| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การพัฒนาปัญญาภายใต้คุณธรรมและจริยธรรม (๕)
![]()
การพัฒนาปัญญาภายใต้คุณธรรมและจริยธรรม (๕)
โดย พระมหานายก
บรรยาย ณ หอประชุมคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๒
ตอนที่ผ่านมา
คุณธรรมจริยธรรมขั้นพื้นฐานที่จะรองรับการพัฒนาจิตใจไปในระดับสูง เป็นพื้นฐานให้เราก่อเหมือนกับฐานรากของตึก ถ้าเสาเข็มแข็งแรง การพัฒนาก็ยั่งยืน ไปถูกทางไม่ผิด ถ้าเสาเข็มมันไม่ดี พัฒนาไปก็พลาด อย่างที่ว่าถ้าไร้คุณธรรมไร้จริยธรรม ความรู้ที่เราเรียนไปก็ก่อให้เกิดโทษกับโลกได้มาก โกงเขาได้ลึกซึ้ง เขาจับไม่ได้ สร้างความเสียให้เกิดขึ้นทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น เรานึกว่าเราเป็นฝ่ายได้ทุกครั้งที่เราทำชั่ว เพราะถ้าเราไม่คิดว่าจะได้ เราจะทำชั่วไหม? ตอบได้ว่า ไม่ทำ
ทำชั่วแล้วเราได้ ลองดูซิว่าจริงไหม? เวลาโกงเขาเราหวังจะได้ผลของการโกง เช่น ทรัพย์สิน เราโกหกหวังได้รับผลที่ดีขึ้น เราหวังจะได้ทั้งนั้น แล้วเราก็รู้สึกว่าคุ้มค่าที่เราจะทำ เราได้กำไร แม้แต่การฆ่าสัตว์ จะเพื่อความสนุกก็ตาม จะเพื่อความอร่อยลิ้นของเราก็ตาม เราก็รู้สึกว่าเราเป็นผู้ได้ ได้ความอร่อย ได้ความสนุกสนาน มันคุ้มที่เราจะทำไม่ดีบ้างเพื่อจะได้ เป็นการได้กำไร แต่ถามว่า จริงๆ แล้ว เราได้จริงไหม? มองให้ลึกซึ้งดูซิ แล้วเราก็จะทราบได้เอง
เช่นเราไปตกปลาเล่น เราได้รับความสนุก สัตว์ได้รับความเจ็บปวดเกิดจากเบ็ดไปเกี่ยวปากมันเป็นแผล หรือว่าเราไปยิงสัตว์ ล่าสัตว์ สัตว์มันเจ็บปวด มันตาย เราได้ความสนุกสนาน แต่ถามว่าในจิตใจของคนที่มองแล้ว ผู้เบียดเบียนคนอื่นมันเป็นสภาพที่ดีไหม เรามองดูการเบียดเบียนแล้วสนุกไหม ชื่นชมไหมว่า เออคนนี้มันฆ่าสัตว์เก่ง ถ้าชื่นชม เดี๋ยวจะพาไปดูเค้าเชือดหมูเชือดโค มันเป็นสภาพที่ไม่น่าดูเลย จิตใจของคนที่มีความปราณีก็จะทนไม่ได้กับสภาวธรรมที่เป็นเช่นนั้น
เหมือนคนที่มีความโกรธ จะไม่งาม คนโกรธรู้สึกว่าเขาได้เวลาโกรธ เขาจึงทำ รู้สึกว่าได้กำไร แต่ความจริงแล้วเขาขาดทุน เหมือนเวลาเกาแผลตกสะเก็ด เกาแล้วรู้สึกได้กำไร มันสะใจมันสบาย แต่เวลาเกิดการอักเสบจากการเกา มันเป็นทุกข์กว่าเก่าเสียอีก มันบวมมันปวด แต่เวลาเกามันดี มันชอบ เป็นอย่างนั้นมนุษย์
โดย ศาลาธรรม [22 ก.พ. 2553 , 10:06:04 น.] ( IP = 125.27.174.87 : : )
สลักธรรม 1
เราก็ไปถึงระดับที่ว่าผลลัพธ์นั้นจะกำไรหรือขาดทุน น่าจะเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ในชาติปัจจุบันนี้ เราก็เห็นอยู่แล้วว่า คนที่จะชื่นชมยินดีกับคนที่มีกิริยาท่าทางที่โหดร้ายทารุณ ไม่น่าจะเป็นทางบวก น่าจะเป็นทางลบ ทำสิ่งที่ไม่ดี ผลก็ย่อมจะไม่ดี เอาละ! ได้หรือเสีย ชาติปัจจุบันยังตัดสินได้ไม่ชัด แต่ถ้าหากว่าศาสนามีจริง พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องจริง ก็คือผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่นแล้วทำกรรมชั่วแล้ว ต้องได้รับวิบากคือผลของกรรมสนอง ก็คือถูกผู้อื่นเบียดเบียนในอนาคต อย่างนี้ก็จะได้รับความทุกข์ สรุปว่าขาดทุนอย่างแน่นอน ไม่มีกำไรเลย
เมื่อเห็นลักษณะเช่นนี้แล้ว เราควรจะพัฒนาจิตใจของตัวเราเอง ปรับพื้นฐานของตัวเราเอง ให้มั่นคงทั้งในด้านคุณธรรมและจริยธรรม เมื่อจะปรับตัวเราให้มีคุณธรรมและจริยธรรม ให้หันมาดูจิตของตัวเอง พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนที่ไหนเลย สอนให้ดูจิตของตัวเอง อาตมายืนยันได้ว่า ผู้ที่มีศีลและมีธรรมเป็นผู้ที่สงบเยือกเย็น เป็นผู้ที่มีจิตใจนิ่งมั่นคง ใช้ศัพท์ทางพระพุทธศาสนา ก็คือ มีสมาธินั่นเอง คนที่มีสมาธิคือความมั่นคงของจิต ย่อมสามารถที่จะพัฒนาปัญญาของตัวเองได้ดี
สมมติว่านิสิตคนหนึ่งไม่อยู่ภายใต้คุณธรรม กำลังเกิดปัญหาคนรัก ถามว่าเรียนรู้เรื่องไหม สามารถที่จะเก็บสิ่งที่อาจารย์สอนได้ไหมในชั่วโมงนั้นๆ ตอบว่ายาก เพราะจิตกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา จิตไม่มีความนิ่ง ไม่สามารถที่จะพัฒนาปัญญาตัวเองไปได้ มันต้องมีความมั่นคงของอารมณ์ ซึ่งก็คือคุณธรรมและจริยธรรมที่ว่ามาในเบื้องต้นนั่นเอง จะเป็นตัวไกด์เป็นตัวนำทางเป็นตัวปรับพื้นฐานให้เราต่อยอดของมัน คือเป็นตัวสมาธิคือความนิ่งของจิต
จิตที่นิ่งแล้วนี่จึงจะเกิดปัญญา อันนี้เป็นเรื่องจริง เพราะว่าทุกคนสามารถจะพิสูจน์ด้วยตัวเองได้ ให้ทำปัญหาโจทย์ยากๆ สักข้อโดยไม่มีสมาธิหรือมีเพื่อนมาแกล้งแหย่ข้างๆ ให้เสียสมาธิ ทำไม่สำเร็จ แม้แต่เล่นเกมโชว์หรือเกมอะไรต่างๆ ก็ต้องมีสมาธิในการทำ ทุกคนต้องยอมรับทันทีเลยว่า สมาธิเป็นเรื่องสำคัญต่อปัญญา โดย ศาลาธรรม [22 ก.พ. 2553 , 10:06:34 น.] ( IP = 125.27.174.87 : : )
สลักธรรม 2
ถ้าไม่มีศีล ไม่มีธรรมที่จะดึงสมาธิ สมาธิก็ตั้งมั่นยาก ถ้าสมาธิไม่มี ปัญญาก็ตั้งมั่นไม่ได้ เพราะฉะนั้น หลักไตรสิกขาของพระพุทธเจ้า คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่หนีในทุกเรื่องทุกราว เริ่มจากศีลคือความเป็นปรกติธรรมดา ไม่สับสนวุ่นวาย ไล่ถัดไปเป็นสมาธิ ไล่ถัดไปเป็นปัญญา อย่างที่เกริ่นไว้แต่ต้นชั่วโมงแล้วว่า หัวข้อวันนี้พูดยากเพราะจับเอายอดของเหตุก็คือปัญญา จะสะสมจะพัฒนาปัญญาไปได้ก็ต้องปรับระดับตั้งแต่ศีล ตั้งแต่สมาธิ ปัญญาจึงจะเกิดขึ้น
ปัญญานี้คือความเรียนรู้ การเรียนรู้เกิดจากการอ่าน การฟัง อันนี้ก็เป็นการเรียนรู้เบื้องต้น ก็เป็นการสร้างปัญญาให้แก่ตัวเองได้ ถ้าไม่ฟังจะรู้ไหม ถ้าไม่อ่านจะรู้ไหม รู้ยาก ก็ต้องฟัง ต้องเรียนจึงจะรู้ การเรียนในระดับนี้โบราณท่านว่าถึงหัวใจการศึกษา คือหัวใจนักปราชญ์ มี ๔ คำ คือ สุ. จิ. ปุ. ลิ. สุ คือสุตะ ฟัง จิ คือจิตตะ คิด ปุ คือปุจฉา ถาม ลิ คือลิขิต เขียน
ทั้ง ๔ คำ นี้ทำให้การศึกษาของเราบรรลุเป้าหมายที่ดีได้ ต้องฟัง ต้องคิด ต้องถาม ไม่เข้าใจก็ต้องถามแล้วก็จดเอาไว้จำเอาไว้ อันนี้เป็นการพัฒนาในด้านการเรียนรู้ แต่ว่ายังไม่เท่านี้ เพราะเป็นการเรียนรู้ด้านปริยัติ คือ การเรียนเข้ามาเฉยๆ เรียนให้รู้เท่านั้น จึงต้องนำไปปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติความรู้ก็ไม่เกิดประโยชน์ ต้องทำจริง เรียนอะไรก็ลองใช้จริง ทำจริง ถ้าไม่ลองเอาไปทำจริง ความรู้ของเราเป็นความรู้ตาย อยู่แค่ในหนังสือไม่สามารถนำไปใช้งานได้จริง
ปฏิบัติแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จะเป็นความรู้ที่มีความเฉียบคม เป็นความรู้ที่รอบด้าน นั่นแหละเป็นตัวปัญญาแท้ เอาไปใช้งาน เมื่อปฏิบัติไปแล้ว จะมาถึงตัวสุดท้าย คือปฏิเวธ เป็นความรู้ในตัวผลก็เกิดทั้ง ๓ ระดับ คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ด้านการเรียนรู้ การนำไปปฏิบัติ แล้วจึงจะได้รับผลจริง เมื่อได้รับผลของมัน แล้วก็วนกลับมาใหม่ เมื่อผลที่เกิดขึ้นไม่เป็นที่พอใจ ก็กลับไปปรับการเรียนรู้ใหม่ ไปปฏิบัติใหม่ ได้รับผล เรียนรู้ผลที่ได้ใหม่ นี่เป็นการพัฒนาปัญญาทางโลกทางธรรมก็เป็นปัญญาที่นำไปสู่ความรู้ที่เป็นจริง
เมื่อมีปัญญา เราก็จะปฏิบัติตนเป็นคนดีได้อย่างง่ายดาย เช่นเวลาสอนไม่เคยอำพรางเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าไม่เคยอำพรางในการสอน ไม่เคยปิดบังความรู้ของพระองค์ ฉะนั้น เวลาสอน เราก็สอนเต็มที่ นั่นก็คือความซื่อสัตย์ในอาชีพ มีสัมมาอาชีวะ ที่ว่าไปแล้วในเรื่องของคุณธรรม ดั่งนี้เป็นต้น
โดย ศาลาธรรม [22 ก.พ. 2553 , 10:06:51 น.] ( IP = 125.27.174.87 : : )
สลักธรรม 3
มีหนังสือดรุณศึกษา เป็นตำราเรียนสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เขียนโดยฟาร์เตอร์ ฟ.ฮีแลร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ ท่านเป็นคนฝรั่งเศส เข้ามาในประเทศไทย ใช้เวลาเรียนภาษาไทยอยู่ ๗ หรือ ๙ ปี แล้วแต่งตำราเล่มนี้ให้คนไทยเรียนภาษาไทย ในบทที่ ๓ ของเล่มนี้เป็นเรื่องปัญญา โดยเขียนเป็นกลอนในชื่อ ลิงกินมังคุด ว่า
อ้ายจิ๋วจ๋า หน้าจู๋ อยู่ในป่า
เที่ยวเสาะหา ผลไม้ ที่ชายสวน
พบมังคุด หนึ่งลูก สุกสีนวล
ก็รีบด่วน เด็ดชิม กระหยิ่มใจ
ตามถนัด กัดกิน ไม่ปลิ้นเปลือก
เลยตาเหลือก ติดคอ ล่อไม่ไหว
มันร้องว่า ขืนกิน ต้องสิ้นใจ
ลูกอะไร แสนอุบาทว์ มันฝาดเกิน
แม่เขาว่า หวานเหลือ เนื้อมันยุ่ย
เราขากถุย ส่งมัน ไม่สรรเสริญ
ช่างมุสา น่าชัง แต่ฟังเพลิน
พูดแล้วเมิน ทิ้งขว้าง ไปกลางลาน
เจ้าทโมน แลเห็น เผ่นเข้ารับ
บรรจงจับ นึกลิ้ม ชิมรสหวาน
ทิ้งเปลือกนอก เนื้อกลืน รื่นสำราญ
แล้วกล่าวขาน กับไอ้จิ๋ว ชี้นิ้วพลัน
เฮ้ย! แม่เจ้า เขาบอก ไม่หลอกล่อ
มันหวานฮ้อ นี่กระไร ชื่นใจฉัน
เปลือกมังคุด สุดฝาด อย่าหวาดมัน
เนื้อในนั้น หวานจริงจริง อย่ากริ่งใจ
ย่อมมีเปลือก ขมขื่น กลืนไม่ไหว
ต้องค่อยแคะ เปลือกนอก ลอกทิ้งไป
ชิมเนื้อใน หวานสนิท ติดใจเอย ฯ
อันนี้เป็นบทสอนสำหรับท่านทั้งหลายที่ศึกษาอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะในคณะครุศาสตร์ เพราะว่าจะเรียนเหมือนไอ้จ๋อทโมนหรือไอ้จ๋อจิ๋ว? อ้ายจ๋อจิ๋วหน้าจู๋อยู่ในป่าตัวนี้ มันเจอมังคุด มันคว้ามับใส่ปากเคี้ยวเลยกินเลย ไม่รู้จักปอกเปลือก เจอแต่รสฝาด ส่วนเจ้าทโมนรับมาแล้วปอกเปลือกกินเนื้อในหวานเจี๊ยบ เรารับอะไรมา เราเคยใช้ปัญญาพิจารณาไหมว่ามันถูกหรือมันผิด
โดย ศาลาธรรม [22 ก.พ. 2553 , 10:07:21 น.] ( IP = 125.27.174.87 : : )
สลักธรรม 4
ปัจจุบันนี้สังคมครูเป็นสังคมที่ถูกเพ่งเล็งมากสังคมหนึ่ง ว่าเป็นผู้วางพื้นฐานให้แก่ประเทศชาติ ถ้าฟังไม่ผิดเขาบอกว่า การพัฒนาการศึกษาในประเทศไทยค่อนข้างจะล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก อันนี้อาตมาเห็นมาด้วยตนเองที่เวียดนาม อาตมาไปเวียดนามมา ตึกไหนใหม่ นั่นแหละโรงเรียน ไปตรงไหนเจอตึกใหม่ๆ ๓ ชั้น ๔ ชั้น ถามว่าอะไร ไกด์บอกว่าโรงเรียน ไปดูมาเลเซียพัฒนาการศึกษา ดร.มหาเธร์ขึ้นมาจากรัฐมนตรีกระทรวงศึกษามาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ คือทุกคนมองการศึกษาของชาติจึงจะพัฒนาประเทศชาติได้
เพราะฉะนั้น การที่ครูทั้งหลายเรียนตำรานั้น ไม่ทราบว่าเรียนตำราของใคร เรียนตำราของฝรั่งหรือเรียนตำราของไทย เคยนึกไหมว่า ปัญญาของฝรั่งกับปัญญาของไทยเหมือนกันไหม? อาตมาไปรักษาหมอจีน หมอพูดได้ดีทีเดียว เขาบอกว่ายาบางตัวนี่ ฝรั่งกินได้ คนเอเชียกินไม่ได้ อาตมาก็นั่งนึกว่าหมอพูดจริงไหม นึกไปนึกมาก็น่าจะจริง ยีนส์มันคนละตัว ฝรั่งเองก็ยอมรับ
โรคบางโรคเป็นโรคเขตร้อน โรคบางโรคเป็นโรคเขตหนาว เกิดขึ้นเฉพาะกับคนในยุโรปหรืออเมริกา ไม่เคยเกิดในเขตร้อน แม้แต่บางโรคก็เลือกเกิดกับเชื้อชาติ เลือกเกิดกับคน แล้วคนพวกนั้นจะมีภูมิคุ้มกันประเภทหนึ่ง และยาพวกนั้นก็จะเหมาะสำหรับประเทศเขา ไม่ได้เหมาะสำหรับประเทศเรา อย่างนี้เป็นต้น แม้แต่ยามันยังเลือกให้ผล เพราะเวลาทดลอง ถามว่าเขาทดลองคนเอเชียหรือทดลองคนยุโรป เขาทดลองกับคนยุโรป ไม่ได้เก็บสถิติกับคนเอเชีย เพราะฉะนั้น เวลามันให้ผล อาจจะให้ผลไม่เหมือนกับห้องแล็บที่เขาทดลองก็ได้
วิทยาการที่ท่านทั้งหลายกำลังศึกษาเล่าเรียนกัน ถ้าเป็นวิทยาการของทางยุโรป ถามว่าได้ผลจริงไหม? จริงสำหรับทางยุโรป แต่จะจริงสำหรับเอเชียหรือไม่ ต้องทำการวิจัยทดลอง ต้องใช้ปัญญาพิจารณา อย่างไอ้ลิงทโมนกับไอ้ลิงจิ๋วนี่แหละ ใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ก่อนแล้วค่อยบริโภค
โดย ศาลาธรรม [22 ก.พ. 2553 , 10:07:43 น.] ( IP = 125.27.174.87 : : )
สลักธรรม 5
ต้องรู้จักเลือก ตามที่โบราณท่านว่า ทั้งฉลาดและเฉลียว มันต้องทั้งฉลาดและเฉลียวด้วย ต้องพินิจพิจารณาว่าฝรั่งเขาสอนถูกหรือเปล่า ด้านการคำนวณไม่ผิดกันมากนัก ในฐานะเป็นวัตถุแล้วไม่ต่างกันมาก แต่ก็ยังมีต่างกันได้ แม้แต่ตึกก่อสร้างก็ยังต่างกันตามภูมิประเทศ เช่นทางด้านยุโรป ตึกเขาเจอหิมะ การก่อสร้างจึงต่างจากเขตร้อนอย่างบ้านเรา เขตร้อนเจอน้ำฝน ก็ต้องออกแบบตึกแบบที่รับน้ำฝนได้ ระบายความร้อนได้ดี ส่วนหลังคาในแถบยุโรปต้องรับน้ำหนักเป็นหลายๆ ตันเวลาหิมะทับสูงประมาณเมตรหนึ่ง
ท่านทั้งหลายกำลังศึกษาอยู่ในเรื่องวิชาออกแบบมนุษย์ กำลังสร้างมนุษย์ให้มีปัญญา ทางที่จะสร้างมีอยู่ ๒ ทาง ทางหนึ่งเรียนรู้ตัวเองพัฒนาปัญญาตัวเอง ส่วนอีกทางนำไปใช้พัฒนาผู้อื่น มีทั้งภายในและภายนอก ธรรมะก็เช่นเดียวกัน เวลาท่านสอน ท่านจะสอนเหตุกับผล สอนภายในกับภายนอก เพราะฉะนั้น เราต้องมองสองด้านถึงวิธีการพัฒนาสติปัญญาตนเองด้านหนึ่ง และสติปัญญาของผู้อื่นอีกด้านหนึ่ง ซึ่งก็ต้องอาศัยคุณธรรมและจริยธรรม ไม่ผิดเป็นอื่น
อย่างเวลาพัฒนาผู้อื่น ถ้าเป็นครูที่ขาดเมตตา จะเป็นครูที่ใช้ไม่ได้ เป็นครูที่ไม่มีวิญญาณแห่งความเป็นครู เพราะเป็นครูนี้เริ่มต้นต้องรักความเป็นครูของตัวเอง ถ้าไม่รักความเป็นครูของตัวเอง คือไม่มีคุณธรรมในด้านนี้ ก็ไม่มีความสามารถที่จะพัฒนาปัญญาของความเป็นครูได้ ไม่มีทางที่จะเกิดการพัฒนาเพื่อที่จะสอนผู้อื่นให้เรียนรู้ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญของคุณธรรมที่จะมาพัฒนาตัวเอง
นี่เป็นแค่การยกตัวอย่าง ลองไปจับดูวิเคราะห์แต่ละข้อตามที่กล่าวมา มีความเมตตากรุณา มีสัมมาอาชีวะโดยซื่อตรงต่ออาชีพตัวเอง ไม่ใช่เก็บไว้สอนพิเศษอย่างที่เป็นอยู่เยอะแยะในทุกวันนี้เกิดความเบี่ยงเบนขึ้นทางคุณธรรมมากมาย ก็แสดงว่า ไม่รู้จักคุณธรรมขั้นพื้นฐานที่จะพัฒนาปัญญาของความเป็นครู สันโดษในคู่ครองของตนเอง มีความสัตย์ซื่อตรงต่ออาชีพตัวเอง มีความจริงใจต่อลูกศิษย์ของตัวเอง เคารพต่อวิชาชีพของตน ตัวสุดท้ายคือมีสติ ต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นการพัฒนาปัญญาที่ยั่งยืน เป็นปัญญาที่ให้ประสิทธิผลเต็มที่ สามารถที่จะนำมาใช้อย่างมีคุณภาพประสิทธิภาพได้ ก็น่าจะเป็นไกด์ไลน์คร่าวๆ ในการพัฒนาตัวเอง พัฒนาผู้อื่นต่อไปให้มีปัญญาเรียนรู้ในทั้งทางโลกและทางธรรม
โดย ศาลาธรรม [22 ก.พ. 2553 , 10:07:59 น.] ( IP = 125.27.174.87 : : )
สลักธรรม 6
ความจริงมันเป็นตัวเดียวกัน ถ้าเราเข้าใจคำศัพท์ชัดเจนแล้ว ความรู้ความสามารถที่นำเอาไปใช้กันอย่างผิดๆ ไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นการรู้ผิด คือรู้ไม่ถึงโทษจึงทำ ถ้ารู้ถึงโทษก็ไม่ทำเหมือนยาพิษถ้ารู้ว่ากินแล้วตาย ก็ไม่มีใครกิน แต่ทุกวันนี้ เราคิดว่าเป็นอาหารดี เรากินไปก็ท้องเสีย แต่ถ้าเรารู้ว่ากินแล้วท้องเสีย เราก็ไม่กิน ถ้ามีปัญญารู้ถึงโทษ ก็จะเป็นปัญญาตัวจริง มันจะไม่ทำให้เรามีโทษเกิดขึ้น
ก็คิดว่าบรรยายมาเล็กๆ น้อยๆ ให้เกิดปัญญาจากการฟัง จากการพินิจพิจารณา เกิดจากการนำไปปฏิบัติจริง ดังที่เรียกว่า สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟังจากการอ่าน เป็นการเรียนรู้โดยทั่วๆ ไปที่เราทำกันอยู่ จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา นำมาขบคิดจนเข้าใจแจ่มแจ้ง รู้ทะลุปรุโปร่ง และสุดท้าย ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการทำให้มีขึ้นเป็นขึ้นภายในจิตใจของเรา เป็นการรู้ในขั้นของผล เป็นปัญญาที่เป็นของตนเองแท้ๆ
เมื่อเป็นดั่งนี้ ปัญญาก็จะสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง เป็นปัญญาที่แท้จริงของนักปราชญ์ อันจะนำความสุขความเจริญมาสู่ตนเองและสังคมสืบต่อไป อย่างนี้ก็เป็นการพัฒนาปัญญาภายใต้คุณธรรมและจริยธรรม คือสร้างเหตุเกิดปัญญา แล้วปัญญาที่เป็นผลก็จะเกิดขึ้นเอง
สุดท้ายนี้ ก็ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยอำนวยพรให้ทุกท่านทุกคนประสบแต่ความสุข ความเจริญ ปราศจากโรคภัยอันตรายใดๆ มาเบียดเบียน ได้รับความสำเร็จสมความปรารถนาทุกประการเทอญฯ
![]()
โดย ศาลาธรรม [22 ก.พ. 2553 , 10:08:16 น.] ( IP = 125.27.174.87 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |