| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะ
สลักธรรม 2
เรื่องอาหาร ๔ เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ถ้าท่านไม่ศึกษาพระธรรมส่วนอื่นก็ไม่สามารถ
เข้าใจได้ โดยศัพท์ หมายถึง นำมา คือ เป็นปัจจัย
มโนสัญเจตนาหาร หมายถึง กรรม(เจตนา) ทั้งกุศลกรรม และอกุศลกรรม ย่อมนำมา
ซึ่งปฏิสนธิวิญญาณ ขณะที่กระทำกรรม เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือให้ทาน รักษาศีล
เป็นต้นย่อมเป็นปัจจัยให้ วิบาก คือการปฏิสนธิเกิดขึ้นตามสมควรแก่กรรมนั้นๆ
วิญญาณาหาร หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณ ย่อมนำมาซึ่งนามรูป
เมื่อปฏิสนธิวิญญาณเกิดขึ้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่นามรูป.. โดยนัยของปฏิจจสมุปบาท
อักโกสกสูตร
ว่าด้วยพระพุทธเจ้าไม่รับคำด่าของพราหมณ์
[๖๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน
อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์.
อักโกสกภารทวาชพรหมณ์ได้สดับมาว่า ได้ยินว่า พราหมณภารทวาช-
โคตรออกจากเรือบวชเป็นบรรพชิต ในสำนักของพระสมณโคดมแล้ว ดังนี้
ก็โกรธ ขัดใจ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ด่าบริภาษ
พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวาจาอันหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษ.
[๖๓๒] เมื่ออักโกสกภารทวาชพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มี-
พระภาคเจ้าได้ตรัสกะอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่าน
ย่อมสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน มิตรและอำมาตย์ ญาติสาโลหิต ผู้เป็นแขก
ของท่าน ย่อมมาบ้างไหม.
อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ตอบว่า พระโคดมผู้เจริญ มิตรและ
อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ผู้เป็นแขกของข้าพระองค์ย่อมมาเป็นบางคราว.
โดย รสมน [19 ก.พ. 2553 , 08:42:12 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )
สลักธรรม 5สิ่งที่มีค่าที่แท้จริง สิ่งนั้นไม่ทำให้เกิดทุกข์
ทรัพย์สมบัติที่มีค่าทางโลก เช่น แก้ว แหวน เงิน ทอง บ้านใหญ่โต รถหรู เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้พ้นจากทุกข์ได้ มีแต่ทำให้ติดข้องต้องการ ยินดีพอใจ เป็นต้นเหตุ
ให้เกิดทุกข์ เป็นเหตุให้วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ์ สิ่งมีค่าที่แท้จริง ทรัพย์สมบัติทาง
ธรรมซึ่งเป็นอริยทรัพย์ สิ่งนั้นไม่ทำให้เกิดทุกข์ ไม่ทำให้ติดข้อง ซึ่งได้แก่ ศรัทธา
หิริ โอตตัปปะ สุตะ(การฟังธรรม) จาคะ(สละ) และปัญญา แต่เป็นไปเพื่อความเจริญ
ขึ้นแห่งปัญญา เพื่อดับกิเลส เป็นไปในฝ่ายดับ ไม่ใช่ฝ่ายเกิด
แล้วทุกท่านมีทรัพย์สมบัติที่มีค่าหรือยัง ? ด้วยการมีศรัทธาที่จะฟังพระธรรม
ศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาต่อไป ....
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 44
[๔๕๑] ท่านรัฐปาละได้กล่าวคำนี้แล้ว ครั้นแล้ว ภายหลังได้กล่าว
คาถาประพันธ์นี้อื่นอีกว่า
เราเห็นมนุษย์ทั้งหลายในโลก ที่เป็น
ผู้มีทรัพย์ ได้ทรัพย์ แล้วย่อมไม่ให้เพราะ
ความหลง โลภแล้วย่อมทำการสั่งสม
ทรัพย์ และยังปรารถนากามทั้งหลายยิ่ง
ขึ้นไป
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 145
[๑๖๔๓] บรรดาความอิ่มทั้งหลาย ความอิ่มด้วย
ปัญญาประเสริฐ เพราะผู้อิ่มด้วยปัญญานั้น ย่อมไม่
เดือดร้อนด้วยกามทั้งหลาย คนผู้อิ่มด้วยปัญญา ตัณหา
ย่อมกระทำให้อยู่ในอำนาจไม่ได้.
เอาบุญมาฝากได้ถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน
อฐิษฐานจิต ถวายข้าวพระพุทธรูป อนุโมทนาบุญกับผู้ใส่บาตรตามถนนหนทาง
และได้ศึกษาการรักษาโรค อาราธนาศีล รักษาศีลและวันนี้ตั้งใจว่าจะศึกษาธรรม ฟังธรรม
ศึกษาการรักษาโรค สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม กำหนดอิริยาบทย่อย
เจริญสมถะกรรมฐาน สักการะพระธาตุ และตั้งใจว่าจะเตรียมรักษาผู้ป่วยฟรี
โดยไม่คิดเงิน และตั้งใจว่าจะสร้างบารมี 10 ให้ครบทุกบารมี ขอให้อนุโมทนาบุญด้วย
ขอเชิญร่วมทอดถวาย ณ วัดป่าอัมพวโนทยาราม (ตลาดสีดา) ต.โพนทอง อ.สีดา จ.นครราชสีมา
วันอาทิตย์ ที่ ๒๑ เดือน มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓ (ตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕)
กำหนดการ
วันอาทิตย์ ที่ ๒๑ เดือน มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓ (ตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕)
เวลา ๑๓.๐๐ น. พิธีทอดผ้าป่าสามัคคี
เวลา ๑๔.๐๐ น. พิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาเสริมบารมีมหามงคล เป็นอันเสร็จพิธีฯ
ขอให้สรรพสัตว์ทั้ง 31 ภพภูมิจงบรรลุนิพพานเทอญโดย รสมน [22 ก.พ. 2553 , 08:48:03 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )
สลักธรรม 6พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ หน้าที่ 194
ในคำว่า ปิสุณํ วาจํ ปหาย เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้
วาจาที่เป็นเหตุทำคนเป็นที่รักในใจของผู้ที่คนพูดด้วย และเป็น
เหตุส่อเสียดผู้อื่น ชื่อว่า ปิสุณาวาจา.
อนึ่ง วาจาที่เป็นเหตุให้กระทำตนเองบ้าง ผู้อื่นบ้าง หยาบคาย ทั้ง
หยาบคายแม้เอง ไม่เสนาะหู ไม่สุขใจ ชื่อว่า ผรุสวาจา.
วาทะที่เป็นเหตุให้บุคคลพูดเพ้อเจ้อ ไร้ประโยชน์ ชื่อว่า สัมผัปปลาป.
แม้เจตนาอันเป็นต้นเหตุแห่งคำพูดเหล่านั้น ก็พลอยได้ชื่อว่าปิสุณา-
วาจา เป็นต้นไปด้วย. ก็ในที่นี้ ประสงค์เอาเจตนานั้นแหละ.
ในบรรดาวาจาทั้ง ๓ อย่างนั้น เจตนาของบุคคลผู้มีจิตเศร้าหมอง
อันให้เกิดกายประโยค และวจีประโยค เพื่อให้คนอื่นแตกกันก็ดี เพื่อต้องการ
ทำคนให้เป็นที่รักก็ดี ชื่อว่า ปิสุณาวาจา. ปิสุณาวาจานั้นชื่อว่า มีคุณน้อย เพราะ
ผู้การทำความแตกแยกมีคุณน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะผู้นั้นมีคุณมาก.
ปิสุณาวาจานั้น มีองค์ ๔ คือ
๑. ภินฺทิตพฺโพ ปโร ผู้อื่นที่พึงให้แตกกัน
๒. เภทปุเรกฺขารตา มุ่งให้เขาแตกกันว่า คนเหล่านี้จักเป็นผู้ต่าง
กัน และแยกกันด้วยอุบายอย่างนี้ หรือ ปิยกมฺยตา ประสงค์ให้ตนเป็น
ที่รักว่า เราจักเป็นที่รัก จักเป็นที่ไว้ว่างใจ ด้วยอุบายอย่างนี้
๓. ตชฺโช วายาโม ความพยายามที่เกิดแต่ความมุ่งให้เขาแตกกันนั้น
๔. ตสฺส ตทตฺถวิชานนํ ผู้นั้นรู้เรื่องนั้น.
บทว่า อิเมสํ เภทาย ความว่า ฟังในสำนักของคนเหล่าใดที่ตรัส
ไว้ว่า จากข้างนี้ เพื่อให้คนเหล่านั้นแตกกัน.โดย รสมน [24 ก.พ. 2553 , 08:47:03 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )
สลักธรรม 7โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.พ. 2553 , 11:31:46 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : )
สลักธรรม 8ตามข้อความในพระไตรปิฎกและอรรถกถา แสดงว่า พระศาสนาของพระพุทธเจ้า
พระนามว่าพระสมณโคดมพระองค์นี้ จักดำรงอยู่ประมาณ ๕๐๐๐ ปี หลังจากนั้น
คำสอน หรือพระสัทธรรม ก็จักไม่มีใครรู้จัก ชื่อว่า เสื่อม หรืออันตรธาน
ส่วนพระพุทธเจ้าพระนามว่าพระศรีอริยเมตไตย จะมาตรัสรู้และเผยแผ่พระสัทธรรม
ในอนาคต อีกนานมาก อีกกว่าล้านๆ ปีข้างหน้า ไม่ใช่ในยุคนี้ครับ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ หน้าที่ 118
[๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี
เด็กหญิงมีอายุ ๕๐๐ ปี จึงจักสมควรมีสามีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อ
มนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี จักเกิดมีอาพาธ ๓ อย่าง คือ ความอยากกิน ๑
ความไม่อยากกิน ๑ ความแก่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ
แปดหมื่นปี ชมพูทวีปนี้ จักมั่งคั่งและรุ่งเรือง มีบ้านนิคมและราชธานีพอชั่ว
ไก่บินตก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี ชมพูทวีปนี้
ประหนึ่งว่าอเวจีนรก จักยัดเยียดไปด้วยผู้คนทั้งหลาย เปรียบเหมือนป่าไม้อ้อ
หรือป่าไม้แก่น ฉะนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี เมืองพาราณสี
นี้ จักเป็นราชธานีมีนามว่าเกตุมดี เป็นเมืองที่มั่งคั่งและรุ่งเรื่องมีพลเมืองมาก
มีผู้คนคับคั่ง และมีอาหารสมบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ
แปดหมื่นปี ในชมพูทวีปนี้ จักมีเมืองแปดหมื่นสี่พันเมือง มีเกตุมดีราชธานี
เป็นประมุข.
ก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี จักมีพระเจ้า
จักรพรรดิ์ทรงพระนามว่า พระเจ้าสังขะ ทรงอุบัติขึ้น ณ เมืองเกตุมดีราชธานี
เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔
เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว
เป็นที่ ๗. พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็น
วีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้. พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม
มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตราครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต.
โดย รสมน [25 ก.พ. 2553 , 08:50:38 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )
สลักธรรม 9ถ้าตอนนี้ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องอยู่(วิหารธรรม) ระหว่างนั้น หลงไปคิด แล้วตามรู้
และกลับมาอยู่กับลมหายใจได้อีก ก็ไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติ
เพราะการมีเครื่องอยู่ เช่นกรณีนี้คือลมหายใจ แม้เราหลงไป ก็ไม่นานนัก
แต่ถ้าเราไม่มีเครื่องอยู่ บางทีก็ทำให้เราหลงไปนาน
ถ้ายังใช้ลมหายใจเป็นเครื่องอยู่ ก็ไม่น่าหลงไปนานนัก
แต่ถ้าพอจิตหลงไปคิดนาน กลับมารู้แล้วไม่พอใจ หรือไม่เป็นกลาง
ก็ให้เท่าทันใจที่ไม่เป็นกลางนั้นต่อไป อย่าเสียเวลากับการหาวิธีแก้ไม่ให้หลงนะ
เพราะปกติพวกเราก็ยังหลงกันอยู่ได้เรื่อยๆ
เรารู้ทันความยึดมั่นถือมั่นว่ามีเรา เป็นเรา ก็ไม่น่าห่วง
ที่จะเรียกว่าสะสมอัตตาได้ ก็น่าจะเป็นก่อนหน้าที่เราไม่รู้วิธีปฏิบัติ
ตอนนี้เราเริ่มรู้ทางแล้วก็มีเพียงตามรู้ไปเรื่อย
อัตตาที่ว่าคงเป็นอัตตาตามภาษาไทย
ถ้าภาษาแขกน่าจะเป็น มานะ(ความถือตัว) มากกว่า
ตัวนี้เป็นสภาวะที่มีเกิดดับไปเหมือนกับสภาวะอื่นๆ
บางเรื่องก็เกิดมานะตัวโต บางเรื่องเกิดมานะตัวเล็ก
พอรู้สึกมีสภาวะนี้ก็หัดดูไปตามปกตินะครับ
อย่าเพิ่งคาดหวังว่ามันจะหายไปในเร็ววัน
เพราะตัวมานะนี้ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่สามารถละออกไปได้หมด
อย่างเราๆคงได้แค่ หัดดูตัวมานะนี้ไปเพื่อใช้เป็นเครื่องเจริญสติปัญญา
จนกว่าจะละได้หมดครับ
การมีสติหัดดูสภาวะอะไรก็ตาม ไม่ได้เป็นการสะสมสภาวะนั้นหรอกครับ
แต่เป็นการถอดถอนความเห็นผิด ถอดถอนความยึดมั่นครับ
โดย รสมน [26 ก.พ. 2553 , 08:53:26 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )
สลักธรรม 10อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นหนทางเพื่อการดับทุกข์ ไม่มีทางอื่นครับ
การเจริญสติปัฏฐานเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ ดับกิเลสหมด ต้องมี
ความข้าใจในสภาพธรรมที่มีจริง ๆ เช่น เห็นมีจริง ได้ยินมีจริง ๆ ฯลฯ เป็นธรรมะ
ต้องฟังมาก พิจารณามาก จนกว่าจะเป็นความมั่นคงของปัญญาที่รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นธรรมะ เป็นอนัตตา ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ ไม่มีเราเขา มีแต่นามธรรมและรูปธรรม
การพิจารณาความเป็นจริงจึงต้องพิจารณาตัวสภาพธรรมทีละขณะ ไม่ใช่เรื่อราวตาม
สมมติ ตามสถานการณ์ที่เป็นเรื่อราวที่ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง ขณะนี้กำลังมีคนที่เกิด
ทุกขเวทนาทางกาย ไม่ต้องรอวันหรือช่วงเวลาอันตราย ขณะนี้กำลังมีคนตาย ไม่ต้อง
รอวันหรือช่วงเวลาอันตรายเพราะฉะนั้นจึงควรเป็นผู้มั่นคงในเรื่องของกรรม เมื่อกรรม
ให้ผลก็ไม่พ้นไปจากผลของกรรมได้ ปราสาท ซอกเขาหรือบ้านที่เราอยู่นั่นคือความ
เข้าใจว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยแต่ไม่มีสถานที่ใดที่ความตายหรือผลของกรรมจะไม่ให้
ผลไม่มี สถานที่ที่สมมติว่าอันตราย หากอกุกรรมไม่ให้ผลก็ไม่มีทางได้รับสิ่งที่ไม่ดี
ดังนั้นความอันตรายอยู่ที่ไหน หากพิจารณาเป็นเรื่อราว ไม่ใช่พิจารณาสภาพธรรมทีละ
ขณะ ก็จะหลงไปตามโลกสมมติว่ามีวันอันตราย มีช่วงเวลาอันตราย
การที่บุคคลได้รับสิ่งที่ไม่ดีเพราะอกุศลกรรมนั้นให้ผล เพราะทำเหตุคืออกุศลกรรม
ผลที่ไม่ดีจึงมี ช่วงเวลาอันตรายที่แท้จริงคือขณะที่ทำอกุศลกรรมเพราะกำลังสร้างเหตุ
ที่ไม่ดีเพื่อได้รับผลที่ไมด่ครับ ช่วงเวลาที่ดีคือเวลาที่ทำกุศลกรรม นั่นเป็นช่วงเวลาที่ดี
และที่สำคัญคงไม่มีอะไรประเสริฐกว่าช่วงเวลาที่เข้าใจสภาพธรรมว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา
โดย รสมน [27 ก.พ. 2553 , 14:34:43 น.] ( IP = 222.123.187.121 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |