| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การพัฒนาปัญญาภายใต้คุณธรรมและจริยธรรม (๔)
![]()
การพัฒนาปัญญาภายใต้คุณธรรมและจริยธรรม (๔)
โดย พระมหานายก
บรรยาย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๒
ตอนที่ผ่านมา
ข้อต่อไป เป็นเรื่องของการครองคู่ ซึ่งท่านสอนเรื่องความสันโดษ คือความยินดีพอใจ เฉพาะในคู่ครองของตน ปัจจุบันก็มีเรื่องมีราวมากมายในสังคม ดังที่เห็นในข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาพัฒนาอย่างไรในทางโลก มองไม่ออก แต่รู้สึกมันสับสนมันวุ่นวาย ไม่มีความพอดีไม่มีความพอเพียง อย่างเช่น คำว่า กิ๊ก สมัยก่อนไม่มี เกิดขึ้นเพราะอะไร? สมัยนี้กลายเป็นคำศัพท์ที่ยอมรับกันได้และดูเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคม คุณธรรมมันหายไปไหม? ความวุ่นวายเข้ามาแทนที่ไหม? แน่นอน ลองมีแฟนหลายคนดู จะรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น แค่สับรางรถไฟก็เหนื่อยแล้ว
ถ้าเรามีความสันโดษ คือ ความพอใจเฉพาะในคู่ของตัวเอง ชีวิตจะเรียบง่ายขึ้น ไม่สับสน ไม่เดือดร้อน แต่ว่าเรามักไม่พอใจ ให้พยายามสำรวมระวังเข้ามา ถ้าไม่มีคุณธรรมข้อนี้ย่อมเกิดโทษอย่างแน่นอน บางครั้งก็ถึงกับทำร้ายชีวิตตนเองที่ตนเองรักอย่างที่สุด บางคนกระโดดตึกฆ่าตัวตาย อย่างข่าวนิสิตเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องผิดหวังจากคนรัก คนรักไปมีคนใหม่ ก็เลยตัดสินใจทำการตัดชีวิตตนเองให้ขาด น่าคิดที่ว่ากำลังศึกษากันในระดับชั้นอุดมศึกษาซึ่งแปลว่าสูงสุด อุตมะนี่แปลว่าสูงสุด แต่ทำไมไม่มีปัญญาคิด
ปัญญาหายไปไหน? เพราะว่าปัญญามันยังไม่ได้เกิดภายใต้คุณธรรม เป็นเพียงแค่การเรียนรู้เท่านั้น ไม่ใช่ปัญญาแท้ ทำให้เกิดปัญหาขึ้น แท้จริงแล้วชีวิตตนเองมีค่ามากกว่า แต่กลับเป็นว่า ความรู้สึกของผู้อื่นมีความสำคัญเหนือความรู้สึกของเรา ปล่อยให้ความคิดของเขาที่รักชอบเราหรือเปลี่ยนใจไม่รักไม่ชอบเราแล้ว มามีอิทธิพลเหนือเรา มามีคุณค่าเหนือจิตใจเรา เหนือความสุขของเรา/นี่น่าคิด
ลองมองดูซิ เราแคร์ความรู้สึกคนอื่นขนาดที่สามารถฆ่าตัวตาย มันคุ้มค่าขนาดนั้นไหม? ความรู้สึกในใจผู้อื่นทำไมเราปล่อยให้มีอิทธิพลต่อความคิดของเราถึงขนาดนั้น ความสุขของเราต้องขึ้นอยู่กับความคิดของผู้อื่น เขาคิดอย่างนี้ เราจึงจะเป็นสุข เขาคิดอย่างนั้นเราจะเป็นทุกข์ เราจะคุมความคิดของผู้อื่นได้อย่างไรให้เขาคิดถูกใจเราตลอดเวลา เราควรกลับมายืนหยัดอยู่ภายใต้จิตสำนึกของตนเอง หันกลับมาดูแลความรู้สึกตนเองจิตใจตนเอง แต่จะต้องดูแลภายใต้คุณธรรมและความถูกต้อง มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ทำร้ายผู้ที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งสุดท้ายก็จะส่งผลย้อนกลับมาเป็นการทำร้ายตนเอง
โดย ศาลาธรรม [18 ก.พ. 2553 , 09:13:16 น.] ( IP = 125.27.176.102 : : )
สลักธรรม 1
เราต้องมีสติระลึกได้ ว่าชีวิตของเราเป็นของมีค่า เรามีสัมปชัญญะความรู้ตัว ว่าชีวิตของเรามีประโยชน์อย่างไร? ตรงนั้นมีผลเสียอย่างไร? เราก็จะแกร่งพอที่จะผ่านเรื่องร้ายๆ นี้ไปได้
คนฆ่าตัวตายไปไหน เกือบจะบอกได้ว่า ๑๐๐% ไปนรก เพราะท่านบอกว่า นรกนั้นเป็นที่เกิดของสัตว์ที่ตายขณะที่จิตประกอบด้วยโทสะ โทสะมันร้อน ก็นำไปสู่ที่ร้อน จิตก่อนตายเหนี่ยวนำโทสะมาเป็นอารมณ์ ฆ่าคนๆ หนึ่งเป็นเรื่องยาก ฆ่าสัตว์ฆ่านกตัวหนึ่ง ถ้าคนใจอ่อนก็ยาก ฆ่ายุง ตบยุงยากไหม? เหมือนไม่ยากเพราะตัวเล็ก เอาถังขยะขึ้นมาเห็นแมลงสาบ เริ่มฆ่ายากขึ้น นก หนู กระต่าย กวาง ควาย ช้าง ขึ้นไปถึงคน ซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่เริ่มฆ่ายากตามลำดับ ความรู้สึกในใจมันหนักขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคิดจะฆ่า แต่สุดท้ายที่ฆ่ายากที่สุดก็คือตัวเอง
คนชั่วยิงคนอื่นทำง่ายกว่ายิงตัวเอง ตัวเองนั้นเป็นที่รักที่สุด แต่คนเรากลับไปให้น้ำหนักกับความรู้สึกคนอื่นมากขนาดผิดหวังในความรักแล้วฆ่าตัวตาย ทำร้ายจิตของตัวเองขณะนั้น นั่นหมายถึง โทสะ ขึ้นปรี๊ดจนปรอทแตก เมื่อโทสะสูงขึ้นก็นำไปนรก อันนี้ท่านว่าไว้ในอรรถกถาในตำราชั้นสอง ซึ่งไม่ใช่พระไตรปิฏกซึ่งเป็นตำราชั้นแรก
แล้วถ้าหากคนเราตายขณะจิตโลภ จะไปไหน? ไปเป็นเปรต เคยได้ยินไหมว่าเปรตมีปากเท่ารูเข็ม ท้องเท่าภูเขา กินน้ำเลือดน้ำหนองน้ำลายเป็นอาหาร ไม่เคยอิ่มไม่เคยพอ อดโซ ลองนึกคนที่มีความโลภ มันได้พอไหม? สภาพเดียวกันคือได้ไม่พอ ต้องการมากแต่รูปากนิดเดียว จึงไม่เคยพอ เพราะฉะนั้นพวกนี้จึงเกิดเป็นเปรต ตายด้วยความโลภโดย ศาลาธรรม [18 ก.พ. 2553 , 09:13:50 น.] ( IP = 125.27.176.102 : : )
สลักธรรม 2
อย่างที่ ๓ สัตว์เดียรฉานอะไรนำให้เกิด คำตอบคือ ความโง่ นั่นก็คือโมหะนำให้เกิดเป็นสัตว์เดียรฉาน สังเกตดูสัตว์ไม่ค่อยฉลาด มีความรู้เท่าไรก็เท่านั้น อบาย ๔ อย่างในทางพระพุทธศาสนามี นรก เปรต อสุรกาย แล้วก็เดียรฉาน อย่างสุดท้ายก็คืออสุรกาย พวกอสุรกายแปลว่าหมู่สัตว์ที่ไม่กล้า ซึ่งมีความกลัวเป็นตัวนำเกิด พวกที่ตายด้วยความกลัว ขณะที่จิตเหนี่ยวนำความกลัวเป็นอารมณ์ให้ไปเกิดใหม่ จะไปเป็นพวกอสุรกาย
เพราะฉะนั้น การที่เอาอารมณ์ของคนอื่นให้มีน้ำหนักเหนือจิตใจของตนเองเป็นเรื่องไม่ถูกต้องรู้จักดูจิตใจของตนเอง อันนี้แหละเป็นปัญญาแท้ เป็นสติแท้ สติที่พาตัวรอด ระลึกได้ว่าเราเป็นคน ระลึกได้ว่าเราควรทำอะไร มีปัญญาคือความรู้ว่าเราควรจะทำอะไรกับชีวิตของตัวเราเอง ไม่ใช่เลือกแค่อารมณ์มาตัดสินใจชีวิตเราขณะนั้น คนที่เอาความรู้สึกของคนอื่นมาให้ค่ามากกว่าคุณค่าของตัวเอง ไม่มีทางที่จะประสบความสุขได้
ถามว่าตัวเองนี่รู้ใจตัวเองไหม ตอบได้ว่าไม่รู้ เป็นเรื่องยากที่จะรู้ใจตนเอง คนเราเป็นกันอยู่ ไม่รู้ใจตัวเองว่าต้องการอะไร แล้วถามว่าใจของคนอื่นจะมาตามใจเรา มันเป็นไปได้ขนาดไหน เป็นไปได้ยากมาก เพราะฉะนั้น อย่าให้คนอื่นมามีอิทธิพลทางด้านอารมณ์กับจิตใจของเราเองมากขนาดนั้น เพราะมนุษย์เกิดมาภายใต้กิเลส ตัณหานำเกิด เราเกิดมาแล้วก็คลุกคลีมัวเมาอยู่ในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ พ้นไปไม่ได้ แต่เราสามารถจะควบคุมให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมที่มันเป็นไปอยู่ได้ขนาดไหนภายใต้คุณธรรมภายใต้จริยธรรมอันงดงาม มันก็จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์พอสมควร เหมือนกับไฟถ้าเราควบคุมการใช้งาน ควบคุมสภาวะมันได้ ก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ถ้าควบคุมไม่ได้เมื่อไร ก็เดือดร้อนมีโทษเกิดขึ้นทันที
โดย ศาลาธรรม [18 ก.พ. 2553 , 09:14:12 น.] ( IP = 125.27.176.102 : : )
สลักธรรม 3
อีกข้อเป็นเรื่องของความสัตย์ ความซื่อสัตย์คู่กับมุสา ความซื่อสัตย์คือความจริงใจ เริ่มต้นที่ตัวเองก่อน จะไปเริ่มที่บุคคลอื่นไม่ได้ คนเราต้องจริงใจกับตัวเองก่อนจึงจะจริงใจกับผู้อื่นได้ คนที่น่าสงสารที่สุด ก็คือคนที่หลอกตนเอง เพราะจะไม่มีทางรู้เลยว่าความถูกต้องคืออะไร หลายคนที่เห็นมาชอบหลอกตนเอง ไม่เคยยอมรับความจริงว่าตนเองเป็นอย่างไร ไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเราเองไม่ดีอย่างไร คนนั้นไม่สามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้ เพราะหลอกตัวเองได้สำเร็จว่าเราเป็นอย่างนั้นๆ การแก้ไขก็ไม่ต้องมี อย่างนี้ผิดตั้งแต่เริ่มเพราะฉะนั้นอย่าหลอกตัวเอง
คุณธรรมข้อที่ ๕ คือความมีสติ ความระลึกได้ ซึ่งคู่กับสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อมอันเป็นตัวปัญญา เมื่อมีสติก็จะมีปัญญา ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น คุณธรรมทั้งสองนี้มาด้วยกัน ฝึกหัดสร้างสติ อันเป็นขั้นสมาธิ จะนำไปสู่ขั้นปัญญาในที่สุด จะทำให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์
อันนี้เป็นคุณธรรมอย่างคร่าวๆ ที่คู่กับจริยธรรม หรือที่เรียกกันในทางพระพุทธศาสนาว่า เบญจศีลเบญจธรรมนั่นเอง (ถ้าไล่ตามข้อ เบญจธรรมข้อ ๑ ก็คือ ความเมตตากรุณา ข้อ ๒ การเลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ ข้อ ๓ ความยินดีเฉพาะในคู่ครองของตนเอง ไม่วุ่นวายในกามจนเกินพอดี ข้อที่๔ ก็คือมีความสัตย์ ข้อที่ ๕ ก็คือ มีสติระลึกได้
โปรดติดตามตอนต่อไป โดย ศาลาธรรม [18 ก.พ. 2553 , 09:14:48 น.] ( IP = 125.27.176.102 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |