มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะ




ทาน ก็คือการให้ ทานก็คือธรรมะ ซึ่งก็ไม่พ้นไปจาก จิต เจตสิก ที่เป็นไปใน

กุศล ทานขณะนั้นเป็นกุศลธรรม ธรรมะเป็นเรื่องละเอียด ลึกซึ้ง รู้ตามได้ยาก

กุศลธรรมก็คือ จิต เจตสิก ที่เป็นไปในกุศล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เราไปทำแต่เป็นจิตที่

ดีงามที่เป็นไปในการให้ ในชีวิตประจำวันผู้ที่มีความเข้าใจธรรม ขณะให้ทานก็จะมี

สติระลึกรู้สภาพธรรมขณะนั้นได้ เพราะฉนั้น การศึกษาพระธรรมจึงควรพิจารณาให้

เข้าใจถึงตัวธรรมะที่มีอยู่จริงที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว จะให้ศึกษาอะไร...

ข้อความบางตอนจากปฐมทานสูตร

บางคนให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่งจิต ๑

คำอธิบายจากอรรถกถา

บทว่าจิตฺตาลงฺการจิตฺตปริกฺขารตฺถํ ทานํ เทต ความว่า ให้

เพื่อประดับและตกแต่งจิตในสมถะและวิปัสสนา. เพราะว่า

ทานย่อมทำจิตให้อ่อนโยน บุคคลผู้ได้รับทาน ย่อมมีจิตอ่อนโยน

ดีว่าเราได้แล้ว แม้บุคคลให้ทานนั้น ก็ย่อมมีจิตอ่อนโยนว่า เราให้

ทานแล้ว. เพราะฉะนั้น ทานนั้นชื่อว่า ย่อมทำจิตของบุคคลทั้ง ๒

ฝ่ายให้อ่อนโยน เพราะเหตุนั้นนั่นแล.

ท่านจึงตรัสว่า อทนฺตทมนํ การฝึกจิตที่ยังไม่ได้ฝึก

ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า.

อทนฺตทมนํ ทานํ อทานํ ทนฺตทูสกํ

อเนน ปิยวาเจน โอณมนฺติ มนมฺติ จ.

การให้ทานเป็นเครื่องฝึกจิตที่ยังไม่ได้ฝึก

การไม่ให้ทานเป็นเครื่องประทุษร้ายจิตที่ฝึกแล้ว

ชนทั้งหลายมีจิตโอนอ่อน และน้อมลงด้วยปิยวาจานี้

โดย รสมน (รสมน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [16 ก.พ. 2553 , 08:42:25 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ]


  สลักธรรม 11

เพราะภพภูมิต่างกัน จึงไม่สำเร็จเพียงอนุโมทนาฝ่ายเดียว ต้องอาศัยญาติอุทิศ

ส่วนบุญให้ จึงสำเร็จ คือ พ้นจากสภาพทุกข์ทรมาน แต่ในภพมนุษย์และเทพ

สามารถมีกุศลจิตอนุโมทนาได้เลย โดยไม่ต้องอาศัยผู้ทำบุญอุทิศให้
จาก
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 460
ทุกขธรรมสูตร ( อรรถกถา )
บทว่า ทนฺโธ ภิกฺขเว สตุปฺปาโท ความว่า การเกิดขึ้นแห่งสตินั้นแล ช้า
แต่เมื่อสตินั้นพอเกิดขึ้นแล้ว ชวนจิตก็จะแล่นไป
กิเลสทั้งหลายก็จะถูกข่มไว้ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้.
อธิบายว่า ในจักษุทวาร เมื่อกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นเกิดขึ้นแล้ว
เพราะทราบโดยวาระแห่งชวนจิตที่สองว่า
กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ชวนจิตสหรคตด้วยสังวรก็จะแล่นไปในวาระแห่งชวนจิตที่สาม
ก็ข้อที่ภิกษุผู้เจริญวิปัสสนา พึงข่มกิเลสทั้งหลายได้
ในวาระแห่งชวนจิตที่สามไม่ใช่เรื่อง น่าอัศจรรย์เลย.

อนึ่งในจักษุทวาร เมื่ออิฏฐารมณ์ ( อารมณ์ที่น่าปรารถนา ) มาสู่คลอง
ภวังคจิตก็จะไหว ครั้นเมื่ออาวัชชนจิตเป็นต้นเกิดขึ้น ก็จะห้าม
วาระแห่งชวนจิตที่มีกิเลสคละเคล้าเสีย ต่อจากโวฏฐัพพนจิตแล้ว
ให้วาระแห่งชวนจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้นแทนทันที.
ก็นี้เป็นอานิสงส์ของการที่ภิกษุผู้เจริญวิปัสสนา
ดำรงมั่นอยู่ในการพิจารณาภาวนา.
ท่านอธิบาย สติเกิดขึ้นช้า คือในชวนะทางปัญจทวาร ๗ ขณะ เป็นอกุศล

ชวนะทางมโนทวารวาระแรกก็เป็นอกุศล ชวนะวาระที่ ๓ จึงเป็นกุศล คือ

มีสติเกิดร่วมด้วย ข่มกิเลสที่เกิดขึ้นแล้ว..
ชวนะ วาระเดียวกัน ๗ ขณะ ต้องมีอารมณ์เดียวกัน เป็นอกุศลเหมือนกันครับ

โดย รสมน [28 ก.พ. 2553 , 10:02:11 น.] ( IP = 222.123.186.39 : : )


  สลักธรรม 12

ความเป็นไปของคนป่วยหนัก ถ้าไม่ใช่เป็นผู้มีปัญญาหรือ ไม่ได้สะสมบุญไว้มาก

ย่อมจะเกิดทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจเป็นธรรมดา ส่วนผู้ที่มีปัญญาและผู้ที่สะสม

บุญไว้มาก ทั้งมิได้ประกอบอกุศลกรรมไว้ ย่อมไม่เกิดทุกข์ทางใจ แม้จะมีทุกข์ทางกาย

บ้าง ดังนั้น ในชีวิตขณะที่ปกติ ถ้าไม่สะสมการฟังการเห็นประโยชน์ของพระธรรม

ในขณะที่ป่วยหนักจะสนใจฟังพระธรรมนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะความเจ็บปวดทางกาย

และจิตใจก็ศร้าหมอง และขาดศรัทธา การเห็นประโยชน์ก็ไม่มี และก่อนหน้านี้เขา

ก็ไม่สนใจ นอกจากจะนำเสนอเพียงเรื่องเบาๆ พื้นๆทั่วไป เช่น พุทธประวัติ ชาดก

เป็นต้น ก็อาจจะทำให้จิตเปลี่ยนจากความกังวล ความทุกข์ได้บ้างครับ

พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา นั้น ประกอบด้วยเหตุและ

ผล เป็นไปเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นไปเพื่อการละคลายอกุศล เป็นไปเพื่อการ

ดับกิเลส เป็นไปเพื่อการดับทุกข์โดยประการทั้งปวง เป็นไปเพื่อการไม่เกิดอีก บุคคล

ผู้ที่ไม่มีปัญญา (ถึงแม้จะยังไม่เจ็บป่วยก็ตาม) ไม่ได้สะสมเหตุที่ดีมา ย่อมไม่เห็น

ประโยชน์ของพระธรรมซึ่งมีคุณค่ามากอย่างนี้ที่สามารถนำออกจากทุกข์ได้จริง ถึงแม้

ว่าจะมีผู้แนะนำในสิ่งที่ดีมีประโยชน์แก่เขาอย่างไรก็ตาม เขาย่อมไม่เห็นคุณค่า ไม่เห็น

ประโยชน์ ซึ่งเป็นไปตามการสะสมมาของบุคคลผู้นั้น

โดย รสมน [1 มี.ค. 2553 , 09:00:21 น.] ( IP = 222.123.190.112 : : )


  สลักธรรม 13

บุคคลผู้เข้าใจในเรื่อง "เหตุและผลของกรรม"

ย่อมมี "ความเมตตา"


เมื่อได้ทรัพย์สมบัติมาจากการประกอบ "สุจริตกรรม" ก็ควรใช้ทรัพย์นั้น

และส่วนที่เหลือ ก็สละให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น "ตามสมควร"


ไม่ได้หมายความว่า "คฤหัสถ์-ผู้สันโดษ" จะต้องเป็นผู้ที่อยู่เฉย ๆ

และไม่ใช้ความรู้-ความสามารถของตนเองที่มี ไปในทางที่เป็นประโยชน์

อันเป็นประโยชน์ตน และ ประโยชน์ผู้อื่น.


ฉะนั้น ความสันโดษ ของชีวิตคฤหัสถ์

จึงเป็นเรื่องของ"ความเข้าใจและรู้จักตนเองตามความเป็นจริง"

โดยทราบว่า ควรยินดีพอใจ "เท่าที่มี"

ไม่ใช่ "เกินไป" จนกระทั่งอยากได้ของ ๆ บุคคลอื่นมาเป็นของตน

โดย "กระทำทุจริตกรรม"


บุคคลที่มีความสามารถทางใดทางหนึ่ง

ก็ควรที่จะใช้ความสามารถนั้น อย่างเต็มที่ ในทางสุจริต

เพื่อ "ประโยชน์" ทั้งต่อตนเอง และบุคคลอื่น.


หมายความว่า

ถ้าเป็น"ผลของกุศลกรรม" ที่เป็นเหตุให้ได้ทรัพย์สินมามาเท่าไร

ก็ "พอใจ-เท่าที่มี"

และ "ควรสะสมความเมตตา" ต่อบุคคลอื่น

โดยการสละทรัพย์ที่ได้มาบางส่วน เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่นด้วย.

โดย รสมน [2 มี.ค. 2553 , 08:42:54 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )


  สลักธรรม 14

ถ้าอยากเป็นคนงาม อย่าวู่วามโกรธง่าย
ถ้าอยากเป็นคนสบาย อย่าเบื่อหน่ายความเพียร

ถ้าอยากเป็นคนมี อย่าเอาดีแต่จ่าย

ถ้าอยากเป็นคนนำสมัย อย่าทำลายวัฒนธรรม

ถ้าอยากเป็นคนมีเกียรติ อย่าเหยียดหยามคนอื่น

ถ้าอยากเป็นคนมีความรู้ อย่าลบหลู่ครูอาจารย์

ถ้าอยากหาความสำราญ อย่าล้างผลาญสมบัติ

ถ้าอยากมีอำนาจ อย่าขาดความยุติธรรม

ถ้าอยากเป็นคนดัง อย่างหวังความสงบ


ดูบ้านเมือง ดูที่ความสะอาด

ดูประชาชาติ ดูที่ความสามัคคี

ดูคนดี ดูทีการงาน

ดูลูกหลาน ดูที่การเคารพ

ดูหญิง ดูที่ความอาย

ดูชาย ดูที่ความกล้าหาญ

ดูพระ ดูทีกิจวัตร

ดูคฤหัสถ์ ดูที่ความขยัน



ดินจะกลบ ลบกาย วายสังขาร

ไฟจะผลาญ เผาซาก สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี มีอยู่ คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน แทนซาก ที่จากไป

อยากเกิดเป็นมนุษย์ ต้องรักษาศีล ๕

อยากเกิดเป็นเทวดา ต้องมีมหากุศล ๘

อยากเกิดเป็นพรหม ต้องเจริญสมาถกรรมฐาน

อยากไปพระนิพพาน ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

อยากมีปัญญามาก ต้องให้ธรรมะ/การศึกษา

อยากเกิดมาสวย ต้องรักษาศีล

อยากเกิดมารวย ต้องให้ทาบุญให้ทานและขยัน

อยากมีอายุยืนยาว ต้องไม่ฆ่า/ปล่อยสัตว์

อยากมีอำนาจวาสนา ต้องมีขันติความอดทน

อยากมีผิวพรรณงาม ต้องให้อาหารเสื้อผ้า

ไม่อยากเกิดมาจน อย่าลักขโมย/โกงเขา

ไม่อยากพิกลพิการ อย่าทรมานสัตว์

ไม่อยากขี้เล่ห์ อย่าอิจฉาริษยา อาฆาต

ไม่อยากเกิดในนรก ต้องทำลายความโกรธ

ไม่อยากเป็นเปรตอสูรกาย ต้องทำลายความโลภ

ไม่อยากเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ให้ล้างผลาญความหลง ฯ

โดย รสมน [3 มี.ค. 2553 , 14:01:35 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : )


  สลักธรรม 15

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 120

[พระมหินทเถระไปประกาศพระศาสนาที่เกาะลังกา]

ส่วนพระมหินทเถระ ผู้อันพระอุปัชฌายะ และภิกษุสงฆ์เชื้อเชิญว่า

ขอท่านจงไปประดิษฐานพระศาสนายังเกาะตัมพปัณณิทวีปเถิด ดังนี้ จึง

ดำริว่า เป็นกาลที่เราจะไปยังเกาะตัมพปัณณิทวีปหรือยังหนอ ? ครั้งนั้น

เมื่อท่านใคร่ควรอยู่ ก็ได้มีความเห็นว่า ยังไม่ใช่กาลที่ควรจะไปก่อน.

ถามว่า ก็พระเถระนั้น ได้มีความเห็นดังนี้ เพราะเห็นเหตุการณ์อะไร ?

แก้ว่า เพราะเห็นว่า พระเจ้ามุฏสีวะ ทรงพระชราภาพมาก.

.บัดนี้ เป็นเวลาที่ควรจะไปยังเกาะลังกาหรือยังหนอแล. ลำดับนั้น ท่าน

ดำริว่า ขอให้พระราชกุมารพระนามว่า เทวนัมปิยดิส เสวยอภิเษก ที่

พระชนกของเราทรงส่งไปถวายเสียก่อน, ขอให้ได้สดับคุณพระรัตนตรัย

และเสด็จออกไปจากพระนคร เสด็จขึ้นสู่มิสสกบรรพตมีมหรสพเป็นเครื่อง

หมาย, เวลานั้น เรา จักพบพระองค์ท่านในที่นั้น. พระเถระ ก็สำเร็จ

การพักอยู่ที่เวทิสคิรีมหาวิหารนั้นและ สิ้นเดือนหนึ่งต่อไปอีก.

ก็โดยล่วงไปเดือนหนึ่ง คณะสงฆ์และอุบาสกแม้ทั้งหมด ซึ่งประชุม

กันอยู่ในวันอุโบสถ ในดิถีเพ็ญแห่งเดือนแปดต้น (คือวันเพ็ญเดือน ๗)

ได้ปรึกษากันว่า เป็นกาลสมควรที่พวกเราจะไปยังเกาะตัมพปัณณิทวีปหรือ

ยังหนอ ? เพราะเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย จึงได้กล่าวว่า

ในกาลนั้น ได้มีพระสังฆเถระ

ชื่อมหินท์โดยนาม ๑ พระอิฏฏิยเถระ ๑ พระ-

อุตติยเถระ๑ พระภัททสาลเถระ ๑ พระสัมพล

เถระ ๑ สุมนสามเณร ผู้ได้ฉฬภิญญา มี

ฤทธิ์มาก ๑ ภัณฑกอุบาสก ผู้ได้เห็นสัจจะ

เป็นที่ ๗ แห่งพระเถระเหล่านั้น ๑, ท่าน

มหานาคเหล่านั้นนั่นแล พักอยู่ในที่เงียบ-

สงัด ได้ปรึกษากันแล้ว ด้วยประการฉะ

นี้แล.

โดย รสมน [5 มี.ค. 2553 , 11:33:25 น.] ( IP = 117.47.156.129 : : )


  สลักธรรม 16

--------------------------------------------------------------------------------

ฟังพระธรรม....คือ การฟังเรื่องของ "สิ่งที่มีจริง"

เช่น กล่าวถึง "สิ่งที่เคยยึดถือ ว่า เป็นเรา"

เพื่อให้เข้าใจว่า "เป็นธรรมและเป็นอนัตตา"


ข้อความทั้งหมดที่แสดง

ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึง "ความเป็นธรรมและเป็นอนัตตา"

มิฉะนั้น ก็จะมัวไป "คิดถึงพยัญชนะ"


เพราะฉะนั้น ขณะที่ได้ฟัง "ข้อความใด-ในพระไตรปิฎก"

ควรทราบว่า เป็นการกล่าวถึง "สิ่งที่มีจริง" ที่ไม่เคยรู้

และ ยังหลงยึดถือ ว่า เป็นเรา อีกด้วย.!


ฟังพระธรรม....เพื่อเข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง

ว่า ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของบุคคลอื่น และ เรื่องอื่น

แต่ เป็นการกล่าวถึง "สภาพของจิต-แต่ละขณะ"

ซึ่ง "เป็นธรรมะและเป้นอนัตตา"


ฟังพระธรรม...เพื่อเข้าใจตามความเป็นจริง ว่า

ที่เคยหลงยึดถือว่า เป็นเราที่ไม่สงบ เป็นเราที่ฟุ้งซ่าน ฯ

ความจริง ก็คือ เป็นจิตประเภทใดประเภทหนึ่ง "ยกพล"

หมายความว่า...ถ้าเป็นไปในทาง "อกุศล"

ก็คือมี "พล" ที่ฟุ้งซ่าน และ ไม่สงบมากมาย-เกิดร่วมกัน.

โดย รสมน [6 มี.ค. 2553 , 10:56:16 น.] ( IP = 117.47.195.79 : : )


  สลักธรรม 17

ก่อนจะเล่าถึงประวัติของเกาะลังกาที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า อรรถกถาก็ได้เล่าถึง

ชีวิตของพระเจ้าอโศกอย่างละเอียด ซึ่งพอจะสรุปย่อๆได้ว่า ท่านเป็นโอรสองค์หนึ่งใน

บรรดาโอรส ๑๐๑ พระองค์ของพระเจ้าพินทุสารแห่งเมืองปาฏลีบุตร ขณะที่ท่านเป็น

อุปราชไปครองเมืองอุชเชนีนั้น พระบิดาประชวรหนัก ท่าานจึงเดินทางกลับมาเมือง

ปาฏลีบุตร และสำเร็จโทษโอรสเหล่านั้นทั้งหมด ยกเว้นเจ้าติสสกุมาร ผู้เป็นอนุชาร่วม

มารดาองค์เดียว และเมื่อ พ.ศ. ๒๑๘ ก็ได้อภิเษกตนเองเป็นเอกราชในชมพูทวีปทั้ง

หมด ทรงมีอานุภาพแผ่ไปทั่วทั้งทวีป และทรงแต่งตั้งให้เจ้าติสสกุมารเป็นอุปราช

เดิมพระเจ้าพินทุสารพระบิดาของพระองค์นับถือพราหมณ์ ได้นิมนต์พราหมณ์มาฉัน

อาหารในพระราชวังจำนวนมาก พระเจ้าอโศกเห็นข้อวัตรปฏิบัติของพราหมณ์เหล่านั้น

แล้วไม่เลื่อมใส เมื่อท่านทอดพระเนตรเห็นนิโครธสามเณร (ซึ่งก็คือโอรสของพี่ชายคน

โตของท่านนั่นเอง ที่พระมารดาของสามเณรหนีภัยออกจากวัง และไปคลอดสามเณร

ที่ต้นไทร พร้อมทั้งได้รับการเลี้ยงดูจากหัวหน้าคนจัณฑาลจนอายุได้ ๗ ขวบ ท่านพระ

โมคคลีบุตรติสสเถระบวชให้ และบรรลุอรหันต์ในวันที่บวชนั่นเอง) ก็เกิดความเลื่อมใส

นิมนต์ให้ฉันอาหาร และต่อมาพระเจ้าอโศกก็มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า

เมื่อได้ทราบว่า พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว ว่าโดยองค์ มีองค์ ๙ ว่าโดย

ขันธ์ มี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็โปรดให้สร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลัง ในพระนคร

๘๔,๐๐๐ นคร และได้ทะนุบำรุงพระภิกษุสงฆ์จำนวนประมาณหกแสนรูปด้วยปัจจัยสี่

เมื่อท่านได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามากเช่นนี้ ท่านก็อยากทราบว่า ท่านเป็นทายาท

ของพระศาสนาหรือยัง เมื่อท่านพระโมคคลีบุตรติสสเถระทูลท่านว่า จะเป็นทายาท

ของพระศาสนาเมื่อให้บุตรของตนบวช ท่านจึงให้โอรสและธิดาบวช คือท่านพระ

มหินทร์และพระนางสังฆมิตตาบวช ซึ่งก็บรรลุอรหันต์พร้อมกับปฏิสัมภิทาในวันบวชนั่น

เอง

เมื่อพวกเดียรถีย์เดือดร้อนเนื่องจากขาดแคลนปัจจัยสี่เพราะขาดคนอุปถัมภ์ จึงปลอม

ตัวมาบวชกันมาก จนพระสงฆ์ที่แท้จริงไม่ร่วมทำอุโบสถเป็นเวลานานถึง ๗ ปี

โดย รสมน [7 มี.ค. 2553 , 09:53:47 น.] ( IP = 112.143.4.232 : : )


  สลักธรรม 18

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ ๒๐๕

ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ และอายตนะ

ยังเป็นไปไม่ขาดสาย ท่านกล่าวว่า สังสาระ.

-----------------------------------

พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงนั้น เป็นเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงในชีวิต

ประจำวันทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย สุข ทุกข์ ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น

ลิ้มรส ถูกต้องกระทบสัมผัส คิดนึก กุศล อกุศล เป็นต้น ซึ่งชาติก่อน ๆ อย่างนับ

ไม่ถ้วนก็เคยเป็นอย่างนี้มาแล้ว เคยเกิด เคยแก่ เคยเจ็บ เคยตาย เคยสุข เคยทุกข์

มาแล้วทั้งนั้น ซึ่งก็ไม่พ้นไปจากความเป็นไปของสภาพธรรม คือ นามธรรม และ

รูปธรรม

เพราะฉะนั้นสังสารวัฏฏ์ จะยังหมดสิ้นไปไม่ได้ เนื่องจากว่ายังมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้

มีการเกิดแล้วเกิดอีก ตายแล้วตายอีกอยู่ ซึ่งนั่นก็คือ เพราะยังเป็นผู้มีกิเลส ยังละกิเลส

อะไร ๆ ไม่ได้ นั่นเอง

เมื่อได้ฟังพระธรรม ได้ศึกษาพระธรรม ฟังเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงในชีวิตประจำ

วัน สะสมความเข้าใจที่ถูกต้องไปตามลำดับ ก็จะทำให้เป็นผู้มีความมั่นคงในความจริง

ว่าทุกอย่างเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน ก็ไม่พ้นไปจาก

จิต เจตสิก และรูป เลย มีอยู่เพียงเท่านี้เอง ที่สมมติเป็นสัตว์ บุคคล เป็นคนนั้นคนนี้

ก็เพราะมีสภาพธรรมเหล่านี้ แต่เพราะยังไม่เข้าใจ จึงมีความยึดถือผิดว่า เป็นตัวตน

เป็นสัตว์ เป็นบุคคล แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธคำพูดที่พูดกันหรือสื่อสารกันอย่างเป็นปกติใน

ทุก ๆ วัน ที่สำคัญคือความเข้าใจที่ถูกต้อง ว่า ทุกอย่างเป็นธรรม ทุกขณะของชีวิต

เป็นธรรม ครับ
การเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่เกาะลังกา

เมื่อทำสังคายนาครั้ง ๓ สำเร็จแล้ว ท่านพระโมคคลีบุตรติสสเถระคิดว่า ต่อไปพระ

ศาสนาจะตั้งมั่นอยู่ที่ไหน ก็ทราบว่าจะตั้งมั่นในปัจจันตชนบททั้งหลาย จึงได้ส่งพระ

ศาสนทูตไปประกาศพระศาสนา ๙ สาย (แต่ละแห่งมีพระภิกษุร่วมคณะพอครบสงฆ์ที่

จะให้อุปสมบท) คือ

๑. พระมัชฌันติกะ ไปกัสมีร - คันธารรัฐ

๒. พระมหาเทวะ ไปมหิงสกมณฑล

๓. พระรักขิตะ ไปแคว้นวนวาสี

๔. พระโยนกธรรมรักขิต ไปอปรันตชนบท

๕. พระมหาธรรมรักขิต ไปมหารัฐ

๖. พระมหารักขิต ไปรัฐโยนก

๗. พระมัชฌิมะ ไปหิมวันต์ (ประเทศจีน)

๘. พระโสณะและอุตตระ ไปสุวรรณภูมิ (บางมติว่า สิยามรัฐ คือประเทศไทย)

๙. ท่านพระมหินทะ ไปตัมพปัณณิทวีป (เกาะลังกา)

ข้อมูลจาก “กาลานุกรม พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก” ของพระพรหมคุณาภรณ์

(ป.อ.ปยุตโต)

โดย รสมน [8 มี.ค. 2553 , 09:42:36 น.] ( IP = 114.128.113.191 : : )


  สลักธรรม 19

ถ้าศึกษาเข้าใจแล้ว ก็ตรงกับพระธรรมคำสอนที่ทรงแสดงไว้ทั้งหมด คือ

เพื่อละอกุศล เพื่อการเจริญขึ้นของกุศล ถ้าสูงยิ่งๆขึ้นไปก็คือ เพื่อการรู้ยิ่ง

เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เพื่อออกจากสังสารวัฏฏ์ และดับทุกข์ทั้งปวงครับ

แต่ถ้ายังไม่ถึงก็ค่อยๆสะสมและอบรมกันต่อไป
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้วเท่านั้น ที่จะ

เป็นที่พึ่งในชีวิตอย่างแท้จริง และจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ได้ฟัง ได้ศึกษา และมี

ความเข้าใจที่ถูกต้อง เท่านั้น (ไม่ทั่วไปแก่ทุกคน) เพราะเป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็น

ถูก เป็นไปเพื่อละอกุศลตามลำดับขั้น สูงสุด คือ ถึงความเป็นผู้หมดจดจากกิเลส เป็น

พระอรหันต์ดับทุกข์โดยประการทั้งปวง, ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องไปแสวงหามงคลที่

ไหนเลย ขณะที่ฟังพระธรรม แล้วเข้าใจ ขณะนั้น เป็นมงคลแล้ว รวมถึงขณะที่จิตเป็น

ไปในกุศลประการต่าง ๆ ทั้งในเรื่องของทาน ในเรื่องของศีล เป็นต้น ก็เป็นมงคลเช่น

เดียวกัน เพราะมงคล หมายถึง สิ่งที่นำมาซึ่งความสุข นำมาซึ่งความเจริญทั้งในโลก

นี้และโลกหน้า ครับ


ไม่ว่าจะให้ทาน รักษาศีล กี่ภพกี่ชาติ ก็ไม่สามารถออกจากวัฏฏะได้ ตราบใดก็ตาม

ที่เรายังไม่อบรมเจริญธรรมะ เจริญสติปัฏฐาน เพื่อขัดเกลาอกุศล อกุศลก็ยังมีอยู่เต็ม

ความเข้าใจถูกหรือปัญญาอันเกิดจากการศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรมย่อมมีอุปการะ

เกื้อกูลให้เกิดกุศลประการต่างๆเพิ่มขึ้น ทำให้มีความคิดที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นว่าอะไรที่ควร

เจริญ อะไรที่ควรละ อะไรที่ควรรู้อันเกิดจากความเห็นถูกอันเกิดมาจากการฟังธรรม

สำหรับคำแนะนำนะครับ ก็ขอให้ฟังพระธรรมต่อไปครับ เพราะปัญญาก็ต้องเกิดจาก

การฟัง ที่สำคัญที่อยากจะแนะนำคือ ต้องรู้ก่อนครับว่าปัญญาต้องรู้อะไร ถ้าเราไม่รู้ตรง

นี้เป็นเบื้องต้น เราก็จะไม่มีทางละกิเลสได้ บางทีอาจเข้าใจว่าละได้ มีกุศลเกิดบ่อย แต่

เราลืมว่าการละกิเลสต้องละความเป็นเรา ละความเป็นสัตว์ บุคคล ถ้าเราไม่เข้าใจตรง

นี้ ก็เป็นเราที่มีมงคล เป็นเราที่เจริญมงคล 38 เป็นเราที่ละอกุศล ไม่ได้รู้ว่าเป็นธรรม

และไม่สามารถละกิเลสคือความเห็นผิดได้เลย อยากจะแนะนำครับว่ า ต้องเริ่มก่อนกับ

คำว่าธรรมคืออะไร เมื่อเข้าใจจะเริ่มเป็นปัจจัยให้เห็นถูกและสามารถรู้ความจริง จนเป็น

ปัจจัยให้ดับกิเลสได้ครับ ขอให้เริ่มกับความเห็นถูกก่อนนะครับ เห็นถูกว่าเป็นธรรมไม่

ใช่เรา โดยเริ่มจากคำว่าธรรมคืออะไรครับ
ตามพระวินัยมีว่า สามเณร มีสิกขาบท ๑๐ ข้อ

สามเณร เป็นอนุปสัมบัน คือไม่ใช่พระภิกษุ สามเณรจึงไม่มีอาบัติ

แต่โดยพฤตินัย สามเณร เป็นบรรพชิต เป็นเหล่ากอของสมณะ ความประพฤติ

อภิสมาจาร และมรรยาททั้งหลาย ควรเป็นเช่นเดียวกับพระภิกษุ สิ่งใดที่บรรพชิต

ไม่ควรทำ สามเณรก็ไม่ควรทำเช่นกัน แต่บางสิ่งที่ชาวโลกไม่ติเตียน เช่น การหุงต้ม

หรือการทำกัปปิยะ เพื่อการช่วยเหลือพระภิกษุ สามเณรทำได้ ดังนั้นสิกขาบท

ของพระภิกษุ ๒๒๗ ข้อ ที่เป็นอาบัติชั่วหยาบ คือปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ หรือ

สิกขาบทที่เป็นโลกวัชชะ สามเณรไม่ควรก้าวล่วงครับ


สามเณรไม่มีอาบัติ แต่ถ้าสามเณรล่วงศีล ข้อ ๖ -๑๐ เช่น ฉันอาหารในยามวิกาลร้อง

เพลงแล้วตั้งใจสำรวมระวัง รักษาศีลใหม่ ก็ยังไม่ขาดจากความเป็นสามเณร ยก

เว้น ถ้าล่วงศีลข้อ ๑ - ๕ เช่น สามเณรฆ่ามนุษย์ ลักทรัพย์ เสพเมถุน ต้อง

ขาดจากความเป็นสามเณร





โดย รสมน [9 มี.ค. 2553 , 08:59:12 น.] ( IP = 114.128.57.23 : : )


  สลักธรรม 20

ในสมัยครั้งพุทธกาล ใครจะบวชหรือไม่บวชขึ้นอยู่ที่อัธยาศัย และการสะสม ถ้าบวช

แล้วเป็นพระภิกษุ แต่ไม่กระทำให้บริบูรณ์ในสิกขาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชื่อว่า เป็น

ภิกษุอลัชชี ภิกษุทุศีล เป็นผู้หลีกเลี่ยงคำสอน เป็นคนว่ายาก เป็นคนเลี้ยงยาก มัก

มาก ไม่สันโดษ ฯลฯ อย่างนี้เป็นคฤหัสถ์ที่ดีย่อมดีกว่า การเป็นคฤหัสถ์ที่ดี ประพฤติ

ตามพระธรรมคำสอนยังเป็นยาก การเป็นพระภิกษุที่ดี มีศีลมีความเห็นถูก ไม่ติดในลาภ

สักการะ ฯลฯ ยิ่งยากกว่ามาก คือ อย่างน้อยก่อนบวชควรหาพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์

เพื่อนพรหมจรรย์ ที่ดี มีศีล มีกัลยาณธรรม มีความเห็นถูก เป็นพหูสูตร ทรงธรรม ทรง

วินัย ฯลฯ เพื่อเป็นตัวอย่างในความประพฤติที่ตรงต่อพระธรรมวินัย ถ้าหาบุคคลดัง

กล่าวไม่ได้ก็เท่ากับการบวชของเรา ไปอยู่กับคนทุศีลอลัชชี ไม่มีคุณธรรม แล้วเราจะ

เป็นภิกษุเช่นไร...

สรุปคือ เป็นคนดีดีกว่า ไม่ว่าจะอยู่ในเพศไหน

การถือนิสัย คือ การเข้าไปอาศัยอุปัชฌาย์หรืออาจารย์อยู่ อธิบายว่า เข้าไปมอบตนเป็น

ศิษย์ อยู่รับใช้ท่าน อยู่ในโอวาทและการดูแลของท่าน อยู่ประพฤติวัตรที่สมควร มี

อุปัชฌายวัตร เป็นต้น ควรถือนิสัยกับพระภิกษุที่มีคุณธรรม มีพรรษา ๑๐ ขึ้นไป มีศีล

งาม สำรวมในพระปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจร เป็นลัชชี มีความละอาย

ต่อบาป มีความเห็นถูกตรงตามพระธรรมวินัย มีปัญญาสามารถสอนแนะนำให้ศิษย์เห็น

แจ้งในธรรมได้ เป็นผู้ศึกษามามากเป็นพหูสูต เป็นต้น

การถือนิสัย คือ การเข้าไปอาศัยอุปัชฌาย์หรืออาจารย์อยู่ อธิบายว่า เข้าไปมอบตนเป็น

ศิษย์ อยู่รับใช้ท่าน อยู่ในโอวาทและการดูแลของท่าน อยู่ประพฤติวัตรที่สมควร มี

อุปัชฌายวัตร เป็นต้น ควรถือนิสัยกับพระภิกษุที่มีคุณธรรม มีพรรษา ๑๐ ขึ้นไป มีศีล

งาม สำรวมในพระปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจร เป็นลัชชี มีความละอาย

ต่อบาป มีความเห็นถูกตรงตามพระธรรมวินัย มีปัญญาสามารถสอนแนะนำให้ศิษย์เห็น

แจ้งในธรรมได้ เป็นผู้ศึกษามามากเป็นพหูสูต เป็นต้น


พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 140

อุปัชฌายะวัตร

[๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกพึงประพฤติชอบในอุปัชฌายะ

วิธีประพฤติชอบในอุปัชฌายะนั้น มีดังต่อไปนี้:-

สัทธิวิหาริกพึงลุกแต่เช้าตรู่ ถอดรองเท้า ห่มผ้าเฉวียงบ่า แล้วถวาย

ไม้ชำระฟัน ถวายน้ำล้างหน้า ปูอาสนะไว้.

ถ้ายาคูมี พึงล้างภาชนะแล้วน้อมยาคูเข้าไปถวาย เมื่ออุปัชฌายะดื่ม

ยาคู แล้วพึงถวายน้ำ รับภาชนะมาถือต่ำ ๆ อย่าให้กระทบกัน ล้างให้สะอาด

แล้วเก็บไว้ เมื่ออุปัชฌายะลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ.

ถ้าที่นั้นรก พึงกวาดที่นั้นเสีย.

ถ้าอุปัชฌายะประสงค์จะเข้าบ้าน พึงถวายผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา

พึงถวายประคดเอว พึงพับผ้าสังฆาฏิเป็นชั้นถวาย พึงล้างบาตรแล้ว ถวายพร้อม

ทั้งน้ำด้วย.

ถ้าอุปัชฌายะปรารถนาจะให้เป็นปัจฉาสมณะ พึงปกปิดมณฑล ๓ นุ่ง

โดย รสมน [10 มี.ค. 2553 , 14:00:47 น.] ( IP = 222.123.195.16 : : )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org