มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การพัฒนาปัญญาภายใต้คุณธรรมและจริยธรรม (๑)





การพัฒนาปัญญาภายใต้คุณธรรมและจริยธรรม (๑)
โดย พระมหานายก
บรรยาย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๒


เจริญพรท่านอาจารย์ ท่านนิสิต และท่านผู้สนใจเข้ารับฟัง หัวข้อวันนี้เป็นเรื่องของการพัฒนาปัญญาภายใต้คุณธรรมและจริยธรรม

หัวข้อวันนี้เป็นเรื่องที่พูดได้ยากมาก เพราะจับเอาเรื่องสุดยอด คือเรื่องที่เป็นท้ายที่สุดมาพูด ซึ่งไม่ได้พูดตั้งแต่ต้นหรือไม่ได้ไล่จากต้นไปหาปลาย และไม่ได้ไล่จากเหตุไปหาผล อันความเป็นไปของโลกเรานี้ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเหตุ เมื่อมีเหตุแล้ว จึงมีผลตามมา จะเกิดผลโดยที่ไม่มีเหตุเกิด เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ปัญญาก็เช่นเดียวกัน ต้องเกิดมาจากเหตุ จะเกิดขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้ ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวที่ไม่มีเหตุเกิด ก็คือพระนิพพาน พระนิพพานหาเหตุเกิดไม่ได้ พระนิพพานเป็นธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ มีแต่หนทางไปรู้เท่านั้น คือมรรค ๘ เราจะรู้พระนิพพานได้ ก็เมื่อมีสภาวะเหมาะสมควรแก่การรู้

มาถึงเรื่อง “ปัญญา” คืออะไร? จะเห็นได้ว่าศัพท์บัญญัติที่ใช้กันอยู่ มักสร้างความวุ่นวายอยู่เสมอ ในการวิเคราะห์ศัพท์ปัญญานั้น มาจาก ญา-ธาตุ แปลว่า “รู้” บวกกับ ปะ แปลว่า “ทั่ว” รวมเป็น “รู้ทั่ว” ศัพท์นี้ไม่ใช่ของเรา แต่ว่ายืมของภาษาบาลีมาใช้ มีศัพท์หลายคำที่คนไทยเราขอยืมบาลีมาใช้แล้วเกิดปัญหามาก

จะขอยกตัวอย่าง คำแรกก็คือ “มานะ” ซึ่งเมื่อพูดไปแล้ว เรารู้สึกว่ามันเป็นความเพียรพยายาม เช่นเด็กคนนี้มีความมานะอดทน ปรากฏว่าพลาด มานะในทางพระพุทธศาสนา เป็นความถือตัวว่า เราดีกว่าเขา เราเสมอเขา เราเลวกว่าเขา แต่มานะพอมาใช้ในภาษาไทยมีความหมายแตกต่างไปกลายเป็นความเพียรพยายาม

หรือคำว่า “อิจฉา” ซึ่งมีความหมายในภาษาบาลีว่า ปรารถนา ริษยาหรืออิสสา แปลว่าความริษยานั่นเอง ภาษาสันสกฤตใช้ริษยา คือความรู้สึกทนไม่ได้ที่ผู้อื่นได้ดีกว่าเรา เดือดร้อนใจ ตัวเดียวกันแต่คนไทยใช้ผิดที่ผิดทางกัน

คำว่า ศรัทธา คนไทยเราใช้มาก แต่ความจริงแล้วไม่ถูก ศรัทธาในบาลีเป็นอย่างหนึ่ง ส่วนในภาษาไทยก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ศรัทธาในภาษาไทยมีความหมายเป็นความเชื่อในทุกบริบท ส่วนบาลีมีความหมายอยู่กับเฉพาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา

โดย ศาลาธรรม [10 ก.พ. 2553 , 11:58:17 น.] ( IP = 125.27.177.190 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

คำว่า “ปัญญา” ก็เหมือนกัน เป็นคำที่คนไทยเอามาใช้กันมาก ใช้กันไปทั่ว พวกโจรก็มีปัญญาเจาะเซฟ มีปัญญาลักทรัพย์ ทางพระพุทธศาสนาไม่ย่อมรับปัญญานี้ว่าเป็นปัญญา ท่านเรียกมันว่า “วิตก” คือความยกขึ้นสู่อารมณ์ เอาความรู้เก่าๆ สัญญาเก่าๆ มาประกอบกันขึ้นแล้วนำไปใช้งาน

ปัญญาในทางพระพุทธศาสนาต้องเป็นไปในฝ่ายดีอย่างเดียว ปัญญาจะเป็นฝ่ายชั่วไม่ได้ นี่เป็นศัพท์ทางพระพุทธศาสนา ไปใช้ในทางชั่วไม่ได้ ต้องใช้ในทางดีอย่างเดียว มีปัญญาเมื่อไหร่ก็รู้กุศลอย่างเดียว ถ้ารู้กุศลก็รู้ละทิ้งรู้ปล่อยวาง อันนี้จึงจะเป็นปัญญาในพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น เวลาพูดไปแล้วจะสับสนทันทีว่า ปัญญานั้นคืออะไร? กล่าวโดยทั่วไปในทางโลก ปัญญาก็คือความรู้นั่นเอง

คุณธรรมคืออะไร? จริยธรรมคืออะไร? สองอย่างต่างกันอย่างไร?

คุณธรรมเป็นคุณงามความดี อยู่ข้างในยังไม่ได้ทำ ส่วนจริยธรรมเป็นความประพฤติ คุณธรรมเป็นความดีส่วนที่เป็นคุณ เป็นประโยชน์ จริยธรรมเป็นความดีที่นำมาประพฤติทางกายทางวาจารวมถึงทางใจ ทางใจก็นับเป็นความประพฤติเหมือนกันแต่ยังไม่ได้นำออกมาก็นับว่าเป็นจริยะแล้ว

โดย ศาลาธรรม [10 ก.พ. 2553 , 11:58:58 น.] ( IP = 125.27.177.190 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อกล่าวถึงการพัฒนาปัญญาภายใต้คุณธรรมและจริยธรรม คำว่า “ภายใต้” ทำให้รู้สึกว่าเป็นอะไรที่อยู่ข้างล่าง นั่นก็คือปัญญาอยู่ภายใต้สองสิ่งนี้ ถามว่าจริงไหม? ตอบได้ว่า ไม่จริง ปัญญาอยู่เหนือสองสิ่งนี้ ดังนั้น คำว่า “ภายใต้” ก็คือ กรอบหรือขอบเขตนั่นเอง เป็นรากฐานที่จะทำให้ปัญญานี้พัฒนาได้ต่อไป คำว่า“พัฒนา” แปลว่า ทำให้มันเจริญขึ้น ทำให้มันดีขึ้น

ธรรมะแรกสุดในการพัฒนาปัญญาโดยอยู่ภายใต้กรอบของธรรมะที่เป็นคุณธรรมและจริยธรรม ก็คือ หิริโอตตัปปะ คนที่มีหิริคือความละอาย คนที่มีโอตตัปปะคือความเกรงกลัว จะเป็นคนที่มีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นปรกติธรรมดาของตน

หิริคือความละอายต่อบาป ต่อสิ่งที่เป็นคนชั่ว ความไม่ดี เรามีความละอายก็เปรียบเหมือนว่า เราแต่งตัวสะอาดแล้วรังเกียจสิ่งสกปรก แต่ในที่นี้รังเกียจบาป ละอายต่อบาป กลัวมันจะแปดเปื้อนเรา คนที่มีหิริในใจสูงจะเป็นคนที่ไม่กล้าทำความชั่ว เหมือนกับคนที่รักษาความสะอาด ไม่กล้าจับสิ่งโสโครก คอยรักษาความสะอาดทางกาย วาจา และใจ ส่วนโอตตัปปะก็เป็นความเกรงกลัว กลัวโทษของความชั่วที่ทำไปแล้ว ทั้ง ๒ อย่างเป็นธรรมะที่เป็นแกนสำคัญตัวหนึ่งซึ่งจะทำให้เราพัฒนาปัญญาภายใต้คุณธรรมและจริยธรรมได้

คนที่ไม่มีหิริโอตตัปปะ เป็นคนที่ไม่ละอายความชั่ว ไม่เกรงกลัวความชั่ว ทำความชั่วได้มาก ปัญญาอย่างที่ว่ามาข้างต้นอันเกิดจากวิตก (การยกขึ้นสู่อารมณ์) คือสะสมความรู้มากๆ เข้า ไม่เคยมีความละอายในความชั่ว นำความรู้ไปใช้ในทางผิด เมื่อนำความรู้ไปใช้ในทางผิด มันเกิดโทษ ไม่ได้ทำให้เกิดคุณ อย่างที่เราได้ยินกันบ่อยและรู้กันมากกว่าบางคนมีความฉลาดมาก เอาเปรียบคนอื่นมาก ทำลายโลกได้มาก ทำความเสียหายแก่ส่วนรวมได้มาก พวกนี้ก็เกิดจากความรู้ที่นำไปใช้ผิดทาง โดยไม่มีความละอายต่อความชั่ว ไม่เกรงกลัวต่อบาป ต่อผลกรรมที่จะได้รับในอนาคต

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย ศาลาธรรม [10 ก.พ. 2553 , 11:59:20 น.] ( IP = 125.27.177.190 : : )


  สลักธรรม 3

กราบอนุโมทนากับพระคุณเจ้า เจ้าค่ะ
และขอบพระคุณศาลาธรรมที่นำเสนอเรื่องที่มีประโยชน์มากค่ะ

โดย abctoy - [10 ก.พ. 2553 , 15:37:29 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.65 )


  สลักธรรม 4


กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [10 ก.พ. 2553 , 16:31:51 น.] ( IP = 124.121.174.13 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org