มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะ




ทาน ก็คือการให้ ทานก็คือธรรมะ ซึ่งก็ไม่พ้นไปจาก จิต เจตสิก ที่เป็นไปใน

กุศล ทานขณะนั้นเป็นกุศลธรรม ธรรมะเป็นเรื่องละเอียด ลึกซึ้ง รู้ตามได้ยาก

กุศลธรรมก็คือ จิต เจตสิก ที่เป็นไปในกุศล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เราไปทำแต่เป็นจิตที่

ดีงามที่เป็นไปในการให้ ในชีวิตประจำวันผู้ที่มีความเข้าใจธรรม ขณะให้ทานก็จะมี

สติระลึกรู้สภาพธรรมขณะนั้นได้ เพราะฉนั้น การศึกษาพระธรรมจึงควรพิจารณาให้

เข้าใจถึงตัวธรรมะที่มีอยู่จริงที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว จะให้ศึกษาอะไร...

ข้อความบางตอนจากปฐมทานสูตร

บางคนให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่งจิต ๑

คำอธิบายจากอรรถกถา

บทว่าจิตฺตาลงฺการจิตฺตปริกฺขารตฺถํ ทานํ เทต ความว่า ให้

เพื่อประดับและตกแต่งจิตในสมถะและวิปัสสนา. เพราะว่า

ทานย่อมทำจิตให้อ่อนโยน บุคคลผู้ได้รับทาน ย่อมมีจิตอ่อนโยน

ดีว่าเราได้แล้ว แม้บุคคลให้ทานนั้น ก็ย่อมมีจิตอ่อนโยนว่า เราให้

ทานแล้ว. เพราะฉะนั้น ทานนั้นชื่อว่า ย่อมทำจิตของบุคคลทั้ง ๒

ฝ่ายให้อ่อนโยน เพราะเหตุนั้นนั่นแล.

ท่านจึงตรัสว่า อทนฺตทมนํ การฝึกจิตที่ยังไม่ได้ฝึก

ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า.

อทนฺตทมนํ ทานํ อทานํ ทนฺตทูสกํ

อเนน ปิยวาเจน โอณมนฺติ มนมฺติ จ.

การให้ทานเป็นเครื่องฝึกจิตที่ยังไม่ได้ฝึก

การไม่ให้ทานเป็นเครื่องประทุษร้ายจิตที่ฝึกแล้ว

ชนทั้งหลายมีจิตโอนอ่อน และน้อมลงด้วยปิยวาจานี้

โดย รสมน (รสมน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [16 ก.พ. 2553 , 08:42:25 น.] ( IP = 202.28.78.14 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ][ 2 ][ 3 ] [ 4 ] [ 5 ][ 6 ]


  สลักธรรม 31

มงคลตื่นข่าว คื่อ ความเห็น หรือความเชื่อ ที่ตื่นกันไปเองว่า สิ่งนั้น

สิ่งนี้ เป็นมงคล จะนำโชคดีมาให้ ซึ่งไม่มีเหตุผล เป็นความงมงาย

มากกว่า ไม่เป็นไปตามหลักพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้

ดังนั้น ความเชื่อเรื่องโชคลาง ดวงดาว ฤกษ์ยาม หรือมงคล นอกหลัก

พระธรรมคำสอน เรียกว่า มงคลตื่นข่าวทั้งสิ้น ส่วนมงคลจริงๆ ต้อง

เป็นมงคลที่ทรงแสดงไว้ ๓๘ ประการ มีการไม่คบคนพาล การคบ

บัณฑิต เป็นต้น
1. มงคลตื่นข่าว คือ การเชื่อในเรื่องที่ตื่นกันไปเองว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือการกระทำ

อย่างหนึ่งอย่างใดเป็นมงคลโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งตามสภาพธรรมก็คือทิฏฐิ (ความเห็น

ผิด) ซึ่งแสดงออกมาในลักษณะของการกระทำ หรือข้อวัตรปฏิบัติ ที่เป็นไปด้วยความ

เห็นผิดนั้น (สีลพตปรามาส) ดังนั้น การกระทำตามๆ กันไป โดยไม่มีเหตุผลและยึดถือ

ด้วยความเห็นผิดว่าเป็นมงคล นั่นก็คือมงคลตื่นข่าว



2. แม้ว่าศาสตร์การทำนายบางอย่าง จะเป็นจริงก็ตาม เช่น การทำนายของอสิตดาบส

ที่ทำนายเจ้าชายสิทธัตถะ แต่ที่เป็นจริงอย่างนั้นไม่ใช่เพราะคำทำนาย แต่เป็นเพราะ

การสะสมพระบารมีของพระองค์ ที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันตสัมมา

สัมพุทธเจ้า ดังนั้น ต้องมั่นคงในเหตุและผล คือ กรรมและผลของกรรม



3. ตัวอย่างในเรื่องของมงคลตื่นข่าวก็มากมายหลากหลายไปตามยุคสมัย ในสมัย

พุทธกาล บางบุคคลเชื่อว่า การได้เห็นบางสิ่งบางอย่างในตอนเช้านั้นเป็นมงคล

เช่น การเห็นนกนางแอ่นลม มะตูมอ่อน ปลาตะเพียน ในสมัยปัจจุบันบางบุคคลก็เชื่อว่า

การได้เห็นหรือได้กราบไหว้ต้นไม้ หรือสัตว์ที่มีลักษณะประหลาด นั้นเป็นมงคล ชนชาติ

ต่างๆ ก็มีการยึดถือในมงคลตื่นข่าวแตกต่างกันไป



4. ดังนั้น มงคลตื่นข่าวไม่ใช่มงคล มงคลจริงๆ ก็คือ มงคล 38 ประการที่พระผู้มีพระ

ภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในมงคลสูตร ( ขุททกนิกายขุททกปาฐะ ) ตั้งแต่การไม่คบคนพาล

โดย รสมน [21 มี.ค. 2553 , 14:26:33 น.] ( IP = 114.128.163.192 : : )


  สลักธรรม 32

เป็นเรื่องของ"ความไม่รู้" ทั้งหมดเลย ใช่ไหม.?

สติ หรือ ไม่ใช่สติ....ยังไม่ใช่ ความรู้ชัด.?


เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้ว ก็คือว่า สภาพธรรม "เป็นปกติ" ถูกหรือเปล่า?


ขณะนี้...เป็นสภาพธรรม (ที่กำลังปรากฏ)

เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างในขณะนี้-ที่ "เป็นปกติ" หรือยัง.?


ไม่ใช่ไปมุ่งที่สติปัฏฐาน...ไม่ใช่ไปมุ่งที่ชื่อ

แล้วเกิดความสงสัยว่า อย่างนี้ เป็นสติ หรือเปล่า.!


แต่ว่า ลักษณะของสภาพธรรม มีจริง

เพราะฉะนั้น จากการที่รู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรมะ เป็นความรู้เพียงขั้นฟังเท่านั้น.?


จริง ๆ แล้ว จิต เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้น-รู้

จิต จะเกิดขึ้น โดยไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้จิตรู้ ไม่ได้.


ฉะนั้น ในขณะนี้ อะไรก็ตามที่ปรากฏให้จิตรู้

ท่านผู้ฟัง ลืม...หรือ รู้ ว่าขณะนั้นมี "ธาตุรู้" ที่กำลังทำกิจรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ

เป็นเหตุปัจจัยให้สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนั้น ปรากฏได้.


เช่น ในขณะที่เห็น มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เพราะมีจิตเห็นเกิดขึ้น

ถ้าจิตเห็นไม่เกิดขึ้น-เห็น

สิ่งที่ปรากฏทางตา ก็ปรากฏให้เห็น ไม่ได้.


เพราะฉะนั้น

ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคง ว่า ขณะนี้เป็นธรรมะ

และ การศึกษาธรรมะ คือ ศึกษาให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ

โดยที่ยังไม่ต้องไปคำนึงถึงคำว่า "สติ" ไม่ต้องไปคิดว่า ใช่สติหรือเปล่า.!


แต่เป็นผู้ที่เริ่มรู้ว่า....ความเข้าใจสิ่งที่มีจริง ๆ จากการฟัง

ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่มีจริง ๆ กำลังปรากฏอยู่..........

ท่านผู้ฟังมีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ

เท่ากับความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังหรือเปล่า.?


ขณะนี้ กำลังมีสภาพธรรมปรากฏ

เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ-เท่ากับความเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง

หรือ เข้าใจเรื่องของสิ่งที่กำลังปรากฏ จากการฟังหรือยัง.?


โดย รสมน [22 มี.ค. 2553 , 12:22:49 น.] ( IP = 114.128.116.69 : : )


  สลักธรรม 33

ในสมัยครั้งพุทธกาลพุทธบริษัทได้ทราบจากการพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าว่า ท่าน

ใด เป็นพระอรหันต์ เป็นพระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน การกระทำการ

สักการะบูชา ถวายอาหารจตุปัจจัย กับพระอริยเจ้าเหล่านี้มีผลมีอานิสงส์มาก อนึ่ง

การคบหา การสมาคม การประพฤติปฏิบัติตามท่านเหล่านี้ นำมาซึ่งความสุข ความ

เจริญ ไม่มีความเสื่อม ย่อมถึงที่สุดทุกข์ตามท่านได้ แต่ในยุคนี้ ใครจะรู้ว่าใครเป็น

พระอริยบุคคลขั้นไหน ผู้นั้นต้องบรรลุความเป็นพระอริยขั้นนั้นก่อนจึงรู้ได้ ถ้ายังไม่

บรรลุย่อมรู้ไม่ได้ครับ แต่คนอื่นจะเป็นอริยะหรือไม่ใช่อริยะก็ตาม การสำรวมระวังกาย

ระวังวาจา ระวังความคิดของเราเป็นการดี ไม่ควรเบียดเบียน ไม่ควรถือเอาทรัพย์ ไม่

ควรก้าวล่วงบุตรภริยาบุคคลอื่น ไม่ควรโกหก ไม่ควรด่าว่า ไม่ควรพูดส่อเสียด ไม่ควร

พูดคำหยาบคาย ไม่ควรพูดพ้อเจ้อ ไม่ควรมีอภิชฌา ไม่ควรมีพยาบาท ไม่ควรมีความ

เห็นผิดจากความเป็นจริง..

ไม่ว่าใครจะเป็นอะไร อย่างไร ไม่สำคัญที่ตัวเรา เริ่มจากความเข้าใจพระธรรมของเรา

เป็นสำคัญ พิจารณาเหตุผลในสิ่งทีได้ฟัง เทียบเคียงกับพระธรรมวินัย ไม่เชื่อก่อนแต่

พิจารณาไตร่ตรองตามเหตุผลที่พระธรรมของพระพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งการจะรู้ว่า

บุคคลใดเป็นอย่างไร เราต้องมีความเข้าใจถูกเป็นสำคัญก่อนครับ จึงสามารถแยกแยะ

ว่าหนทางที่ถูก ถูกคืออย่างไร หนทางที่ผิด ผิดคืออย่างไร ปัญญาจึงไม่ใช่การเปรียบ

เทียบ เ ทียบเคียงหรือตรงกับจริตแล้วจะถูกต้องเป็นปัญญา แต่ต้องเป็นเรื่องของ

เหตุผล เรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ สำคัญที่ตัวเราครับ หากมีความเข้าใจ

ถูกแล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะทำอย่างไรกับใคร กาย วาจาและใจย่อมน้อมไปในทางที่ถูก

ต้องและสมควรมากขึ้นตามกำลังของปัญญาครับ สะสมปัญญาของตนเองสำคัญที่สุด
คำว่า เถยยสังวาสก์ หรือการลักเพศ โดยทั่วไปท่านอธิบายการปลอมบวช

โดย รสมน [23 มี.ค. 2553 , 19:53:51 น.] ( IP = 117.47.26.150 : : )


  สลักธรรม 34

คาว่า กรรมฐาน หมายถึง ที่ตั้งของการกระทา หรือว่าการกระทาที่เกิดขึ้นทางจิตใจ ซึ่งรวมแล้วมี ๒ อย่าง คือ ๑) สมถกรรมฐาน ๒) วิปัสสนากรรมฐาน ฉะนั้นคาว่ากรรมฐาน ก็หมายรวมถึงสมถะและวิปัสสนาได้ทั้ง ๒ อย่าง แต่ถ้าหากจะเจาะจงลงไปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ต้องระบุให้ชัดลงไปว่า “เจริญสมถกรรมฐาน หรือ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน” ถ้าบอกเพียงว่าปฏิบัติกรรมฐาน ความหมายก็จะคลุมทั้งสมถะและวิปัสสนา
การเจริญสมถกรรมฐาน คือ การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงซึ่งความสงบ การเจริญวิปัสสนา คือ การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงซึ่งปัญญา ส่วนความสงบที่เกิดจากการเจริญสมถะนั้นไม่ใช่ปัญญา แต่ความสงบก็เป็นธรรมชาติเป็นของจริงเหมือนกัน ความสงบอันเนื่องจากการเจริญสมถกรรมฐานมีลักษณะที่จิตมีสมาธิเข้าถึงความสงบคือจิตนั้นตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวซึ่งเป็นฝ่ายกุศล นิ่งแนบแน่นอยู่ในอารมณ์เดียวอย่างสม่าเสมอ และโดยถูกทางด้วย จากคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้แบ่งสมาธิไว้หลายนัย เช่น สมาธิมีอย่างเดียวคือ มีลักษณะไม่ฟุ้ง สมาธิมีสองอย่าง คือ หมวดที่ ๑ แยกเป็นอุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ
หมวดที่ ๒ แยกเป็นโลกียสมาธิ และ โลกุตตรสมาธิ (ยังมีการแบ่งสมาธิออกเป็น ๓ , ๔ , ๕ อย่างอีก ในที่นี้ขอยกมาอธิบายเพียงบางส่วน) สมาธิ ๒ อย่าง หมวดที่ ๑ แยกเป็นอุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ
๑. อุปจารสมาธิ หมายถึง การพิจารณาอารมณ์กรรมฐานด้วยภาวะที่จิตเป็นเอกัคคตา (เอกัคคตาเป็นเจตสิกในอัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ดวง ซึ่งโดยปกติย่อมเข้าประกอบกับจิตทุกดวง แต่มีกาลังอ่อน ในที่นี้มีกาลังแรงกล้าสามารถจะทาให้สัมปยุตตธรรมตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวได้นาน ๆ ซึ่งจัดเป็นองค์ฌานองค์หนึ่ง) โดยไม่มีความคิดตามความเคยชินอื่นมากีดขวาง ความคิดตามความเคยชินเหล่านั้น ได้แก่ นิวรณ์ ๕
๒. อัปปนาสมาธิ หมายถึง ภาวะของจิตที่เกิดขึ้นต่อจากอุปจารสมาธิ สมาธิในขั้นนี้เป็นสมาธิที่เป็นความก้าวหน้าทางใจ
อุปจารสมาธิ กับ อัปปนาสมาธิ ต่างกันอย่างไร ? ต่างกันคือ อุปจารสมาธิ เป็นสมาธิที่บุคคลเอาชนะนิวรณ์ ๕ ได้ เมื่อบุคคลเอาชนะนิวรณ์ได้ จึงเกิดความแตกฉานในสมาธิ คล่องแคล่วในสมาธิ สมาธิที่เจริญมาถึงขั้นนี้เรียกว่า อัปปนาสมาธิ สมาธิ ๒ อย่าง หมวดที่ ๒ แยกเป็นโลกียสมาธิ และโลกุตตรสมาธิ ๑. โลกียสมาธิ หมายถึง เอกัคคตา ที่ประกอบกับกุศลจิต ในภูมิ ๓ คือ กามภูมิ รูปภูมิและอรูปภูมิ ๒. โลกุตตรสมาธิ หมายถึง เอกัคคตาที่ประกอบกับอริยมัคคจิต นิมิต ๓ อย่าง
๑. บริกรรมนิมิต เป็นนิมิตขั้นเตรียมการหรือเริ่มต้น หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่กาหนดเป็นอารมณ์ในการเจริญกรรมฐาน เช่น ดวงกสิณที่ถูกนามาใช้กาหนดในการเจริญสมถกรรมฐาน อสุภะหรือซากศพ เป็นต้น สิ่งนั้นเรียกว่าบริกรรมนิมิต
๒. อุคคหนิมิต (นิมิตติดตา) คือนิมิตที่ผู้ปฏิบัติเพ่งองค์กสิณที่เรียกว่าบริกรรมนิมิตนั้น ด้วยจิตไม่ฟุ้งซ่าน จนเห็นภาพกสิณนั้นอย่างติดตา และมองเห็นดวงกสิณนั้นเหมือนกับลอยอยู่ในอากาศ บางครั้งก็ลอยไกลออกไป บางครั้งอยู่ใกล้ อยู่ทางซ้าย อยู่ทางขวา บางครั้งมีขนาดใหญ่ บางครั้งมีขนาดเล็ก บางครั้งมีลักษณะน่าเกลียด บางครั้งมีลักษณะน่ารัก (ความน่าเกลียด น่ารัก ขึ้นอยู่กับอารมณ์กรรมฐานที่เลือก ถ้าเลือกอสุภะ คือ ซากศพเป็น
องค์กสิณ อุคคหนิมิต ก็เป็นภาพน่าเกลียดเช่นเดียวกับศพ ) ผู้ปฏิบัติพึงทาอุคคหนิมิต คือ นิมิตที่ติดตานี้ให้เกิดขึ้นโดยการเพ่งที่คล่องแคล่ว โดยไม่ต้องอาศัยองค์กสิณแล้ว
๓. ปฏิภาคนิมิต (นิมิตที่เกิดขึ้นทางใจ) เพราะการกาหนดอุคคหนิมิตนั้นซ้าแล้วซ้าอีก ปฏิภาคนิมิตจึงเกิดขึ้น ปฏิภาคนิมิตนี้เห็นได้ถึงแม้หลับตา จะเห็นเหมือนกับลืมตาดู คือปรากฏในความคิดเท่านั้น คือ นิมิตที่เป็นภาพคล้ายอุคคหนิมิต แต่เป็นภาพที่บริสุทธิ์ย่อได้ขยายได้ ไม่ด่างพร้อย ใสสะอาด งามกว่าอุคคหนิมิต เช่น การเพ่งซากศพที่พองอืด ในระดับอุคคหนิมิต จะเห็นซากศพนอนพองอืดอยู่ แต่ในระดับปฏิภาคนิมิตแล้ว จะปรากฏเป็นภาพคนอ้วนพี สมบูรณ์ นอนนิ่งอยู่เหมือนคนนอนหลับ ไม่น่ากลัว ไม่น่าสะอิดสะเอียนแต่อย่างใด นิมิตนั้นปรากฏพร้อมกับจิต

โดย รสมน [26 มี.ค. 2553 , 09:25:45 น.] ( IP = 222.123.109.165 : : )


  สลักธรรม 35

อสุภะ ๑๐ อสุภะ หมายถึง ไม่สวยงาม มุ่งหมายถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายของคนที่ตายไป การเจริญอสุภกรรมฐานคือ การพิจารณาซากศพในลักษณะต่างๆกัน ๑๐ ลักษณะ ให้เห็นความน่าเกลียดไม่สวยงาม โดยจะพิจารณาซากศพอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ใน ๑๐ ลักษณะ ได้แก่ ๑. อุทธุมาตกะ ซากศพที่ขึ้นอืดพอง (อ่านว่า อุด-ทุ-มา-ตะ-กะ) ๒. วินีลกะ ซากศพที่มีสีเขียวคล้า (อ่านว่า วิ-นี-ละ-กะ) ๓. วิปุพพกะ ซากศพที่มีน้าเหลือง แตกปริ (อ่านว่า วิ-ปุบ-พะ-กะ) ๔. วิจฉิททกะ ซากศพที่ถูกฟันขาดออกจากกันเป็น ๒ ท่อน (อ่านว่า วิด-ฉิด-ทะ-กะ)

๕. วิกขายิตกะ ซากศพที่ถูกสัตว์ เช่น สุนัข กา แร้ง ทึ้งแย่ง (อ่านว่า วิก-ขา-ยิ-ตะ-กะ) ๖. วิกขิตตกะ ซากศพที่กระจายเรี่ยราด ศีรษะ มือ เท้า อยู่คนละทาง (วิก-ขิด-ตะ-กะ) ๗. หตวิกขิตตกะ ซากศพที่ถูกสับฟันด้วยมีด ถูกแทงด้วยหอก (หะ-ตะ-วิก-ขิด-ตะ-กะ) ๘. โลหิตกะ ซากศพที่มีเลือดไหลอาบ (อ่านว่า โล-หิ-ตะ-กะ) ๙. ปุฬุวกะ ซากศพที่มีหนอนไชอยู่ทั่วร่าง (อ่านว่า ปุ-ลุ-วะ-กะ) ๑๐. อัฏฐิกะ ซากศพที่เหลือแต่กระดูก (อ่านว่า อัด-ถิ-กะ) การพิจารณาซากศพหรือเจริญอสุภกรรมฐานทุกชนิด ผู้ปฏิบัติต้องยืนอยู่เหนือลม อย่ายืนใต้ลม เพราะกลิ่นเน่าเหม็นของศพจะรบกวน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก อย่ายืนใกล้หรือไกลเกินไป ต้องยืนในระยะให้เห็นซากศพชัดเจนทั้งร่าง ควรยืนกลางลาตัวศพ อย่ายืน ด้านศีรษะหรือปลายเท้าของศพ ศพที่ใช้พิจารณาควรเป็นเพศเดียวกับผู้พิจารณา เช่น ผู้พิจารณาหรือเจริญอสุภกรรมฐานเป็นหญิง ก็ใช้ศพหญิง เป็นชายก็ใช้ศพชายในการพิจารณา นอกจากจะพิจารณาศพในแนววิปัสสนาจึงจะใช้ศพเพศใดก็ได้ เช่นในกรณีของพระกุลลเถระ ที่หลงรูปโฉมนางสิริมาหญิงงามเมือง ครั้นนางสิริมาสิ้นชีวิตลง พระพุทธเจ้าทรงให้พระกุลลเถระผู้มีราคจริตพิจารณาศพของนางสิริมา ที่พระภิกษุหนุ่มหลงรักจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนมองเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ่ายถอนความลุ่มหลงรักใคร่ได้ในที่สุด การเจริญอสุภกรรมฐาน เป็นไปได้ทั้งในแง่สมถกรรมฐาน และวิปัสสนา-กรรมฐาน หากเจริญในแง่สมถะ ก็ให้เห็นความเป็นสิ่งที่น่าเกลียดไม่สวยงาม ปฏิบัติแล้วทาให้ฌานเกิดขึ้นได้ ส่วนในแง่วิปัสสนาให้พิจารณาความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือไตรลักษณ์ คือ ให้เห็นว่าตัวของเราก็เป็นสิ่งไม่เที่ยงเหมือนซากศพที่นอนอยู่ต่อหน้านั้นเช่นกัน เพียงแต่ศพนี้ ชายนี้ หญิงนี้ ตายก่อนเราเท่านั้น ชีวิตร่างกายของเราแม้จะผ่านทุกข์ทรมาน ได้รับความยากลาบากต่างๆนานามาเพียงใด ก็ไม่ทุกข์เท่าตอนที่จะตายร่างกายแตกดับ ในขณะนั้นจะทุกข์ที่สุด คือทุกข์จนทนอยู่ไม่ได้ต้องตายไปเช่นศพนี้ ดังพุทธดารัสที่ว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ และพิจารณาศพที่อยู่ตรงหน้าของเรานี้ว่า เมื่อศพนี้ยังมีชีวิตอยู่ เขาหรือเธอผู้นี้ไม่เคยปรารถนาที่จะตาย ไม่เคยต้องการจะเจ็บป่วยหรือแก่เฒ่า แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเป็นไปเช่นนี้ ใจปรารถนาแต่กายไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่อาจบังคับบัญชาได้ เขาหรือเธอก็ไม่ใช่เจ้าของร่างกายนี้โดยแท้จริง เพราะหากเป็นเจ้าของร่างกายนี้ก็ต้องไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ตามคาสั่งตามบัญชา แม้ร่างกายของเราเองก็ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของเรา รูปนาม ทั้งหลายเป็นอนัตตา เมื่อสังขารร่างกายเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ คืออนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกขัง (เป็นทุกข์) อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) จะไปยึดมั่นถือมั่นได้อย่างไร ส่วนการพิจารณาซากศพโดยนัยของสมถะต้องพิจารณาศพโดยอาการ ๖ และอาการ ๕ พิจารณาซากศพโดยอาการ ๖

๑. พิจารณาสี โดยกาหนดดูว่า ศพนี้เป็นคนผิวสีอะไร ดา ขาว หรือผิวเหลือง

๒. พิจารณาวัย โดยกาหนดดูว่า ศพนี้เป็นเด็ก วัยกลางคนหรือคนชรา โดยไม่ต้องสนใจว่าเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย



๓. พิจารณาสัณฐาน โดยกาหนดดูว่า นี่คือศีรษะ คอ แขน มือ ท้อง อก เอว แข้ง ขา เท้า เป็นต้น

๔. พิจารณาทิศ โดยกาหนดว่าตั้งแต่สะดือขึ้นไปจนถึงศีรษะเป็นส่วนบน จากใต้สะดือลงมาเป็นส่วนล่าง หรืออีกนัยหนึ่ง คือให้รู้ว่าเรายืนอยู่ทางทิศนี้ ซากศพอยู่ทางทิศนี้

๕. พิจารณาที่ตั้ง โดยกาหนดว่า มืออยู่ตรงนี้ เท้าอยู่ตรงนี้ ศีรษะอยู่ตรงนี้ เป็นต้น หรืออีกนัยหนึ่งให้รู้ว่าเรายืนอยู่ตรงนี้ ศพอยู่ตรงนั้น

๖. พิจารณาขอบเขต ให้รู้ว่าเบื้องต่าสุดของซากศพคือพื้นเท้า เบื้องบนสุดเพียงปลายผม ทั่วตัวสุดแค่ผิวหนัง เต็มไปด้วยของเน่าเหม็น ๓๒ อย่าง เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เป็นต้น

พิจารณาโดยอาการ ๕

๑. ดูส่วนต่อหรือที่ต่อ ให้รู้ว่าในสรีระร่างของศพมีส่วนต่อใหญ่ๆอยู่ ๑๔ แห่ง คือมือขวามีที่ต่อ ๓ แห่ง มือซ้ายมีที่ต่อ ๓ แห่ง เท้าขวามีที่ต่อ ๓ แห่ง เท้าซ้ายมีที่ต่อ ๓ แห่ง คอมีที่ต่อ ๑ แห่งและเอวมีที่ต่อ ๑ แห่ง

๒. ให้ดูช่อง เช่น ช่องตา ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ศพหลับตาหรือลืมตา อ้าปากหรือหุบปาก

๓. ให้ดูหลุม หรือส่วนที่เว้าลงไป พิจารณาว่าเป็นหลุมตา หลุมคอ เป็นต้น

๔. ให้ดูที่ดอน หรือส่วนที่นูนขึ้น โดยให้กาหนดรู้ว่าส่วนนูนนี้ คือหัวเข่า คือหน้าผาก หน้าอก เป็นต้น

๕. ให้ดูทั่วไป รอบๆ ด้านของศพ ส่วนใดปรากฏชัดตามลักษณะของศพ เช่นความพองอืดปรากฏชัด ก็บริกรรมว่า อุทธุมาตกะ ปฏิกูละ ๆๆ (ศพพองอืดนี้น่าเกลียด น่าขยะแขยง) หรือเห็นศพที่มีสีเขียวคล้าปรากฏชัด ก็บริกรรมว่า วินีลกะ ปฏิกูละ ๆ ๆ (ศพวินีลกะ หรือศพเขียวคล้านี้ น่าเกลียด น่าขยะแขยง) ศพลักษณะอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ในขณะบริกรรมก็ให้ตั้งจิตกาหนดลงที่ลักษณะตรงส่วนนั้นๆ ของศพ

โดย รสมน [28 มี.ค. 2553 , 10:00:28 น.] ( IP = 112.142.194.178 : : )


  สลักธรรม 36

ธัมมานุสสติ หมายความว่า การระลึกถึงคุณของพระธรรม มี สวากขาโต เป็นต้น อยู่เนืองๆ องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิกที่ในมหากุศลจิต ที่มีคุณของพระธรรมเป็นอารมณ์ ธรรม หมายถึง ความดับ(นิพพาน) หรือข้อปฏิบัติอันเป็นเหตุให้บรรลุถึงนิพพาน การทาลายกิจกรรมทุกอย่าง การละกิเลสทุกอย่าง การกาจัดตัณหา ความเป็นผู้บริสุทธิ์และสงบ ข้อปฏิบัติที่นาไปสู่ความดับ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ วิธีการปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติต้องมีความสงบนิ่งอยู่กับการระลึก มีความตระหนักรู้คุณของพระธรรม เข้าใจในความหมายของธรรมคุณนั้นๆ ด้วย ไปสู่สถานที่สงัด รักษาจิตไว้ไม่ให้ถูกรบกวน ธัมมานุสสติ มี ๖ ประการ จะระลึกเป็นภาษาบาลี หรือ ภาษาไทยก็ได้ ระลึกดังนี้ว่า :-
สวากขาโต ภควตา ธัมโม , สันทิฏฐิโก , อกาลิโก , เอหิปัสสิโก , โอปนยิโก , ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ฯ ระลึกเป็นภาษาไทยว่า :- พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่บุคคลพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา ควรเชื้อเชิญให้มาดู ควรน้อมเข้ามาใส่ตน อันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน พระธรรมคุณประการที่ ๑ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว (สวากขาโต ภควตา ธัมโม) เพราะพระธรรมนั้นเว้นที่สุดโต่งทั้ง ๒ ไม่มีความขัดแย้งกันในพระธรรม และพระธรรมนั้นประกอบด้วยความดี พระธรรมนั้นปราศจากข้อเสียโดยสิ้นเชิง พระธรรมนั้นย่อมนาสัตว์ทั้งหลายไปสู่ความดับ(นิพพาน) พระธรรมคุณประการที่ ๒ เป็นสิ่งที่บุคคลพึงเห็นได้ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก) เพราะว่าผู้ปฏิบัติธรรมสามารถบรรลุมรรคและผลได้ตามลาดับ เพราะบุคคลย่อมเห็นแจ้งพระนิพพานและมรรคผล พระธรรมคุณประการที่ ๓ ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา (อกาลิโก) คือ ผลย่อมเกิดขึ้น โดยไม่มีการรอเวลา พระธรรมคุณประการที่ ๔ ควรเชื้อเชิญให้มาดู (เอหิปัสสิโก) พระธรรม ๙ อย่าง มีมรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑ เป็นธรรมที่ควรแก่การเชื้อเชิญชนทั้งหลายให้มาชมได้ โดยกล่าวคาว่า ท่านจงมาดูเถิด มาเเลดูคุณค่าของพระธรรม พระธรรมคุณประการที่ ๕ ควรน้อมเข้ามาใส่ตน (โอปนยิโก) พระธรรม ๙ อย่าง มีมรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑ เป็นธรรมที่ควรยึดหน่วงให้มาปรากฏแก่ใจ แม้ที่สุดจะถูกไฟไหม้ศีรษะ ก็มิยอมที่จะทาการดับไฟนั้น โดยเหตุว่า ธรรมเหล่านี้เมื่อปรากฏขึ้นแล้วเพียงครั้งเดียวก็สามารถปิดประตูอบายได้ พระธรรมคุณประการที่ ๖ อันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน (ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ) ถ้าบุคคลยอมรับพระธรรมนั้น ไม่ยอมรับลัทธิอื่น เขาย่อมทาความรู้ในนิโรธให้เกิดขึ้น ย่อมทาพระนิพพานให้เกิดขึ้น ทาความรู้ในวิมุตติให้เกิดขึ้น
ผู้ปฏิบัติระลึกถึงพระธรรม โดยวิธีอื่นๆ ได้อีกดังนี้ คือ พระธรรมนั้นเป็นดวงตา เป็นความรู้ เป็นความสงบ เป็นหนทางที่นาไปสู่อมตะ (นิพพาน) พระธรรมนั้นเป็นการหลีกออก เป็นเครื่องอานวยความสะดวกให้บรรลุถึงนิโรธ (ความดับทุกข์) เป็นหนทางสู่ทิพยภาวะ (เป็นทิพย์หรือคุณวิเศษ) เป็นการไม่ถอยกลับ เป็นสิ่งประเสริฐที่สุด เป็นความสงัด เป็นความวิเศษ พระธรรมเป็นการข้ามไปสู่ฝั่งโน้น เป็นที่พึ่ง ผู้ปฏิบัตินั้นระลึกถึงพระธรรมด้วยวิธีการเหล่านี้ โดยอาศัยคุณความดีเหล่านี้ การเจริญธัมมานุสสติได้เพียงอุปจารสมาธิเท่านั้น เพราะอารมณ์ในการเจริญมีมาก จิตจึงไม่อาจตั้งมั่นจนทาให้อัปปนาสมาธิเกิดขึ้นได้ อานิสงส์ของธัมมานุสสติเหมือนกันกับพุทธานุสสติ จบธัมมานุสสติ
สังฆานุสสติ หมายความว่า การระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ มี สุปฏิปันโน เป็นต้น อยู่เนืองๆ องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิกที่ในมหากุศลจิต ที่มีคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์ พระสงฆ์มี ๒ จาพวก คืออริยสงฆ์ และสมมติสงฆ์ อริยสงฆ์ คือ ท่านที่ดารงอยู่ในมรรค ๔ ผล ๔ สมมติสงฆ์ คือพระสงฆ์โดยสมมติ ได้แก่ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูป ที่สามารถทาสังฆกรรมได้ พระสงฆ์มี

โดย รสมน [29 มี.ค. 2553 , 09:33:00 น.] ( IP = 222.123.7.235 : : )


  สลักธรรม 37

อุปสมานุสสติ หมายความว่า การระลึกถึงคุณของพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยระลึกถึงคุณต่างๆ ของพระนิพพาน เช่น นิพพานเป็นที่สิ้นตัณหา ดับกิเลส ดับราคะ โทสะ โมหะ ดับกองทุกข์ คือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความโศกเศร้าต่างๆ นิพพานทาลายวัฏฏสงสาร ถอนความอาลัยรักใคร่พอใจในเบญจกามคุณ องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิกที่ในมหากุศลจิตที่มีคุณของพระนิพพานเป็นอารมณ์ วิธีเจริญอุปสมานุสสติ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในคุณศัพท์ที่พรรณนาถึงคุณของพระนิพพาน มี ๒๙ ประการให้ดีเสียก่อน จึงจะทาการเจริญอุปสมานุสสตินี้ได้ คุณศัพท์ของพระนิพพานมี ๒๙ ประการ คือ
๑. มทนิมมทโน พระนิพพาน เป็นธรรมที่ย่ายีความมัวเมาต่างๆ คือ ความมัวเมาในรูป
รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ และบัญญัติต่างๆ
๒. ปิปาสวินโย พระนิพพาน เป็นธรรมที่บรรเทาเสียซึ่งความกระหายในกามคุณอารมณ์
๓. อาลยสมุคฆาโต พระนิพพาน เป็นธรรมที่ถอนเสียซึ่งความอาลัยในกามคุณอารมณ์
๔. วัฏฏูปัจเฉโท พระนิพพาน เป็นธรรมตัดเสียซึ่งการเวียนไปในวัฏฏะทั้ง ๓ ให้ขาด
๕. ตัณหักขโย พระนิพพาน เป็นธรรมที่สิ้นตัณหา
๖. วิราโค พระนิพพาน เป็นธรรมที่ปราศจากราคะ
๗. นิโรโธ พระนิพพาน เป็นธรรมที่ดับตัณหา
๘. ธุวัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่ตั้งมั่นอยู่เสมอ
๙. อชรัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่ไม่มีความแก่
๑๐. นิปปปัญจัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่ปราศจากปปัญจธรรม คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ
ที่ทาให้วัฏฏสงสารกว้างขวาง
๑๑. สัจจัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่มีความจริงแน่นอน
๑๒. ปารัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่ข้ามพ้นฝั่งวัฏฏทุกข์
๑๓. สุทุททสัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่ผู้มีปัญญาน้อยย่อมเห็นได้ยาก
๑๔. สิวัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่สบาย ปราศจากกิเลส
๑๕. อมตัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่ไม่มีความตาย
๑๖. เขมัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่ปราศจากภัย
๑๗. อัพภุตัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง
๑๘. อณีติกัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่ไม่มีภัยอย่างร้ายแรง ที่นาความเสียหายมาสู่
๑๙. ตาณัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่ช่วยรักษาสัตว์ ไม่ให้ตกอยู่ในวัฏฏสงสาร
๒๐. เลณัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่หลบภัยต่างๆ
๒๑. ทีปัง พระนิพพาน เป็นเกาะที่พ้นจากการท่วมทับของโอฆะทั้ง ๔
๒๒. วิสุทธัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่บริสุทธิ์จากกิเลส
๒๓. วรัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่สัปปุรุษทั้งหลายพึงปรารถนา
๒๔. นิปุณัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่สุขุมละเอียด
๒๕. อสังขตัง พระนิพพาน เป็นธรรมที่ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัย ๔
๒๖. โมกโข พระนิพพาน เป็นธรรมที่พ้นจากกิเลส
๒๗. เสฏโฐ พระนิพพาน เป็นธรรมที่ควรสรรเสริญโดยพิเศษ
๒๘. อนุตตโร พระนิพพาน เป็นธรรมที่ประเสริฐยิ่งหาที่เปรียบมิได้
๒๙. โลกัสสันโต พระนิพพาน เป็นธรรมที่สุดสิ้นแห่งโลกทั้ง ๓
เมื่อรู้ถึงคุณของพระนิพพานด้วยใจจริงแล้ว ต่อไปก็เริ่มต้นภาวนา ระลึกเป็นภาษาบาลี ดังนี้ :- ยาวตา ภิกขเว ธัมมา สังขตา วา อสังขตา วา วิราโค เตสัง ธัมมานัง อัคคมักขายติ, ยทิทัง มทนิมมทโน , ปิปาสวินโย, อาลยสมุคฆาโต , วัฏฏูปจฺเฉโท , ตัณหักขโย , วิราโค, นิโรโธ , นิพพานัง ฯ
ระลึกเป็นภาษาไทยดังนี้ :- ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่าใดที่ถูกปรุงแต่งและไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัย ๔ ที่ชื่อว่าสังขตะ และอสังขตะ มีอยู่ ธรรมใดเป็นสภาพที่ย่ายีความมัวเมาต่างๆ บรรเทาเสียซึ่งความกระหายในกามคุณอารมณ์ ถอนเสียซึ่งความอาลัยในกามคุณอารมณ์ ตัดเสียซึ่งการเวียนไปในวัฏฏะทั้ง ๓ ให้ขาด ที่สิ้นไปแห่งตัณหา ปราศจากราคะ ที่ดับแห่งตัณหา และพ้นจากตัณหาอันเป็นเครื่องร้อยรัดนี้ ตถาคตพึงกล่าวว่าเป็นธรรมอันประเสริฐอย่างยอดยิ่ง ให้พิจารณาอย่างนี้อยู่เนืองๆ การปฏิบัติจะระลึกเป็นภาษาบาลี หรือ ภาษาไทยตามที่ได้แปลไว้นั้นก็ได้ หรือจะระลึกในคุณพระนิพพาน ๒๙ ประการ มี มทนิมมทโน เป็นต้น ก็ได้ ความสาคัญอยู่ที่ผู้ระลึกจะต้องรู้ถึงความหมายของศัพท์นั้นๆ ไปด้วย การเจริญอุปสมานุสสติ มีคุณพระนิพพานเป็นอารมณ์นั้น พระนิพพานเป็นปรมัตถธรรม โดยเฉพาะที่นอกจาก จิต เจตสิก รูป ฉะนั้น จึงไม่เกี่ยวข้องกับสังขตธรรมทั้งปวงที่เป็นรูปและนาม เมื่อว่าโดยธรรมที่เป็นภายในและภายนอกแล้ว พระนิพพานเป็นธรรมภายนอกอย่างเดียว ฉะนั้น พระนิพพาน นี้จึงมิใช่เป็นธรรมที่ตั้งอยู่ภายในร่างกายของสัตว์โดยความเป็นแก่นสาร ผู้ที่จะเจริญอนุสสติ มีพุทธานุสสติ เป็นต้น จนถึงอุปสมานุสสติ ให้สมบูรณ์อย่างถี่ถ้วนได้นั้น คงทาได้แต่พระอริยบุคคล สาหรับปุถุชนนั้นจะเจริญให้ได้ดีอย่างสมบูรณ์นั้นยังทาไม่ได้ อย่างไรก็ตามถ้าเป็นผู้ที่มีสุตมยปัญญาอันสาเร็จมาจากการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถระลึกไปในพระคุณนั้นๆ ได้ด้วยดี จิตใจก็จะบังเกิดความเลื่อมใสในอารมณ์กรรมฐานนี้ได้เช่นกัน
อานิสงส์ของอุปสมานุสสติ ๑. หลับเป็นสุข ๒. ตื่นเป็นสุข ๓. มีความสงบ ๔. มีหิริโอตตัปปะ ๕. มีความเลื่อมใส ๖. เป็นที่นับถือของคนทั่วไป ๗. อยู่เป็นสุข ๘. มีกิริยาอ่อนน้อม ๙. จิตหยั่งในพระนิพพานเป็นคุณ
๑๐. สามารถทาความปรารถนาให้สาเร็จ หากไม่ได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ก็จะไปสู่สุคติ จบอุปสมานุสสติ

โดย รสมน [30 มี.ค. 2553 , 09:26:55 น.] ( IP = 114.128.164.242 : : )


  สลักธรรม 38

การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน เช่น กาแฟ เป็นต้น ไม่ผิดข้อ

สุราเมรัย เพราะเครื่องดื่มดังกล่าวเมื่อดื่มแล้วไม่ถึงความมึนเมาขาดสติ เป็น

เพียงติดในกลิ่น ติดในรส เท่านั้นครับ
การอบรมเจริญสติปัฏฐาน เป็นเรื่องของการสะสมอบรมความรู้ความ

เข้าใจในความจริงมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อมีการสะสมความเข้าใจเริ่มตั้งแต่การฟัง

การพิจารณาจนเข้าใจความจริงมากขึ้น สติและสัมปชัญญะจึงเกิดขึ้นได้ ถ้าขาด

การฟัง การศึกษาแล้ว สติสัมปชัญญะก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะสติเป็นเจตสิกฝ่ายดี

สติจะเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยการปรุงแต่ง คือ สังขารขันธ์ฝ่ายดี มีศรัทธา เป็นต้น

ดังนั้นการอบรมเจริญสติปัฏฐานจึงไม่ใช่การทำสติ เพราะสติเป็นอนัตตา ไม่มีใคร

ทำให้เกิดขึ้นได้ แต่ถ้ามีการสะสมอบรมด้วยอุบายที่ถูกต้อง สติสัมปชัญญะจึง

เกิดขึ้นได้ อนึ่งขณะที่อกุศลเกิดขึ้นขณะนั้นชื่อว่าหลงลืมสติ สติไม่เกิดขึ้นกระทำ

กิจของสติ แต่อกุศลเกิดขึ้นทำกิจของอกุศล จึงชื่อว่าหลงลืมสติ ส่วนความก้าวหน้า

จะมีได้ต้องอาศัยกาลเวลาที่ยาวนาน มีการสะสมของสังขารขันธ์ที่เพียงพอ และไม่ใช่

เรื่องหวังที่จะให้สติเกิดมากๆ หรือก้าวหน้ามากๆ โดยขาดการอบรมที่ตรงและถูกต้อง

เพราะถ้ายังมีปัจจัยให้อกุศลเกิด อกุศลก็เกิดเป็นธรรมดาครับ
พระพุทธศาสนา เกิดมานานถึง ๒๕๙๗ ปีแล้ว

(พ.ศ. ๒๕๕๒ +๔๕ ปี)


แต่ผู้ที่สงสัยว่า

พระอภิธรรมเป็นพระพุทธพจน์จริงหรือ...ยังมีอยู่ไม่น้อย.!


ทั้ง ๆ ที่ชาวพุทธยอมรับว่า คำสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่ ๓ ปิฎก

คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และ พระอภิธรรมปิฎก

นับเป็น พระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

สมดังที่ท่านพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า

และ เป็นขุนคลังพระธรรม ได้กล่าวไว้ใน

อานันทเถรคาถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ข้อ ๓๙๗ ว่า


พระอานนท์เถระ

ได้เรียนธรรมจากพระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

ได้เรียนจากสำนักภิกษุ มีพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร เป็นต้น

๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์.


ซึ่งใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น แบ่งเป็น

พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

พระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

พระอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์


ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พระอภิธรรมปิฎก

มีจำนวนเท่ากับพระวินัยปิฎก และ พระสุตตันตปิฎก รวมกัน

ฉะนั้น ถ้าพระอภิธรรมปิฎกไม่ใช่พระพุทธพจน์

คำสอนของพระพุทธเจ้า ๓ ปิฎก ก็จะเหลือเพียง ๒ ปิฎก ฯ

พระธรรมขันธ์ ก็ไม่ครบ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

ตามที่ท่านพระอานนท์เถระ กล่าวไว้.


นอกจากนั้น ในพระวินัยและพระสูตร

ก็ยังมีข้อความที่กล่าวถึงพระอภิธรรมไว้หลายแห่ง

ขอยกมาอ้างอิงดังต่อไปนี้


ในพระวินัยปิฎก อุททานคาถา วินัยปิฎก มหาวรรค ข้อ ๑๔๖

ในตอนหนึ่ง มีข้อความว่า


ชนใดไม่รู้จักโค ชนนั้นย่อมรักษาฝูงโคไม่ได้ ฉันใด

ภิกษุ ก็ฉันนั้น เมื่อไม่รู้จักศีล ไฉนเธอจะพึงสังวรได้

เมื่อพระสุตตันตปิฎก และ พระอภิธรรม เลอะเลือน (สูญ) ไปก่อน

แต่พระวินัยยังไม่เสื่อมสูญ (เมื่อนั้น) พระศาสนา ชื่อว่ายังตั้งอยู่ต่อไป

(คือ ยังดำรงอยู่ต่อไป ยังไม่สูญไป)


ในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๘ ข้อ ๕๔๓ กล่าวว่า


ก็แล ท่านพระทัพพมัลลบุตร อันสงฆ์สมมติแล้ว

ย่อมแต่งตั้งเสนาสนะรวมไว้เป็นพวก ๆ สำหรับหมู่สงฆ์ ผู้สม่ำเสมอกัน


คือ ภิกษุเหล่าใด เป็นผู้ทรงพระสูตร

ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะ รวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง

ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอ จักซักซ้อมพระสูตรกัน


ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงพระวินัย

ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะ รวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง

ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอจักวินิจฉัยพระวินัยกัน


ภิกษุเหล่าใด เป็นผู้ทรงพระอภิธรรม

ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะ รวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง

ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอจักสนทนาพระอภิธรรมกันฯ


ดังนี้ เป็นต้น.
ในพระสุตตันตปิฎก กล่าวถึง "พระอภิธรรม" ไว้ด้วย

โดย รสมน [31 มี.ค. 2553 , 19:25:33 น.] ( IP = 114.128.113.239 : : )


  สลักธรรม 39

อัปปมัญญา ๔
อัปปมัญญา หมายความว่า ธรรมชาติที่เป็นไปในสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ไม่จากัด ผู้ที่เจริญอัปปมัญญา ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่นั้น จะต้องมีการแผ่ตลอดทั่วไปในสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีจากัดจึงจะ เรียกว่า เป็นการแผ่เมตตาอัปปมัญญา กรุณาอัปปมัญญา มุทิตาอัปปมัญญา อุเบกขาอัปปมัญญา สาหรับการแผ่โดยเฉพาะเจาะจง ไม่จัดว่าเป็นการเจริญอัปปมัญญากรรมฐาน ฉะนั้นเมื่อจะเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ชนิดที่เป็นอัปปมัญญาได้นั้น ต้องเป็นชนิดทาลายขอบเขตไม่ให้มีจากัดอยู่เฉพาะแต่ในบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่ง
อัปปมัญญา ก็ได้ชื่อว่าพรหมวิหารด้วย เพราะว่า ผู้ที่ปฏิบัติในอัปปมัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง บุคคลนั้นย่อมมีจิตเสมือนพรหม คือมีความดีในเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ได้อย่างไม่มีประมาณ

เมตตา หมายความว่า การปรารถนาดีรักใคร่ต่อสัตว์ทั้งหลาย องค์ธรรมได้แก่ อโทสเจตสิก ที่มีปิยมนาปสัตวบัญญัติเป็นอารมณ์ หมายถึงมีสัตว์บุคคลอันเป็นที่รักเป็นอารมณ์ สัตว์บุคคลอันเป็นที่รักที่ชอบใจ มี ๒ พวก คือ ๑. พวกธรรมดา เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง เป็นต้น ๒. พวกที่เป็นไปด้วยอานาจภาวนาสมาธิ การเจริญเมตตาในระยะต้นๆ จะมีเฉพาะในพวกธรรมดาเป็นอารมณ์ของเมตตาภาวนาก็จริง ครั้นการเจริญนั้นได้เข้าถึงขั้นอุปจารภาวนาแล้ว จิตใจในขณะนั้นก็จะแผ่ทั่วไปแก่สัตว์ทั้งหลายได้หมด แม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรูก็สามารถแผ่จนกลายเป็นบุคคลที่เรารักได้ จิตใจในขณะนั้นปราศจากอโทสะโดยสิ้นเชิง ไม่ได้แกล้ง หรือฝืนใจคิดที่จะรักใคร่ปรารถนาดีต่อศัตรู แต่อโทสเจตสิกที่เกิดขึ้นในขณะสวดมนต์ ไหว้พระ เป็นต้น ไม่ได้มีอารมณ์เป็นปิยมนาปสัตวบัญญัติ ดังนั้น อโทสเจตสิกขณะนั้นจึงไม่เรียกว่า เมตตา การนึกถึงหรือมองดูคนอื่นด้วยโทสะ ความโกรธ ความขัดเคือง ความอิจฉา ริษยา ในขณะนั้นย่อมมีแต่ความเกลียดชัง จิตใจไม่ชื่นบาน ส่วนการนึกถึงหรือมองดูบุคคลอื่นด้วยเมตตานั้น จิตใจก็จะมีแต่ความรักใคร่เบิกบาน ความรักใคร่มี ๒ ประการ คือ ๑. เมตตาอโทสะ ๒. ตัณหาเปมะ เมตตาอโทสะ เป็นความรักใคร่ชื่นชมปรารถนาดีชนิดไม่มีการยึดถือว่าเป็น บิดา มารดา บุตร ธิดา ภรรยา สามี ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง แต่อย่างใด ถึงบุคคลเหล่านี้จะจากไปก็ไม่เดือดร้อน ไม่เสียใจ ตัณหาเปมะ เป็นความรักใคร่ชื่นชมด้วยการยึดถือว่าเป็น บิดา มารดา บุตร ธิดา ภรรยา สามี ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และแยกจากกันไม่ได้ ถ้าบุคคลเหล่านั้นจากไปก็หวงแหน อยากจะครอบครองรักษาไว้ไม่ให้จากไป ดังนั้นความรักใคร่ชื่นชมชนิดที่เป็นตัณหาเปมะนี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นเมตตาเทียม องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก อย่างไรก็ตามตัณหาเปมะอันเป็นเมตตาเทียมนี้ ก็ยังเป็นความดีในการที่เป็นเหตุปัจจัยให้เมตตาอโทสะเกิดขึ้นได้ง่าย และดารงมั่นไม่เสื่อมคลาย


โดย รสมน [1 เม.ย. 2553 , 19:17:17 น.] ( IP = 112.142.138.182 : : )


  สลักธรรม 40

กิเลสมี ๓ ขั้น คือ อนุสัยกิเลส ปริยุฏฐานกิเลส วีติกกมกิเลส


วีติกกมกิเลส เป็น "กิเลสอย่างหยาบ"

ซึ่งทำให้ล่วงเป็น ทุจริตกรรมทางกาย ทางวาจา

"วิรัติ" คือ "ละเว้น"-วีติกกมกิเลสได้ ด้วย "ศีล"


ปริยุฏฐานกิเลส เป็น "กิเลสอย่างกลาง" ที่เกิดร่วมกับอกุศลจิต

แต่ไม่ถึงขั้นที่ล่วงเป็นทุจริตกรรม

"ระงับ" ปริยุฏฐานกิเลสได้ "ชั่วคราว" เป็น วิกขัมภณปหาน

ด้วย "ฌานกุศลจิต"


อนุสัยกิเลส เป็น "กิเลสอย่างละเอียด"

เมื่อยังดับกิเลสไม่ได้ อนุสัยกิเลสก็นอนเนื่องอยู่ในจิตที่เกิดดับสืบต่อกัน

เป็นเชื้อ เป็นปัจจัยให้เกิด "ปริยุฏฐานกิเลส"


.


"กิเลสทั้งหลาย"

จะดับหมดสิ้นไปเป็น "สมุจเฉทปหาน" (คือ) ไม่เกิดอีกเลย

โดย รสมน [2 เม.ย. 2553 , 19:43:37 น.] ( IP = 117.47.159.228 : : )
[ 1 ][ 2 ][ 3 ] [ 4 ] [ 5 ][ 6 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org