มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จาตุรงคสันนิบาต (๑)





จาตุรงคสันนิบาต (๑)
คัดมาจากหนังสือ ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
พระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก



เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน ใกล้กรุงราชคฤห์นั้น ได้มีมหาสันติบาลคือการประชุมใหญ่ของพระสาวกครั้งหนึ่ง เรียกว่า จาตุรงสันนิบาต แปลว่า ความประชุมประกอบด้วยองค์ ๔ นั้น คือพระสาวกที่มาประชุมกันเป็นมหาสันนิบาตนั้น

๑. ได้มาประชุมกันในวันอุโบสถมาฆปุณณมี คือวันเพ็ญเดือนมาฆะ โดยปกติก็ตรงกับวันเพ็ญเดือนสาม ถ้าปีมีอธิกมาสก็ตรงกับวันเพ็ญเดือนสี่ตามแบบไทยเรา

๒. ภิกษุจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งมาประชุมกันนั้น มิได้มีการนิมนต์นัดหมายมาประชุมเอง

๓. ล่วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖ และ

๔. ล้วนเป็นเอหิภิกขุ คือเป็นภิกษุที่ได้รับอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา

แต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงจัดไว้ในพระพุทธประวัติเล่ม ๒ ว่าล้วนเป็นเอหิภิกขุ ล้วนมิได้นัดหมาย และพระพุทธเจ้าได้ประทานพระโอวาทที่เรียกว่า โอวาทปาติโมกข์

โดย ศาลาธรรม [24 ก.พ. 2553 , 10:45:18 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

มหาสันนิบาตนี้ได้มี ณ เวฬุวัน ในวันมาฆปุณณมี ในอรรถกถาแห่งพระสูตรดังกล่าวได้กล่าวว่า มหาสันนิบาตนั้นได้มีในวันที่พระสารีบุตรสำเร็จเป็นพระอรหันต์ คือเมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมแก่ปริพาชกชื่อ ทีฆนขะ พระสารีบุตรได้นั่งถวายงานพัดฟังอยู่ด้วย เมื่อทรงแสดงธรรมจบแล้วพระสารีบุตรก็มีจิตพ้นจากอาสวะ ในขณะนั้นเวลายังเป็นกลางวันอยู่ พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จลงจากเขาคิชฌกูฎ และเสด็จมาสู่พระเวฬุวัน ก็ทรงแสดงพระโอวาทในมหาสันติบาตรดังกล่าวนั้นในวันมาฆปุณณมี ตามคำของท่านจึงแสดงว่า ท่านพระสารีบุตรได้เป็นผู้เสร็จกิจในวันมาฆปุณณมีนั้น คือในวันมาฆปุณณมีที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์

ท่านยังได้แสดงระยะเวลาไว้ว่า ในพรรษาแรก พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ครั้นออกพรรษาแล้วได้เสร็จไปโปรดพวกปุราณชฎิล

ในชั้นแรก ได้ทรงทรมานอุรุเวลกัสสปะอยู่เป็นเวลา ๒ เดือน คือจนถึงวันปุสสปุณณมี มีตรงกับวันเพ็ญเดือนอ้าย อุรุเวลกัสสปะจึงได้ยินยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า และต่อมาก็ได้โปรดกัสสปะ อีก ๒ ท่าน จนถึงทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร แล้วจึงเสด็จจากตำบลนั้นมาสู่กรุงราชคฤห์ ทรงได้พระอัครสาวกแล้ว จนถึงกลางเดือนสาม ที่เรียกว่า วันมาฆปุณณมี ก็ได้มีสาวกสันนิบาต ที่เรียกว่าวันจาตุรงคสันติบาตรดังกล่าว

แต่คำที่ท่านกล่าวไว้นี้ ขัดกันกับข้อความบางแห่งที่แสดงไว้ในหลักฐานชั้นบาลี คือในหลักฐานชั้นบาลีว่า ในระหว่างฤดูหนาว ๘ วัน ระหว่างเดือนมาฆะ (โดยปกติตรงกับเดือนสาม ) และเดือนผัคคุณะ (โดยปกติตรงกับเดือน ๔) พระพุทธเจ้าได้ทรงทรมานอุรุเวลกัสสปะอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา ตามหลักฐานนี้ วันกลางเดือนมาฆะคือวันมาฆปุณณมีนั้น พระพุทธเจ้ายังประทับอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา ฉะนั้น ถ้าหลักฐานที่แสดงไว้ในบาลีนี้ถูก หลักฐานในอรรถกถาก็ผิด วันมหาสันนิบาตนั้น ก็น่าจะต้องเลื่อนไปมีในเมื่อออกพรรษาที่ ๒ แล้ว

แต่อย่างไรก็ตามหลักฐานทั้งปวงก็ยืนยันว่า ได้มีมหาสันนิบาตของพระสาวกครั้งหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยองค์ ๔ อันเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต ดังกล่าวแล้วในวันมาฆปุณณมี พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระโอวาทอันเรียกว่า โอวาทปาติโมกข์ ในมหาสันนิบาตนั้น

โดย ศาลาธรรม [24 ก.พ. 2553 , 10:46:18 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : )


  สลักธรรม 2

โอวาทปาติโมกข์-หัวใจพระพุทธศาสนา

พระโอวาทนี้ประมวลพระพุทธวาทะ ประมวลพระพุทธศาสนา ด้วยข้อความเพียง ๓ คาถากึ่ง ฉะนั้น พระโอวาทนี้จึงเป็นที่นับถือว่า แสดงหัวใจพระพุทธศาสนา ตามที่ท่านพระธรรมสังคาหกาจารย์ได้รวบรวมไว้ว่าดังนี้

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกขา ขันติคือความทนทาน เป็นบรมตบะ

นิพพาน ปรมํ วทนฺติ พุทธา พระพุทธะคือพระผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า นิพพานเป็นอย่างยิ่ง

น หิ ปพพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนโต บรรพชิตคือนักบวชผู้ยังทำร้ายผู้อื่นอยู่ เบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่า สมณะ

นี้เป็นพระคาแรกพระคาถานี้แสดงพระพุทธวาทะคือวาทะของพระพุทธ ที่แปลว่า พระผู้รู้ ไว้ ๓ ข้อ

๑.ขันติ ความทนทาน เป็นบรมตบะ
๒. นิพพาน เป็นบรมธรรม
๓. บรรพชิต คือนักบวช ผู้ยังทำร้ายผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ

โดย ศาลาธรรม [24 ก.พ. 2553 , 10:46:39 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : )


  สลักธรรม 3

มีข้อที่ควรทำความเข้าใจ คือในพระคาถานี้ใช้คำ พุทธะ เป็นพหุวจนะ คือแปลว่า พระพุทธะทั้งหลาย ซึ่งหมายความว่า มีมาก ในที่อื่นได้แสดงพระพุทธะคือผู้รู้ ไว้เป็น ๓ จำพวก คือ

๑. พระสัพพัญญูพุทธะ พระพุทธผู้รู้ทั้งหมด หรือพระสมมาสัมพุทธะ พระพุทธะผู้รู้เองชอบ หมายถึงท่านที่ตรัสรู้พระธรรมด้วยพระองค์แล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามไปด้วย จนถึงตั้งพระพุทธศาสนาขึ้น ตั้งพุทธปริษัทขึ้น

๒. พระปัจเจกพุทธะ พระผู้รู้เฉพาะองค์ คือเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยตนเองเหมือนกัน แต่ว่ารู้เฉพาะตนเท่านั้น ไม่สอนให้ผู้อื่นรู้ พระพุทธะจำพวกนี้ไม่ได้ตั้งพระพุทธศาสนา ไม่ได้ตั้งพุทธบริษัทขึ้น เป็นผู้รู้เฉพาะตน

๓. พระอนุพุทธะ คือพระผู้รู้ตาม หมายถึงเป็นประสาวกพุทธะ คือเป็นผู้รู้ซึ่งเป็นผู้ฟัง เป็นศิษย์ของพระพุทธจำพวกที่ ๑ ได้แก่พระอรหันตสาวกทั้งหลาย

พระพุทธะมี ๓ จำพวกดังกล่าวมา แล้วก็ล้วนมีวาทะคือถ้อยคำตรงกันดั่งที่กล่าวมานั้น

โดย ศาลาธรรม [24 ก.พ. 2553 , 10:46:54 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : )


  สลักธรรม 4

พระพุทธวาทะข้อที่ ๑ ขันติคือความทนทาน เป็นบรมตบะ ขันติ นั้น แปลกันว่าความอดทน จำแนกออกไปโดยนัยหนึ่งเป็น ๒ คือ อธิวาสนขันติ และตีติกขาขันติ

ขันติ ๒ อย่าง

อธิวาสน (ขันติ) แปลว่า อดกลั้น ตามศัพท์แปลว่า ทำให้ยับยั้งอยู่ขันติคือการทำให้ยับยั้งอยู่ อันหมายถึงความอดกลั้นนี้เป็นขันติสามัญ ดั่งเช่นเมื่อได้รับความลำบาก อันเกิดจากทุกขเวทนาในเวลาป่วยไข้ ได้รับความตราดตรำในเวลาที่ถูกเย็น ถูกร้อน ต้องหิว ต้องกระหาย เป็นต้น ได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจในเวลาที่ถูกว่ากล่าวกระทบกระทั่ง ร่างกายก็รู้สึกเป็นทุกข์เพราะความลำบากหรือเพราะความตรากตรำนั้น จิตใจก็รู้สึกเป็นทุกข์เพราะความเจ็บช้ำน้ำใจนั้น

ผู้ที่ไม่มีขันติคือความอดกลั้น เมื่อได้รับความลำบาก เช่น เวลารับความทุกขเวทนาในเวลาป่วยไข้ก็ร้องครวญคราง ได้รับความลำบากตรากตรำก็มักทนไม่ได้ ได้รับความเจ็บใจก็ทนไม่ได้ จะต้องผลุนผลันกระทำการตอบแทนออกไป ดังที่ปรากฏเป็นเรื่องการวิวาทโต้เถียงหรือการทำร้ายกันและกัน

แต่ว่าผู้ที่มีอธิวาสนขันติคืออดกลั้นเอาไว้ได้ ก็จะพอยับยั้งเอาไว้ ได้รับทุกขเวทนาเวลาป่วยไข้ก็ยังยั้งเอาไว้ได้รับความลำยากก็ยับยั้งเอาไว้ ได้รับความเจ็บใจก็ยับยั้งเอาไว้ แต่ว่าความทุกข์กายทุกข์ใจยังมีอยู่ กลั้นเอาไว้เท่านั้น ถ้ากลั้นเอาไว้ได้ก็เป็นการปกติเรียบร้อยถ้ากลั้นเอาไว้ไม่ได้ ก็ต้องมีอาการหรือมีความประพฤติไปตามที่จะเป็น ควบคุมไว้ไม่ได้ ฉะนั้น อธิวาสนขันติ ขันติคือความอดกลั้นยับยั้งเอาไว้นี้ จึงจัดเป็นขันติสามัญ และก็ชื่อว่าเป็นตบะคือธรรมเป็นเครื่องแผดเผากิเลสเหมือนกัน คือว่าอดกลั้นเอาไว้ได้ และก็แผดเผากิเลสส่วนนั้นไว้ได้ กิเลสไม่ลุกฮือขึ้นมาทำให้เสียหาย แต่ก็เป็นตบะอย่างสามัญ

อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ตีติกขาขันติ ขันติคือความทนทาน ที่กล่าวไว้ในพระโอวาทนี้ ขันติคือความทนทานนี้ เป็นขันติที่สูงขึ้นมาก หมายถึงเป็นขันติทางจิตใจที่ได้ปฎิบัติมาในขันติสามัญนั่นแหละจนมีจิตใจแข็งแกร่ง ทนทานต่ออารมณ์ที่มายั่วต่าง ๆ อารมณ์ที่มายั่วต่าง ๆ นั้นจะมายั่วให้ชอบก็ตาม ให้ชังก็ตามให้หลงก็ตาม จิตใจที่ประกอบด้วยตีติกขาคือความทนทาน ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์เหล่านั้น

พระพุทธเจ้าได้ทรงมีขันติอย่างนี้ ดังที่ตรัสปรารภถึงพระองค์เองไว้ในที่แห่งหนึ่ง แปลความว่า “เราทนทานคำล่วงเกิน เหมือนอย่างช้างศึกที่ทนทานลูกศรซึ่งตกจากแล่งมาต้องกายในสนามรบ เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นผู้ที่ทุศีล”

โดย ศาลาธรรม [24 ก.พ. 2553 , 10:47:15 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : )


  สลักธรรม 5

คราวนี้ เมื่อจะเทียบกันดูระหว่างอธิวาสนขันติกับตีติกขาขันติ ก็ย่อมได้ดังนี้ เมื่อมีอารมณ์มายั่วให้โกรธ ถ้ามีเพียงอธิวาสนขันติ ก็ยังโกรธเหมือนกันแต่ว่ากลั้นเอาไว้ได้ แต่ถ้ามีถึงตีติกขาขันติแล้วไม่โกรธ คือว่าขันตินั้นมาทำจิตใจให้เข้มแข็งหรือว่าให้แข็งแกร่ง พอที่จะไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มายั่วเพราะฉะนั้น ตีติกขาขันตินี้จึงไม่ต้องกลั้น คือทนทานแข็งแกร่งอยู่ได้ในตัวเองแล้วส่วนอธิวาสนขันติ ต้องกลั้น ถ้ากลั้นไว้ไม่ไหว ก็แปลว่าโพล่งออกไปทีเดียว

คราวนี้ สำหรับวิธีปฎิบัติ ก็ต้องหัดปฎิบัติให้เป็นอธิวาสนขันติมาก่อน เมื่อปฎิบัติจนเกิดความชำนิชำนาญความคุ้มเคยมากขึ้น ๆ จิตใจก็จะแข็งแกร่งคือเข้มแข็งนั่นเอง เป็นตีติกขาขันติขึ้นได้โดยลำดับ

ตีติกขาขันตินี้ เป็นตบะคือธรรมเป็นเครื่องแผดเผากิเลสเป็นอย่างยิ่ง สูงกว่าอธิวาสนขันติซึ่งเป็นขันติสามัญ ตีติกขาขันตินี้สำหรับจิตใจ แต่สำหรับทางร่างกายนั้น ต่างกับจิตใจ จิตใจทำให้ไม่มีทุกข์ได้ แต่ว่าร่างกายนั้นมีทุกข์เป็นธรรมดา โดยเฉพาะก็ต้องมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ดังที่เราสวดกันอยู่ ร่างกายของปุถุชนหรือร่างกายพระอรหันต์ ก็ต้องตกอยู่ในคติธรรมดาเช่นนี้

ฉะนั้น จึงมีแสดงในพระพุทธประวัติว่า แม้พระกายของพระพุทธเจ้าเองก็ประชวร ได้ประชวรหลายครั้ง ในการประชวรนั้นก็มีแสดงว่าในบางคราวก็โปรดให้แพทย์เยียวยา ในบางคราวก็ทรงระงับด้วยอธิวาสนขันติ ท่านใช้คำนี้ คือความอดทนที่ทำให้ความเจ็บไข้นั้นยับยั้งไป แต่สำหรับในส่วนจิตใจแล้ว ท่านมีความเข็มแข็งทนทาน ไม่มีอารมณ์อะไรมายั่วให้เป็นทุกข์ขึ้นได้ แปลว่ามีตีติกขาขันติ ขันติคือความทนทานบริบูรณ์

โดย ศาลาธรรม [24 ก.พ. 2553 , 10:47:37 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณ และอนุโมทนาค่ะ

โดย abctoy - [25 ก.พ. 2553 , 13:24:08 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.65 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org