มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะ




ทาน ก็คือการให้ ทานก็คือธรรมะ ซึ่งก็ไม่พ้นไปจาก จิต เจตสิก ที่เป็นไปใน

กุศล ทานขณะนั้นเป็นกุศลธรรม ธรรมะเป็นเรื่องละเอียด ลึกซึ้ง รู้ตามได้ยาก

กุศลธรรมก็คือ จิต เจตสิก ที่เป็นไปในกุศล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เราไปทำแต่เป็นจิตที่

ดีงามที่เป็นไปในการให้ ในชีวิตประจำวันผู้ที่มีความเข้าใจธรรม ขณะให้ทานก็จะมี

สติระลึกรู้สภาพธรรมขณะนั้นได้ เพราะฉนั้น การศึกษาพระธรรมจึงควรพิจารณาให้

เข้าใจถึงตัวธรรมะที่มีอยู่จริงที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว จะให้ศึกษาอะไร...

ข้อความบางตอนจากปฐมทานสูตร

บางคนให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่งจิต ๑

คำอธิบายจากอรรถกถา

บทว่าจิตฺตาลงฺการจิตฺตปริกฺขารตฺถํ ทานํ เทต ความว่า ให้

เพื่อประดับและตกแต่งจิตในสมถะและวิปัสสนา. เพราะว่า

ทานย่อมทำจิตให้อ่อนโยน บุคคลผู้ได้รับทาน ย่อมมีจิตอ่อนโยน

ดีว่าเราได้แล้ว แม้บุคคลให้ทานนั้น ก็ย่อมมีจิตอ่อนโยนว่า เราให้

ทานแล้ว. เพราะฉะนั้น ทานนั้นชื่อว่า ย่อมทำจิตของบุคคลทั้ง ๒

ฝ่ายให้อ่อนโยน เพราะเหตุนั้นนั่นแล.

ท่านจึงตรัสว่า อทนฺตทมนํ การฝึกจิตที่ยังไม่ได้ฝึก

ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า.

อทนฺตทมนํ ทานํ อทานํ ทนฺตทูสกํ

อเนน ปิยวาเจน โอณมนฺติ มนมฺติ จ.

การให้ทานเป็นเครื่องฝึกจิตที่ยังไม่ได้ฝึก

การไม่ให้ทานเป็นเครื่องประทุษร้ายจิตที่ฝึกแล้ว

ชนทั้งหลายมีจิตโอนอ่อน และน้อมลงด้วยปิยวาจานี้

โดย รสมน (รสมน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [16 ก.พ. 2553 , 08:42:25 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ]


  สลักธรรม 1

ทุก ๆ คนที่ได้เกิดมาสะสมความไม่รู้มาเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์ ไม่เคยรู้ความจริง

ของสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ซึ่งเป็นธรรมที่ปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวัน ขณะเห็น ขณะได้ยิน

ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส และคิดนึก ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าเป็นเพียงนามธรรม และ

รูปธรรมแต่ละชนิดแต่ละทาง ขณะเห็นเป็นเพียงนามธรรม เป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจเพียง

เห็นเท่านั้น ส่วนสิ่งที่ถูกจิตเห็นเป็นรูปธรรม เพราะความไม่รู้ไม่เคยฟังพระธรรมให้เข้า

ใจสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่จริงทุก ๆขณะที่เกิดขึ้นแล้วดับไปสืบต่อไม่เคยเว้น เกิดขึ้นตามเหตุ

ปัจจัย ความรู้ความจริงจึงต้องเริ่มจากการฟังให้เข้าใจค่อย ๆ ละความไม่รู้ทีละน้อย

กว่าที่จะค่อย ๆ เข้าใจว่าแต่ละทาง ไม่ว่าทางตา ทางหู...เป็นแต่เพียงรูปธรรม และ

นามธรรม ต้องเป็นผู้ที่อดทนฟังมาก ๆ พิจารณามาก ๆ จนกว่าจะค่อย ๆ เข้าใจขึ้น ๆ

ค่อย ๆละคลายความไม่รู้ทีละน้อย การฟังและพิจารณาสิ่งที่มีจริงที่ปรากฏในชีวิต

ประจำวันให้เข้าใจถึงตัวธรรมะบ่อย ๆจึงเป็นเหตุปัจจัยที่สำคัญ ให้สังขารขันธ์

ปรุงแต่ง(ธรรมะปฏิบัติธรรมะ)ให้สติปัฏฐานเกิดรู้ตรงลักษณะนามธรรม หรือรูป-

ธรรมตามความเป็นจริง ต้องมั่นคงในความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม ไม่มีตัวตนที่

ไปจัดการให้สภาพธรรมใดเกิดได้ แม้สติก็เป็นธรรมอย่างหนึ่งเป็นอนัตตา เกิดขึ้นตาม

เหตุปัจจัย ไม่ใช่มีแต่ความอยากให้สติเกิดหรือมีตัวเราที่จะไประลึก...โดยไม่ได้

อบรมเหตุ

ควรทราบว่าผู้ที่ประจักษ์แจ้งความเกิดดับของนามรูปแต่ละขณะ ผู้นั้นต้องมี

ปัญญาระดับวิปัสสนาญาณตั้งแต่สัมมสนญาณขึ้นไป ผู้ที่ไม่มีญาณขั้นนี้ไม่

สามารถประจักษ์แจ้งได้ แต่ในขั้นศึกษาตามพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ก็จะค่อยๆ

เข้าใจได้ว่าทรงแสดงจิตไว้หลายประเภท แต่ละประเภทก็ไม่ใช่ขณะเดียวกัน

จิตเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ขอให้ท่านใจเย็นๆ

เพราะปัญญาจะค่อยๆเจริญขึ้นเป็นไปตามลำดับครับ

โดย รสมน (รสมน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2553 , 08:45:33 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )


  สลักธรรม 2



เรื่องอาหาร ๔ เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ถ้าท่านไม่ศึกษาพระธรรมส่วนอื่นก็ไม่สามารถ

เข้าใจได้ โดยศัพท์ หมายถึง นำมา คือ เป็นปัจจัย

มโนสัญเจตนาหาร หมายถึง กรรม(เจตนา) ทั้งกุศลกรรม และอกุศลกรรม ย่อมนำมา

ซึ่งปฏิสนธิวิญญาณ ขณะที่กระทำกรรม เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือให้ทาน รักษาศีล

เป็นต้นย่อมเป็นปัจจัยให้ วิบาก คือการปฏิสนธิเกิดขึ้นตามสมควรแก่กรรมนั้นๆ

วิญญาณาหาร หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณ ย่อมนำมาซึ่งนามรูป

เมื่อปฏิสนธิวิญญาณเกิดขึ้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่นามรูป.. โดยนัยของปฏิจจสมุปบาท


อักโกสกสูตร

ว่าด้วยพระพุทธเจ้าไม่รับคำด่าของพราหมณ์



[๖๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน

อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์.

อักโกสกภารทวาชพรหมณ์ได้สดับมาว่า ได้ยินว่า พราหมณภารทวาช-

โคตรออกจากเรือบวชเป็นบรรพชิต ในสำนักของพระสมณโคดมแล้ว ดังนี้

ก็โกรธ ขัดใจ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ด่าบริภาษ

พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวาจาอันหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษ.

[๖๓๒] เมื่ออักโกสกภารทวาชพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มี-

พระภาคเจ้าได้ตรัสกะอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่าน

ย่อมสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน มิตรและอำมาตย์ ญาติสาโลหิต ผู้เป็นแขก

ของท่าน ย่อมมาบ้างไหม.

อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ตอบว่า พระโคดมผู้เจริญ มิตรและ

อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ผู้เป็นแขกของข้าพระองค์ย่อมมาเป็นบางคราว.

โดย รสมน [19 ก.พ. 2553 , 08:42:12 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )


  สลักธรรม 3

ตามหลักพระวินัยมีว่า พระภิกษุบวชใหม่ ต้องอยู่กับพระอุปัชฌาย์ หรืออาจารย์

คือถือนิสัยอยู่ในการดูแลของท่านอย่างน้อย ๕ พรรษา เมื่อพ้น ๕ พรรษาแล้ว ถ้า

ไม่สามารถดูแลตัวเอง คือ ทรงจำพระธรรมวินัย พระปาฏิโมกข์ไม่ได้ ก็ต้องถือ

นิสัยอยู่กับพระอุปัชฌาย์หรือพระอาจารย์ไปเรื่อยๆ จนตลอดชีวิต ถ้าไม่ถือนิสัย

ต้องอาบัติ ส่วนเรื่องของธุดงค์นั้น ก็ควรเข้าใจก่อนว่า ธุดงค์คืออะไร มีกี่ข้อ ทำไม

ต้องธุดงค์ อยู่ที่อารามรักษาธุดงค์ได้ไหม รักษาได้กี่ข้อ การเดินป่าเป็นธุดงค์หรือ..

ถ้าอยู่กับพระอุปัชฌาย์ รักษาธุดงค์ไม่ได้หรือ...

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 274

พระพุทธานุญาตให้ถือสัย

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้า

มูลนั้นในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ ถือนิสัยอยู่ ๕ พรรษา

และให้ภิกษุผู้ไม่ฉลาดถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิต....

องค์ ๕ แห่งภิกษุผู้ต้องถือนิสัย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก จะไม่ถือ

นิสัยอยู่ ไม่ได้ คือ:-

๑. ไม่รู้จักอาบัติ.

๒. ไม่รู้จักอนาบัติ.

๓. ไม่รู้จักอาบัติเบา.

๔. ไม่รู้จักอาบัติหนัก และ

๕. เธอจำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้ดี โดยพิสดาร จำแนกไม่ได้ด้วยดี

ไม่คล่องแคล่วดี วินิจฉัยไม่เรียบร้อย โดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล จะไม่ถือนิสัย

อยู่ ไม่ได้.



องค์ ๖ แห่งภิกษุต้องถือนิสัย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ แม้อื่นอีก จะไม่ถือ

นิสัยอยู่ไม่ได้ คือ:-

๑. ไม่รู้จักอาบัติ.

๒. ไม่รู้จักอนาบัติ.

๓. ไม่รู้จักอาบัติเบา.

๔. ไม่รู้จักอาบัติหนัก.

๕. เธอจาปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้ดี โดยพิสดาร จำแนกไม่ได้ด้วยดี

ไม่คล่องแคล่วดี วินิจฉัยไม่เรียบร้อย โดยสุ คะ โดยอนุพยัญชนะ

๖. มีพรรษาหย่อน ๕.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล จะไม่ถือนิสัย

อยู่ ไม่ได้. ..

โดย รสมน (รสมน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ก.พ. 2553 , 09:15:04 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )


  สลักธรรม 4

ระวังจิตของตัวเอง แล้วมีทางใดที่

กุศลจิตจะเกิด (ก็)เกิดได้ในขณะนั้น เมตตาได้ไหม
กรุณาได้

ไหม มุทิตาได้ไหม อุเบกขาได้ไหม ...ทำกรรมอย่างไร ก็ได้รับ

(ผลของ)กรรมอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยละเอียด

ไม่มีสักคำเดียว ...ที่จะให้อกุศลจิตเจริญ (พระธรรมที่) ทรง

(แสดงก็เพื่อ) ปิดกั้นทุกทางที่จะไม่ให้อกุศลแม้เพียงเล็กน้อยเกิด

ขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่บูชาพระคุณของพระองค์ ด้วยการประพฤติ

ปฏิบัติตาม ต้องอย่าลืมนะ
อย่าให้อกุศลจิตของตนเองเกิดขึ้น

โดยอ้างบุคคลอื่นว่าทำให้อกุศลเกิด อบรมเจริญกุศลได้ (เจริญ)

เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาได้
[๑๐๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี

ครั้งนั้น เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว

พวกเทวดาผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษมากด้วยกัน

มีวรรณะงาม ยังพระวิหารเชตวัน ทั้งสิ้นให้สว่าง

เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้วจึงได้ลอยอยู่ในอากาศ.

...........................................................................................................

[๑๐๗] เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นลอยอยู่ในอากาศแล้ว

ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ...

บุคคลใดประกาศตนอันมีอยู่โดยอาการอย่างอื่น

ให้เขารู้โดยอาการอย่างอื่น

บุคคลนั้นลวงปัจจัยเขากินด้วยความเป็นขโมย

เหมือนความลวงกินแห่งพรานนก

ก็บุคคลทำกรรมใด ควรพูดถึงกรรมนั้น

ไม่ทำกรรมใด ก็ไม่ควรพูดถึงกรรมนั้น

บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้จักบุคคลนั้น

ผู้ไม่ทำ มัวแต่พูดอยู่.



[๑๐๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาทั้งหลายนี้ว่า ...

ใครๆ ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้

ด้วยเหตุสักว่าพูด หรือฟังส่วนเดียว

บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้มีฌาน

ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมาร

ด้วยปฏิปทาอันมั่นคงนี้

บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย

ทราบความเป็นไปของโลกแล้ว

รู้แล้ว เป็นผู้ดับกิเลส

ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกี่ยวข้องในโลกแล้ว

ย่อมไม่พูดโดยแท้.

...........................................................................................................

[๑๐๙] ในลำดับนั้นแล เทวดาเหล่านั้นลงมายืนบนแผ่นดิน

หมอบลงใกล้พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

ได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ...

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ

โทษของพวกข้าพเจ้าล่วงไปแล้ว

พวกข้าพเจ้าเหล่าใด เป็นพาลอย่างไร

เป็นผู้หลงแล้วอย่างไร เป็นผู้ไม่ฉลาดอย่างไร

ได้สำคัญแล้วว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพวกเราพึงรุกราน

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ

ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอดโทษของพวกข้าพเจ้านั้น

เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป.

ในลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงยิ้มแย้ม.

...........................................................................................................

[๑๑๐] ในลำดับนั้นแล เทวดาเหล่านั้นผู้เพ่งโทษโดยประมาณยิ่ง

กลับขึ้นไปบนอากาศ

เทวดาองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้

(ด้วยคิดว่าพระผู้มีพระภาคทรงกริ้ว)

ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ...

เมื่อเราแสดงโทษอยู่

ถ้าบุคคลใดมีความโกรธอยู่ในภายใน

มีความเคืองหนัก ย่อมไม่อดโทษให้

บุคคลนั้นย่อมสอดสวมเวร

หากว่าในโลกนี้ โทษก็ไม่มี

ความผิดก็ไม่มี เวรทั้งหลายก็ไม่สงบ

ในโลกนี้ใครพึงเป็นคนฉลาด เพราะเหตุไร

โทษทั้งหลายของใครไม่มี

ความผิดของใครก็ไม่มี

ใครไม่ถึงแล้วซึ่งความหลงใหล

ในโลกนี้ ใครย่อมเป็นผู้มีปัญญา

เป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง



[๑๑๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

โทษทั้งหลายไม่มี

ความผิดก็ไม่มี แก่พระตถาคตนั้น

ผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้เอ็นดูแก่สัตว์ทั้งปวง

พระตถาคตนั้นไม่ถึงแล้วซึ่งความหลงใหล

พระตถาคตนั้นย่อมเป็นผู้มีปัญญา

เป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง

เมื่อพวกท่านแสดงโทษอยู่

หากบุคคลใดมีความโกรธอยู่ในภายใน

มีความเคืองหนัก ย่อมไม่อดโทษให้

บุคคลนั้นย่อมสอดสวมเวร

เราไม่ชอบเวรนั้น เราย่อมอดโทษแก่ท่านทั้งหลาย.



โดย รสมน (รสมน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ก.พ. 2553 , 08:52:51 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )


  สลักธรรม 5

สิ่งที่มีค่าที่แท้จริง สิ่งนั้นไม่ทำให้เกิดทุกข์

ทรัพย์สมบัติที่มีค่าทางโลก เช่น แก้ว แหวน เงิน ทอง บ้านใหญ่โต รถหรู เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้พ้นจากทุกข์ได้ มีแต่ทำให้ติดข้องต้องการ ยินดีพอใจ เป็นต้นเหตุ

ให้เกิดทุกข์ เป็นเหตุให้วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ์ สิ่งมีค่าที่แท้จริง ทรัพย์สมบัติทาง

ธรรมซึ่งเป็นอริยทรัพย์ สิ่งนั้นไม่ทำให้เกิดทุกข์ ไม่ทำให้ติดข้อง ซึ่งได้แก่ ศรัทธา

หิริ โอตตัปปะ สุตะ(การฟังธรรม) จาคะ(สละ) และปัญญา แต่เป็นไปเพื่อความเจริญ

ขึ้นแห่งปัญญา เพื่อดับกิเลส เป็นไปในฝ่ายดับ ไม่ใช่ฝ่ายเกิด

แล้วทุกท่านมีทรัพย์สมบัติที่มีค่าหรือยัง ? ด้วยการมีศรัทธาที่จะฟังพระธรรม

ศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาต่อไป ....
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 44

[๔๕๑] ท่านรัฐปาละได้กล่าวคำนี้แล้ว ครั้นแล้ว ภายหลังได้กล่าว

คาถาประพันธ์นี้อื่นอีกว่า

เราเห็นมนุษย์ทั้งหลายในโลก ที่เป็น

ผู้มีทรัพย์ ได้ทรัพย์ แล้วย่อมไม่ให้เพราะ

ความหลง โลภแล้วย่อมทำการสั่งสม

ทรัพย์ และยังปรารถนากามทั้งหลายยิ่ง

ขึ้นไป

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 145

[๑๖๔๓] บรรดาความอิ่มทั้งหลาย ความอิ่มด้วย

ปัญญาประเสริฐ เพราะผู้อิ่มด้วยปัญญานั้น ย่อมไม่

เดือดร้อนด้วยกามทั้งหลาย คนผู้อิ่มด้วยปัญญา ตัณหา

ย่อมกระทำให้อยู่ในอำนาจไม่ได้.


เอาบุญมาฝากได้ถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน
อฐิษฐานจิต ถวายข้าวพระพุทธรูป อนุโมทนาบุญกับผู้ใส่บาตรตามถนนหนทาง
และได้ศึกษาการรักษาโรค อาราธนาศีล รักษาศีลและวันนี้ตั้งใจว่าจะศึกษาธรรม ฟังธรรม
ศึกษาการรักษาโรค สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม กำหนดอิริยาบทย่อย
เจริญสมถะกรรมฐาน สักการะพระธาตุ และตั้งใจว่าจะเตรียมรักษาผู้ป่วยฟรี
โดยไม่คิดเงิน และตั้งใจว่าจะสร้างบารมี 10 ให้ครบทุกบารมี ขอให้อนุโมทนาบุญด้วย



ขอเชิญร่วมทอดถวาย ณ วัดป่าอัมพวโนทยาราม (ตลาดสีดา) ต.โพนทอง อ.สีดา จ.นครราชสีมา
วันอาทิตย์ ที่ ๒๑ เดือน มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓ (ตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕)
กำหนดการ
วันอาทิตย์ ที่ ๒๑ เดือน มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓ (ตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕)
เวลา ๑๓.๐๐ น. พิธีทอดผ้าป่าสามัคคี
เวลา ๑๔.๐๐ น. พิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาเสริมบารมีมหามงคล เป็นอันเสร็จพิธีฯ


ขอให้สรรพสัตว์ทั้ง 31 ภพภูมิจงบรรลุนิพพานเทอญ

โดย รสมน [22 ก.พ. 2553 , 08:48:03 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )


  สลักธรรม 6

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ หน้าที่ 194

ในคำว่า ปิสุณํ วาจํ ปหาย เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้

วาจาที่เป็นเหตุทำคนเป็นที่รักในใจของผู้ที่คนพูดด้วย และเป็น

เหตุส่อเสียดผู้อื่น ชื่อว่า ปิสุณาวาจา.

อนึ่ง วาจาที่เป็นเหตุให้กระทำตนเองบ้าง ผู้อื่นบ้าง หยาบคาย ทั้ง

หยาบคายแม้เอง ไม่เสนาะหู ไม่สุขใจ ชื่อว่า ผรุสวาจา.

วาทะที่เป็นเหตุให้บุคคลพูดเพ้อเจ้อ ไร้ประโยชน์ ชื่อว่า สัมผัปปลาป.

แม้เจตนาอันเป็นต้นเหตุแห่งคำพูดเหล่านั้น ก็พลอยได้ชื่อว่าปิสุณา-

วาจา เป็นต้นไปด้วย. ก็ในที่นี้ ประสงค์เอาเจตนานั้นแหละ.

ในบรรดาวาจาทั้ง ๓ อย่างนั้น เจตนาของบุคคลผู้มีจิตเศร้าหมอง

อันให้เกิดกายประโยค และวจีประโยค เพื่อให้คนอื่นแตกกันก็ดี เพื่อต้องการ

ทำคนให้เป็นที่รักก็ดี ชื่อว่า ปิสุณาวาจา. ปิสุณาวาจานั้นชื่อว่า มีคุณน้อย เพราะ

ผู้การทำความแตกแยกมีคุณน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะผู้นั้นมีคุณมาก.

ปิสุณาวาจานั้น มีองค์ ๔ คือ

๑. ภินฺทิตพฺโพ ปโร ผู้อื่นที่พึงให้แตกกัน

๒. เภทปุเรกฺขารตา มุ่งให้เขาแตกกันว่า คนเหล่านี้จักเป็นผู้ต่าง

กัน และแยกกันด้วยอุบายอย่างนี้ หรือ ปิยกมฺยตา ประสงค์ให้ตนเป็น

ที่รักว่า เราจักเป็นที่รัก จักเป็นที่ไว้ว่างใจ ด้วยอุบายอย่างนี้

๓. ตชฺโช วายาโม ความพยายามที่เกิดแต่ความมุ่งให้เขาแตกกันนั้น

๔. ตสฺส ตทตฺถวิชานนํ ผู้นั้นรู้เรื่องนั้น.

บทว่า อิเมสํ เภทาย ความว่า ฟังในสำนักของคนเหล่าใดที่ตรัส

ไว้ว่า จากข้างนี้ เพื่อให้คนเหล่านั้นแตกกัน.

โดย รสมน [24 ก.พ. 2553 , 08:47:03 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )


  สลักธรรม 7

โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.พ. 2553 , 11:31:46 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : )


  สลักธรรม 8

ตามข้อความในพระไตรปิฎกและอรรถกถา แสดงว่า พระศาสนาของพระพุทธเจ้า

พระนามว่าพระสมณโคดมพระองค์นี้ จักดำรงอยู่ประมาณ ๕๐๐๐ ปี หลังจากนั้น

คำสอน หรือพระสัทธรรม ก็จักไม่มีใครรู้จัก ชื่อว่า เสื่อม หรืออันตรธาน

ส่วนพระพุทธเจ้าพระนามว่าพระศรีอริยเมตไตย จะมาตรัสรู้และเผยแผ่พระสัทธรรม

ในอนาคต อีกนานมาก อีกกว่าล้านๆ ปีข้างหน้า ไม่ใช่ในยุคนี้ครับ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ หน้าที่ 118

[๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี

เด็กหญิงมีอายุ ๕๐๐ ปี จึงจักสมควรมีสามีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อ

มนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี จักเกิดมีอาพาธ ๓ อย่าง คือ ความอยากกิน ๑

ความไม่อยากกิน ๑ ความแก่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ

แปดหมื่นปี ชมพูทวีปนี้ จักมั่งคั่งและรุ่งเรือง มีบ้านนิคมและราชธานีพอชั่ว

ไก่บินตก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี ชมพูทวีปนี้

ประหนึ่งว่าอเวจีนรก จักยัดเยียดไปด้วยผู้คนทั้งหลาย เปรียบเหมือนป่าไม้อ้อ

หรือป่าไม้แก่น ฉะนั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี เมืองพาราณสี

นี้ จักเป็นราชธานีมีนามว่าเกตุมดี เป็นเมืองที่มั่งคั่งและรุ่งเรื่องมีพลเมืองมาก

มีผู้คนคับคั่ง และมีอาหารสมบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ

แปดหมื่นปี ในชมพูทวีปนี้ จักมีเมืองแปดหมื่นสี่พันเมือง มีเกตุมดีราชธานี

เป็นประมุข.

ก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี จักมีพระเจ้า

จักรพรรดิ์ทรงพระนามว่า พระเจ้าสังขะ ทรงอุบัติขึ้น ณ เมืองเกตุมดีราชธานี

เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔

เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ

คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว

เป็นที่ ๗. พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็น

วีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้. พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม

มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตราครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต.



โดย รสมน [25 ก.พ. 2553 , 08:50:38 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )


  สลักธรรม 9

ถ้าตอนนี้ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องอยู่(วิหารธรรม) ระหว่างนั้น หลงไปคิด แล้วตามรู้

และกลับมาอยู่กับลมหายใจได้อีก ก็ไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติ

เพราะการมีเครื่องอยู่ เช่นกรณีนี้คือลมหายใจ แม้เราหลงไป ก็ไม่นานนัก

แต่ถ้าเราไม่มีเครื่องอยู่ บางทีก็ทำให้เราหลงไปนาน
ถ้ายังใช้ลมหายใจเป็นเครื่องอยู่ ก็ไม่น่าหลงไปนานนัก

แต่ถ้าพอจิตหลงไปคิดนาน กลับมารู้แล้วไม่พอใจ หรือไม่เป็นกลาง

ก็ให้เท่าทันใจที่ไม่เป็นกลางนั้นต่อไป อย่าเสียเวลากับการหาวิธีแก้ไม่ให้หลงนะ

เพราะปกติพวกเราก็ยังหลงกันอยู่ได้เรื่อยๆ
เรารู้ทันความยึดมั่นถือมั่นว่ามีเรา เป็นเรา ก็ไม่น่าห่วง

ที่จะเรียกว่าสะสมอัตตาได้ ก็น่าจะเป็นก่อนหน้าที่เราไม่รู้วิธีปฏิบัติ

ตอนนี้เราเริ่มรู้ทางแล้วก็มีเพียงตามรู้ไปเรื่อย
อัตตาที่ว่าคงเป็นอัตตาตามภาษาไทย
ถ้าภาษาแขกน่าจะเป็น มานะ(ความถือตัว) มากกว่า
ตัวนี้เป็นสภาวะที่มีเกิดดับไปเหมือนกับสภาวะอื่นๆ
บางเรื่องก็เกิดมานะตัวโต บางเรื่องเกิดมานะตัวเล็ก
พอรู้สึกมีสภาวะนี้ก็หัดดูไปตามปกตินะครับ
อย่าเพิ่งคาดหวังว่ามันจะหายไปในเร็ววัน
เพราะตัวมานะนี้ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่สามารถละออกไปได้หมด
อย่างเราๆคงได้แค่ หัดดูตัวมานะนี้ไปเพื่อใช้เป็นเครื่องเจริญสติปัญญา
จนกว่าจะละได้หมดครับ

การมีสติหัดดูสภาวะอะไรก็ตาม ไม่ได้เป็นการสะสมสภาวะนั้นหรอกครับ
แต่เป็นการถอดถอนความเห็นผิด ถอดถอนความยึดมั่นครับ

โดย รสมน [26 ก.พ. 2553 , 08:53:26 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )


  สลักธรรม 10

อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นหนทางเพื่อการดับทุกข์ ไม่มีทางอื่นครับ

การเจริญสติปัฏฐานเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ ดับกิเลสหมด ต้องมี
ความข้าใจในสภาพธรรมที่มีจริง ๆ เช่น เห็นมีจริง ได้ยินมีจริง ๆ ฯลฯ เป็นธรรมะ
ต้องฟังมาก พิจารณามาก จนกว่าจะเป็นความมั่นคงของปัญญาที่รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นธรรมะ เป็นอนัตตา ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ ไม่มีเราเขา มีแต่นามธรรมและรูปธรรม
การพิจารณาความเป็นจริงจึงต้องพิจารณาตัวสภาพธรรมทีละขณะ ไม่ใช่เรื่อราวตาม
สมมติ ตามสถานการณ์ที่เป็นเรื่อราวที่ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง ขณะนี้กำลังมีคนที่เกิด
ทุกขเวทนาทางกาย ไม่ต้องรอวันหรือช่วงเวลาอันตราย ขณะนี้กำลังมีคนตาย ไม่ต้อง
รอวันหรือช่วงเวลาอันตรายเพราะฉะนั้นจึงควรเป็นผู้มั่นคงในเรื่องของกรรม เมื่อกรรม
ให้ผลก็ไม่พ้นไปจากผลของกรรมได้ ปราสาท ซอกเขาหรือบ้านที่เราอยู่นั่นคือความ
เข้าใจว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยแต่ไม่มีสถานที่ใดที่ความตายหรือผลของกรรมจะไม่ให้
ผลไม่มี สถานที่ที่สมมติว่าอันตราย หากอกุกรรมไม่ให้ผลก็ไม่มีทางได้รับสิ่งที่ไม่ดี
ดังนั้นความอันตรายอยู่ที่ไหน หากพิจารณาเป็นเรื่อราว ไม่ใช่พิจารณาสภาพธรรมทีละ
ขณะ ก็จะหลงไปตามโลกสมมติว่ามีวันอันตราย มีช่วงเวลาอันตราย
การที่บุคคลได้รับสิ่งที่ไม่ดีเพราะอกุศลกรรมนั้นให้ผล เพราะทำเหตุคืออกุศลกรรม
ผลที่ไม่ดีจึงมี ช่วงเวลาอันตรายที่แท้จริงคือขณะที่ทำอกุศลกรรมเพราะกำลังสร้างเหตุ
ที่ไม่ดีเพื่อได้รับผลที่ไมด่ครับ ช่วงเวลาที่ดีคือเวลาที่ทำกุศลกรรม นั่นเป็นช่วงเวลาที่ดี
และที่สำคัญคงไม่มีอะไรประเสริฐกว่าช่วงเวลาที่เข้าใจสภาพธรรมว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา

โดย รสมน [27 ก.พ. 2553 , 14:34:43 น.] ( IP = 222.123.187.121 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org