| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เห็นอริยสัจ
โดย..หลวงพ่อเสือ
![]()
ตอนที่ผ่านมา
มงคลที่ ๓๓ เห็นอริยสัจ
การเห็นอริยสัจคืออะไร?... อริยสัจสามารถแปลได้หลายความหมาย เช่น
อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ
อริยสัจ คือ ความจริงอันทำให้ผู้เห็นเป็นผู้ประเสริฐ
การเห็นอริยสัจ จึงหมายถึง การเห็นความจริงเกี่ยวกับโลกและชีวิตด้วยธรรมชาติอันแท้จริง ตามแนวการปฏิบัติเพื่อมุ่งตรงต่อสันติสุข เป็นการกำจัดทุกข์ให้หมดไปโดยสิ้นเชิงด้วยฌานปัญญา
อริยสัจคืออะไร?
อริยสัจ คือ ความจริงที่มีอยู่คู่โลกแต่ไม่มีใครเห็น จนกระทั่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ทั้งรู้และเห็น และชี้ให้เรารู้ ให้เราดูได้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคนั่นเองโดย พี่เณร....นำมาฝาก [9 มี.ค. 2553 , 06:41:05 น.] ( IP = 58.9.141.59 : : )
สลักธรรม 1๑.ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความที่ทนอยู่ในลักษณะเดิมไม่ได้ แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ
สภาวทุกข์ คือ ทุกข์ประจำ หมายถึง ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากตนเอง ได้แก่ ความเกิด ความแก่ และความตาย ทุกข์ประเภทนี้ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้สักคนเดียว เรียกว่า สภาวทุกข์ สภาพของความทุกข์ที่เป็นอยู่ถาวรนั่นเอง
ปกิณกทุกข์ คือ ทุกข์จร เป็นความทุกข์ที่เกิดจากเหตุภายนอกมากระทบตัวเราแล้วทำให้เกิดอาการ เช่น ความโศกเศร้าแห้งใจ คร่ำครวญรำพัน ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความน้อยใจ ความท้อแท้กลุ้มใจ ประสบแต่สิ่งที่ไม่รัก พบเห็นแต่สิ่งที่ไม่ปรารถนา พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ทุกข์เช่นนี้ผู้ปัญญาเท่านั้นสามารถหลีกเลี่ยงได้
๒.สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ ศาสนาใดที่มีอยู่ไม่สามารถชี้แจงออกมาให้เห็นความจริงถึงเหตุที่เกิดทุกข์ได้ ต้องพึ่งพระปัญญาธิคุณ เหตุนั้นก็คือ ตัณหา นั่นเอง ความดิ้นรนทะยานอยากมิได้เกิดที่ภายนอก แต่เกิดขึ้นภายในใจของเรา แยกออกเป็น ๓ ลักษณะ คือ
กามตัณหา คือ ความยินดีติดใจอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
ภวตัณหา คือ ความยินดีติดใจอยู่ในอัตภาพที่ตนเองเป็นอยู่ ความอยากได้ต่างๆ
เช่น อยากได้ยศศักดิ์
วิภวตัณหา คือ ความยินดีติดใจอันประกอบด้วยอุทเฉททิฏฐิ คือ ความเห็นผิด เช่น ฉันไม่อยากป่วยเลย ฉันไม่อยากเป็นคนพิการเลย แล้วใครล่ะที่อยากเป็น นั่นเท่ากับมีความหลงผิด คิดผิดว่าที่เขาเป็นน่ะเขาอยากเป็น แล้วบางคนใช้คำสรุปว่า อยากมี อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น สรุปแค่นี้ไม่ได้ ต้องมีอุทเฉททิฏฐิ คือ ทำอะไรแล้วมันขาดสูญไม่มีเรื่องกรรมมาเป็นใหญ่นั่นเอง
๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ หมายถึง สภาพจิตใจที่หมดจดจากกิเลสแล้วโดยสิ้นเชิง เพราะกิเลสเป็นต้นเหตุทำให้เกิดความทุกข์ ปกิณกทุกข์นั่นเอง ฉะนั้น สภาพจิตใจที่หมดจดจากกิเลสคือ ตัณหา จึงมีใจหยุดนิ่ง ไม่ดิ้นรน สงบตั้งมั่นอยู่กับความจริงในปัจจุบัน มีสติดำรงอยู่เป็นมหาสติ เรียกว่า นิโรธ
๔. มรรค คือ วิธีปฏิบัติให้พ้นทุกข์ เป็นวิธีที่ทำให้ใจหยุดนิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีองค์ประกอบสำรวมอยู่ในใจ ๘ ประการ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ ....ความเห็นถูกต้อง
๒. สัมมาสังกัปปะ.... ความคิดถูกต้อง
๓. สัมมาวาจา....... เจรจาถูกต้อง
๔. สัมมากัมมันตะ.... การงานถูกต้อง
๕. สัมมาอาชีวะ........ เลี้ยงชีวิตถูกต้อง
๖. สัมมาวายามะ....... เพียรถูกต้อง
๗. สัมมาสติ.............. ระลึกถูกต้อง
๘. สัมมาสมาธิ........ ตั้งมั่นถูกต้องโดย พี่เณร....นำมาฝาก [9 มี.ค. 2553 , 06:47:43 น.] ( IP = 58.9.141.59 : : )
สลักธรรม 2จะเห็นอริยสัจได้อย่างไร?
บุคคลธรรมดาทั่วไปไม่มีโอกาสจะเห็นอริยสัจได้เลย ได้แต่เพียงคิดและรู้จักอย่างผิวเผินเท่านั้นเอง ผู้จะเห็นอริยสัจต้องปฏิบัติชีวิตอยู่ในมรรค ๘ คือ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา แล้วก็เจริญชีวิตอยู่ในปรมัตถธรรม คือ ความจริง ปฏิเสธสมมุติ จึงจะสามารถเห็นอริยสัจทั้ง ๔ ได้
มีหนทางเดียวได้แก่ การเจริญมหาสติปัฏฐาน ๔ เพื่อจะได้นามรูปปริจเฉทญาณจนถึงอนุโลมิกญาณ ซึ่งจะอนุโลมให้เป็นอริยสัจธรรม ไม่ใช่นั่งหลับตาแล้วเห็นได้ ต้องพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรมอยู่เสมอๆ
สักแต่ว่าเป็นกาย เวทนา จิต และธรรม กายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเรียกว่ารูป พิจารณาให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้แก่ การเดิน ยืน นั่ง นอนนั้นล้วนแต่เป็นรูปธรรมทั้งสิ้น มิใช่คนมิใช่สัตว์ พิจารณาอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบสักแต่ว่าเป็นเวทนา คือ นามธรรมเกิดขึ้น มิใช่คน มิใช่สัตว์ พิจารณาจิตที่เที่ยวไปรู้อารมณ์ต่างๆ สักแต่ว่าเป็นนามรู้ มิใช่คน มิใช่สัตว์ พิจารณาธรรมชาติของการเดิน ยืน นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย จิตเกลียด รัก ชอบ ชัง สักแต่ว่าเป็นรูป เป็นนาม มิใช่คน มิใช่สัตว์ จึงจะเห็นอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ
อานิสงส์ของการเห็นอริยสัจ คือ ผู้เห็นอริยสัจธรรมจะเห็นสภาพอันแท้จริงของชีวิตมนุษย์ แต่ละชีวิตว่าเป็นทุกข์ สามารถกำจัดวิปลาส ทำลายสังโยชน์ ทำลายสังสารวัฏได้โดยสิ้นเชิง สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด ทำลายวิปลาส ๔ ประการ คือ สุภวิปลาส สุขวิปลาส นิจจวิปลาส และอัตตวิปลาส ออกจนหมดสิ้น
สามารถทำลายสังโยชน์ คือ เครื่องพันธนาการชีวิตได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาได้หมดสิ้น ทำลายสังสารวัฏ คือ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
![]()
![]()
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [9 มี.ค. 2553 , 06:51:29 น.] ( IP = 58.9.141.59 : : )
สลักธรรม 3![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [9 มี.ค. 2553 , 09:15:58 น.] ( IP = 125.27.177.0 : : )
สลักธรรม 4กราบขอบพระคุณค่ะ โดย เซิ่น [9 มี.ค. 2553 , 12:43:20 น.] ( IP = 202.183.203.150 : : 191.0.44.79 )
สลักธรรม 5
กราบขอบพระคุณค่ะ
![]()
โดย พี่ดา [15 มี.ค. 2553 , 10:13:19 น.] ( IP = 124.121.172.217 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |