มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะ




ทาน ก็คือการให้ ทานก็คือธรรมะ ซึ่งก็ไม่พ้นไปจาก จิต เจตสิก ที่เป็นไปใน

กุศล ทานขณะนั้นเป็นกุศลธรรม ธรรมะเป็นเรื่องละเอียด ลึกซึ้ง รู้ตามได้ยาก

กุศลธรรมก็คือ จิต เจตสิก ที่เป็นไปในกุศล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เราไปทำแต่เป็นจิตที่

ดีงามที่เป็นไปในการให้ ในชีวิตประจำวันผู้ที่มีความเข้าใจธรรม ขณะให้ทานก็จะมี

สติระลึกรู้สภาพธรรมขณะนั้นได้ เพราะฉนั้น การศึกษาพระธรรมจึงควรพิจารณาให้

เข้าใจถึงตัวธรรมะที่มีอยู่จริงที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว จะให้ศึกษาอะไร...

ข้อความบางตอนจากปฐมทานสูตร

บางคนให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่งจิต ๑

คำอธิบายจากอรรถกถา

บทว่าจิตฺตาลงฺการจิตฺตปริกฺขารตฺถํ ทานํ เทต ความว่า ให้

เพื่อประดับและตกแต่งจิตในสมถะและวิปัสสนา. เพราะว่า

ทานย่อมทำจิตให้อ่อนโยน บุคคลผู้ได้รับทาน ย่อมมีจิตอ่อนโยน

ดีว่าเราได้แล้ว แม้บุคคลให้ทานนั้น ก็ย่อมมีจิตอ่อนโยนว่า เราให้

ทานแล้ว. เพราะฉะนั้น ทานนั้นชื่อว่า ย่อมทำจิตของบุคคลทั้ง ๒

ฝ่ายให้อ่อนโยน เพราะเหตุนั้นนั่นแล.

ท่านจึงตรัสว่า อทนฺตทมนํ การฝึกจิตที่ยังไม่ได้ฝึก

ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า.

อทนฺตทมนํ ทานํ อทานํ ทนฺตทูสกํ

อเนน ปิยวาเจน โอณมนฺติ มนมฺติ จ.

การให้ทานเป็นเครื่องฝึกจิตที่ยังไม่ได้ฝึก

การไม่ให้ทานเป็นเครื่องประทุษร้ายจิตที่ฝึกแล้ว

ชนทั้งหลายมีจิตโอนอ่อน และน้อมลงด้วยปิยวาจานี้

โดย รสมน (รสมน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [16 ก.พ. 2553 , 08:42:25 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ][ 2 ] [ 3 ] [ 4 ][ 5 ][ 6 ]


  สลักธรรม 21

นิมิต

นิมิตฺต ( การกำหนด , เครื่องหมาย )

เครื่องหมายให้เกิดกิเลส หมายถึง ส่วนหยาบที่เป็นรูปร่าง สัณฐาน ความหมาย

ที่จิตคิดถึงสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

เช่น เห็นเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นโต๊ะเก้าอี้ ได้ยินเสียงผู้หญิงหรือผู้ชาย ได้

กลิ่นดอกไม้ ลิ้มรสเป็ดไก่ ถูกต้องสัมผัสสำลี คิดนึกเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเป็นไปด้วย

อกุศลจิต เป็นการยึดนิมิต


ขณะที่รู้รูปร่างสัณฐาน ความหมายต่างๆ ด้วยกุศลจิต ขณะนั้นไม่ใช่เป็นการ

ยึดนิมิต แต่เป็นบัญญัติอารมณ์ของกุศลจิตเท่านั้น

คำว่า สังขารนิมิต มีความหมายหลายนัย คือ โดยนัยที่เป็นสภาพที่เป็นสังขาร

ธรรมกับวิสังขารธรรม พระนิพพานเป็นวิสังขารธรรม ออกจากสังขารธรรม หรือออก

จากสังขารนิมิต ผู้ที่เจริญวิปัสสนาจนปัญญาแก่กล้า มีพระนิพพานเป็นอารมณ์

(โคตรภูญาณ)ขณะนั้นออกจากสังขารนิมิต อีกอย่างหนึ่ง ในชีวิตประจำวันของเราเรา

อยู่กับสังขารธรรมที่เรียกว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ที่เกิดดับ แต่เราไม่ประจักษ์แจ้งความ

เกิดดับของสังขารธรรมเหมือนกับว่าต่อเนื่องกันตลอด เป็นสังขารนิมิต คือ นิมิต

ของสังขาร ไม่ใช่ลักษณะของสังขารจริงๆ บางนัยท่านกล่าวถึงนิมิตของขันธ์ทั้งห้า

คือ รูปนิมิต เวทนานิมิต สัญญานิมิต สังขารนิมิต วิญญาณนิมิต ซึ่งหมายถึง

ขันธ์ห้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 57

.................................. บทว่า สพฺพนิมิตฺตานํ ได้แก่ รูปนิมิต เวทนา-

นิมิต สัญญานิมิต สังขารนิมิต และวิญญาณนิมิต. พระโยคาวจรไม่

มนสิการรวมกันซึ่งนิมิตเหล่านั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านกล่าวไว้อย่างนั้น

ด้วยการรวมนิมิตทั้งปวง. เพราะฉะนั้น อารมณ์ของภวังคจิตอันใดมีอยู่

การออกจากผลสมาบัติย่อมมีโดยมนสิการถึงอารมณ์นั้น พึงทราบการออก

จากผลสมาบัตินั้นด้วยประการอย่างนี้ . ท่านกล่าวว่า วิมุตติสุขํ ปฏิสํเวที

ดังนี้ หมายเอาการเข้า การตั้งอยู่ และการออกจากผลสมาบัติ ดังกล่าวมานี้

และละการกำหนดสังขารนิมิต อันตรงกันข้ามกับพระนิพพาน ด้วยโคตรภูญาณ

นี้ ชื่อว่าตทังคปหาน.

สุญญตวิโมกข์ เพราะว่างและพ้นจากกิเลสมีราคะเป็นต้นเหล่านั้น อนึ่ง พระ-

นิพพาน ชื่อว่า หานิมิตมิได้ เพราะไม่มีนิมิตมีราคะเป็นต้น และเพราะไม่มี

สังขารนิมิต ท่านเรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์ เพราะไม่มีกิเลสเหล่านั้นเป็นนิมิต

และว่างจากกิเลสเหล่านั้น พระนิพพานชื่อว่า หาที่ตั้งมิได้ เพราะไม่มีที่ตั้งมี
๑๐. อรรถกถาโคตรภูญาณุทเทส

ว่าด้วย โคตรภูญาณ

ในคำว่า พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภูญาณํ

แปลว่า ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอกเป็น

โคตรภูญาณ นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

บทว่า พหิทฺธา ได้แก่สังขารนิมิต. เพราะว่า สังขารนิมิตนั้น

ท่านกล่าวว่า พหิทฺธา - ภายนอก เพราะอาศัยอกุศลขันธ์ในจิตสันดาน

ในภายใน. เพราะฉะนั้นโคตรภูญาณนั้นย่อมออก คือตั้งอยู่ในเบื้องบน

ปราศจากสังขารนิมิตภายนอก ฉะนั้นโคตรภูญาณนั้นจึงชื่อว่าวุฏฐานะ,

โดย รสมน [11 มี.ค. 2553 , 19:45:46 น.] ( IP = 114.128.60.178 : : )


  สลักธรรม 22

พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 14

คำว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิ ได้แก่ ความเห็นไม่มีตามความเป็นจริง อีก

อย่างหนึ่ง ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่า เห็นคลาดเคลื่อนโดยถือเอาผิด.

ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่า เป็นทิฏฐิอันบัณฑิตเกลียด เพราะนำมา

แต่ความฉิบหายบ้าง. แม้ในมิจฉาสังกัปปะเป็นต้นก็นัยนี้แหละ. อีกอย่างหนึ่ง

ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่า เป็นเหตุให้คนเห็นผิด หรือเห็นผิดเอง

หรือทิฏฐินี้ เพียงเห็นผิดเท่านั้น.

มิจฉาทิฏฐินั้นมีการยึดถือมั่นโดยอุบายไม่แยบคายเป็นลักษณะ (อโย-

นิโส อภินิเวส ลกฺขณา) มีความยึดมั่นผิดสภาวะเป็นรส (ปรามาสรสา)

มีความยึดถือผิดเป็นปัจจุปัฏฐาน (มิจฺฉาภินิเวสนปจฺจุฏฺฐานา) มีความ

ไม่ต้องการเห็นพระอริยะทั้งหลายเป็นต้นเป็นปทัฏฐาน (อริยานํ อทสฺสน-

กามตาทิปทฏฺฐานา) พึงเห็นว่าเป็นโทษอย่างยิ่ง.
นิยตมิจฉาทิฏฐิ

นิยต ( เที่ยง , แน่นอน , ดิ่งลง ) + มิจฉา ( ผิด ) + ทิฏฐิ ( ความเห็น )

ความเห็นผิดที่ดิ่ง หมายถึง ความเห็นผิดที่มีโทษมาก แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ช่วย

ไม่ได้ เป็นเครื่องกั้นทั้งสวรรค์ และมรรคผลนิพพาน เป็นตอของวัฏฏะ คือไม่สามารถออก

จากสังสารวัฏฏ์ได้ มี ๓ ประเภท คือ ๑. อเหตุกทิฏฐิ ๒. อกิริยทิฏฐิ ๓. นัตถิกทิฏฐิ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑

ครูปูรณกัสสปได้กล่าวคำนี้กะหม่อมฉันว่า มหาบพิตร เมื่อบุคคล

ทำเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำ ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้อื่น

เบียดเบียน ทำเขาให้เศร้าโศกเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำเขาให้เศร้าโศก ทำเขา

ให้ลำบากเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำเขาให้ลำบาก ดิ้นรนเอง ทำให้เขาดิ้นรน

ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ตัดที่ต่อ ปล้น ไม่ให้เหลือ ทำโจรกรรมในเรือนหลัง

เดียว ดักปล้นในทางเปลี่ยว ทำชู้ภริยาเขา พูดเท็จ ผู้ทำไม่ชื่อว่าทำบาป

ฯลฯ


เมื่อหม่อมฉันกล่าวอย่างนี้ ครูมักขลิโคสาลได้กล่าว

คำนี้กะหม่อมฉันว่า มหาบพิตร ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เพื่อความเศร้าหมอง

ของสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายหาเหตุมิได้ หาปัจจัยมิได้ ย่อมเศร้าหมอง

ย่อมไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย สัตว์

ทั้งหลายหาเหตุมิได้ หาปัจจัยมิได้ ย่อมบริสุทธิ์ ไม่มีการกระทำของตนเอง

ไม่มีการกระทำของผู้อื่น ไม่มีการกระทำของบุรุษ ไม่มีกำลัง ไม่มีความ

เพียร ไม่มีเรี่ยวแรงของบุรุษ ไม่มีความบากบั่นของบุรุษ สัตว์ทั้งปวง

ปาณะทั้งปวง ภูตทั้งปวง ชีวะทั้งปวง ล้วนไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง ไม่มี

ความเพียร แปรไปตามเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย ตามความประจวบ ตามความ

เป็นเอง

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 389

บรรดาครูทั้ง ๖ นั้น ปูรณะชี้แจงว่า เมื่อทำบาปก็ไม่เป็นอันทำ

ชื่อว่า ย่อมปฏิเสธกรรม.

อชิตะชี้แจงว่า เพราะกายแตก สัตว์ย่อมขาดสูญ ชื่อว่า ปฏิเสธวิบาก.

มักขลิชี้แจงว่า ไม่มีเหตุ ชื่อว่า ปฏิเสธทั้งกรรมและวิบากทั้ง ๒.

ในข้อนั้น แม้เมื่อปฏิเสธกรรม ก็ชื่อว่าปฏิเสธวิบากด้วย. แม้เมื่อ

ปฏิเสธวิบาก ก็ชื่อว่าปฏิเสธกรรมด้วย. ดังนั้นเจ้าลัทธิแม้ทั้งหมดนั้น ว่า

โดยอรรถ ก็คือปฏิเสธทั้งกรรมและวิบากของกรรมทั้ง ๒ ย่อมเป็น

อเหตุกวาทะด้วย เป็นอกิริยวาทะด้วย เป็นนัตถิกวาทะด้วย.

โดย รสมน [12 มี.ค. 2553 , 19:49:39 น.] ( IP = 222.123.121.228 : : )


  สลักธรรม 23

ขอเรียนว่าตามพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ คือจิตและเจตสิก อาศัยกันและกัน

เกิดขึ้น จิตปราศจากเจตสิกไม่ได้ เจตสิกปราศจากจิตไม่ได้ ทุกครั้งที่จิต

เกิดขึ้นต้องมีเจตสิกอย่างน้อย ๗ ประเภทครับ

อภิธรรมต่อ
ปรมัตถธรรมมี ๔ คือ จิตปรมัตถ์ เจตสิกปรมัตถ์ รูปปรมัตถ์ และนิพพานปรมัตถ์ นักศึกษาได้ศึกษาจิตปรมัตถ์และเจตสิกปรมัตถ์ผ่านไปแล้ว เรื่องรูปปรมัตถ์นี้จะต่างจากจิตปรมัตถ์และเจตสิกปรมัตถ์ เพราะจิตและเจตสิกนั้นเป็นนามธรรม เป็นธรรมที่รู้อารมณ์ ส่วนรูปปรมัตถ์เป็นธรรมที่ไม่รู้อารมณ์
รูปปรมัตถ์มี ๒๘ อย่าง โดยจาแนกเป็นรูปภายในและรูปภายนอก รูปที่ต้องอาศัย และรูปที่ไม่ต้องอาศัยเป็นต้น ในรูปปรมัตถ์นี้ได้แสดงไว้ ๕ นัย คือ ๑. สมุทเทสนัย ๒. รูปวิภาคนัย ๓. รูปสมุฏฐานนัย ๔.รูปกลาปนัย ๕. รูปปวัตติกมนัย
การศึกษาพระอภิธรรมเป็นการเจริญกุศลและอบรมปัญญาไปในตัว และยังได้ช่วยรักษาพระพุทธศาสนาไม่ให้เสื่อมหายไปจากโลกอีกด้วย บุคคลใดได้รักษาพระพุทธศาสนาไม่ให้เสื่อมหายไปจากโลก บุคคลนั้นย่อมได้ประโยชน์ ๓ ประการ คือ ประโยชน์ในชาตินี้ ประโยชน์ในชาติหน้า และประโยชน์อย่างยิ่งคือเห็นแจ้งพระนิพพาน
บุคคลใดได้ศึกษารูปปรมัตถ์โดยนัยทั้ง ๕ นี้แล้ว พึงพิจารณาเห็นจิตที่รู้รูปปรมัตถ์นั้นว่า เป็นเพียงรูป ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตน ดังนี้ การรู้จักนามรู้จักรูปตามความเป็นจริงอย่างนี้เป็นการเริ่มต้นเจริญวิปัสสนาอย่างถูกต้อง บุคคลผู้สามารถเริ่มต้นเจริญวิปัสสนาอย่างถูกต้องตามหลักปริยัติอย่างนี้จึงจะเห็นแจ้งพระนิพพานบรรลุเป็นพระอรหันต์ในภายหลังได้ ฉะนั้นนักศึกษาควรศึกษาเรื่องรูปนี้อย่างเข้าใจเพื่อจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง
คาว่า รูป มีความหมาย ๒ นัย นัยที่ ๑ กล่าวไว้ว่า รูป หมายถึง ธรรมชาติที่แตกดับหรือเสื่อมสลายไป ประการหนึ่ง นัยที่ ๒ รูป หมายถึง ธรรมชาติที่แตกสลายไปด้วยอานาจของความร้อนและความเย็น ซึ่งทั้งสองนัยนี้สรุปได้ว่า รูป มีธรรมชาติที่ต้องแตกดับ เสื่อมสลายไป นั่นเอง
ลักษณะเฉพาะของรูป (ลักขณาทิจตุกของรูป) มี ๔ ประการ คือ
๑. รูป เป็นธรรมชาติที่ มีการแปรปรวนแตกดับ
๒. รูป ” แยกออกจากจิต (นาม) ได้
๓. รูป ” เป็นอัพยากตธรรม คือ ไม่ใช่ธรรมชาติที่เป็นกุศลหรืออกุศล
๔. รูป ” มีวิญญาณ(จิต)เป็นเหตุใกล้ให้เกิด
รูปปรมัตถ์นี้มีการสงเคราะห์ไว้ ๕ นัย คือ
๑. รูปสมุทเทสนัย แสดงรูปโดยย่อเป็น ๑๑ หมวด (อ่านว่า รูป-สะ-หมุด-เท-สะ-นัย)
๒. รูปวิภาคนัย แสดงการจาแนกโดยมาติกา มีเอกมาติกา เป็นต้น (อ่านว่า รูป-วิ-ภา-คะ-นัย)
๓. รูปสมุฏฐานนัย แสดงเหตุเกิดแห่งรูป มีกรรม เป็นต้น (อ่านว่า รูป-สะ-หมุด-ถาน-นัย)
๔. รูปกลาปนัย แสดงหมวดหมู่แห่งรูปที่เกิดแต่กรรม เป็นต้น (อ่านว่า รูป-กะ-หลาบ-นัย)
๕. รูปปวัตติกมนัย แสดงโดยการเกิดตามลาดับแห่งรูป (อ่านว่า รูป-ปะ-วัด-ติ-กะ-มะ-นัย)
การศึกษาในชุดที่ ๕ ตอนที่ ๒ จะศึกษาเฉพาะรูปปรมัตถ์โดยนัยที่ ๑ และ ๒ นัยที่ ๑ รูปสมุทเทสนัย
แสดงรูปโดยย่อเป็น ๑๑ หมวด
รูปขันธ์ คือ ร่างกายของคนและสัตว์ทั้งหลาย เมื่อนับโดยความเป็นรูปธรรมแล้วมี ๒๘ รูปด้วยกัน เมื่อจัดเป็นประเภทแล้ว ประเภทใหญ่มี ๒ คือ นิปผันนรูป มี ๑๘ และ อนิปผันนรูป มี ๑๐ เมื่อนับเป็นประเภทเล็กได้ ๑๑ ประเภท ที่เรียกว่ารูปสมุทเทสนัย มีรายละเอียดดังนี้ คือ ๑. มหาภูตรูป มี ๔ คือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย ๒. ปสาทรูป ” ๕ คือ จักขุปสาทรูป โสตปสาทรูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป กายปสาทรูป ๓. วิสยรูป ” ๔ คือ วัณณรูป สัททรูป คันธรูป รสรูป ๔. ภาวรูป ” ๒ คือ อิตถีภาวรูป ปุริสภาวรูป ๕. หทยรูป ” ๑ คือ หทยรูป ๖. ชีวิตรูป ” ๑ คือ ชีวิตรูป ๗. อาหารรูป ” ๑ คือ อาหารรูป อันได้แก่ โอชาในอาหารต่าง ๆ ๘. ปริจเฉทรูป ” ๑ คือ อากาสธาตุ ๙. วิญญัติรูป ” ๒ คือ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ๑๐. วิการรูป ” ๓ คือ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ๑๑. ลักขณรูป ” ๔ คือ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา

โดย รสมน [13 มี.ค. 2553 , 09:43:53 น.] ( IP = 222.123.110.106 : : )


  สลักธรรม 24

ต่อ
รูปประเภทที่เจ็ด : อาหารรูป
อาหารรูป คือ อาหารที่เรารับประทาน เมื่อรับประทานแล้วย่อยแล้วโดยไฟธาตุที่อยู่ในร่างกาย ส่วนที่ย่อยแล้วชื่อว่า โอชา โอชานี้เองที่เป็นอาหารรูปที่ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เป็นเลือดเป็นเนื้อ ทาให้ร่างกายเจริญเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวต่อไป (อาหารที่รับประทานเป็นคา ๆ ที่ยังไม่ย่อยเป็นโอชา ชื่อว่า กพฬีการาหาร เมื่อย่อยแล้วจึงชื่อว่า โอชา) รูปทั้งหมดมี ๒๘ รูป ได้กล่าวมาแล้ว ๑๘ รูปโดยกล่าวเป็น ๗ ประเภท ในรูปทั้ง ๑๘ รูปนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า นิปผันนรูป ๑๘ คาว่า นิปผันนรูป หมายถึง รูปที่มีสภาวะของตนเอง เช่น ปถวีธาตุ มีความแข็ง เป็นลักษณะ ซึ่งสามารถนาลักษณะแข็งมาเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้ ให้เกิดปัญญาเห็นไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตาได้ รูปที่เหลืออีก ๑๐ รูป เรียกว่า อนิปผันนรูป ๑๐ เป็นรูปที่ไม่มีสภาวะของตนเอง ต้องอาศัยนิปผันรูปเกิดขึ้น ต่อไปจะศึกษาเรื่องอนิปผันรูป ๑๐


อนิปผันนรูป ๑๐ อนิปผันนรูป มี ๑๐ รูป เป็นรูปที่อาศัยนิปผันนรูป ถ้าไม่มีนิปผันนรูปแล้วอนิปผันนรูปก็เกิดขึ้นไม่ได้ เช่น ปริจเฉทรูป คือ ช่องว่าง ตัวอย่างเช่น นิ้วมือ หรือนิ้วเท้า ถ้านิ้วมือหรือนิ้วเท้าติดเป็นแผ่นเดียวกัน เราก็นับไม่ได้ว่านิ้วมือมี ๕ นิ้ว หรือนิ้วเท้ามี ๕ นิ้ว ช่องว่าง จึงจัดเป็น รูป ๆ หนึ่ง ทาหน้าที่คั่นไม่ให้สิ่งทั้งหลายติดกันเท่านั้น ทาให้นับเป็นชิ้นเป็นอัน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนั้น ช่องว่าง จึงไม่จัดเป็นรูปที่แท้จริง ไม่สามารถที่จะนับเป็นชิ้นเป็นอันอย่างนิปผันนรูปดังกล่าวมาแล้วได้ อนิปผันนรูป ๑๐ ได้แก่ ปริจเฉทรูป ๑ วิญญัติรูป ๒ วิการรูป ๓ ลักขณะรูป ๔

รูปประเภทที่แปด ปริจเฉทรูป ๑
ปริจเฉทรูป คือ ช่องว่างหรืออากาศที่คั่นระหว่างกลุ่มรูป รูปหนึ่งๆ จะเกิดขึ้นเดี่ยว ๆ ไม่ได้ อย่างน้อยต้องมีรูปเกิดร่วม ๘ รูปด้วยกัน (อวินิพโภครูป) และปริจเฉทรูปนี้เองที่ทาหน้าที่คั่นระหว่างกลุ่มรูปหนึ่ง ๆ เปรียบเสมือนช่องว่างระหว่างนิ้วมือที่มีหนังหุ้มและอากาศมาตัดคั่นทาให้เป็นลักษณะนิ้วได้ ถ้าไม่มีช่องว่างมาคั่นก็จะติดกันเป็นแผงเช่นเดียวกับเท้าของเป็ด


โดย รสมน [14 มี.ค. 2553 , 20:13:25 น.] ( IP = 112.142.193.112 : : )


  สลักธรรม 25

ศึกษาเรื่องภพภูมิ จะทาให้เข้าใจถึงชีวิตว่าการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นเป็นอย่างไร และเป็นเช่นนั้นได้เพราะเหตุใด มีผู้สร้างมีผู้กาหนดให้เป็นไปเช่นนั้นหรือไม่ และจะมีอะไรมาหยุดการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นได้หรือไม่ คาตอบเรื่องเหล่านี้มีอยู่ในคาสอนทางพระพุทธศาสนา ในยุคนี้แม้ว่าพระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้ว อริยสาวกทั้งหลายก็ปรินิพพานไปแล้ว ถึงกระนั้นคาสอนในพระพุทธศาสนาเรื่องความเป็นไปในสังสารวัฏ และการดับซึ่งสังสารวัฏนั้นยังมีอยู่ เมื่อยังมีการศึกษาตามคาสอนแล้วประพฤติตาม ก็ย่อมนามาซึ่งการดับสังสารวัฏได้ เมื่อบุคคลได้ศึกษาเรื่องความเป็นไปในสังสารวัฏ โดยนัยแห่งการศึกษาพระอภิธรรมทางไปรษณีย์แล้ว พึงพิจารณาให้เห็นความจริงในวัฏฏะ พึงพิจารณาให้เห็นหนทางแห่งการดับวัฏฏะ และเพียรเจริญภาวนาเพื่อยังมรรคมีองค์ ๘ ให้เกิดขึ้น ก็จะได้บรรลุแก่นแท้แห่งคาสอนในพระพุทธศาสนานี้ คือ เพื่อความสิ้นไปแห่งวัฏฏทุกข์นี้เสีย ก่อนจะศึกษาเรื่องความเป็นไปในสังสารวัฏ ควรศึกษาความหมายของศัพท์ ดังนี้ สงสาร หมายความว่า การเวียนว่ายตายเกิด คาว่า สงสาร ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งว่า รู้สึกเห็นใจในความเดือดร้อนหรือความทุกข์ของผู้อื่น รู้สึกห่วงใยด้วยเมตตา กรุณา เช่นเห็นเด็กๆ อดอยากก็รู้สึกสงสาร เห็นเขาประสบอัคคีภัยแล้วสงสาร
ในที่นี้คาว่าสงสารมุ่งหมายถึงความหมายโดยนัยแรก คือ การเวียนว่ายตายเกิด จะเห็นได้ว่าคาศัพท์ตามความหมายทางโลกกับทางธรรมนั้นแตกต่างกัน ฉะนั้น การศึกษาธรรมะจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทาความเข้าใจศัพท์ให้ถี่ถ้วน สงสารทุกข์ สังสารวัฏ หรือ วัฏสงสาร หมายความว่า ทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายจะอยู่ในภพภูมิต่างๆ ด้วยกาลังของ กิเลส กรรม วิบาก หมุนวนอยู่เช่นนั้นตราบเท่าที่ยังตัดกิเลส กรรม วิบากไม่ได้ กิเลส หมายความว่า เครื่องทาใจให้เศร้าหมอง ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ตัณหา หมายความว่า ความทะยานอยาก วัฏฏะ คือความวน หรือความเวียน ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา มีสามอย่างคือ  กิเลสวัฏฏะ ความวน คือ กิเลส  กรรมวัฏฏะ ความวน คือ กรรม  วิปากวัฏฏะ ความวน คือ วิบาก ผลของกรรม กิเลสก็เป็นเหตุให้ทากรรม กิเลสจึงเป็นเหตุ กรรมจึงเป็นผลของกิเลส และกรรมนั้นเอง ก็เป็นตัวเหตุ ให้เกิดวิบากคือผล กรรมจึงเป็นเหตุ วิบากจึงเป็นผล และวิบากนั้นเอง ก็เป็นตัวเหตุ ก่อกิเลสขึ้นอีก เมื่อเป็นดังนี้ วิบากนั้นก็เป็นเหตุ กิเลสก็เป็นผลของวิบาก
ฉะนั้น กิเลส กรรม วิบาก จึงวนอยู่ดังนี้ จึงทาให้ขันธ์ ๕ นี้ วนอยู่ใน กิเลส กรรม วิบาก แล้วก็กลับเป็นเหตุก่อกิเลส กรรม วิบากขึ้นอีก ขันธ์ ๕ เมื่อกล่าวโดยความเป็นสัตว์และบุคคลจึงวนเวียนอยู่ในกิเลส กรรม วิบาก แสดงให้เห็นว่า กิเลส กรรม วิบาก นี้เองเป็นวัฏฏะ กิเลส ตัณหา เป็นสิ่งที่แฝงติดอยู่ในใจ แล้วทาให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัว ตัณหาเป็นต้นเหตุทาให้เกิดทุกข์ เมื่อดับตัณหาเสียได้ ก็เป็นอันว่าดับวัฏฏะดังกล่าวได้ ดับกิเลส ดับทุกข์ทางจิตใจในปัจจุบันได้ และถึงที่สุดคือเมื่อดับขันธ์ได้ไม่เกิดอีก ดับรอบสิ้นทุกข์ด้วยประการทั้งปวง การเวียนว่ายตายเกิด เมื่อว่าโดยสภาวธรรมแล้วไม่มีสัตว์บุคคลใดๆ เกิด ตาย มีแต่สภาวธรรมที่เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย คือ กิเลสตัณหา เมื่อเหตุปัจจัยยังมีอยู่ สภาวธรรมทั้งหลายก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ เมื่อหมดเหตุปัจจัยแล้วสภาวธรรมนั้นก็ดับไป

โดย รสมน [15 มี.ค. 2553 , 18:29:48 น.] ( IP = 112.142.141.157 : : )


  สลักธรรม 26

สภาพธรรมมีอยู่แล้วทุกขณะ แต่ขาดสติสัมปชัญญะที่เข้าไปศึกษา เพื่อการ

รู้ทั่ว รู้ชัด ตามความเป็นจริง เพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงยึดมั่นถือมั่น

หลงติด และไม่หลุดพ้นจากทุกข์ ซึ่งสติสัมปชัญญะจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการ

อบรมตามลำดับ
ความร่าเริงในธรรม เริ่มตั้งแต่เวลาฟังพระธรรมแล้วเข้าใจ เกิดปีติ ปราโมทย์

หรือขณะที่ปัญญาเกิดเห็นแจ้งในธรรม แล้วเกิดปีติโสมนัส หรือผู้ที่มีปัญญา

ขั้นอริยมรรคเกิดขึ้นดับกิเลส แล้วเกิดโสมนัส ลักษณะนี้ชื่อว่า ร่าเริงในธรรมครับ
คำว่า “ร่าเริง” คือ ให้ผ่องใส ให้รุ่งเรือง ด้วยคุณที่ตนแทงตลอดแล้ว

ไม่ทราบว่าท่านสมาทาน อาจหาญ ร่าเริง บ้างหรือยัง แต่ให้ทราบว่า ท่าน

สามารถที่จะร่าเริงได้ในขณะที่กุศลจิตเกิด บางท่านเป็นทุกข์เพราะเป็นห่วงเป็น

กังวลว่าอายุมากแล้ว สติปัฏฐานก็ยังเกิดน้อยเหลือเกิน ขณะนั้นเป็นอกุศล

พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงแสดงพระธรรมให้บุคคลใดมีอกุศลมากๆ หรือ

เป็นห่วงมากๆ แต่ทรงแสดงธรรมเพื่อให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง อกุศล

ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยยับยั้งไม่ได้ เมื่อกุศลจิตประเภทหนึ่งประเภทใด

เกิดขึ้น อกุศลนั้นก็เกิดขึ้นแล้ว แต่ร่าเริงได้ ในขณะที่สติระลึกรู้ลักษณะของ

อกุศลที่ปรากฏ และศึกษาพิจารณาลักษณะของอกุศลธรรมที่ปรากฏ เพื่อจะได้รู้

ว่าแม้อกุศลธรรมนั้นก็ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เมื่อสติเกิดระลึกรู้ลักษณะของ

อกุศลที่กำลังปรากฏ ย่อมจะเห็นได้ชัดจริงๆ ว่าขณะที่สติกำลังระลึกนั้น ไม่เศร้า

หมองเลย เพราะเมื่อไม่ยึดถืออกุศลธรรมที่กำลังปรากฏอยู่ในขณะนั้นเป็นตัวตน

เป็นเรา ก็ไม่กังวลเดือดร้อน

หนทางเดียวที่จะบรรเทาละคลายอกุศลธรรมที่เกิดขึ้น ไม่ให้เพิ่ม

ความเป็นห่วงกังวลขึ้นนั้น ก็โดยสติระลึกและสังเกตพิจารณารู้ว่า สภาพธรรมที่

เป็นอกุศลต่างๆ นั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคลใดๆ เลย

โดย รสมน [16 มี.ค. 2553 , 19:43:15 น.] ( IP = 222.123.196.48 : : )


  สลักธรรม 27

เรื่องกฎแห่งกรรม จะศึกษาถึงเหตุและผลของชีวิต ซึ่งเมื่อศึกษาแล้วจะเข้าใจในหลักเหตุและผลว่าชีวิตของสัตว์บุคคลทั้งหลายไม่ใช่ใครดลบันดาลให้ประสบสุขหรือทุกข์ แต่เป็นไปตามกฎแห่งกรรม เป็นไปด้วยกรรม และการให้ผลของกรรมทั้งสิ้น ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะอุบัติขึ้น ชาวโลกก็ดิ้นรนแสวงหาทางที่จะพ้นทุกข์อยู่เหมือนกัน แต่การแสวงหาทางพ้นทุกข์ ต่างพากันปฏิบัติไปตามความเห็นของตน เจ้าลัทธิจึงเกิดขึ้นมากมาย บางลัทธิสอนว่า ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกดับไปแล้วก็สูญสิ้น ไม่มีการเกิดอีก ฉะนั้นจึงไม่ต้องไปสร้างกรรมดีให้เสียเวลา เพราะผลแห่งกรรมดีไม่มี ผลแห่งความชั่วไม่มี การบาเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ไม่มีประโยชน์ มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรก็ทาอย่างนั้น ไม่ต้องเกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น เพราะเกิดมาแล้วชาติเดียวเท่านั้น ตายไปแล้วก็สูญ ไม่เกิดอีก นรก สวรรค์ไม่มี คนที่เชื่อในลัทธิเหล่านี้ก็หมดความเกรงกลัวบาป หมดความละอายต่อการกระทากรรมชั่วของตน บางลัทธิสอนว่า “ การกระทากรรมดีกรรมชั่ว ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล สักแต่ว่าทาเท่านั้น” บางลัทธิสอนว่า “ คนเราเกิดมาดีหรือชั่วก็ตาม เป็นไปเองทั้งนั้น ไม่มีใครจัดแจงให้ จะดีก็ดีเอง จะชั่วก็ชั่วเอง ไม่ต้องมุ่งหน้าสร้างกรรมดีให้เสียเวลา” บางลัทธิสอนว่า “ คนเราจะดีหรือชั่วนั้น อยู่ที่อิทธิพลของดวงชะตา แล้วแต่ดวงดาวที่โคจรไปมาในจักรราศี ถ้าดวงดาวโคจรเข้าสู่ราศีที่ไม่ดีแล้ว ถึงจะทากรรมดี ก็ไม่สามารถประสบผลดีได้ ถ้าดวงดาวโคจรเข้าสู่ราศีที่ดีแล้ว ถ้าจะทากรรมชั่ว ก็ไม่เป็นไร ดวงช่วยไว้ได้ เป็นต้น” บางลัทธิสอนว่า “ ชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งมวล พระพรหมเป็นผู้สร้าง จะดีหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับพระพรหมจะลิขิต ฉะนั้น เมื่อประสบความทุกข์ความเสื่อม ก็ต้องรับไปตามที่พรหมลิขิต ยอมรับด้วยความภักดีไม่คิดแก้ไขให้เป็นอื่นได้” พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นท่ามกลางลัทธิเหล่านั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนให้ชาวโลกได้ทราบถึงกฎแห่งความเป็นจริงของชีวิตว่า ไม่มีผู้สร้าง แต่เป็นไปตามกฎแห่งกรรม

เรื่องกรรมเป็นเรื่องสาคัญ คนทั่วๆ ไปมักจะกล่าวถึงกันอยู่เสมอ แต่ก็เป็นการกล่าวโดยไม่เข้าใจเรื่องกรรม เมื่อจะกล่าวถึงก็พบว่าจะพูดเรื่องกรรมกันไปในความหมายคนละอย่าง กล่าวโดยไม่มีหลักในเรื่องกรรม บางคนพูดถึงเรื่องกรรมด้วยสาคัญว่า กรรมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลได้ทุกอย่าง ทานองเดียวกับพระพรหมหรือพระเจ้าที่จะบันดาลได้ทุกอย่าง หรือพูดถึงกรรมในทานองโชคชะตา เคราะห์ ดวง หรือบางบุคคลกล่าวว่าเป็นเรื่องแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกให้คนกลัวเท่านั้น กฎแห่งกรรมจึงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจ จึงเป็นธรรมดาที่คนในยุคที่เจริญก้าวหน้า ด้านวัตถุ จะคิดปฏิเสธกฎแห่งกรรมว่า “ทาดีก็ไม่เห็นว่าจะได้ดีที่ตรงไหน ทาชั่วก็ไม่เห็นว่าจะได้รับผลชั่วแต่อย่างไร” แล้วจะมุ่งทากรรมดีกันไปทาไม นี้เป็นเหตุหนึ่งในหลายๆ ประการ ที่ทาให้เห็นผิดไปว่า ทาดีไม่ได้ดี ทาชั่วไม่ได้ชั่ว ทั้งนี้ก็เพราะไม่เข้าใจในกฎแห่งกรรม ฉะนั้นการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม จึงมีความจาเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทาให้เกิดความสว่างในจิตใจ ความฉลาดในกฎแห่งกรรมนี้เองที่จะทาให้บุคคลละเว้นกรรมชั่ว หันมาประพฤติกรรมดี


ความรู้เบื้องต้นเรื่องของกรรม กรรมคืออะไร คาว่า “กรรม” แปลว่า การกระทา กรรมจึงเป็นคากลางๆ เพราะ กรรม หมายถึง การกระทาทั้งดีและชั่ว อะไรคือสิ่งที่เรียกว่ากรรม ? สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่ากรรมนั้น ตรัสหมายถึงเจตนา ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่ากรรม มุ่งหมายถึงเจตนาที่กระทาดี เรียกว่า กุศลเจตนา เจตนาที่กระทาชั่ว เรียกว่า อกุศลเจตนา ซึ่งเมื่อสาเร็จเป็นกรรมแล้ว ก็เรียกว่า กุศลกรรม อกุศลกรรม

โดย รสมน [17 มี.ค. 2553 , 10:12:16 น.] ( IP = 114.128.113.22 : : )


  สลักธรรม 28

หญิงจาพวกที่ ๑ มีเจ้าของในฐานะผู้ปกครองดูแล ได้แก่ หญิงที่มีมารดารักษา เป็นต้น อาจจะเป็นหญิงที่เป็นบุตรสาว หลานสาว ที่อยู่ในความปกครองของมารดา บิดา พี่น้อง ญาติ และหญิงที่อยู่ในความดูแลของสานักนักบวช เป็นการดูแลให้การเลี้ยงดูให้เติบโต อบรมสั่งสอน ส่งเสริมให้ได้รับความรู้ เท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของสัมผัส คือไม่ได้ถือสิทธิในการจะเสพกามสุขที่เกิดจากการได้สัมผัส ชายที่ละเมิดล่วงเกินเกี่ยวกับการร่วมประเวณีในหญิงเหล่านี้ ย่อมเป็นกาเมสุมิจฉาจารได้ แต่สาหรับฝ่ายหญิงถ้ายินยอมพร้อมใจด้วยก็ไม่เป็นกาเมสุมิจฉาจาร เพราะว่า หญิงนั้นมีผู้ดูแลก็จริง แต่ไม่ใช่มีเจ้าของสัมผัส หญิงจาพวกนี้มีสิทธิที่จะมอบสัมผัสนั้นแก่ชายใดก็ได้ ฉะนั้น จึงไม่ชื่อว่าทาผิด สรุปว่า ถ้าชายไปล่วงเกิน ชายนั้นก็ผิดศีลฝ่ายเดียว หญิงจาพวกที่ ๒ มีเจ้าของในฐานะเจ้าของสัมผัส ได้แก่ หญิงที่เป็นภรรยาทั้งหลาย และหญิงที่มีคู่หมั้นด้วย หญิงที่เป็นภรรยาก็มีสามีของตนเป็นเจ้าของสัมผัส ส่วนหญิงที่มีคู่หมั้นแล้วก็เท่ากับยอมรับความจะเป็นภรรยาเขา ถ้าชายอื่นใดละเมิดในหญิงเหล่านี้ ชายนั้นก็ชื่อว่ากระทากาเมสุมิจฉาจาร ส่วนฝ่ายหญิงถ้ามีความยินยอมพร้อมใจ ก็ชื่อว่าทากรรมชั่วข้อนี้ร่วมกัน เพราะว่ามอบสมบัติคือสัมผัสอันผู้เป็นเจ้าของคือสามีของตนเท่านั้นถือสิทธิอยู่ ให้แก่ชายอื่น สรุปว่า ผิดทั้งคู่ ผลของกาเมสุมิจฉาจาร การส่งผลในปฏิสนธิกาล การทาบาปที่ครบองค์ประกอบทั้ง ๔ จัดเป็นอกุศลกรรมที่สมบูรณ์ ถ้าการประพฤติผิดในกามเช่นนี้ส่งผล เมื่อสิ้นชีวิตจะนาไปเกิดในอบายภูมิ การส่งผลในปวัตติกาล ถ้าบาปนี้ไม่ส่งผลนาไปเกิดในอบายภูมิ บุคคลนั้นได้มาเกิดเป็นมนุษย์ กรรมนี้ก็จะตามส่งผลได้ในปวัตติกาล หรือเมื่อพ้นโทษจากอบายภูมิแล้ว เศษกรรมยังตามมาส่งผลในปวัตติกาลได้อีก กาเมสุมิจฉาจารนี้ เป็นการกระทาของคนขลาด ลักลอบ ทาอย่างปิดบัง หลบๆ ซ่อนๆ นี้เองจึงส่งผลให้เป็นผู้ที่ไม่องอาจผ่าเผย มีจิตใจไม่อาจหาญ และสามารถส่งผลให้เกิดมาเป็นหญิง เป็นกะเทย เป็นคนวิปริตผิดเพศ

การงดเว้นบาปอกุศลข้อกาเมสุมิจฉาจารได้ ผลบุญก็ย่อมปรากฏ คือ เป็นผู้มีกาลังใจอาจหาญ กล้าแข็ง ชนะใจตนเองได้อยู่เสมอ และเพราะเหตุที่ละเว้นจากการกระทาผิดเกี่ยวกับทางเพศ เมื่อเกิดในภพใดๆ ก็เป็นผู้มีเพศอุดม คือเกิดเป็นบุรุษ เมื่อเป็นคนไม่ประพฤติผิดทานองคลองธรรม ก็แสดงว่าเป็นคนจิตใจประณีต สะอาด จึงเป็นเหตุให้เป็นคนมีความเฉียบแหลม ละเอียดอ่อน และเพราะไม่กระทากรรมในที่ลับ จึงส่งผลทาให้เป็นผู้ที่มีความอาจหาญในท่ามกลางคนทั้งปวง ไม่ตกต่า เป็นผู้มีชื่อเสียงปรากฏได้ง่าย และเพราะเหตุที่เป็นคนไม่มักมากในเมถุนโดยการเที่ยวแสวงหาหญิงอื่น เพราะกลัวผิดศีลจะมัวหมองนั่นเอง หากมีคู่ครอง คู่ครองก็จะซื่อสัตย์ จงรักภักดี ไม่นอกใจ เป็นต้น ในอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ เมื่อเทียบกับศีล ๕ แล้ว ก็จะขาดศีลข้อ ๕ คือ สุราเมรัย ในหมวดอกุศลกรรมบถจัดอนุโลมสุราเมรัยเข้าในข้อกาเมสุมิจฉาจาร เพราะการดื่มสุรานั้นเป็นการติดในรส คือ พอใจในรสของสุรานั่นเอง เมื่อจะกล่าวถึงโทษของการดื่มสุราเมรัยนั้นมีมากมาย เพราะเมื่อดื่มแล้วทาให้ขาดสติสัมปชัญญะ ย่อมจะทาอกุศลกรรมได้ทุกอย่าง ย่อมจะนาไปสู่อบายภูมิ เมื่อสิ้นกรรมจากอบายภูมิ ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เศษกรรมนั้นยังส่งผลให้เป็นคนป๎ญญาอ่อน เป็นคนบ้า ๒. วจีทุจริต ๔

โดย รสมน [18 มี.ค. 2553 , 10:05:07 น.] ( IP = 112.142.90.62 : : )


  สลักธรรม 29

ที่มาเอามาจากเนื้อหาพระอภิธรรมในการแสดงปรมัตถธรรมทั้ง ๔ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน โดยจัดให้เป็นหมวดหมู่ ธรรมใดที่เข้ากันได้ก็จัดไว้เป็นหมวดหมู่เดียวกัน ซึ่งมีทั้งหมด ๗๒ประการ สภาวธรรม ๗๒ ประการ คือ จิต ๑ จิตทั้งหมดมี ๘๙ หรือ ๑๒๑ แต่นับเป็นหนึ่ง โดยนับตามสภาวลักษณะ เพราะจิตทุกดวงมีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะเหมือนกันหมด ฉะนั้นจึงนับเพียง ๑ เจตสิก ๕๒ เจตสิกมีสภาวลักษณะเฉพาะๆ ของตน เจตสิกมีทั้งหมด ๕๒ รูป ๑๘ นับตามสภาวลักษณะ ที่มีอยู่ในรูปธรรมโดยเฉพาะๆ ได้แก่ นิปผันนรูป ๑๘ รูปทั้งหมดมี ๒๘ แบ่งเป็นนิปผันนรูป ๑๘ อนิปผันนรูป ๑๐ อนิปผันนรูป ไม่มีสภาวลักษณะของตนโดยเฉพาะ (เรื่องนี้ให้อ่านทบทวนในบทเรียนชุดที่ ๕) ฉะนั้น รูปที่มีสภาวลักษณะเฉพาะของตนจึงมีเพียงนิปผันนรูป ๑๘ เท่านั้น นิพพาน ๑ นับตามสภาวลักษณะ คือ สนฺติลกฺขณํ

อกุศลสังคหะ

ธรรมที่เป็นอกุศลนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงให้เห็นความเป็นไปของอกุศลเหล่านั้นไว้เป็นหมวดหมู่ จึงจำแนกไว้เป็น ๙ กอง คือ
๑. อาสวะ ธรรมที่เป็นเครื่องหมักดองสัตว์
๒. โอฆะ ธรรมที่เปรียบเหมือนห้วงน้ำ
๓. โยคะ ธรรมที่เป็นเครื่องประกอบสัตว์ให้ติดแน่น
๔. คันถะ ธรรมที่เป็นเครื่องคล้องสัตว์
๕. อุปาทาน ธรรมที่ทำให้ยึดมั่นในอารมณ์
๖. นีวรณะ ธรรมที่เป็นเครื่องขวางกั้นความดี
๗. อนุสัย ธรรมที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน
๘. สังโยชน์ ธรรมที่เป็นเครื่องผูกสัตว์
๙. กิเลส ธรรมที่ทำให้เศร้าหมองและเร่าร้อน

อกุศล กองที่ ๑
อาสวะ แปลว่า เครื่องหมักดอง หมายความว่า ธรรมที่เป็นอกุศลที่อยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย หรือ หมักดองสัตว์ทั้งหลายผู้ทำบาปอกุศล ให้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏฏ์อันยาวนาน ธรรมที่เป็นอาสวะ

โดย รสมน [19 มี.ค. 2553 , 14:41:40 น.] ( IP = 112.143.6.121 : : )


  สลักธรรม 30

โดยนัยพระสูตรกล่าวโดยเหตุการณ์รวมๆ ว่า สิ่งที่ไม่ดีที่เราประสบในชีวิตประจำวัน

เกิดจากอกุศลกรรมในอดีต โภคะพินาศ เช่น รถถูกขโมย ไฟไหม้บ้าน เป็นต้น

ในสัพพลหุสสูตร แสดงว่า ผลของอทินนาทาน ทำให้เกิดในอบาย วิบากอย่างเบา

เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ โภคทรัพย์ย่อมพินาศ ด้วยเหตุต่างๆ แต่ถ้ากล่าวโดยนัยของ

พระอภิธรรมมีรายละเอียดมากว่านี้ คือ ท่านแยกเป็นขณะจิตครับ

ตามหลักคำสอนโดยนัยพระสูตรมีว่า มนุษย์ที่มีอายุสั้น ตายก่อนวัยอันควร เกิด

จากผลของอกุศลกรรมในอดีต แต่ยังมีส่วนประกอบอย่างอื่นที่ช่วยทำให้อกุศล-

กรรมให้ผล เช่น กาล ปโยคะ คติ อุปธิ เป็นต้น การขับรถด้วยความประมาท

ก็เป็นปโยคะวิบัติ คือ การกระทำที่ทำให้อกุศลกรรมให้ผล นี้เป็นการอธิบาย

แบบย่อๆ แต่รายละเอียดยังมีอีกมากครับ

ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาไม่มีแสดงพยัญชนะไว้ว่า หัวใจของพระพุทธ

ศาสนาคืออะไร แต่ผู้ศึกษารุ่นหลังๆ มีการกล่าวสรุปที่แตกต่างกันหลายๆนัย

เช่น หลักคำสอนของพระพุทธองค์ทั้ง ๓ ปิฎก หรือโอวาทปาติโมกข์ที่ทรง

แสดงวันมาฆะบูชา หรือปรมัตถธรรมทั้ง ๔ จิ เจ รู นิ อริยสัจ ๔ ไตรสิกขา

โดย รสมน [20 มี.ค. 2553 , 18:58:54 น.] ( IP = 222.123.110.177 : : )
[ 1 ][ 2 ] [ 3 ] [ 4 ][ 5 ][ 6 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org