| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
จาตุรงคสันนิบาต (๑)
สลักธรรม 1
มหาสันนิบาตนี้ได้มี ณ เวฬุวัน ในวันมาฆปุณณมี ในอรรถกถาแห่งพระสูตรดังกล่าวได้กล่าวว่า มหาสันนิบาตนั้นได้มีในวันที่พระสารีบุตรสำเร็จเป็นพระอรหันต์ คือเมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมแก่ปริพาชกชื่อ ทีฆนขะ พระสารีบุตรได้นั่งถวายงานพัดฟังอยู่ด้วย เมื่อทรงแสดงธรรมจบแล้วพระสารีบุตรก็มีจิตพ้นจากอาสวะ ในขณะนั้นเวลายังเป็นกลางวันอยู่ พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จลงจากเขาคิชฌกูฎ และเสด็จมาสู่พระเวฬุวัน ก็ทรงแสดงพระโอวาทในมหาสันติบาตรดังกล่าวนั้นในวันมาฆปุณณมี ตามคำของท่านจึงแสดงว่า ท่านพระสารีบุตรได้เป็นผู้เสร็จกิจในวันมาฆปุณณมีนั้น คือในวันมาฆปุณณมีที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์
ท่านยังได้แสดงระยะเวลาไว้ว่า ในพรรษาแรก พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ครั้นออกพรรษาแล้วได้เสร็จไปโปรดพวกปุราณชฎิล
ในชั้นแรก ได้ทรงทรมานอุรุเวลกัสสปะอยู่เป็นเวลา ๒ เดือน คือจนถึงวันปุสสปุณณมี มีตรงกับวันเพ็ญเดือนอ้าย อุรุเวลกัสสปะจึงได้ยินยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า และต่อมาก็ได้โปรดกัสสปะ อีก ๒ ท่าน จนถึงทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร แล้วจึงเสด็จจากตำบลนั้นมาสู่กรุงราชคฤห์ ทรงได้พระอัครสาวกแล้ว จนถึงกลางเดือนสาม ที่เรียกว่า วันมาฆปุณณมี ก็ได้มีสาวกสันนิบาต ที่เรียกว่าวันจาตุรงคสันติบาตรดังกล่าว
แต่คำที่ท่านกล่าวไว้นี้ ขัดกันกับข้อความบางแห่งที่แสดงไว้ในหลักฐานชั้นบาลี คือในหลักฐานชั้นบาลีว่า ในระหว่างฤดูหนาว ๘ วัน ระหว่างเดือนมาฆะ (โดยปกติตรงกับเดือนสาม ) และเดือนผัคคุณะ (โดยปกติตรงกับเดือน ๔) พระพุทธเจ้าได้ทรงทรมานอุรุเวลกัสสปะอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา ตามหลักฐานนี้ วันกลางเดือนมาฆะคือวันมาฆปุณณมีนั้น พระพุทธเจ้ายังประทับอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา ฉะนั้น ถ้าหลักฐานที่แสดงไว้ในบาลีนี้ถูก หลักฐานในอรรถกถาก็ผิด วันมหาสันนิบาตนั้น ก็น่าจะต้องเลื่อนไปมีในเมื่อออกพรรษาที่ ๒ แล้ว
แต่อย่างไรก็ตามหลักฐานทั้งปวงก็ยืนยันว่า ได้มีมหาสันนิบาตของพระสาวกครั้งหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยองค์ ๔ อันเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต ดังกล่าวแล้วในวันมาฆปุณณมี พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระโอวาทอันเรียกว่า โอวาทปาติโมกข์ ในมหาสันนิบาตนั้น
โดย ศาลาธรรม [24 ก.พ. 2553 , 10:46:18 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : )
สลักธรรม 2
โอวาทปาติโมกข์-หัวใจพระพุทธศาสนา
พระโอวาทนี้ประมวลพระพุทธวาทะ ประมวลพระพุทธศาสนา ด้วยข้อความเพียง ๓ คาถากึ่ง ฉะนั้น พระโอวาทนี้จึงเป็นที่นับถือว่า แสดงหัวใจพระพุทธศาสนา ตามที่ท่านพระธรรมสังคาหกาจารย์ได้รวบรวมไว้ว่าดังนี้
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกขา ขันติคือความทนทาน เป็นบรมตบะ
นิพพาน ปรมํ วทนฺติ พุทธา พระพุทธะคือพระผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า นิพพานเป็นอย่างยิ่ง
น หิ ปพพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนโต บรรพชิตคือนักบวชผู้ยังทำร้ายผู้อื่นอยู่ เบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่า สมณะ
นี้เป็นพระคาแรกพระคาถานี้แสดงพระพุทธวาทะคือวาทะของพระพุทธ ที่แปลว่า พระผู้รู้ ไว้ ๓ ข้อ
๑.ขันติ ความทนทาน เป็นบรมตบะ
๒. นิพพาน เป็นบรมธรรม
๓. บรรพชิต คือนักบวช ผู้ยังทำร้ายผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
โดย ศาลาธรรม [24 ก.พ. 2553 , 10:46:39 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : )
สลักธรรม 3
มีข้อที่ควรทำความเข้าใจ คือในพระคาถานี้ใช้คำ พุทธะ เป็นพหุวจนะ คือแปลว่า พระพุทธะทั้งหลาย ซึ่งหมายความว่า มีมาก ในที่อื่นได้แสดงพระพุทธะคือผู้รู้ ไว้เป็น ๓ จำพวก คือ
๑. พระสัพพัญญูพุทธะ พระพุทธผู้รู้ทั้งหมด หรือพระสมมาสัมพุทธะ พระพุทธะผู้รู้เองชอบ หมายถึงท่านที่ตรัสรู้พระธรรมด้วยพระองค์แล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามไปด้วย จนถึงตั้งพระพุทธศาสนาขึ้น ตั้งพุทธปริษัทขึ้น
๒. พระปัจเจกพุทธะ พระผู้รู้เฉพาะองค์ คือเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยตนเองเหมือนกัน แต่ว่ารู้เฉพาะตนเท่านั้น ไม่สอนให้ผู้อื่นรู้ พระพุทธะจำพวกนี้ไม่ได้ตั้งพระพุทธศาสนา ไม่ได้ตั้งพุทธบริษัทขึ้น เป็นผู้รู้เฉพาะตน
๓. พระอนุพุทธะ คือพระผู้รู้ตาม หมายถึงเป็นประสาวกพุทธะ คือเป็นผู้รู้ซึ่งเป็นผู้ฟัง เป็นศิษย์ของพระพุทธจำพวกที่ ๑ ได้แก่พระอรหันตสาวกทั้งหลาย
พระพุทธะมี ๓ จำพวกดังกล่าวมา แล้วก็ล้วนมีวาทะคือถ้อยคำตรงกันดั่งที่กล่าวมานั้น โดย ศาลาธรรม [24 ก.พ. 2553 , 10:46:54 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : )
สลักธรรม 4
พระพุทธวาทะข้อที่ ๑ ขันติคือความทนทาน เป็นบรมตบะ ขันติ นั้น แปลกันว่าความอดทน จำแนกออกไปโดยนัยหนึ่งเป็น ๒ คือ อธิวาสนขันติ และตีติกขาขันติ
ขันติ ๒ อย่าง
อธิวาสน (ขันติ) แปลว่า อดกลั้น ตามศัพท์แปลว่า ทำให้ยับยั้งอยู่ขันติคือการทำให้ยับยั้งอยู่ อันหมายถึงความอดกลั้นนี้เป็นขันติสามัญ ดั่งเช่นเมื่อได้รับความลำบาก อันเกิดจากทุกขเวทนาในเวลาป่วยไข้ ได้รับความตราดตรำในเวลาที่ถูกเย็น ถูกร้อน ต้องหิว ต้องกระหาย เป็นต้น ได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจในเวลาที่ถูกว่ากล่าวกระทบกระทั่ง ร่างกายก็รู้สึกเป็นทุกข์เพราะความลำบากหรือเพราะความตรากตรำนั้น จิตใจก็รู้สึกเป็นทุกข์เพราะความเจ็บช้ำน้ำใจนั้น
ผู้ที่ไม่มีขันติคือความอดกลั้น เมื่อได้รับความลำบาก เช่น เวลารับความทุกขเวทนาในเวลาป่วยไข้ก็ร้องครวญคราง ได้รับความลำบากตรากตรำก็มักทนไม่ได้ ได้รับความเจ็บใจก็ทนไม่ได้ จะต้องผลุนผลันกระทำการตอบแทนออกไป ดังที่ปรากฏเป็นเรื่องการวิวาทโต้เถียงหรือการทำร้ายกันและกัน
แต่ว่าผู้ที่มีอธิวาสนขันติคืออดกลั้นเอาไว้ได้ ก็จะพอยับยั้งเอาไว้ ได้รับทุกขเวทนาเวลาป่วยไข้ก็ยังยั้งเอาไว้ได้รับความลำยากก็ยับยั้งเอาไว้ ได้รับความเจ็บใจก็ยับยั้งเอาไว้ แต่ว่าความทุกข์กายทุกข์ใจยังมีอยู่ กลั้นเอาไว้เท่านั้น ถ้ากลั้นเอาไว้ได้ก็เป็นการปกติเรียบร้อยถ้ากลั้นเอาไว้ไม่ได้ ก็ต้องมีอาการหรือมีความประพฤติไปตามที่จะเป็น ควบคุมไว้ไม่ได้ ฉะนั้น อธิวาสนขันติ ขันติคือความอดกลั้นยับยั้งเอาไว้นี้ จึงจัดเป็นขันติสามัญ และก็ชื่อว่าเป็นตบะคือธรรมเป็นเครื่องแผดเผากิเลสเหมือนกัน คือว่าอดกลั้นเอาไว้ได้ และก็แผดเผากิเลสส่วนนั้นไว้ได้ กิเลสไม่ลุกฮือขึ้นมาทำให้เสียหาย แต่ก็เป็นตบะอย่างสามัญ
อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ตีติกขาขันติ ขันติคือความทนทาน ที่กล่าวไว้ในพระโอวาทนี้ ขันติคือความทนทานนี้ เป็นขันติที่สูงขึ้นมาก หมายถึงเป็นขันติทางจิตใจที่ได้ปฎิบัติมาในขันติสามัญนั่นแหละจนมีจิตใจแข็งแกร่ง ทนทานต่ออารมณ์ที่มายั่วต่าง ๆ อารมณ์ที่มายั่วต่าง ๆ นั้นจะมายั่วให้ชอบก็ตาม ให้ชังก็ตามให้หลงก็ตาม จิตใจที่ประกอบด้วยตีติกขาคือความทนทาน ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์เหล่านั้น
พระพุทธเจ้าได้ทรงมีขันติอย่างนี้ ดังที่ตรัสปรารภถึงพระองค์เองไว้ในที่แห่งหนึ่ง แปลความว่า เราทนทานคำล่วงเกิน เหมือนอย่างช้างศึกที่ทนทานลูกศรซึ่งตกจากแล่งมาต้องกายในสนามรบ เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นผู้ที่ทุศีล โดย ศาลาธรรม [24 ก.พ. 2553 , 10:47:15 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : )
สลักธรรม 5
คราวนี้ เมื่อจะเทียบกันดูระหว่างอธิวาสนขันติกับตีติกขาขันติ ก็ย่อมได้ดังนี้ เมื่อมีอารมณ์มายั่วให้โกรธ ถ้ามีเพียงอธิวาสนขันติ ก็ยังโกรธเหมือนกันแต่ว่ากลั้นเอาไว้ได้ แต่ถ้ามีถึงตีติกขาขันติแล้วไม่โกรธ คือว่าขันตินั้นมาทำจิตใจให้เข้มแข็งหรือว่าให้แข็งแกร่ง พอที่จะไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มายั่วเพราะฉะนั้น ตีติกขาขันตินี้จึงไม่ต้องกลั้น คือทนทานแข็งแกร่งอยู่ได้ในตัวเองแล้วส่วนอธิวาสนขันติ ต้องกลั้น ถ้ากลั้นไว้ไม่ไหว ก็แปลว่าโพล่งออกไปทีเดียว
คราวนี้ สำหรับวิธีปฎิบัติ ก็ต้องหัดปฎิบัติให้เป็นอธิวาสนขันติมาก่อน เมื่อปฎิบัติจนเกิดความชำนิชำนาญความคุ้มเคยมากขึ้น ๆ จิตใจก็จะแข็งแกร่งคือเข้มแข็งนั่นเอง เป็นตีติกขาขันติขึ้นได้โดยลำดับ
ตีติกขาขันตินี้ เป็นตบะคือธรรมเป็นเครื่องแผดเผากิเลสเป็นอย่างยิ่ง สูงกว่าอธิวาสนขันติซึ่งเป็นขันติสามัญ ตีติกขาขันตินี้สำหรับจิตใจ แต่สำหรับทางร่างกายนั้น ต่างกับจิตใจ จิตใจทำให้ไม่มีทุกข์ได้ แต่ว่าร่างกายนั้นมีทุกข์เป็นธรรมดา โดยเฉพาะก็ต้องมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ดังที่เราสวดกันอยู่ ร่างกายของปุถุชนหรือร่างกายพระอรหันต์ ก็ต้องตกอยู่ในคติธรรมดาเช่นนี้
ฉะนั้น จึงมีแสดงในพระพุทธประวัติว่า แม้พระกายของพระพุทธเจ้าเองก็ประชวร ได้ประชวรหลายครั้ง ในการประชวรนั้นก็มีแสดงว่าในบางคราวก็โปรดให้แพทย์เยียวยา ในบางคราวก็ทรงระงับด้วยอธิวาสนขันติ ท่านใช้คำนี้ คือความอดทนที่ทำให้ความเจ็บไข้นั้นยับยั้งไป แต่สำหรับในส่วนจิตใจแล้ว ท่านมีความเข็มแข็งทนทาน ไม่มีอารมณ์อะไรมายั่วให้เป็นทุกข์ขึ้นได้ แปลว่ามีตีติกขาขันติ ขันติคือความทนทานบริบูรณ์
โดย ศาลาธรรม [24 ก.พ. 2553 , 10:47:37 น.] ( IP = 125.27.177.20 : : )
สลักธรรม 6ขอบพระคุณ และอนุโมทนาค่ะ
โดย abctoy - [25 ก.พ. 2553 , 13:24:08 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.65 )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |