| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
จาตุรงคสันนิบาต (๒)
สลักธรรม 1
ท่านอธิบายว่า อุปาทิ นั้นเป็นชื่อของขันธปัญจกะ หมวด ๕ แห่งขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นิพพานของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ คือท่านละอาสวะกิเลสได้หมดสิ้น แต่ยังมีขันธปัญจกะแตกสลายดั่งคนสามัญ ก็เรียกว่า ตาย แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ ก็เรียกว่า นิพพานหรือปรินิพพาน เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพาน
แต่อีกนัยหนึ่ง อธิบายว่า อุปาทิ เป็นชื่อของกิเลส มีอุปาทานความยึดถือเป็นต้น ฉะนั้น พระอริยบุคคลผู้ดับกิเลสมาเป็นชั้น ๆ แต่ว่ายังดับไม่หมดหรือกิเลสก็ต้องละต่อไป ดับกิเลสของท่านดั่งกล่าวนี้ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ส่วนพระอรหันต์ดับอาสวะกิเลสได้หมดสิ้น ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งยังเหลืออยู่ ความดับกิเลสของท่าน เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน
มีคำที่เป็นไวพจน์ คือคำที่มีรูปต่าง ๆ กัน แต่รวมอยู่ในความหมายอันเดียวกันของนิพพานหลายคำ เช่นคำว่า อมตะ วิราคะ โมกขะ อสังขตะ หรือวิสังขาร
อมตะแปลว่า ธรรมที่ไม่ตาย เรื่องความไม่ตาย เป็นเรื่องที่ปรารถนากันอยู่โดยทั่วไป ความคิดของมนุษย์ในเรื่องนี้ ก็ได้มีมาโดยลำดับ เมื่อสรุปลงแล้วก็เห็นว่า เป็นบุคคลก็มี เป็นภาวะก็มี เป็นธรรมก็มี ที่เป็นอมตะคือไม่ตาย
ในส่วนที่เห็นว่าเป็นบุคคลนั้น เช่นลัทธิของผู้ที่เชื่อว่ามีเทพผู้ไม่ตายสถิตอยู่ในสวรรค์ ลัทธิที่เก่าก่อนพระพุทธศาสนาก็ได้แก่พราหมณ์ ที่เชื่อว่ามีพรหมเป็นผู้ไม่ตาย อยู่ในสวรรค์ชั้นพรหม คือมีความเห็นว่ามีอยู่ถิ่นหนึ่งซึ่งมีเทพผู้ไม่ตายสถิตอยู่ บุคคลอาจจะเข้าถึงเทพนั้นได้ด้วยการปฎิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่แสดงไว้ในลัทธินั้น ๆ แม้เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงอุบัติขึ้น และต่อจากสมัยพระพุทธเจ้ามา ก็ได้มีลัทธิดังกล่าวนี้สืบ ๆ มาอีกหลายลัทธิ แสดงเป็นตัวตนเป็นบุคคล
ส่วนที่เห็นว่า ภาวะเป็นอมตะ นั้น ดั่งเช่น ลัทธิอุปนิษัทที่แสดงปรมาตมัน เป็นอัตตาใหญ่ ซึ่งคงอยู่ชั่วนิรันดร ทุก ๆ คนหรือทุก ๆ สัตวโลกแยกออกมาจากปรมาตมัน มาเป็นอาตมันหรืออัตตาของแต่ละบุคคล และเมื่อทำความดีมากขึ้นก็จะบรรลุความเป็นมหาตมัน หรือมหัตตา อย่างที่ยกย่องบางคนว่า มหาตมะ นี้ก็คือมหาตมัน หรือ มหัตต เมื่อมหาตมันหรือมหัตตานั้นสิ้นชีวิต ก็จะไปรวมเป็นปรมาตมัน และคงที่อยู่นิรันดรตามเดิม
โดย ศาลาธรรม [25 ก.พ. 2553 , 12:28:10 น.] ( IP = 125.27.178.171 : : )
สลักธรรม 2
ส่วนที่แสดงธรรมนั้น คือพระพุทธศาสนา เพราะทางพระพุทธศาสนาแสดงว่า ไม่มีเทพหรือบุคคลที่จะเป็นผู้ไม่ตายอยู่ตลอดนิรันดร เพราะเทพหรือบุคคลนั้นต้องตั้งต้นด้วยชาติคือความเกิด ก็ต้องมีแก่ ต้องมีตาย เพราะฉะนั้นจึงต้องมีดับสูญ แม้พระพรหม ซึ่งแสดงว่ามีอายุยืนนานเหลือเกิน แต่ก็ต้องดับสูญในที่สุด เป็นแต่เพียงว่าดำรงอยู่นานเท่านั้น
อันนี้มาเทียบกับทางวัตถุ เช่นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวต่าง ๆ ทางวิทยาการที่แสดงว่าจะต้องมีดับ แต่มีอายุยืนนานมากจนรู้สึกเหมือนไม่ดับ คราวนี้ภาวะคือปรมาตมัน หรือปรมัตดั่งที่แสดงไว้ในลัทธิอุปนิษัทนั้น ทางพระพุทธศาสนาแสดงว่า เมื่อยังมีภาวะเป็นอัตตาอยู่ ก็แสดงว่ายังมีอุปาทานคือความยึดถือ เมื่อยังมีความยึดถือก็ต้องมีภพคือภาวะ ได้แก่ภาวะเป็นอัตตาดั่งกล่าวนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องมีชาติ คือเกิดเป็นอัตตาดั่งกล่าวนั้น และในที่สุดก็จะต้องมีดับคู่กันกับเกิด
ส่วนมติทางพระพุทธศาสนานั้นแสดงว่า เมื่อจะไม่ดับก็ต้องไม่เกิด เมื่อสิ้นชาติคือความเกิด จึงจะสิ้นความแก่ สิ้นความตาย หรือว่าสิ้นดับ และเมื่อสิ้นความเกิดเป็นเทพ เป็นมนุษย์เป็นอะไร ๆ ทั้งนั้น ก็สิ้นสมมติบัญญัติ คือไม่มีจุดอันใดอันหนึ่งที่จะยกขึ้นมาสมมติคือหมายรู้กัน หรือว่าบัญญัติคือแต่งตั้งกล่าวถึงกันว่าเป็นอะไร การจะมีสมมติคือหมายรู้กัน ก็จะต้องมีสิ่งที่ถูกสมมติขึ้นก่อน การที่จะมีบัญญัติคือแต่งตั้ง พูดถึงกัน ก็จะต้องมีสิ่งที่จะถูกบัญญัติขึ้นก่อน
เหมือนอย่างว่า เราจะสมมติบัญญัติภาษาขึ้นพูด เช่นเรียกว่าบ้าน เรียกว่า เรือน ก็จะต้องมีสิ่งที่เป็นบ้านเป็นเรือนขึ้นก่อน และจึงเรียกสิ่งที่เป็นบ้านเป็นเรือนนั้นว่า นั้นบ้าน นั่นเรือนแต่ถ้าสิ่งที่เป็นบ้านเป็นเรือนไม่มีเสียเลยแล้ว สมมติบัญญัติคือภาษาที่สำหรับจะให้หมายรู้กันหรือที่จะบัญญัติขึ้นกล่าวกันก็ไม่มี
ฉันใดก็ดี เมื่อไม่มีเกิด ไม่มีเกิดอะไรทั้งนั้น ก็ไม่มีสิ่งที่จะสมมติบัญญัติขึ้นว่าอะไร ฉะนั้น จึงเรียกว่า สิ้นสมมติ สิ้นบัญญัติ และเมื่อเป็นเช่นนี้จึงมิใช้เป็นบุคคลที่เป็นอมตะ มิใช่ภาวะที่เป็นอมตะแต่เป็นธรรม คือสภาพที่ทรงอยู่ ซึ่งเป็นอมตะ จะชี้ว่ามีภาวะเป็นอย่างใดก็ไม่ได้จะชี้ว่าเป็นบุคคลหรือเป็นภาวะอย่างใดก็ไม่ได้ ฉะนั้น อมตะ ธรรมที่ไม่ตาย จึงมีความหมายในคลองธรรมของพระพุทธเจ้าดั่งกล่าวนี้
โดย ศาลาธรรม [25 ก.พ. 2553 , 12:28:35 น.] ( IP = 125.27.178.171 : : )
สลักธรรม 3
อนึ่ง บางแห่งเรียกว่า วิราคะ แปลว่า ธรรมที่สิ้นราคะ คือความติดความยินดี ความกำหนด นี้ก็หมายถึงธรรมเป็นที่สิ้นกิเลส แต่ว่ากิเลสเหล่านี้ระคะเป็นที่ปรากฏอยู่มาก ฉะนั้น จึงได้ยกเอาในด้านไม่มีเป็นชื่อของนิพพาน
อนึ่ง บางแห่งก็เรียกว่า โมกขะ หรือโมกขธรรม แปลว่า ธรรมเป็น เครื่องพ้นจากทุกข์ คือความแก่ ความเจ็บ ความตาย ดั่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปรารถนาเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ และในตอนแรกก็หมายถึงความพ้นจากผลเพราะทุกข์เป็นผล แต่เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ได้ทรงพบเหตุคือตัณหาหรือกิเลสโมกขะจึงแปลอีกอย่างหนึ่งว่า ธรรมเป็นที่พ้นกิเลสด้วย ซึ่งมักจะแปลรวม ๆ กันว่า พ้นกิเลสและกองทุกข์ แต่ว่าในตอนแรกเมื่อยังไม่พบกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็มุ่งจะพ้นผลที่เห็นว่าเป็นทุกข์เท่านั้น
อนึ่ง บางแห่งเรียกว่า อสังขตธรรม ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุง หรือเรียกว่า วิสังขาร แปลว่า ธรรมที่สิ้นสังขาร คือสิ้นเครื่องปรุงแต่ง อรรถทั้งสองคำนี้ก็เป็นอันเดียวกัน คำว่า อสังขตะ ตรงกันข้ามกับสังขตะ ที่แปลว่า ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่ง คำว่าวิสังขาร ก็ตรงกันข้ามกับคำว่า สังขาร ที่แปลว่า สิ่งที่ปรุงแต่งในโลกนี้ ส่วนที่ปรากฏอยู่ ที่ตาเห็น หูได้ยิน เป็นต้น ข้างนอก ตลอดจนถึงร่างกายอันนี้ทั้งหมด ที่รวมเรียกว่า เบญจขันธ์ หรือว่า นามรูป เป็นสังขตะคือสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่งทั้งนั้น เป็นสังขารทั้งนั้น คือเป็นผลที่เนื่องมาจากเหตุ และเหตุนั้นก็เป็นผลที่เนื่องมาจากเหตุอีกอันหนึ่ง อาจจะพิจารณาสาวเข้าไปพบผลและเหตุ หรือเหตุและผลได้มากมาย รวมความว่าเป็นผล เกิดจากเหตุมีเหตุมาปรุงแต่งให้มีขึ้นเป็นขึ้นเท่านั้น
ยกตัวอย่างข้างนอก เช่นฝนตกแดดออกฝนตกแดดออกนั้นเป็นผล ก็มีเหตุว่า ทำไมฝนจึงตก แดดจึงออก และเหตุนั้นเมื่อค้นเข้าไปแล้ว ก็ยังเป็นผลอยู่นั้นเอง เพราะเนื่องมาจากเหตุอื่น ทุก ๆ อย่างในโลกเป็นผลที่เกิดจากเหตุปรุงแต่งดั่งกล่าวนี้ ล้วนเป็นสังขตะหรือสังขาร ทางพระพุทธศาสนาจึงแสดงว่า ตกอยู่ในลักษณะ ๓ คือ
๑. อุปปาโท ปญญายติ ความเกิดขึ้นปรากฏ
๒. วโย ปญญายติ ความเสื่อมสิ้นไปปรากฏ
๓. ฐิตสสอญญถตตํ ปญญายติ เมื่อยังตั้งอยู่มีความปรวนแปรไปปรากฏ
โดย ศาลาธรรม [25 ก.พ. 2553 , 12:28:57 น.] ( IP = 125.27.178.171 : : )
สลักธรรม 4
รวมความว่าขึ้นต้นด้วยเกิดและลงท้ายด้วยดับ และในระหว่างก็มีการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ ไป แม้ความดีความชั่วเป็นตัวกรรมที่บุคคลทำ ก็เป็นสังขตะหรือสังขารเหมือนกัน เพราะว่าต้องปรุงต้องแต่ง หมายความว่า คนต้องทำชั่วจึงจะเป็นความชั่ว ต้องทำดีจึงจะเป็นความดี ถ้าไม่ทำ ความชั่วก็ไม่มี ความดีก็ไม่มี เพราะฉะนั้นแม้ความดีความชั่วก็เป็นสังขตะหรือเป็นสังขาร
ความดีหรือความชั่วนี้เมื่อบุคคลทำขึ้น ส่งวิบากคือผล ผลนี่ก็เป็นสังขตะหรือเป็นสังขาร เพราะเป็นสิ่งที่เนื่องมาจากเหตุ คราวนี้เมื่อบุคคลได้รับผล ถ้าเป็นผลที่ดีก็ชอบใจ ถ้าเป็นผลที่ไม่ดีก็ไม่ชอบใจ ชอบใจหรือไม่ชอบใจนี้ก็เป็นกิเลส กิเลสนี่ก็เป็นสังขตะหรือสังขารเหมือนกัน เพราะเป็นผลที่เนื่องมาจากวิบาก ชอบใจ ชอบใจหรือไม่ชอบใจนี้ก็เป็นกิเลส กิเลสนี่ก็เป็นสังขตะหรือสังขารเหมือนกัน เพราะเป็นผลที่เนื่องมาจากวิบาก
ชอบในหรือไม่ชอบใจนี้ รวมเรียกว่าเป็นกิเลส และเมื่อเป็นกิเลสขึ้น ก็ก่อเจตนาขึ้น คือความจงใจให้ประกอบกรรมต่าง ๆ กรรมที่ก่อขึ้นก็เป็นผลอีก คือเป็นผลที่เนื่องมาจากกิเลส แต่ก็เป็นตัวเหตุให้เกิดวิบากของกรรม ครั้นได้รับวิบากของกรรมแล้ว วิบากของกรรมนั้นก็เป็นตัวผลที่เนื่องมาจากกรรม แต่ก็เป็นตัวเหตุที่ส่งเสริมกิเลสขึ้นอีก รวมความว่า ทั้งกิเลสทั้งกรรม ทั้งวิบากนี้ เป็นวงกลม บุคคลต้องหมุนไปตามกิเลส ตามกรรมตามวิบาก เป็นวงกลมอยู่ตลอดเวลา
อันนี้แหละที่เรียกว่า วัฎฎะ วนหรือหมุน โลกข้างนอกก็หมุน โลกข้างในคือจิตใจของคนก็หมุน หมุนไปตามกิเลส กรรมวิบาก เป็นวงกลมอยู่ตลอดเวลา นี้เป็นกระแสปัจจุบันและโดยปกติ ทุก ๆ สัตว์บุคคลก็อยู่ในวงหมุนนี้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่พ้นจากวงหมุนนี้ได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องปรุงต้องแต่ง เป็นเหตุเป็นผลกันในวงหมุนอันนี้อยู่เรื่อยไป เมื่อมาเข้าวงหมุนดั่งนี้แล้ว ก็ไม่ต้องพูดกันถึงชาติอดีต ชาติอนาคต หรือชาติปัจจุบัน เพราะจะเป็นชาติไหน ๆ ก็ตาม ก็จะอยู่ในวงหมุนนี้ทั้งนั้น
และเมื่อยังอยู่ในวงหมุนนี้ตราบใด ก็ยังหมุนไปอยู่ตราบนั้น จนกว่าจะหยุดหมุนได้ คือว่าปรุงแต่งมรรคมีองค์ ๘ อันประมวลเรียกว่า ทำความดีจนตัดกิเลสได้หมดสิ้น เมื่อตัดกิเลสได้หมดสิ้นแล้วก็ตัดวงหมุน เพราะไม่มีเหตุให้กระทำกรร กรรมก็ไม่ส่งวิบาก จึงหลุดออกจากวงหมุน เป็นผู้หยุดหมุน เมื่อเป็นผู้หยุดหมุนแล้ว ตรงจุดนี้เรียกว่าเป็นนิพพานคือดับ หรือว่าไม่มีเครื่องเสียดแทงทั้งหมด
ได้กล่าวแล้วว่า เรื่องนิพพานนี้ ไม่เกี่ยวกับอยากหรือไม่อยาก อยากก็ไปไม่ถึง ไม่อยากก็ไปไม่ถึง หน้าที่ก็คือว่าทำความดีเรื่อย ๆ ไป ซึ่งเป็นส่วนสังขตะหรือส่วนสังขาร แต่ว่าเป็นส่วนสังขตะหรือส่วนสังขารในด้านทำความดี เมื่อถึงจุดแล้ว นิพพานก็จะปรากฏขึ้นเอง ไม่ต้องอยาก ไม่ต้องไม่อยาก พระพุทธเจ้าทั้งหลายคือท่านผู้รู้ ซึ่งเป็นผู้ได้ผู้ถึงแล้ว จึงได้กล่าวว่า นิพพานเป็นอย่างยิ่งแต่ว่าถ้ายังไม่ได้ไม่ถึง ก็ยังไม่มีใครกล่าวว่า นิพพานเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นพระพุทธวาทะข้อที่ ๒ โดย ศาลาธรรม [25 ก.พ. 2553 , 12:29:32 น.] ( IP = 125.27.178.171 : : )
สลักธรรม 5
สมณะ
จะอธิบายความในพระโอวาทปาติโมกข์สืบต่อไป พระพุทธวาทะข้อที่ ๓ น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต แปลว่า บรรพชิตคือนักบวช ผู้ยังทำร้ายผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
อีกอย่างหนึ่ง แปลปฎิเสธทั้งสอง คือ แปลว่า บุคคลผู้ทำร้ายผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ ของพม่าเขาใส่ น ปฎิเสธในบาทที่ ๒ ด้วยเลยว่า น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี น สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต แต่ในฉบับของไทยเรา น ปฎิเสธที่บาทหลังนี้ไม่มี โดยความก็เท่ากัน
ผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่น ทำร้ายผู้อื่น ด้วยอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ หรือด้วยอำนาจของตัณหา ไม่ควรจะเรียกชื่อว่า สมณะ ที่แปลว่า ผู้สงบ บุคคลที่ควรจะชื่อว่าเป็นบรรพชิต ควรจะเป็นผู้ออกจากกิเลส ออกจากบาปด้วยตนเอง หรือเป็นผู้ปฎิบัติเพื่ออกจากกิเลส ออกจากบาปด้วยตนเอง บุคคลที่ชื่อว่าสมณะก็เช่นเดียวกัน ควรจะเป็นผู้สงบกิเลส สงบบาปด้วยตนเองหรือเป็นผู้ปฎิบัติเพื่อสงบดั่งกล่าว
ถ้ากิเลสยังไม่สงบ ก็จะต้องมีการทำร้ายผู้อื่นเบียดเบียนผู้อื่น ถ้ากิเลสนั้นรุนแรง บุคคลลุอำนาจของกิเลส ก็จะต้องทำร้ายผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่นด้วยกายด้วยวาจา ถ้ากิเลสนั้นไม่รุนแรงถึงอย่างนั้น มีอยู่เพียงในจิตใจ ก็จะทำร้ายผู้อื่นเบียดเบียนอยู่นั่นเอง ฉะนั้น จะเป็นบรรพชิตได้เต็มที่ จึงจำเป็นที่จะต้องเป็นผู้ปฎิบัติให้มีขันติดั่งกล่าวในพระพุทธวาทะข้อที่ ๑
และได้มีนิพพานดั่งกล่าวในพระพุทธวาทะข้อที่ ๒ ฉะนั้น เมื่อกล่าวสรุปประมวลเข้ามาแล้ว พระพุทธวาทะข้อที่ ๑ และ ๒ แสดงธรรม พระพุทธวาทะข้อที่ ๓ นี้แสดงบุคคลที่มีธรรมนั้น แต่แสดงในรูปปฎิเสธว่า ถ้าบุคคลปราศจากธรรมดั่งกล่าวนั้น ก็ยังจะต้องทำร้ายผู้อื่น ยังจะต้องเบียดเบียนผู้อื่นแม้ด้วยใจ ถ้าเป็นดั่งนั้นก็ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ หรือจะพูดอย่างธรรมดาว่า นักบวชที่ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ ยังไม่ชื่อว่าเป็นสมณะคือผู้สงบ โดย ศาลาธรรม [25 ก.พ. 2553 , 12:30:37 น.] ( IP = 125.27.178.171 : : )
สลักธรรม 6
ในทางพระพุทธศาสนา ได้แสดงสมณะไว้ ๔ ชั้น มุ่งถึงการบรรลุธรรมเป็นเกณฑ์ ไม่มุ่งถึงเพศว่าจะเป็นชายเป็นหญิง เป็นบรรพชิตหรือเป็นคฤหัสถ์สมณะที่ ๑ ได้แก่พระโสดาบัน สมณะที่ ๒ ได้แก่พระสกทาคามี สมณะที่ ๓ ได้แก่พระอนาคามี สมณะที่ ๔ ได้แก่พระอรหันต์ สมณะทั้ง ๔ ชั้นนี้ที่เรียกว่าสังโฆ คือ พระสงฆ์ ซึ่งเป็นรัตนะที่ ๓ และเป็นสรณะที่ ๓
เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธวาทะดั่งนี้แล้ว จึงได้ทรงย่อพระพุทธศาสนาในพระคาถาเพียงบทหนึ่งต่อไปว่า สพฺพปาปสฺส อการณํ การไม่ทำบาปทั้งปวง กุสลสฺสูปสมฺปทา การทำกุศลให้ถึงพร้อม สจิตฺตปริโยทปนํ การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว เอตํ พุทธาน สาสนํ นี้เป็นพุทธศาสนา คือคำสอนของผู้รู้ทั้งหลาย
ด้วยพระคาถาบทนี้ ได้ทรงประมวลข้อปฎิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาไว้เป็น ๓ ข้อ โดยย่นย่อ คือ ๑.ไม่ทำบาปทุกอย่าง ๒.ทำกุศลให้ถึงพร้อม และ๓. ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
ในชั้นนี้ยังไม่ได้ทรงชี้ว่า อะไรเป็นบาป อะไรเป็นอกุศล เพราะได้ทรงสอนแก่พระสาวก ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ ฉะนั้น ท่านก็ย่อมทราบโดยเหตุผลทั่ว ๆ ไป การทำจิตของตนให้ผ่องใสก็ไม่ได้ทรงแสดงวิธีไว้เช่นเดียวกัน แต่ท่านก็ย่อมทราบ เพราะว่าท่านเหล่านั้นได้เป็นผู้ปฎิบัติมาแล้วครบทุกประการ ฉะนั้นเมื่อนำมากล่าวจี้จุดลงไปเป็นการประมวลความ ท่านก็ย่อมทราบได้ทันที
ในตอนหลังพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงชี้โดยชัดเจนว่า อะไรเป็นบาป อะไรเป็นกุศล เพราะฉะนั้น บุคคลในชั้นหลังจึงได้ทราบปฎิบัติได้โดยยาก ดังเช่นได้ทรงชี้ว่า เวร ๕ หรือภัย ๕ ประการ เป็นบาป เป็นอกุศาล ได้แก่ การฆ่าเขา การลักของเขา การปฎิพฤติผิดในทางกาม การพูดเท็จ การดื่มน้ำเมา หรือได้ทรงแสดงกรรมบถ ทางแห่งกรรมที่เป็นอกุศลไว้ ๑๐ ข้อ ที่จำแนกออกเป็นกายกรรมฝ่ายอกุศล วจีกรรมฝ่ายอกุศล มโนกรรมฝ่ายอกุศล และแสดงมูลของอกุศลที่เรียกว่าอกุศลมูล แสดงผลของอกุศลที่เป็นความทุกข์ความเดือดร้อนต่าง ๆ บาป อกุศลทั้งหมดเล่านั้น พระพุทธศาสนาแสดงว่า ไม่ให้ทำ และแสดงไว้ว่าบุคคลสามารถที่จะไม่ทำได้ โดย ศาลาธรรม [25 ก.พ. 2553 , 12:31:54 น.] ( IP = 125.27.178.171 : : )
สลักธรรม 7
ในด้านตรงกันข้ามก็คือกุศล ทางพระพุทธศาสนาก็แสดงไว้ชัดเจนเหมือนกัน ตัวกุศลก็ได้ทรงแสดงไว้ในกุศลกรรมบถ ๑๐ ที่ตรงข้ามกับอกุศลกรรมบถ ๑๐ มูลของกุศล เรียกว่า กุศลมูล ก็ทรงแสดงไว้ ผลของกุศลคือความสุขต่าง ๆ ก็ทรงแสดงไว้ นอกจากนี้ คุณงามความดีทุกอย่างดั่งที่แสดงในนวโกวาทตั้งแต่ทุกะ หมวด 2 เป็นต้นว่า พรหมวิหารธรรม 4 คือ เมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขา นี่ก็รวมเรียกว่าเป็นกุศลทั้งนั้น กุศลนี้ พระพุทธศาสนาแสดงให้ปฎิบัติให้มีให้เป็นขึ้นโดยบริบูรณ์ และแสดงว่า บุคคลสามารถที่จะปฎิบัติได้
การที่จะไม่ทำบาปอกุศลและการที่จะทำกุศล ก็เกี่ยวด้วยจิตใจเป็นสำคัญ ฉะนั้น ในข้อที่ 3 จึงได้แสดงให้ชำระจิตใจของตนให้ผ่องแผ้ว จึงควรทำความเข้าใจเรื่องจิตใจพระพุทธศาสนาโดยย่อ
คำว่า จิต นั้น ได้เคยแสดงมาครั้งหนึ่งแล้วว่า หมายถึงธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ไม่มีรูปร่าง สี สัณฐาน ไม่ใช่รูป ไม่ใช่นาม อาศัยอยู่ในคูหาคือร่างกายนี้เป็นผู้ประสาทการทุกอย่าง เป็นต้นว่าทำให้สำเร็จความคิดนึกต่าง ๆ ทำให้เกิดเจตนาซึ่งเป็นตัวกรรมต่าง ๆ และเป็นตัวผู้เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว เป็นตัวผู้ข้องเกี่ยวหรือว่าหลุดพ้น มีลักษณะอย่างหนึ่งคือเป็นตัวธาตุรู้ ได้แก่เป็นเบื้องต้นหรือมูลฐานของความรู้ทุก ๆ อย่าง
ได้มีพระบาลีแสดงธรรมชาติจิตไว้ว่า จิตเป็นธรรมชาติประภัสสร ที่แปลว่า ผุดผ่อง นี้เป็นธรรมชาติแท้ของจิต บางคนแปลว่า จิตเดิมเป็นธรรมชาติประภัสสร ใส่คำว่า เดิม เข้ามาด้วย ก็ทำให้หมายความว่าจิตต่อมาไม่ประภัสสร แต่ในพระบาลีท่านไม่มีคำว่า เดิม หมายความเป็นตัวธรรมชาติของจิตที่เดียว เหมือนอย่างทองคำที่เป็นธรรมชาติผุดผ่อง หรือว่าเพชรที่มีธรรมชาติผ่องใสหรือผุดผ่อง เมื่อเป็นทองคำหรือเป็นเพชรก็ต้องมีลักษณะอย่างนั้นเป็นประจำ
จิตก็ต้องมีลักษณะประภัสสรคือผุดผ่องเป็นประจำ แต่ว่าจิตนี้ถูกอุปกิเลสคือเครื่องเศร้ามอง ที่เป็นอาคันตุกะคือที่จรเข้ามา ทำให้เศร้าหมองไป
โดย ศาลาธรรม [25 ก.พ. 2553 , 12:32:41 น.] ( IP = 125.27.178.171 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |