| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แด่ท่าน..ผู้ต้องการที่พึ่ง ๒.
ตอนที่ผ่านมา ..อ่านที่นี่คะ
สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในโลกนั้น ก็ เนื่องจากมีองค์ประกอบถูกส่วนพอดิบพอดี และต้องตกอยู่ภายใต้กฎแห่งการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ( พระไตรลักษณ์ ) เมื่อเกิดมาแล้วต้องแก่...เจ็บ...และตายลงในที่สุด จากนั้นก็ถึงความ เน่าเปื่อย ผุพัง และแตกสลาย .
มีคนมากมายที่กล่าวสิ่งเหล่านั้นว่า...เป็นไปตามอำนาจของสิ่งลึกลับ เหนือธรรมชาติ และมีผู้ดลบันดาล หรือมีพระเจ้าบงการอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นความคิดที่ช่างไร้เหตุผลอย่างจริงจังและงมงายอยู่ในความคิดของตนอย่างน่าสงสาร
องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านเอง ก็ทรงเกิดมา ทรงตรัสรู้ แล้วทรงปรินิพพาน (สิ้นพระชนม์) ไปอย่างเปิดเผยตามกฎของการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ โดยไม่มีสิ่งใดมาบงการให้สามารถเหนือกฏธรรมชาติได้เลย.
พระพุทธองค์ทรงดำเนินชีวิต ไปตามหลักเหตุผลด้วยพระปรีชาญาณ ทรงออกเทศนาสั่งสอนเฉกเช่นเดียวกับครูสอนศาสนาธรรมดาองค์หนึ่ง และในฐานะพระองค์ทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งทั้งร่างกายและจิตใจ ย่อมตกอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรมทั้งสิ้นโดย บุษกร เมธางกูร [2 ก.พ. 2553 , 10:02:34 น.] ( IP = 58.9.136.173 : : )
สลักธรรม 1สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงชี้ให้เห็นกระบวนการของวิวัฒน์การจากชีวิตสัตว์ มาสู่ความเป็นมนุษย์ และจากความเป็นมนุษย์ไปสู่ความเป็นเทวดา และความที่ต้องท่องเที่ยวไปในภพอื่นๆน้อยใหญ่......ก็เพราะอาศัยเหตุปัจจัยทั้งสิ้น หามีใครมาดลบันดาลได้เลย
และพระองค์ได้ทรงสอนให้เห็นความจริงอีกว่า... บุคคลสามารถ ดำเนินจากชีวิตที่บริสุทธิ์ประเสริฐ จนกระทั่งเรียกว่าอยู่จบพรหมจรรย์อันสมบูรณ์ได้แน่นอน และในทางกลับกัน พระองค์ชี้ให้เห็นว่า จากชีวิตมนุษย์ก็อาจกลับไปสู่ชีวิตของสัตว์เดียรัฉานก็ได้ ไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔ ได้เช่นกัน..ที่เรารู้จักในหลัก ปฏิจสมุปบาท นั่นเอง.
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงอบรมสั่งสอนให้พุทธบริษัททั้งหลาย ให้เดินทางสายกลางอันประกอบด้วยมรรคมีองค์แปด
ในทุกกรณีของการดำเนินชีวิต ในทุกๆอารมณ์ที่เกิดตามทวารต่างๆนั้น จะต้องประกอบด้วยสติปัญญาตลอดเวลา เพื่อป้องกันความเห็นผิด ยึดผิดที่เรียกว่า..วิปลาสธรรม ด้วยพระมหากรุณาอันใหญ่หลวงที่มุ่งหวังให้สัตวโลกพ้นไปจากทุกข์คือความเกิดนั่นเอง
แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความหมาย และประโยชน์ที่แท้จริง ของทางสายกลาง เพราะมีความหมายที่ลึกซึ้ง ของทางสายกลางนี้ ทางที่ทรงชี้แนะนี้มิใช่หมายถึงการดำเนินชีวิตแบบยึดธรรมะเป็นหลักเพียงอย่างเดียว....ไม่ใช่เพียงแต่หลีกเลี่ยงการดำเนินชีวิตแบบสุดโต่ง 2 ทาง...... และดำเนินตามทางสายกลางเท่านั้น แต่หมายถึงการเรียนรู้วิธี ที่จะอาศัยอายตนะหรือ ประสาทรับรู้ต่าง ๆ คืออายตนะทั้งหก โดยไม่ใช่เป็นไปกับความโง่ความเห็นผิด
ความหมายของการใช้ประสาทรับรู้เหล่านี้ก็คือ เพื่อปกป้องชีวิตของเรา เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย และเพื่อค้นหาความจริง ที่เกิดอยู่เฉพาะหน้า ของชีวิตของเราให้ถูกต้องตรงต่อสภาพธรรมนั่นเองโดย บุษกร เมธางกูร [2 ก.พ. 2553 , 10:07:05 น.] ( IP = 58.9.136.173 : : )
สลักธรรม 2คนเป็นจำนวนมากที่ใช้ชีวิตของเขา ไปตามความพอใจของประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก สิ้น กายใจ) เหล่าเพียงเพื่อสนอง ตัณหาหรือความอยาก ในที่สุดความทะยานอยากของเขารุนแรงขึ้น จนสามารถกระทำชั่วได้สารพัดเพียงเพื่อสนองตัณหาเท่านั้น โดยหารู้ไม่ว่าตนเองนั้นตกเป็นทาสอย่างถาวร
ช่างน่าสงสารเสียจริงๆนะคะ ความรุนแรงแห่งเพลิงกิเลสนั้น นับวันยิ่งเพิ่มปริมาณความประพฤตินอกลู่นอกทาง อย่างไร้ศีลธรรม การกระทำอย่างดุร้ายเหี้ยมโหด ซึ่งเป็นเหตุการณ์ประจำวันในสังคมยุคใหม่นี้ ดังที่มีข่าวน่าสยองกันไม่เว้นแต่ละวัน เพราะแต่ละคนนั้นมีการยึดติดยู่ในความสุขอันเกิดทางประสาทสัมผัสเหล่านี้แบบสิ้นคิด ขาดปํญญาคือแสงสว่างที่จะนำทางนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้นต่างก็อ้างภาระหน้าที่รัดตัว จนไม่มีเวลาที่จะหล่อหลอมชีวิตจิตใจ ไม่มีเวลาที่จะฝึกหัดอบรมอินทรีย์ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ให้พร้อมเพื่อชีวิตในอนาคตหรือในโลกหน้า ชีวิตก็จะประสบแต่ความทุกข์ เดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด
การทำอันตรายหรือทำลายชีวิตสัตว์ ไม่ว่าชนิดใด แม้จะตัวเล็กเท่าไร ก็ถือว่าเป็นความโหดร้ายและไม่ยุติธรรมต่อสัตว์มีชีวิตเหล่านั้น เพราะสัตว์ทั้งหลายนั้นต่างก็รักตัวตายเหมือนกับตัวของเราด้วยกันทั้งสิ้น.
พระพุทธองค์ทรงสอนให้ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และให้มีจิตใจที่เมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงซึ่งวิธีการสอนที่ละมุนละไมเช่นนี้ไม่มีในศาสนาอื่น
เนื่องเพราะจิตที่ฝึกมาของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกัน การสอนของศาสดาต่างๆจึงละเลยที่จะคำนึงถึง คงสอนเพียงว่าเป็นความผิดเฉพาะกรณีที่ทำอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น
จุดประสงค์ทางพระพุทธศาสนา ก็เพื่อปลุกผู้หลงผิด ผู้มืดบอดให้ตื่นทำความเพียร เพื่อบรรลุถึงความสุขสูงสุด โดยต้องเข้าใจชีวิต และธรรมชาติอย่างแจ่มแจ้ง
พุทธประสงค์นั้นพระองค์ไม่ได้สอนให้สร้างจินตนาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเพื่อความพอหมกมุ่นอยู่ในตัณหาความยากแบบโลกๆ แต่ทรงสอนสัจจะ อันมีเหตุและผลที่พิสูจน์ได้เสมอ และใครก็แล้วแต่ถ้าเข้ามาศึกษาธรรมที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาสั่งสอนไว้ ผู้นั้นเองจะได้รับคำตอบที่เป็นอมตะเกินที่ใครจะถกเถียงได้เลย
ดังนั้นโอกาสต่อไปจะขอนำท่านสู่มิติแห่งความมหัศจรรย์ของชีวิตต่อไปนะคะสวัสดีค่ะ.
![]()
![]()
![]()
โดย บุษกร เมธางกูร [2 ก.พ. 2553 , 10:14:23 น.] ( IP = 58.9.136.173 : : )
สลักธรรม 3กราบขอบพระคุณค่ะ โดย เซิ่น [2 ก.พ. 2553 , 22:20:50 น.] ( IP = 58.8.53.221 : : )
สลักธรรม 4ติดตามมาอ่านต่อ และจะติดตามตอนต่อไป...ขอบพระคุณมากค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [5 ก.พ. 2553 , 10:15:37 น.] ( IP = 125.27.182.142 : : )
สลักธรรม 5
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [11 ก.พ. 2553 , 09:26:39 น.] ( IP = 124.121.177.95 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |