| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
จาตุรงคสันนิบาต (๓)
สลักธรรม 1
ราคะหรือโลภะ โทสะ และโมหะที่เกิดขึ้นในจิตนั้น ปรากฏในความรู้สึกของทุก ๆ คน คือเมื่อเกิดราคะหรือโลภะขึ้น ตนเองก็รู้สึกว่าเรามีราคะหรือโลภะ โทสะและโมหะก็เช่นเดียวกัน กิเลสชั้นนี้เรียกว่า ปริยุฎฐานะ คือกิเลสที่เป็นเครื่องกลุ่มรุมจิต หมายถึงว่าเป็นกิเลสที่เกิดขึ้นกลุ้มกลัดอยู่ในจิต เป็นที่รู้สึก
คราวนี้กิเลสชั้นที่กลุ้มกลัดอยู่ในจิตนี้ ถ้าถูกยั่วให้แรงขึ้นก็กำเริบมากขึ้น จนถึงเป็นตัวอกุศลมูลคือเป็นตัวก่อกรรมทางกายทางวาจา ทางใจ ถ้าหากว่ากำเริบขึ้นจนถึงเป็นตัวอกุศลมูลคือเป็นตัวก่อกรรม ก็เป็นกิเลสอย่างแรง มีชื่อเรียกว่า วีติกกมกิเลส กิเลสที่ทำให้ล่วงละเมิด คือไม่ใช่ว่าเก็บอยู่ในใจเท่านั้น ล่วงละเมิดไปแล้ว คือว่าก่อกรรมไปแล้ว ออกไปนอกขอบเขตของความดีความชอบแล้ว
คราวนี้ถ้าบุคคลระงับไว้ได้ ไม่ให้เป็นวีตกกมกิเลส หรือมิให้เป็นตัวอกุศลมูลก่อกรรม ก็คงกลุ้มกลัดอยู่ในจิตเป็นตัวนิวรณ์คือเป็นตัวกั้นไม่ให้บรรลุคุณงามความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่กิเลสเหล่านี้ก็มีเวลาสงบ คนเราถึงจะมีราคะหรือโลภะสักเท่าไรก็มีเวลาสงบ โทสะก็มีเวลาสงบ โมหะก็มีเวลาสงบ สงบไปโดยธรรมดาที่ว่าทุกสิ่งที่เกิดมีดับ หรือว่าสงบด้วยการปฎิบัติ แม้ว่าจะสงบไปแล้ว แต่ก็ไม่หมด ตะกอนของกิเลสนั้นก็ยังตกไปนอนจมเป็นส่วนลึกของจิต
กล่าวคือ เมื่อระคะสงบไปแล้ว ตะกอนของราคะก็ยังไปนอนจมอยู่ในจิต เรียกว่า ราคานุสัย อนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต) คือราคะ โทสะเมื่อสงบลงไปแล้ว ตะกอนของโทสะก็ยังไปนอนจมอยู่ในจิต เรียกว่า ปฎิฆานุสัย อนุสัยคือปฎิฆะ ความกระทบคือความไม่ชอบ เมื่อความหลงสงบไปแล้ว ตะกอนของความหลงก็ลงไปนอนจมอยู่ในจิต เรียกว่า อวิชาชานุสัย อนุสัย คืออวิชาความไม่รู้จริง
ฉะนั้น คนเราที่ประสบอารมณ์ที่เกิดราคะหรือโลภะ โทสะ โมหะกันอยู่เสมอ ๆ และก็สงบกันอยู่เสมอ ๆ แต่ว่าตะกอนของกิเลสเหล่านี้ก็ยังไปนอนจมเป็นอนุสัยอยู่ในจิต พอกพูนอยู่เสมอ กิเลสชั้นอนุสัยนี้ไม่ปรากฏ ที่เปรียบเหมือนตะกอนนอนก้นตุ่มน้ำ ในตุ่มที่มีตะกอนก้นตุ่มอยู่นั้น ดูก็ใส่ในเบื้องบน แต่ก็ใสในเวลาที่ไม่ถูกกวน ครั้นถูกกวนจนตะกอนฟุ้งขึ้นมา น้ำก็จะขุ่น จิตก็เหมือนกันเมื่อยังไม่ถูกอารมณ์มายั่ว กิเลสที่เป็นตะกอนนี้ก็ฟุ้งขึ้นมา จิตก็ขุ่นมัว โดย ศาลาธรรม [26 ก.พ. 2553 , 09:13:43 น.] ( IP = 125.27.176.2 : : )
สลักธรรม 2
จะอธิบายหลักหัวใจของพระพุทธศาสนาต่อไป ในหลักข้อ ๓ ให้ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว จิตผ่องแผ้วนี้เป็นฝ่ายหนึ่ง จึงต้องอธิบายถึงจิตเศร้าหมองที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม เมื่ออธิบายถึงจิตเศร้าหมอง ต้องว่าถึงอุปกิเลส และก็อธิบายแล้วว่า ทำไมในที่นี้จึงมีคำว่า อุป รวมความก็คือเพื่อแสดงว่า กิเลสคือเครื่องเศร้าหมองนั้นเป็นสิ่งที่จรเข้ามาเป็นอาคันตุกะคือเป็นแขกของจิต ไม่ใช้เป็นเนื้อแท้ของจิต เพื่อจะเน้นให้เข้าใจเงื่อนไข อันเป็น จึงใช้คำว่า อุป เข้าในที่นี้ด้วยแต่โดยทั่วไปก็ใช้คำว่ากิเลส
และก็ได้อธิบายแล้วถึงกิเลสว่า มีลักษณะเป็นชั้น ๆ อย่างไร ปากทางที่จะให้เกิดกิเลสก็คืออารมณ์ ทำให้เกิดปริยุฎฐานกิเลส กิเลสที่ปล้นจิต กลุ้มรุมจิต ทำให้จิตกลุ้มกลัด เมื่อแรงออกมาก็เป็นวีติกกมกิเลส กิเลสที่ทำให้ล่วงละเมิด และเมื่อกิเลสเหล่านี้สงบไป โดยธรรมดาหรือด้วยการปฎิบัติ แต่ยังมีตะกอนนอนเป็นเชื้ออยู่ เรียกว่า อนุสัย นอนเนื่องหรือแอบแนบนี้เป็นสรุปความที่ได้อธิบายไปแล้ว
ในคราวนี้จะได้ย้ำความโดยกล่าวทบทวน ตั้งแต่ต้นเงื่อนออกมา หรือตั้งแต่ละเอียดออกมาหาหยาบ กิเลสที่เป็นต้นเงื่อนหรือที่เป็นส่วนละเอียดนั้นได้แก่อนุสัย คือราคานุสัย อนุสัยคือระคะ ความติด ปฎิฆานะสัย อนุสัยคือ ปฎิฆะ การกระทบ หมายถึงความไม่ชอบ อวิชชานุสัย อนุสัยคืออวิชชาคือความรู้ไม่จริง นี้เป็นส่วนละเอียด
เมื่ออนุสัยนี้ฟุ้งออกมา ราคานุสัยก็ฟุ้งออกมาเป็นราคะ ควรจะแปลว่าความยินดีหรือความกำหนัด ปฎิฆานุสัยก็ฟุ้งออกมาเป็นโทสะคือความขัดเคืองโทสะในชั้นนี้หมายถึงความโกรธที่มีอยู่ในใจ โทสะแปลว่า ประทุษร้าย จึงประทุษร้ายใจของตนเอง ยังไม่ถึงให้ออกไปคิดทำร้ายผู้อื่น อวิชานุสัยก็ฟุ้งออกมาเป็นโมหะ ความหลงที่ทำให้เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิด ราคะ โทสะ โมหะ เป็นชั้นปริยุฎฐาน ที่กลุ้มรุมหรือกลุ้มกลัดจิตใจอยู่ ปรากฏอยู่ บุคคลก็รู้สึกอยู่
ต่อจากนี้ ราคะเมื่อแรงขึ้นก็เป็นอภิชฌา ความโลภเพ่งเล็ง หมายถึงความอยากได้อยากแรง จนถึงคิดมุ่งจะได้มาเป็นของ ๆ ตน โทสะแรงขึ้นก็เป็นพยาบาท ตามศัพท์แปลว่า ถึงผิด ตามความหมายนั้นหมายถึงความมุ่งร้ายคือความโกรธที่แรงออกมาจนถึงคิดจะทำร้ายผู้อื่น ถ้ายังไม่คิดทำร้ายใคร ขัดเคืองอยู่ในใจ ก็เป็นโทสะ แต่ว่าถ้าคิดจนถึงทำร้ายผู้อื่นก็เป็นพยาบาท ไม่ใช่หมายความว่าผูกโกรธ เหมือนอย่างที่พูดในภาษาไทย
โมหะแรงขึ้นก็เป็นมิจฉาทิฎฐิความเห็นผิด คือเห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิด ที่ให้ถือเอาผิด ความเห็นผิดนี้ เช่น เห็นว่าบุญบาปไม่มี ทำอะไรลงไปก็สักแต่ว่าเป็นกิริยา แต่ว่าไม่เรียกว่าเป็นทำบุญทำบาป เห็นว่าผลทุ ก ๆ อย่างไม่มีเหตุ เกิดขึ้นตามสิ่งอำนวยหรือตามบังเอิญ และเห็นว่าสิ่งที่สมมตินับถือกันอยู่ต่าง ๆ ก็ไม่มี เช่น พ่อแม่ก็ไม่มี คือว่าไม่ใช่เป็นผู้ที่จะต้องนับถือว่าเป็นพ่อแม่อย่างไร เป็นแต่เพียงผู้ที่เกิดมาก่อน แล้วก็เกิดสืบ ๆ กันมา คล้าย ๆ ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ คนดีคนชั่วก็ไม่มีผลต่าง ๆ ที่เป็นส่วนดีส่วนชั่วก็ไม่มี เป็นการปฎิเสธทั้งหมด เหล่านี้เรียกว่าเป็นการเห็นผิดอย่างร้ายแรง เป็นความเห็นผิดจากคลองธรรม โดย ศาลาธรรม [26 ก.พ. 2553 , 09:14:03 น.] ( IP = 125.27.176.2 : : )
สลักธรรม 3
อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฎฐิ ทั้ง ๓ นี้เป็นวีติกกมกิเลส คือเป็นกิเลสที่จะทำให้ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา และตัววีติกกมกิเลสนี้เองก็เป็นมโนธรรมฝ่ายอกุศล แปลว่าเป็นกิเลสอย่างแรงที่ล่วงมโนทวารออกมาทีเดียว และเมื่อเกิดมโนธรรมฝ่ายอกุศลดั่งนี้ก็เป็นเหตุให้ประกอบกายกรรมวจีกรรมฝ่ายอกุศลตามไปด้วย
พระพุทธภาษิต จึงได้มีแสดงเอาไว้โดยความว่า ธรรมทั้งหลายมีมนะเป็นหัวหน้า มีมนะประเสริฐสำเร็จด้วยมนะ ถ้าบุคคลมีมนะอันโทษประทุษร้ายแล้ว จะพูดหรือจะทำ ทุกข์ย่อมติดตามไป เหมือนอย่างล้อเกวียนติดตามรอยเท้าโคที่จูงเกวียนนั้นไป แต่ถ้าตรงกันข้ามบุคคลมีใจผ่องแผ้ว จะทำหรือจะพูด สุขก็ย่อมติดตามไป เหมือนอย่างเงาที่ไม่ละตัว รวมเป็นกิเลส ๓ ชั้น นับจากหยาบไปหาละเอียดก็คือวีติกกมกิเลส ปริยุฎฐานกิเลส อนุสยกิเลส
อนึ่ง กิเลสชั้นละเอียดนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อาสวะ คำว่าอาสวะ แปลตามศัพท์ว่า ไหลมา คือไหลมานอนจมหมักหมม ในที่อื่น คำว่า อาสวะ แปลว่า น้ำเมา ก็หมายถึงเป็นสิงที่หมักดอง อาสวะนี้ จัดไว้เป็น ๓ คือ
๑. กามาสวะ อาสวะคือกาม ได้แก่ความใคร่ ความปรารถนา ก็สงเคราะห์กับราคะอนุสัย
๒. ภวาสวะ อาสวะคือภพ ได้แก่ภาวะคือความเป็น ข้อนี้ศัพท์ไม่กลมกลืนกับปฎิฆะอนุสัยนัก แต่ก็พออธิบายให้เข้ากันได้ ภพ แปลว่า ความเป็นปฎิฆะ แปลว่า กระทบ เมื่อมีภพคือความเป็น ความเป็นนั่นความเป็นนี่ ตั้งต้นแต่เป็นเราซึ่งเป็นตัวอัตตา เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงจะมีการกระทบกระทั่งกันได้ ถ้าไม่มีภพก็ไม่มีอะไรที่จะถูกกระทบกระทั่ง แต่ว่าเพราะมีภพจึงมีสิ่งที่กระทบกระทั่ง เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึงภาวะหรือภพคือความเป็น ก็จัดเป็นภาวสวะ อาสวะคือภพ แต่ว่าเมื่อพูดอีกทางหนึ่งคือความกระทบกระทั่ง ก็จัดเป็นปฎิฆะอนุสัย
๓. อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา ความไม่รู้จริง ก็ตรงกับอวิชชาอนุสัย โดย ศาลาธรรม [26 ก.พ. 2553 , 09:14:29 น.] ( IP = 125.27.176.2 : : )
สลักธรรม 4
เมื่อทราบถึงด้านเศร้าหมอง คือด้านกิเลสเหล่านี้แล้ว ก็ควรจะทราบวิธีที่ทำให้ผ่องแผ้วโดยสังเขป เมื่อจัดกิเลสเป็น ๓ ชั้น จะขัดสีกิเลสชั้นหยาบคือวีติกกมกิเลส ก็ทำได้ด้วยหลักข้อที่ ๑ คือไม่ทำบาปทั้งปวง ในต่อมาก็จัดเป็นสีลสิกขา สิกขาคือศีล
กิเลสชั้นกลางคือปริยุฎฐานกิเลส จะขัดสีได้ก็ด้วยหลักข้อที่ ๒ คือทำกุศลให้ถึงพร้อม ต่อมาก็จัดเป็นสมาธิ จิตตสิกขา สิกขาคืออบรมจิตให้เป็นสมาธิในหลักข้อที่ ๒ นี้ ควรสังเกตการณ์ใช้คำ กุสลสสูปสมปทา แปลว่า การทำกุศลให้ถึงพร้อม ถ้าแปลทับศัพท์คืออุปสมบทกุศล นี้เป็นการอุปสมบททางจิตใจหลักข้อที่ ๑ นั้น เท่ากับเป็นการอุปสมบททางกาย คือด้วยศีล
ส่วนกิเลสชั้นละเอียด คือชั้นอนุสัยนั้น จะขัดสีได้ก็ด้วยหลักข้อที่ ๓ การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว คือจะผ่องแผ้วจริง ๆ ก็ด้วยอาศัยหลักข้อนี้ ซึ่งต่อมาก็สงเคราะห์เป็นปัญญาสิกขา สิกขาคือปัญญา หมายความว่า ต้องอบรมปัญญาจนรู้แจ้งเห็นจริง ปัญญานี้เท่านั้นจึงจะขับไล่อนุสัยกิเลสหรืออาสวะกิเลสให้สิ้นไปได้
และในอาทิตตปริยายสูตร ที่ต้องอบรมให้เกิดความรู้เห็นตามที่เป็นจริงในเบญจขันธ์หรือว่าในอายตนะ จนเกิดนิพพิทาเป็นต้น ดั่งที่แสดงมาแล้วโดยลำดับต้องดำเนินตามทางนั้น หลัก ๓ ข้อนี้ เป็นศาสนาคือคำสอนองพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พระพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสหลัก ๓ ข้อนี้แล้ว ก็ได้ตรัสต่อไปอีกหนึ่งคาถากึ่งว่า อนูปวาโท การไม่ว่าร้าย อนูปฆาโต จ ภตตสมํ ความรู้ประมาณในภัต ปนตญจ สยนาสนํ ที่นอนที่นั่งอันสงัด อธิจิตเต จ อาโยโค ความประกอบในอธิจิตคือจิตยิ่ง เอตํ พุทธาน สาสนํ นี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พระโอวาทในข้อนี้ คือเหมือนอย่างเป็นคำอธิบายประกอบของโอวาทที่เป็นหลัก ๓ ข้อนั้น มีข้อที่พึงสังเกต คือในเวลานั้นพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ทรงบัญญัติพระวินัยปาติโมกข์ ฉะนั้น ที่ตรัสให้สำรวมในพระปาติโมกข์ จึงมีความหมายคือปาติโมกข์ที่เป็นตัวแบบฉบับอันควรที่สมณะจะพังปฎิบัติโดยทั่วไป โดย ศาลาธรรม [26 ก.พ. 2553 , 09:14:50 น.] ( IP = 125.27.176.2 : : )
สลักธรรม 5
พระโอวาททั้งหมดนี้เรียกว่า พระโอวาทปาติโมกข์ ปาติโมกข์ที่เป็นโอวาท พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พระอรหันต์ทั้งนั้น จึงมิได้มุ่งที่จะอบรมให้ท่านบรรลุมรรคผล แต่ว่ามุ่งที่จะวางแนวพระพุทธศาสนา เบื้องต้นก็ชี้ถึงวาทะของพระพุทธะ ๓ ข้อ และมีคำอธิบายประกอบอีกเล็กน้อย
ท่านแสดงว่า ในวันอุโบสถ วันพระจันทร์เพ็ญและวันพระจันทร์ดับ พระพุทธเจ้าได้ประทับเป็นประธานหมู่พระสงฆ์ แล้วก็ทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์ขึ้นด้วยพระองค์เองทุก ๑๕ วัน แปลว่าทรงทำอุโบสถร่วมด้วยภิกษุสงฆ์ แล้วก็เรียกว่า ปาริสุทะอุโบสถ คือเป็นอุโบสถที่บริสุทธิ์ พระพุทธจ้าก็ทรงบริสุทธิ์ พระสงฆ์ก็บริสุทธิ์
จนถึงมีเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมามีเล่าไว้ในบาลีวินัย ว่า พระสงฆ์มาประชุมพร้อมกันแล้ว พระพุทธเจ้าก็ไม่เสด็จลง จนถึงเวลา ๑ ยาม พระอานนท์ก็ไปทูลเตือนว่า ยามหนึ่งแล้ว พระมานั่งรออยู่นานแล้ว ขอให้เสด็จลง ทรงสวดปาติโมกข์ พระพุทธเจ้าก็ไม่เสด็จลง ครั้งถึงยามที่ ๒ พระอานนท์ก็ไปทูลเตือนอีก พระพุทธเจ้าก็ไม่เสด็จลง ครั้นถึงยามที่ ๓ นี้ได้มีพระพุทธดำรัสว่า บริษัทไม่บริสุทธิ์ คือว่ามีพระทุศีลมาปนอยู่ด้วย
พระโมคคัลลานะจึงได้เที่ยวตรวจดู เมื่อไปพบภิกษุที่ทุศีลก็บอกให้ออกไปจากที่ประชุม ผู้นั้นก็ไม่ยอมอกไป ต้องฉุดแขนออกไป แต่ก็สว่างเสียก่อน พ้นเวลาที่จะทำอุโบสถ ก็เป็นอันว่าในอุโบสถนั้นไม่ได้ทำ พระพุทธเจ้าจึงทรงปรารภเรื่องนี้ ตรัสให้พระสงฆ์ยกเอาพระวินัยทีทรงบัญญัติขึ้นไว้มาสวดเป็นปาติโมกข์แทน และให้พระสงฆ์สวดกันเอง พระพุทธเจ้าไม่เสด็จมาทำอุโบสถร่วมด้วยอีกต่อไป
เพราะฉะนั้น จึงมีการยกเอาวินัยขึ้นสวดเป็นปาติโมกข์ทุก ๆ ๑๕ วัน สืบต่อมาจนบัดนี้ ปาติโมกข์ที่ยกวินัยขึ้นสวดนี้ เรียกว่า วินัยปาติโมกข์
โดย ศาลาธรรม [26 ก.พ. 2553 , 09:15:17 น.] ( IP = 125.27.176.2 : : )
สลักธรรม 6ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
โดย abctoy - [3 มี.ค. 2553 , 15:31:10 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.65 )
สลักธรรม 7
ขอบพระคุณค่ะ
โดย abctoy - [3 มี.ค. 2553 , 15:40:35 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.65 )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |