| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทำวันนี้ให้ดี
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ถาม จากการไปปฏิบัติตามวัดต่าง ๆ มา ไปวัดไหนก็ปฏิบัติตามวัดนั้น ซึ่งก็ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือไม่? อย่างไร? เช่น พุทโธ โอกาสที่จะเข้าถึงฌานยาก ก็อยากทราบว่าปฏิบัติอย่างไรจึงจะเข้าถึงฌานได้?
ตอบ เมื่อวานได้อธิบายให้ทราบถึงปริจเฉท ๑ - ๙ ให้ฟังโดยสรุปไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ชีวิตของเรานี้เป็นสิ่งที่เรารักและเราหวงแหน เมื่อวานได้เรียนให้ทราบแล้วว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพระพุทธประสงค์ให้เราพ้นทุกข์ พระองค์ตรัสว่า ทุกข์เสมอด้วยขันธ์นั้นไม่มี คือทุกข์เสมอด้วยชีวิตไม่มี และทุกข์ก็มีอยู่ ๒ ชนิดคือ ทุกข์ประจำ และทุกข์จร
๑. ทุกข์ประจำ ก็คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งหนีไม่พ้นสักคนเดียวเลย อย่างตัวอาจารย์เองเมื่อวานนี้หลังจากคุยกับคุณเสร็จแล้วก็ต้องไปโรงพยาบาล และเมื่อวานเป็นวันเกิด อายุครบ ๕๔ ปี นึกว่าเมื่อวานจะตายแล้วนะ ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะอยู่คุยกับพวกท่านได้นานเท่าไร เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องเจริญเติบโต ความเจริญเติบโตนั่นแหละคือความเสื่อม แล้วก็เจ็บแล้วก็ตาย อันนี้เป็นทุกข์ประจำของสัตว์โลก ที่ไม่มีสัตว์ชนิดใดชีวิตใดในภพภูมิใดที่ไม่ประสบความเกิดและความตาย เมื่อมีเกิดแล้วก็ต้องมีตายแน่นอน
๒. ทุกข์จร ก็คือไม่ประจำ แต่จรเข้ามา เช่น ปวดหัว เหนื่อย ปวดขา ไอ เป็นหวัด อันนี้เป็นความทุกข์ที่มันจรเข้ามาตามอำนาจกรรมที่เราทำไว้
ชีวิตเป็นทุกข์จริง ๆ เราอยากพ้นทุกข์ แต่ไปพ้นทุกข์ไม่ได้เพราะไม่รู้จักชีวิต ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงสั่งสอนเรื่องชีวิตให้รู้จักเสียก่อน รู้ลักษณะชีวิต หรือแผนผังของชีวิตเสียก่อนว่าชีวิตคืออะไร? ถ้าเราเข้าใจชีวิตแล้วว่าชีวิตคืออะไร ถึงตอนนี้จะยังไม่ทุกข์หรือประสบความทุกข์อย่างนั้น เราก็จะได้เห็นว่า จริง ๆ ทุกข์นั้นมีอยู่ตลอดเวลา
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2553 , 15:31:29 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )
สลักธรรม 2
ปริจเฉทที่ ๑ สอนเรื่องจิต คือ จิตโดยย่อมี ๘๙ ดวง แต่จิตเกิดได้ทีละ ๑ ดวง เช่น เกิดจิตโลภดวงที่ ๑ ขึ้นมา เขาเรียกว่า โสมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง จิตที่เกิดขึ้นด้วยความยินดีประกอบไปด้วยความเห็นผิด โดยไม่มีใครชักชวน ถ้าเผื่อโลภเกิดขึ้น โกรธก็เกิดขึ้นไม่ได้ หรือถ้าโกรธเกิดขึ้น โลภก็เกิดขึ้นไม่ได้ เป็นคนละขณะนั้น เมื่อจิตโลภเกิดขึ้น จิตอีก ๘๘ ดวงก็เกิดขึ้นไม่ได้ จิตมันมีตามหน้าที่ แต่เราไม่เคยสังเกต เราไม่รู้
การที่เรามาเรียนก็เพื่อให้เรารู้ว่าสภาพจิตที่มันมีทุกวันนี้ มันเป็นสภาพจิตเช่นไร เช่น โลภยังมี ๘ ดวง โลภเห็นผิดเอง โลภเห็นผิดมีคนชักชวน เป็นต้น เราเรียนเพื่อให้เห็นว่าสภาพจิตไม่ใช่เราคนเดียว เราทำอะไรไม่ได้ แต่สภาพธรรมเท่านั้นที่ปรากฏขึ้น เขาเรียกว่า โสมนัสสหัสคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง จิตโลภ มี ๘ ดวง อกุศลจิตมี ๑๒ ดวง จิตบุญ มหากุศลมี ๘ ดวง มีญาณสัมมปยุตต ญาณวิปปยุต เป็นโสมมนัสและอุเบกขา ฉะนั้น สภาพธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้น ที่เราใช้ว่าเราเป็นผู้รู้ แท้ที่จริงสภาพจิตที่เกิดขึ้น และสภาพธรรมนี้เกิดขึ้นตามลำพังไม่ได้ เช่น โลภดวงที่ ๑ อันนี้เป็นปริจเฉทที่ ๑
ปริจเฉทที่ ๒ เรื่องเจตสิก มีอยู่ ๕๒ ดวง ธรรมชาติของจิตเกิดตามลำพังไม่ได้ ต้องมีสภาพถูกปรุงแต่ง เพราะจิตมีสภาพรู้อารมณ์เฉย ๆ ทีนี้มาดูลักษณะของจิตว่าทำไม จึงโลภ ทำไมจึงโกรธได้ จิตแค่รู้ เช่น จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตรู้รส เป็นอย่างนี้ แต่เราไม่ได้เห็นเฉย ๆ เราเห็นอะไรแล้วเรามีชอบ เช่น เห็นพระประธานแล้วเราชอบ โอ้! งามเหลือเกิน โลภะก็เกิดขึ้นได้ บุญก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่ว่าอะไรล่ะที่เข้ามาปรุงแต่ง
โลภะดวงที่ ๑ มีเจตสิกประกอบ ๑๙ ดวง คือ อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ โมจตุกเจตสิก ๔ โลติก ๒ (เว้นมานะ) ถ้าเราเรียนให้สนุกต้องเรียนให้เข้าใจ อาศัยความเข้าใจไม่ต้องไปท่อง แล้วมันจะบอกออกมาได้ว่าสภาพที่เราดึงชีวิตออกมาแล้วมากระจาย
ปริจเฉทที่ ๓ เป็นสังคหะ สัมปโยคะ เอาจิตเจตสิกมารวมกัน
ปริจเฉทที่ ๔ เรียนเรื่องวิถีจิต ว่าจิตนั้นเกิดขึ้นอย่างไร? ตี น ท ป จัก ส ณ โว ช ช ช ช ช ช ช ต ต ภ ภ ทุกอย่างมีทางเดิน เขาเรียกวิถีจิต
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2553 , 15:31:59 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )
สลักธรรม 3
ปริจเฉทที่ ๕ เมื่อจิตมีทางเดิน มีที่ทำงาน งานการนั้นแหละเรียกว่ากรรม เมื่อมีกรรมเกิดขึ้นมาก็ต้องมีภพภูมิ สุคติบ้าง ทุคติบ้าง สูงบ้าง ต่ำบ้าง เมื่อมีสูงมีต่ำ ไม่ว่าสูงแค่ไหน ต่ำแค่ไหน ไม่เกิน ๓๑ ภูมิ
ปริจเฉทที่ ๖ เรียนเรื่องรูป รูปมี ๒๘ มีอวินิพโภครูป ๘ วิการรูป ๓ สัททรูป ๑ เอกันตตกัมมัชรูป ๙ เอกันตจิตชรูป ๒ ลักขณะรูป ๔ อธิบายถึงเรื่องราวที่ว่าภายใต้หญิงชายที่เราเดินได้ นั่งได้นั้นคืออะไร? และธรรมชาติที่เป็นตัวเครื่องจักรของชีวิตนั้น
ปริจเฉทที่ ๗ ความเกี่ยวเนื่องของเยื่อเมือกยางเหนียวแห่งวัฏฏะนั้นเป็นไปด้วย โอฆะ โยคะ คันถะ มานะ อาสวะ ที่ถูกร้อยรัดอยู่ในใจเรานั้น ที่เราเดินทางมานับภพนับชาติไม่ถ้วน อะไรที่เราเก็บมาได้บ้าง เราเก็บพ่อแม่มาจากชาติที่แล้วไม่ได้ เราจึงมีพ่อแม่ในชาติใหม่ เราเก็บลูกที่รักมาจากชาติที่แล้ว ไม่ได้ แม้กระทั่งลูกที่เรารักเราแสนห่วงใยในชาตินี้ตายแล้วก็ต้องทิ้งไว้...ต่างคนต่างไป แล้วเราเก็บอะไรมาล่ะ? เราเก็บปริจเฉทที่ ๗ มาได้ เก็บมาอยู่ในใจ เก็บอาสวะ โอฆะ โยคะ คันถะ ฯลฯ
ปริจเฉทที่ ๘ เมื่อเรารู้องค์ธรรมว่าสิ่งที่เราเก็บมานั้นมันมีอำนาจอย่างนี้ๆ แล้วอำนาจนั้นก็สร้างกงล้อวัฏฏะสงสารให้ สร้างลูกโซ่ให้ นี่ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปปบาทก็คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา-มรณะ มีอวิชชา เป็นต้น อวิชชา ความไม่รู้ เป็นตัวการ ความไม่รู้อันนี้น่ากลัวมากมันเป็นตัวสร้างวัฏฎะสงสาร ฉะนั้น ภายใต้ชิงช้าสวรรค์ที่เราขึ้นไปนั่ง เดี๋ยวสูงบ้าง ต่ำบ้าง มีอะไรเป็นตัวการทำให้ชิงช้านี้ต่อเนื่องขึ้นไป มันมีตัวเครื่องจักรผลักดันขึ้นไป มันมีตัวทำงานให้กระเช้านี้เคลื่อนไปได้ มีตัวทำงานให้กระเช้านี้เป็นกระเช้าได้ มีน็อตต่างๆ ที่มายึด น็อตที่จะใส่แกนตรงกลางจะเป็นน็อตตัวเล็ก ๆ ก็ไม่ได้ ต้องเอาน็อตตัวพอดีๆ ฉะนั้น น็อตต่าง ๆ ตัวเชื่อมต่าง ๆ เป็นปัจจัย ในปริจเฉทที่ ๘ นี้ปัจจัย น็อตต่าง ๆ มันก็ต้องมีสกรูมันมีตัวขันอันนี้ต้องเชื่อมกับอันนี้ อันนี้ต้องต่อกันกับอันนี้ กระจายไปถึง ๗๓ ปัจจัย
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2553 , 15:32:52 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )
สลักธรรม 4
ปริจเฉทที่ ๙ เราเรียนเรื่องปัจจัยจบปริจเฉทที่ ๘ แล้ว พระพุทธองค์ก็ให้แนวทางการปฏิบัติ เพื่อให้เราดำเนินทางที่ถูก พระองค์ตรัสรู้นั้น เพื่อมรรคผลนิพพานไม่ใช่เพื่อฌานจิตต่าง ๆ เพราะฌานจิตต่าง ๆ มีก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ แล้วผั้อยู่ใกล้พระองค์มากเลยคือ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็เป็นผู้ได้ฌานจิต เมื่อพระองค์เรียกรู้จนหมดแล้ว ก็รู้ว่าสิ่งที่รู้มานี้สิ่งที่ได้มานี้ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ เพราะตราบใดชีวิตยังมีอยู่ ตราบนั้นชีวิตนั้นเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะได้อะไรวิเศษก็ต้องตาย ตายแล้วก็เกิด ได้มาแล้วบางทีก็หมดไป เพราะเปลี่ยนภพภูมิ เอาไปไม่ได้
ฉะนั้น พระองค์จึงเห็นว่าทางเช่นนั้น เช่นนั้นไม่ยังให้บุคคลเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส จากเครื่องเศร้าหมอง พระองค์จึงทรงประทานทางให้เรียกว่า เอกายนมัคโค ทางสายเอก มีองค์ประกอบ ๘ อย่าง คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ทางสายเอกนี้ไม่ได้ทำให้เราได้อะไร นอกจากการสิ้นสุดทุกข์
เราเรียนมาแล้วว่า ปริจเฉทที่ ๑ จิต ปริจเฉทที่ ๒ เจตสิก ปริจเฉทที่ ๓ จิตเจตสิกเขาทำงานกันอย่างไร? ปริจเฉทที่ ๔ จิตเดินทางอย่างไร? ปริจเฉทที่ ๕ เมื่อจิตมีการทำงานแล้ว ไปที่ไหนในภพภูมิ อะไร? ปริจเฉทที่ ๖ ดูเรื่องรูปแล้ว ปริจเฉทที่ ๗ สิ่งที่เราเดินทางมาในวัฏฏะนั้นมันมีอะไรบ้าง โอฆะ อาวสะ คันถะ ต่าง ๆ นี้มันมีมาเยอะ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงให้ทางแล้ว เราก็ต้องเดินไปทิ้งไป แต่เมื่อก่อนนี้เราเดินมาเราเก็บหมด นี่ก็ชอบ นั่นก็ชอบ แม้การปฏิบัติเรายังอยากได้เลย
เราอยากได้ฌานจิต เมื่อไม่ได้ทุ่มเทเต็มที่แล้วก็เป็นทุกข์ ไปวัดโน้น ปีนเขาไปวัดนี้ พระองค์โน้นสอนก็ทำ พระองค์นี้สอนก็ทำ ทำจนกระทั่งแก่ยังไม่ได้ฌานเลย นั่นคือความไม่สมความปรารถนา และความไม่สมความปรารถนานี้เป็นทุกข์ แต่เราไม่รู้จัก ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ทำเพื่ออะไรอีกต่อไปแล้ว แต่ทำเพื่อถ่ายถอนความเห็นผิดคือวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2553 , 15:33:36 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )
สลักธรรม 5
ฉะนั้น เมื่อวานได้วางแผนที่ให้ไว้เรียนเพื่ออะไรคะ เพื่อมีหลักฐาน มีเหตุผลในใจ เพราะถ้าเผื่อใครไปบอก พองยุบนะ พุทโธเข้าไว้นะ ... ใช่ ท่านก็ปรารถนาดี เราก็มีความตั้งใจดี เราก็ต้องได้ดี แต่ว่าดีมีหลายดี
ดีในวัฏฏะ เป็นดีที่ยังไม่พ้นทุกข์ อย่างมหัคคตจิต ๙ ทำแล้วก็ได้ดี แต่ไม่ใช่จะได้ง่าย ๆ เพราะสมาธิที่ทำนั้นมันมีหลายระดับ มีขณิกสมาธิ อุปปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ ลองทำจิตให้สงบสัก ๑๐ นาที โดยไม่รำคาญทั้งอารมณ์ ทั้งตัวเอง เราทำได้ไหม? ได้ ถ้าหากมีการฝึก แต่ถ้าเป็นผู้เริ่มต้นล่ะทำได้ไหม? ทำไม่ได้ เพราะจิตมีลักษณะ ๔ ประการคือ ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ ดิ้นรน กวัดแกว่ง ผันผวนง่าย และห้ามยาก
เพราะลักษณะของจิตเหมือนกับลิงหรือช้างที่ตกมัน ที่ต้องเอามาผูกไว้ล่ามไว้กับเสา ก็คือการงาน พอปล่อยออกจากเสาก็จะวิ่งเหมือนเดิม และแม้จะทำมหัคคตกุศล พระพุทธองค์ก็ทรงบอกว่าไม่พ้นทุกข์ อย่างท่านอุทกกาบสและอาฬารดาบส สองท่านนี้ที่ไปเป็นอรูปพรหม
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์ทรงเป็นต้นแบบให้ทุกคนเดินตามคือท่านมีความกตัญญูกตเวที ท่านก็มองหาว่าครูของท่านอยู่ที่ไหน? ท่านก็จะไปโปรดแล้วเพราะท่านได้อัญมณีแล้ว เมื่อท่านทราบว่าท่านอุทกกดาบสและอาฬารดาบสไปเป็นอรูปพรหมไปแล้ว พระองค์ก็อุทานว่า ฉิบหาย! ซึ่งไม่คำหยาบ แต่หมายความว่า โปรดไม่ได้แล้ว เพราะไปเป็นอรูปพรหมไม่มีรูปที่จะพิจารณาความเป็นทุกข์ เพราะอะไรเป็นทุกข์ รูปกับนามเป็นทุกข์ อยู่ได้เพราะอำนาจกรรม เราเป็นผู้มีทั้งรูปทั้งนาม จึงต้องอาศัยความมีตรงนี้ ให้เป็นประโยชน์แก่ตนที่สุด
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2553 , 15:34:22 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )
สลักธรรม 6
จะเรียนพระอภิธรรมก็เรียนไปเถอะค่ะ ถ้าจะปฏิบัติธรรมก็ถามว่าจะปฏิบัติอย่างไร? แม้กระทั่งเรียนไปแล้วกระทำได้แล้วก็ต้องหมั่นเตือนตนเองว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์นะ ได้ฌานจิต ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุถฌาน ปัญจมฌาน ก็ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์นะ ต้องเกิดอยู่นะและเกิดก็ต้องตาย เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในนั้น เมื่อหมดบุญก็ต้องลงมาเกิดต่ำกว่านั้นได้เหมือนกันนะ เป็นวัฏฏะสงสาร วัฏฏะสงสารเต็มไปด้วยกรรม กรรมวัฏ วิบากวัฏ กิเลสวัฏหมุนรอบ
กรรม ก็มีทั้งดีทั้งชั่ว ผลของกรรมดีกรรมชั่วเรียกว่า วิบาก ที่ให้เราทุกวันนี้ ที่เราเห็นดีเห็นไม่ดี ได้กลิ่นดีหรือได้กลิ่นไม่ดี เมื่อมีวิบากแล้วเราไม่เท่าทันวิบาก เราก็สนองอารมณ์วิบากนั้น เมื่อได้ดีเราพอใจ เราไม่ทัน ไม่ได้กำหนดรู้ทัน เมื่อเห็นอะไรแล้วดีใจ อยู่ดี ๆ มีคนให้เงินเราสิบล้าน เราก็ดีใจ ไม่เท่าทันมันว่าเป็นวิบาก เป็นกิเลส หรือเราเดินไปวัดต่าง ๆ แล้วเห็นว่าวัดนี้พระประธานงามที่สุด นั่นเอาพระประธานเปรียบเทียบกัน แล้วเราก็ตัดสินด้วยสายตาตัวเอง ความยินดีก็เป็นกิเลส
เมื่อเราทำกรรมไม่ดีเราก็ได้รับผลไม่ดี เห็นไม่ดี ได้กลิ่นไม่ดีปุ๊บ เราก็ไม่พอใจ ..เป็นกิเลสโทสะ ฉะนั้น ชีวิตจึงมีเท่านี้ กรรม กิเลส วิบาก ออกไม่ได้ พอเป็นกิเลส เราก็ทำอกุศลกรรมอีกแล้ว เพราะเมื่อจิตถูกปรุงแต่งด้วยกิเลสก็เป็นกรรม อกุศลกรรม ถ้าถูกปรุงแต่งด้วยบุญก็เป็นกุศลกรรม ทั้งอกุศลกรรม กุสลกรรมก็เป็นวิบาก เราจึงไม่สามารถออกจากวัฏฏะตรงนี้ได้
พระพุทธเจ้าให้ทางออกจากกิเลส ออกจากกรรม เขาเรียกว่าวิวัฏฏะกรรม ด้วยการปฏิบัติ และการปฏิบัตินั้นก็ต้องศึกษาเสียก่อน การปฏิบัติที่ถูกไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ต้องดูทุกวินาทีเลย อย่าไปทำกับข้าว อย่าไปทำเลย... ไม่จำเป็นไม่ต้องทำข้าว อาหารการกินมีคนทำให้หมดแล้ว มีหน้าที่ทำความรู้สึกตัวว่าขณะนี้มีอะไรเกิดขึ้น .. เมื่อย.. ทุกทีเราเมื่อยเราเปลี่ยนอิริยาบถเลย จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะพ้นทุกข์ ต้องกำหนดทุกข์ เพื่อที่จะพ้นทุกข์ ต้องอาศัยทุกข์จึงจะไปพ้นทุกข์ เหมือนเราเห็นของไม่ดีเราจึงจะเดินปลีกออก ถ้าเผื่อของดีมันจะย่ำอยู่กับที่
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2553 , 15:34:51 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )
สลักธรรม 7
เพราะฉะนั้น เราเมื่อยเพราะอะไร? เพราะทุกข์ เราต้องกำหนดทุกข์ก่อนจึงจะเปลี่ยนอิริยาบถ และอิริยาบถที่เปลี่ยนใหม่นี่ก็เป็นที่ตั้งของทุกข์ เราจะเห็นความต่อเนื่อง จิตที่เคยข้องด้วยความใคร่ในรูปนาม มันก็ค่อยถ่ายถอนออกด้วยสติปัญญา
ฉะนั้นความดีมีหลายขั้น และคนเราก็มีความแตกต่างกัน อุปกรณ์ที่ช่วยชีวิตก็ต่างกัน สภาพชีวิตก็ต่างกัน เพราะบุญกรรมทำมาต่างกัน การปฏิบัติดีก็ต้องได้ดี แต่การปฏิบัติมีหลายอย่าง จึงต้องได้ดีหลายชนิดต่างกัน แต่ดีที่สุดคือ นิพพานัง ปะระมัง สุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง นิพพานัง ประมัง สูญํ นิพพานสูญสิ้นจากกิเลส เมื่อไม่มีกิเลสกรรมนี้ก็สักแต่ว่ากระทำเฉย ๆ มันก็จะค่อย ๆ ถ่ายถอดสิ่งที่อยู่ในปริจเฉทที่ ๗ ด้านที่ไม่ดีออกไป ชีวิตก็ค่อยๆเบา แล้วก็สบาย
ขอความสุขความเจริญ ความมีสติความมีปัญญา ความมีความใคร่ครวญและก็ความคิดสังเกต และขอให้ทุกท่านเป็นคนมีอำนาจวาสนาของตนเองให้เป็นผู้มีเหตุผล จะรู้อะไรก็ขอให้มีจิตอันตั้งมั่นประกอบไปด้วยสติ วิจารณญาณ
ขอให้เชื่อทุกอย่างที่สามารถพิสูจน์ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเชื่อโดยการอ้างตำรา อย่าเชื่อโดยตรึกตามอาการ อย่าเชื่อโดยอนุมานเอา อย่าเชื่อว่าเพราะผู้พูดน่าเชื่อ อย่าเชื่อว่าเพราะเป็นครูของเรา เป็นต้น แต่เมื่อจะเชื่อจงเชื่ออย่างมีเหตุผล เพราะเหตุผลเท่านั้นจะทำให้เราพ้นทุกข์ได้ และก็จะเป็นคนที่มีปัญญาสามารถพาตนพ้นทุกข์ได้ และขอให้มีสติปัญญาแตกฉานในพระไตรปิฎกและสามารถพ้นทุกข์ได้โดยเร็วทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนค่ะ อนุโมทนาค่ะ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2553 , 15:35:15 น.] ( IP = 125.27.176.32 : : )
สลักธรรม 8ได้เห็นบรรยากาศแล้ว ก็เป็นที่น่าอนุโมทนากับท่านอาจารย์ และศิษย์ทุกๆท่านนะคะ
เห็นแบบอย่างของครูบาอาจารย์แล้ว ก็เป็นที่น่าชื่นใจ
และยังเห็นศิลปของความครูในการถ่ายทอดความรู้ได้อย่างสุขุม น่าติดตาม และ ก่อให้เกิดความศรัทธาในการศึกษาได้เป็นอย่างดีโดย น้องอุ๊ [15 มี.ค. 2553 , 19:06:34 น.] ( IP = 118.173.90.244 : : )
สลักธรรม 9อนุโมทนาในกุศลกรรมของทุกๆท่านค่ะ
ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟด้วยค่ะโดย เซิ่น [16 มี.ค. 2553 , 23:29:36 น.] ( IP = 58.8.47.242 : : )
สลักธรรม 10
อนุโมทนาและขอบคุณค่ะ โดย Apple (apple) [18 มี.ค. 2553 , 04:28:17 น.] ( IP = 205.158.13.200 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |