เข้าใจได้ง่าย ซึ่งต่างจากจากพวกที่ไม่ชอบเรียนอภิธรรมเลย มุ่งปฏิบัติวิปัสสนาลูกเดียว พอได้ยินเขาคุยอภิธรรมก็ไม่รู้เรื่อง ..ที่นี้พอเขาฟังพระอภิธรรมเข้าใจแล้วก็อาจเกิดการสนทนาซักถามขอความรู้จากพระอรหันต์ต่อไป

สมมุติว่าถ้าเขายังไม่บรรลุ เมื่อเขาเดินทางก็ไปเจอพระอานนท์ พระอานนท์ท่านเป็นพหูสูตมาก ท่านเก่งพระสูตรและพระอภิธรรม เพราะฟังจากพระพุทธเจ้าทุกอย่าง เผอิญมีผู้หนึ่งกำลังปฏิบัติวิปัสสนาอยู่ ได้เกิดความสงสัยและซักถามพระอานนท์ว่าในขณะที่ปัจจัยเกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร เมื่อพระอานนท์ท่านตอบ ลูกศิษย์คนนี้ที่อาจกำลังทำงานอยู่แล้วได้ยินเข้า ก็อาจเข้าใจว่า อ้อ! ปัจจัยก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ก็อาจสามารถปฏิบัติโดยกำหนดรู้นามรูปที่เกิดขึ้นนั้นได้เลย โดยอาศัย ปัจจัยที่ได้ยินจากพระอานนท์เมื่อสักครู่นี้นั้นปัจจัย ปัจจยปริคหญาณก็เกิดขึ้น

และสมมุติต่อไปว่า ถ้าเขายังไปสามารถบรรลุได้แต่มีความกระตือรือร้นในการที่จะพาตนเองพ้นทุกข์มากขึ้นๆ และก็พอดีกับว่าตัวเขามีสัมภาระพะรุงพะรังแบกของไว้มาก จึงคิดว่าไม่เอาแล้ว ภาราหะเว ปัญจะ ขันธา ฯลฯ ด้วยนิสัยในการชอบทำทานก็แจกจ่ายออกไป และก็ได้ไปพบกับพระสีวลีเป็นเลิศแห่งการทำทาน เมื่อถูกท่านกระตุ้นด้วยอนุโมทนากถาว่าทานนี้ให้ผลอย่างไร เขาก็อาจเกิดปิติโสมนัส และอาจบรรลุธรรมได้

ก็จะเห็นได้ว่าทุกบารมีนั้นสำคัญ ถ้าเรียนอย่างเดียวโดยไม่ปฏิบัติก็ไม่พ้นทุกข์ และต้องปฏิบัติถูกตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ด้วย คือ ดูเป็นจึงจะพ้นทุกข์ แต่สำหรับผู้ปฏิบัติอย่างเดียวนั้นมันต้องมีเหตุอดีตจากการเข้าใจในพระปริยัติมา ฉะนั้น สองอย่างนี้ต้องบวกกัน และบารมีต่างๆ เกื้อหนุนให้เกิด

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ม.ค. 2553 , 09:45:44 น.] ( IP = 125.27.176.53 : : )


  สลักธรรม 5


ฉะนั้น เราท่านทั้งหลายที่ ณ วันนี้ ถึงบอกว่า ต้องแบ่งเวลาบ้าง ด้วยการปฏิบัติ ด้วยการทำความรู้ให้เจริญ นามรูปปริจเฉทญาณสำคัญเพราะเป็นพาหนะ แต่ความท่องไว้มาก แบกไว้มาก ไม่ใช่พาหนะ แต่เป็นภาระ

เราจึงต้องมีความเข้าใจด้วย จึงได้บอกว่า วันมาฆบูชาจะมาถึงแล้ว แต่ละคนก็จะต้องขึ้นไปพูดธรรมะกันแล้ว เราจำได้หรือยัง ขันตี ปะระมัง ตะโภ ตีติกขา ฯลฯ เพราะในวันนั้นไม่ใช่วันประกาศพระอภิธรรม แต่เป็นวันประกาศโอวาทปาติโมกข์ แต่เราจะหยิบโอวาทปาติโมกข์มาประกาศเป็นพระอภิธรรมอย่างที่เมื่อสักครู่ได้ให้แนวทางแก่ทุกท่านแล้วว่าน่าจะพูดอย่างไรก่อน และธรรมะทุกหลักนั้นสามารถนำมาควงสว่านเข้ากันได้หมดด้วยความเข้าใจ จึงขอให้นักเรียนได้เตรียมตัว และทำทุกอย่างก็อย่าไปด่วนได้ เพราะหลวงพ่อสอนเสมอว่า อย่าด่วนได้ ฉิบหายช่างมัน ช้าๆได้ พร้าเล่มงาม

มีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งจะนำมาเล่าให้ฟังกัน เรื่องก็มีอยู่ว่า ..มีกษัตริย์องค์หนึ่ง พระบิดาของท่านสู้รบชนะแว่นแคว้นอื่นๆมามาก เมื่อสิ้นพระชนม์ไปพระองค์ซึ่งเป็นรัชทายาทก็ขึ้นมาครองเมืองต่อ ที่นี้ก็เกิดโรคระบาดในเมืองนั้น ก็ไม่มีใครรักษาหาย และก็ไม่มีใครตอบคำถาม กษัตริย์องค์นี้ได้ ก็มีคนหนึ่งเขาบอกว่า มีพราหมณ์องค์หนึ่งอยู่บนยอดเขาคิชกูฏสามารถตอบได้ทุกอย่าง แต่การเดินทางไปหาพราหมณ์นั้นลำบากทุรกันดารมาก

กษัตริย์องค์นี้ก็จะไปหาพราหมณ์ให้ได้ จึงเปลี่ยนเครื่องทรงเพราะกลัวถูกปล้นจี้ถูกฆ่าระหว่างการเดินทาง แล้วก็ปลอมแปลงตนเองออกเดินทาง โดยขึ้นใช้เวลาเป็นเดือนๆ กว่าจะเดินทางถึงเขาคิชฌกูฏ พอไปถึงก็ไปเจอพราหมณ์คนหนึ่งกำลังใช้จอบสับดินอยู่ ก็เข้าไปยืนดูแล้วก็บอกว่า “ข้าพเจ้ามาเพื่อขอยา และขอคำแนะนำ เพราะข้าพเจ้าไม่สบายใจ เป็นทุกข์ใจ ทำยังไงถึงจะหายทุกข์ใจ” พราหมณ์ก็เหลียวมองโดยไม่รู้ว่าเป็นกษัตริย์ แต่ไม่ตอบอะไรออกไป กษัตริย์ก็ถามอีก พราหมณ์ก็สับดินต่อไปจนเหงื่อตกก็ยังไม่ตอบอะไรสักคำ กษัตริย์ก็คิดว่า “ เออ! ท่านคงยังทำงานไม่เสร็จ เราช่วยเถอะ”

ก็เดินไปเอาจอบมาช่วยสับดินไปได้สักพัก จนสุดระยะหนึ่งพราหมณ์ก็นั่งพัก กษัตริย์ก็นั่งพัก เมื่อกษัตริย์เห็นพราหมณ์ว่างแล้วก็ถามว่า “ทำอย่างไรถึงจะสบายใจ ทำยังไงถึงจะไม่มีเรื่องร้อนใจ” พราหมณ์ก็มองกษัตริย์แล้วก็หยิบคนโถน้ำขึ้นมาดื่ม พอดื่มน้ำเสร็จแล้วก็แบกใส่หัวเดินออกไป แล้วก็ลงไปอาบน้ำ กษัตริย์ก็ตามไปอาบด้วย พอถึงเวลาเข้านอน กษัตริย์ก็ถามอีกว่ “ท่านทำยังไง จึงจะหายทุกข์ใจ ทำยังไงถึงจะแก้ปัญหาชีวิตตก” พราหมณ์ก็ฟังเฉยไม่ตอบ แล้วก็ปลดกลดนอนหลับไปจนกระทั่งเช้าขึ้นมาก็เอาหัวมันไปฝัง เพื่อจะปลูกมัน ปลูกๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ม.ค. 2553 , 09:46:06 น.] ( IP = 125.27.176.53 : : )


  สลักธรรม 6

กษัตริย์ก็ออกไปช่วยปลูกด้วย ระหว่างที่ปลูกมันอยู่นั้น กษัตริย์ก็ถามอีกว่า “ทำอย่างไรฯ” พราหมณ์ก็ไม่ตอบ เมื่อปลูกมันไปจนกระทั่งไปถึงทางสามแพร่ง ก็มีชายคนหนึ่งเลือดโทรมกายเลยเพราะถูกยิงมา แล้วก็มาล้มลงในรางมันสัปปะหลัง พราหมณ์ก็หันไปมองแล้วก็เดินไปช่วย

พราหมณ์ก็บอกกษัตริย์ว่า “ท่านช่วยแบกเขาไปหน่อย” กษัตริย์ก็แบกชายคนนั้นไปที่ศาลา พราหมณ์ก็เอาตัวยาที่มีอยู่มารักษาแผลให้ กษัตริย์ก็ช่วยพยาบาลให้ข้าวให้น้ำ เช็ดตัว ทำแผล จนกระทั่งคนป่วยลืมตาขึ้นมา แล้วพราหมณ์ก็บอกว่า “เราช่วยกัน” คนที่ถูกยิงมาก็ยกมือไหว้พราหมณ์ และก็มองไปที่กษัตริย์แล้วก็นั่งคุกเข่ากราบลงที่แบเท้าแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าพเจ้า” กษัตริย์ก็บอกว่า “ไม่เป็นไร ช่วยเหลือกัน”

ชายคนป่วยก็บอกว่า “ข้าพเจ้ามีเรื่องหนึ่งที่จะขอสารภาพว่า ข้าพเจ้านี้ตามท่านมาจากวัง เพื่อจะฆ่าท่าน เพราะว่าพ่อของท่านฆ่าพ่อของข้าพเจ้า ฆ่าพี่น้องโคตรของข้าพเจ้าหมด ข้าพเจ้าหาโอกาสล้างแค้นมานานเหลือเกินแล้ว จนกระทั่งรู้ว่าท่านกำลังจะมาหาพราหมณ์ ข้าพเจ้าก็สอดแนมและตามท่านมา พอดีระหว่างทางที่จะขึ้นเขาคิชฌกูฏ ก็โดนทหารท่านยิงเอา ฉะนั้น นับแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะไม่พยาบาทปองร้ายท่านอีกแล้ว ทุกอย่างก็อโหสิกันไป เพราะท่านได้ช่วยชีวิตข้าพเจ้า” พูดจบแล้วเขาก็กราบเท้าแล้วก็ลากลับไป

กษัตริย์ก็คิดว่า เราได้ช่วยชีวิตคนแล้ว ก็อยากจะกลับบ้างแล้ว จึงพูดกับพราหมณ์ขึ้นว่า “ข้าพเจ้าถามหน่อยเถอะ ทำอย่างไรถึงจะสบายใจ ทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย จะร่มเย็นใจ” พราหมณ์ก็บอกว่า “ท่านได้คำตอบแล้วนี่ ไม่ต้องให้ข้าพเจ้าตอบ” กษัตริย์ก็ถามว่า “ได้คำตอบอย่างไร”

พราหมณ์ตอบว่า “ถ้าข้าพเจ้าตอบท่านตั้งแต่วันแรกที่ท่านมา เมื่อท่านได้คำตอบก็จะเดินลงจากเขาไปให้เจ้านั้นยิงท่านตายไปแล้ว เพราะมันดักอยู่ แต่เป็นเพราะว่าท่านใจเย็น ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ช่วยข้าพเจ้าทำทุกอย่างจนกระทั่งเจ้าคนนั้นมันถูกยิงด้วยทหารของท่าน ฉะนั้น จะทำอะไรให้มีความระลึก รับผิดชอบ และก็ช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบ อย่าด่วนได้ ฉิบหายช่างมัน ..ไม่ดี ต้องทุกอย่างต้องทำด้วยความมีสติ มีปัญญา มีความรอบคอบ อย่าคิดว่าอะไรมันจะได้ดั่งใจ อะไรมันจะเป็นดั่งใจ ทุกอย่างมันอยู่ที่ว่า กาลเวลา และโอกาส ฉะนั้น อย่าปล่อยกาลเวลาและโอกาสให้หลุดลอยไปเพราะกาลกลืนกินชีวิต เวลาและก็โอกาสไม่รอใคร จงใช้เวลาและโอกาสสร้างความดีเถิด” ว่าแล้วกษัตริย์ก็เดินทางกลับเมืองด้วยความสบายใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ม.ค. 2553 , 09:46:28 น.] ( IP = 125.27.176.53 : : )


  สลักธรรม 7

ฉะนั้น ก็ถึงโอกาสที่เราทุกคนได้นั่งอยู่ห้องเสือพิทักษ์มานานแล้ว ก็มีความพร้อมอีกครั้งหนึ่ง ให้ท่านนั่งสบายๆ และนึกถึงท่านพระอาจารย์บุญมี นิดหนึ่งพร้อมกับหลับตาลง พ่อก็คือพระอาจารย์บุญมี ฯ ท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถมาก ความดีทุกอย่างที่ตนเองได้มาจนถึงวันนี้ก็เพราะอาจารย์บุญมี ฉะนั้น ขอให้หลับตาลงนึกถึงท่านไปพร้อมกับบทเพลงที่จะเปิดขึ้น

เพลงนี้ได้ให้คุณชินกร ไกรลาศ มาขับร้องให้ ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างทำสำเนาแจกจ่ายกันไปฟังเพื่อระลึกถึงท่าน เพลงนี้เปิดมาแล้ว ๓ ครั้ง รายการธรรมรส ธรรมรัฐ มีวันอังคารตีสี่ ถึง ตีห้า ช่อง ๑๑ (หนึ่งชั่วโมง) ฉะนั้น สิ่งใดที่จะทำให้ลูกศิษย์ได้ กระตุ้นเตือนหรือกระชากใจให้สูงขึ้น ต้องบอกว่าครูคนนี้พร้อมทำให้

และอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเรียนท่านว่า สัปดาห์ที่แล้วเราก็ได้ไปปล่อยปลาด้วยกัน เงินที่เหลือประมาณ ๘,๔๐๐ ที่เราจะยกยอดไปปล่อยปลาคราวหน้านั้น ขอเรียนให้ทราบว่าเมื่อกลับไปถึงบ้าน เปิดทีวีเห็นข่าวแล้ว ก็คิดว่าตอนนี้ยังไม่ปล่อยปลาหรอก จึงจะมาขออนุญาตทุกท่านพร้อมกับชักชวนท่านให้เกิดกุศลว่า เราจะส่งเงินจำนวนนี้ หรือใครจะสมทบเติม เราจะส่งไปช่วยประเทศเฮติ เพื่อช่วยชีวิตคนก่อนโดยบริจาคผ่านสภากาชาดไทย และขออนุโมทนา ขอความสุขความเจริญ ความสวัสดี ความมีโชค ความมีชัย และความมีมรรค มีผล จงบังเกิดแก่ชีวิตท่านโดยไว สาธุ"

หมายเหตุ ยอดเงินบริจาคที่มอบให้กับสภากาชาดไทยจากคณะศิษย์มูลนิธิและผู้บริจาคให้มูลนิธิเพื่อร่วมกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ก่อนหน้านี้ รวมทั้งสิ้น ๔๐,๕๐๐ บาท



ขอขอบคุณคุณเซิ่นและน้องนวลที่ช่วยถอดเทป ...สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ม.ค. 2553 , 09:47:27 น.] ( IP = 125.27.176.53 : : )


  สลักธรรม 8

กราบอนุโมทนาค่ะ

โดย abctoy - [28 ม.ค. 2553 , 14:07:21 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.65 )


  สลักธรรม 9


ขอบคุณ น้องกิ๊ฟ คุณเซิ่น และน้องนวล มากค่ะ ทีช่วยสงเคราะห์ผู้ที่ไม่ได้ไปฟังในวันนั้นให้ได้มีโอกาสได้รับในสิ่งดีๆ

อนุโมทนากับงานบุญด้วยนะคะ

โดย วยุรี [1 ก.พ. 2553 , 14:12:52 น.] ( IP = 61.90.69.31 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org