| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อาบแสงแห่งสัจจะ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ในการศึกษาพระอภิธรรมปิฎก เรารู้แล้วว่าชีวิตของเราคืออะไร ก็คือจิตเจตสิกและรูปที่มาประชุมกันทำงานด้วยอำนาจของเหตุปัจจัยต่างๆ และก็มีสภาพธรรมในปริจเฉทที่ ๗ฝ่ายไม่ดี ติดตามมาเป็นสมบัติของเราเป็นส่วนใหญ่ คือ อาสวะกิเลสทั้งหลายที่มีอยู่ มีกามราคะ โอฆะ โยคะ ต่างๆ
การที่เราจะสลัดของหนักได้นั้น เราต้องรู้ว่าของหนักในที่นี้ไม่ใช่น้ำหนักที่เราจะชั่งวัดตวงได้ ของหนักในที่นี้คืออาสวะทั้งหลายที่ติดตามเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนซอกไหนก็ตามเราไปได้ ทำให้เราเกิดความยินดีความไม่ยินดี ฉะนั้น การเจริญสติตามหลักสติปัฏฐานนั้น เป็นทางสายเดียวและทางสายเอกที่เราจะต้องปฏิบัติเพื่อหมดจดจากกิเลส ดังที่มีปรากฏในท้ายหนังสือสวดมนต์เรื่องการเจริญสติตามหลักหลักสติปัฏฐาน ดังนี้
การเจริญสติตามหลักสติปัฏฐาน
ทางสายเดียวหรือทางสายเอกที่บุคคลปฏิบัติดำเนินตามแล้ว จะได้อานิสงส์ คือ
๑. สตฺตานํ วิสุทฺธิยา เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย
๒. โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย เพื่อความก้าวล่วงเสียซึ่งความโสกและปริเทวนา คือความคร่ำครวญ
๓. ทุกฺขโทมนสฺสานํ อฏฐงฺคมาย เพื่อความอัสดงคตดับไปของความทุกข์ และโทมนัส
๔. ญาณสฺส อธิคมาย เพื่อบรรลุญาณ
๕. นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย เพื่อกระทำให้แจ้งเพื่อพระนิพพาน
อารมณ์หรือกรรมฐานของสติมี ๔
๑. กายานุปสฺสนา คือ การกำหนดหรือตามดูกายเป็นอารมณ์
๒. เวทนานุปสฺสนา คือ การกำหนดหรือตามดูเวทนาเป็นอารมณ์
๓. จิตฺตานุปสฺสนา คือ การกำหนดหรือตามดูจิตเป็นอารมณ์
๔. ธมฺมานุปสฺสนา คือ การกำหนดหรือตามดูธรรมที่เกิดกับใจเป็นอารมณ์
กาย เป็นรูป เวทนาเป็นนาม จิตเป็นนาม ธรรมเป็นทั้งรูปและนาม
อธิบายโดยย่อในหัวข้อนี้ก็คือ เราจะเห็นได้ว่า จากคำแปลทั้งหลาย คือ ตามดู ไม่ว่าตามดูกายเป็นอารมณ์ ตามดูเวทนาเป็นอารมณ์ ตามดูจิตเป็นอารมณ์ ตามดูธรรมเป็นอารมณ์ ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่ตามรู้สิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ไปแก้ไขหรือพยายามกำจัดให้หมดไป เพียงรู้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามีอะไรเกิดขึ้นเท่านั้น เราก็จะเห็นว่าละครของชีวิตมีใครมาเล่น เป็นผู้ดูเฉยๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2553 , 16:05:00 น.] ( IP = 125.27.158.117 : : )
สลักธรรม 2
องค์ของการปฏิบัติมี ๓
๑. อาตาปี มีความเพียร (วิริยะ) ในสัมมัปปธาน ๔
๒. สัมปะชาโน มีสัมปชัญญะ (ปัญญา) รู้ในรูป นาม ที่เป็นปัจจุบันอารมณ์
๓. สะติมา มีสติความรู้สึกตัว (สติ) ในอารมณ์สติปัฏฐาน ๔
คำอธิบายองค์ของการปฏิบัติก็คือ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา เป็นความสำคัญมาก
๑. อาตาปี มีความเพียรในสัมมัปปธาน ๔ คือ เพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง เพียรรักษา ได้เคยพูดอยู่บ่อยๆ ว่าหรือศึกษากันมาแล้วว่า เพียรละ เพียรระวัง คือ บาปอกุศลเก่าๆ ที่เคยเกิดขึ้นมา อย่าให้เกิดอีก ก็คือโมหะความไม่รู้จริง คือ ไม่รู้ว่าเป็นรูป ไม่รู้ว่าเป็นนาม คือ ไม่รู้ในกายานุปสฺสนา เวทนานุปสฺสนา จิตฺตานุปสฺสนา และธมฺมานุปสฺสนา เพราะในกาย เป็นรูป เวทนาเป็นนาม จิตเป็นนาม ธรรมเป็นทั้งรูปและนาม ฉะนั้น เพียรละ เพียรระวัง ผู้ปฏิบัติจึงต้องระลึกรู้อยู่ในรูปในนามเท่านั้น เพียรสร้าง เพียรรักษา คือ สร้างสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน เราต้องเข้าใจหลักนี้ให้ถูกต้อง
๒. สัมปะชาโน คือ ปัญญาที่รู้ในรูปนาม ปัญญามีอยู่ตลอดเวลาทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่สำคัญคือต้องรู้ที่ปัจจุบัน
๓. สะติมา คือ สติรู้ตัวในองค์ของสติปัฏฐาน คือ กาย เวทนา จิต ธรรม รู้รูปรู้นามในปัจจุบัน นั่นเอง
เหตุผลของการเจริญสติ สัมปชัญญะ
โดยปกติใจของปุถุชนเราถูกอำนาจของกิเลสทั้งหลายเข้าครอบงำอยู่ เพราะมีอนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน คือ
๑. กามราคานุสัย โลภะความยินดีในกามารมณ์ทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
๒. ภวราคานุสัย โลภะความยินดีพอใจในภพที่เกิด
๓. ปฏิฆานุสัย โทสะความไม่พอใจในอารมณ์ที่กระทบ
๔. ทิฏฐานุสัย ความเห็นผิดที่ยึดติดในรูป นาม ว่าเป็นตัวตน
๕. วิจิกิจฉานุสัย ความสงสัย ลังเล ไม่ตกลงใจ
๕. มานานุสัย ความเย่อหยิ่งถือตัว
๗. อวิชชานุสัย โมหะความลุ่มหลงไม่รู้จริงในสังสารวัฏฏ์ที่ตนเวียนว่ายตายเกิดอยู่โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2553 , 16:05:23 น.] ( IP = 125.27.158.117 : : )
สลักธรรม 3
กิเลสเหล่านี้เข้ายึดครองพื้นที่ในจิตใจของเราเป็นประจำเป็นส่วนมาก นอกนั้นยังมีกิเลสประเภทนิวรณ์ ที่เป็นเครื่องกางกั้นไม่ให้บรรลุความดีเข้าครอบงำ คือ
๑. กามฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในกามคุณอารมณ์
๒. พยาบาท ความไม่พอใจ ขัดเคือง ผูกโกรธ
๓. ถีนมิทธะ ความหดหู่ เซื่องซึม ง่วงนอน
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและความกลัดกลุ้ม
๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องเจริญสติ สัมปชัญญะ อันเป็นธรรมเครื่องกั้นนิวรณ์และทำให้บริสุทธิ์หมดจดจากอนุสัยกิเลสทั้งหลาย เพราะเมื่อจิตใจของเราเศร้าหมองด้วยอำนาจของกิเลสทั้งหลายแล้ว ก็ทำให้จิตของเราเกิดความวิปลาส คือ เห็นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงในชีวิตขึ้น ๓ ประการ คือ
๑. ทิฏฐิวิปลาส มีความเห็นคาดเคลื่อนไม่ตรงต่อความจริงในชีวิต
๒. จิตตวิปลาส รู้อารมณ์คาดเคลื่อนจากความจริงในชีวิต
๓. สัญญาวิปลาส มีความเห็นคาดเคลื่อนไม่ตรงต่อความจริงในชีวิต
คือ ในขันธ์ ๕ หรือ รูป นาม (กาย - ใจ) นี้ว่างาม (สุภะ) ว่าเที่ยง (นิจจะ) ว่าสุข (สุขะ) ว่าเป็นตัวตน (อัตตา)
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2553 , 16:05:51 น.] ( IP = 125.27.158.117 : : )
สลักธรรม 4
ในการปฏิบัติท่านจึงให้ฝึกสติ คือ ความระลึกรู้ในอารมณ์คือ รูป-นาม ที่กำลังปรากฏเป็นปัจจุบัน เพราะอารมณ์ คือ รูป นาม ที่เป็นอดีตนั้นดับไปแล้ว อารมณ์อนาคตก็ยังไม่เกิด สติต้องเข้าไปรู้ รูป นาม ปัจจุบัน เพื่อจะกั้นเสียซึ่งกิเลสทั้งหลายโดยเฉพาะนิวรณ์ทั้ง ๕ ที่จะเข้ามาปิดบังไม่ให้รู้เห็นความจริงของรูป นาม ซึ่งมีสามัญลักษณะ ความจริง ๓ ประการ คือ
๑. อนิจจัง ไม่เที่ยง
๒. ทุกขัง เป็นทุกข์
๓. อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน
เมื่อสติเข้าไปจับอารมณ์ปัจจุบัน คือ รูป นามได้ ตัวสัมปชัญญะ คือ ปัญญาจะได้เข้าไปดูความจริงของรูป-นามได้ชัดเจน ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความเพียร คือ อาตาปี ที่จะยังกิเลสทั้งหลายให้ร้อนโดยอาศัยความขยันในการกำหนดรู้ ดู หรือรู้สึก ในอารมณ์ปัจจุบันที่กำลังปรากฏอยู่เสมอๆ ไม่ให้คลาดเคลื่อน ให้เป็นไปติดต่อ
เหตุผลในการเจริญวิปัสสนาหรือสติสัมปชัญญะนั้น คือ เป็นการละวางของหนัก คือ อนุสัยทั้ง ๗ ที่ที่ทำให้ชีวิตของเรามาสามารถข้ามวัฏฏสงสารได้ นอกจากนั้นยังมีเครื่องกั้นจิตที่เป็นของหนัก คือ นิวรณ์ ๕ เราจะเห็นว่าเมื่อเราสามารถล่วงรู้ธรรมต่างๆ ได้ตรงตามความเป็นจริง วิปลาสก็เกิดขึ้น ก็ทำให้เราไม่เห็นความจริงของชีวิต คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผู้ปฏิบัติจึงต้องมีสติระลึกรู้เท่าทันปัจจุบัน คือ รูปหรือนาม
สติที่ระลึกได้เท่าทันในปัจจุบันรูปหรือนาม ปัญญาก็มีหน้าที่เข้าไปรู้ว่ารูปนั้นเป็นอย่างไร นามนั้นเป็นอย่างไร เช่น เรากำหนดดูรูปอยู่ ระลึกได้ ความปรากฏการณ์ของรูปเป็นธรรมชาติ มีอยู่เรื่อยๆ เกิดขึ้นเหมือนปรอทที่ค่อยๆ ขึ้น แต่ปัญญาที่เข้าสังเกตรูป ก็จะเห็นความไม่เที่ยงของรูป ความไม่แน่นอนของรูป ความเป็นอนัตตาของรูป หรือเข้าไปรู้ในนาม
ฉะนั้น สติมีหน้าที่เข้าไประลึก คือ ระลึกได้ว่าเป็นรูป ระลึกได้ว่าเป็นนาม แต่ปัญญาการเข้าไปรู้ในรูปที่สติระลึกกับนามที่สติระลึก ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของรูปและนามนั้น และ ขณะที่สังเกตอยู่ต่อเนื่องนั้นเป็นหน้าที่ของอาตาปี
เราก็จะเห็นว่าวงจักรทอง คือ อาตาปี สัมปะชาโน และสติมา ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา แทนที่จะเป็นกรรมวัฏฏ์ กิเลสวัฏฏ์ วิบากวัฏฏ์ ก็หยุดแค่ที่รู้ที่วิบาก แต่การกระทำคือการทำกรรมใหม่ซึ่งเป็นกรรมส่วนตัว วัฏฏะที่จะเกิดขึ้นกับกิเลสนี้ก็หลุดไป ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจึงสามารถวางของหนักลงได้จนพระอริยเจ้า จะเห็นได้ว่าองค์คุณของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญและให้ความใส่ใจ
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2553 , 16:06:12 น.] ( IP = 125.27.158.117 : : )
สลักธรรม 5
หนังสือสวดมนต์ทำวัตร สวดมนต์แปลของวัดราชโอรสารามเล่มนี้มีค่ามากหากเราได้อ่าน ได้ทำความเข้าใจ ยิ่งผู้ที่ไปปฏิบัติมาแล้วได้มาอ่านเรื่องนี้ก็จะรู้ว่า ใช่ เราปฏิบัติแล้วเรารู้ตามทันข้อนี้ เมื่อเรามีครูจากการไปปฏิบัติ เราก็จะรู้ว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าพิสูจน์ได้ ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ เป็นการออกจากวัฏฏสงสาร
การอ่านหนังสือ... ไม่ใช่แค่จำและพูดได้ว่า องค์คุณของสติปัฏฐานคือนั้นคือนี่ แบบนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์ ผู้ใดจะจำได้แม่นขนาดไหน เมื่อตายก็จำไม่ได้แล้ว เปลี่ยนภพแล้ว แต่ถ้าเข้าใจและนำไปปฏิบัติ โดยเอาผลของการปฏิบัติมาดูอีกครั้งหนึ่งก็จะยิ่งมั่นใจว่า ...ใช่... ธรรมะของพระพุทธองค์คงทนต่อการพิสูจน์ ท้าทาย และไม่วิปริตผันแปร จึงไม่ต้องการให้อ่านเพื่อจำให้ได้ แต่ให้กระทำ การกระทำนั้นก็จะซึมซับเข้าไปในจิตใจของเรา ไม่ว่าเราจะระลึกเมื่อไหร่ก็ระลึกได้
บางครั้งในการศึกษาปริยัติบางคนก็ถือยันต์มาเป็นเครื่องป้องกันผู้ตอบ และเป็นเครื่องป้องกันตัวว่า เรียนจากที่นั่นที่นี่มา หรือบางครั้งเรานึกว่าเราเรียนมาจบ ๙ ปริจเฉทแล้ว การตอบก็จะอยู่ในกรอบ
สำหรับเหตุผลที่ให้ทุกท่านอ่านเรื่องดังกล่าวในเช้าวันนี้ก็เพราะว่า มีลูกศิษย์ที่เพิ่งไปปฏิบัติแล้วกลับเข้ามา แล้วรู้ด้วยว่าลูกศิษย์คนนี้ได้อะไรมา แต่ตัวเองจะไม่ตอบว่าเขาได้อะไร ก็เพราะถือคำว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ รู้เฉพาะตน แต่รู้ว่าเราควรชโลมใจลูกศิษย์คนนี้อย่างไร ก็คือ สิ่งที่เขาประสบมาประกาศก้องอยู่ในเรื่องที่ให้อ่านนี้แล้ว เพียงแต่ชี้แนะเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง
เมื่อวานนี้ไม่สบาย ช่วงนี้สุขภาพไม่ดีมากๆ รู้ว่าสุขภาพของตัวเองตอนนี้กำลังแย่แล้ว จึงอยากใช้เวลาของตัวเองให้มีค่าให้ได้มากที่สุด เพราะไม่รู้ว่าจะตายด้วยโรคอะไร ถ้าหากเป็นโรคหัวใจตาย ก็คงจะมีอาการเหนื่อย แล้วความเหนื่อยนี้ทำให้ทำอะไรไม่ได้ กำหนดความรู้สึกก็ยาก แม้กระทั่งสวดมนต์เมื่อสักครู่นี้ก็ยังรู้สึกว่ากำหนดความรู้สึกยากเลย
เหนื่อย.. พูดไม่ออก มือก็สั่นแล้ว ควานหายาหอมมาใส่ปากไว้ก่อน ฉะนั้น อาการที่เกิดขึ้นนี้มันกำหนดได้ยากหากสติของเราไม่คุ้นเคย ฉะนั้น ความคุ้นเคยจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ การปฏิบัติจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำให้เกิดความคุ้นเคย ไม่ใช่มีเวทนามาถึงแล้วค่อยทำ เพราะมันจะกำหนดไม่ได้ ขนาดผู้ที่ปฏิบัติบ่อยๆ ยังทำไม่ได้เลย เพราะว่า ความทุกข์เป็นของรุนแรง เราจึงจะต้องมีสติที่แรงปัญญาที่แรง หรือว่าต้องมีสมาธิที่แรงเข้าไปข่มความรู้สึกนั้น การปฏิบัติจึงต้องอาศัยความเข้าใจและคุ้นเคย
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2553 , 16:06:56 น.] ( IP = 125.27.158.117 : : )
สลักธรรม 6
การเจริญสติตามหลักสติปัฏฐาน
ทางสายเดียวหรือทางสายเอกที่บุคคลปฏิบัติดำเนินตามแล้ว จะได้อานิสงส์ คือ
๑. สตฺตานํ วิสุทฺธิยา เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย
๒. โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย เพื่อความก้าวล่วงเสียซึ่งความโศกและปริเทวนาคือการคร่ำครวญ
๓. ทุกฺขโทมนสฺสานํ อฏฺฐงฺคมาย เพื่อความอัสดงคตดับไปของความทุกข์ และโทมนัส
๔. ญาณสฺส อธิคมาย เพื่อบรรลุญาณ
๕. นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
ทางสายเอกที่บุคคลปฏิบัติดำเนินตามแล้วเพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย ทำไมสัตว์ทั้งหลายไม่หมดจด? เราก็ต้องย้อนกลับไปที่การศึกษาปริยัติว่า สัตว์ทั้งหลายมีความไม่หมดจดเพราะมีอกุศลมูล ถ้าเราไม่เรียนเราก็ไม่รู้ว่าสัตว์ทั้งหลาย มีอกุศลมูลอะไร สัตว์ทั้งหลายมีโลภะมูลจิต ๘ โทสะ ๒ โมหะ ๒ ผู้บริสุทธิ์คือพระอรหันต์ สามารถทำลาย ๑๒ ตัวออกไปได้
เรามาดูว่าไม่บริสุทธิ์เพราะอะไรอีก เพราะว่าพระโสดาบันละอกุศลทั้ง ๑๒ ตัวนี้ออกไปได้ไม่หมด ท่านละได้เพียง ๕ ตัวเท่านั้นคือ โลภะสัมปยุต ๔ และ วิจิกิจฉา ๑ ซึ่งยังเหลืออกุศลอีก ๗ เมื่อศึกษาแล้วเราก็จะรู้ว่ากิเลสพวกนี้มันรุนแรง เป็นของหนักที่ร่วมอยู่กับขันธ์ และเมื่อเราเข้าใจความสำคัญตรงนี้แล้วการปฏิบัติก็จะตามมา
เรามีหน้าที่ปฏิบัติก็จริง แต่เราไม่ได้ไปปฏิบัติเพื่อทำลายโลภะหรือไปทำลายโทสะ แต่ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่ทำลายโมหะเท่านั้น เพราะสภาพธรรมของโลภะเมื่อเกิดขึ้นเขาจะต้องมีโมหะเป็นเหตุด้วย เช่น โลภมูลจิตดวงแรกมีแจตสิกประกอบ ๑๙ ดวง คือ อัญญสมนาเจตสิก ๑๓ โมจตุกะ๔ โลติกะ ๒ ครบ ๑๙ แยกออกมาธรรมที่เป็นเหตุมีสอง คือโลภเหตุ กับโมหเหตุ ส่วนที่เหลืออีก ๑๗ เป็นธรรมที่มีเหตุ และตัวโลภะเจตสินั้นยังจัดเป็นธรรมที่เป็นเหตุด้วยและมีเหตุด้วย
พอพูดอย่างนี้แล้วนักศึกษาพระอภิธรรมก็เข้าใจโดยไม่ได้เข้าใจตามทฤษฏีด้วย เพราะสภาพของโลภะนั้นเป็นความอยากได้ และต้องมีความเห็นผิดประกอบด้วยว่าอันนั้นเป็นของดี เช่นอยากได้แบงค์ห้าร้อย เพราะเราเห็นผิดว่าแบงค์ห้าร้อยมีค่า แต่ถ้าเราไปอยู่ที่ชิลีแล้วแผ่นดินกำลังไหว เราเจอแบงค์ห้าร้อยพอดีเราจะเห็นค่าของแบงค์ห้ารอยไหม .. ไม่เลย
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2553 , 16:07:41 น.] ( IP = 125.27.158.117 : : )
สลักธรรม 7
ฉะนั้น ความเห็นผิดต้องมีอยู่เป็นมูลฐานจิตใจ คือ โมหะ มันจึงสร้างสภาพธรรมที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ คือโลภะ หรือไม่เราก็มีโมหะเป็นพื้นฐานของจิตใจ เราจึงโกรธ เพราะถ้าเผื่อไม่มีโมหะ เขาว่าเรา เราก็เอาภาษานั้นมาเทียบ แต่ถ้าเราไม่มีโมหะเราก็จะเข้าใจสภาพธรรมนั้นว่าเป็นอะไร เสียงก็คือความสั่นสะเทือนที่ปรากฏขึ้นมาเท่านั้น เราก็จะเท่าทันความจริง และจะไม่รู้เลยว่าเขาว่าเรา หรือจะโกธรไม่ได้
แต่เพราะเรามีความเห็นผิดว่า เขาว่าเรา หรือว่าเขาชมเรา สภาพของโลภะ โทสะ จึงมีอำนาจหมักหมมอยู่ในชีวิตมานาน จึงต้องทำลายความเห็นผิด เพราะเห็นผิดโดยเอาเราเข้าไปตัดสิน ทั้งๆ ที่เราไม่มี พระพุทธเจ้ายืนยัน ว่ามีแต่ กาย เวทนา จิต และธรรม ของสติปัฏฐาน เพราะกายเป็นรูป เวทนาเป็นนาม จิตเป็นนาม ธรรมเป็นนามและรูป เราจึงต้องเรียนปริจเฉทที่ ๖ เรื่องรูป ให้เข้าใจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เราเห็นคลื่นแสง แต่เราเอาคลื่นแสงมาตัดสิน การที่คนยืนอยู่นี่ก็ไม่ใช่คน ก็คือการประชุมกัน
ความจริงของชีวิตก็มีแต่รูปนามเท่านั้น จึงต้องดูใจซะก่อนค่อยไปกำหนดรูปนาม ไม่ใช่เขาบอกให้ไปกำหนดรูปนามแล้วเราก็ไปดู มันน่าพิศมัยที่ไหนล่ะรูปนาม แต่เราดูเพราะอะไร? ดูเพราะมันเป็นสภาพธรรมที่เป็นจริง ด้วยเหตุผลจากการศึกษาเล่าเรียนตามพระอภิธรรม จึงรู้ว่าภายใต้โครงสร้างชีวิตที่แท้ก็คือรูปคือนาม จึงมีศรัทธายกเอารูปและนามมาดู ไม่ใช่ว่าดูเพราะเชื่อมา หรือฟังตามกันมา หรืออ้างตำรา แต่ดูเพราะมีศรัทธาในความมีเหตุมีผล ที่ศรัทธาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าเป็นรูปเป็นนาม จึงเอารูปและนามขึ้นมาดู เพื่อมาระลึกนั่นเอง
รูปนามที่มาให้ระลึกนั้น เป็นหน้าที่ของสติมา และถ้าเผื่อดูรูปอยู่ ก็ดูไป สังเกตไป นั่งอยู่ ก็รู้ว่านั่ง คือรูปนั่ง และมีความสังเกตดูรูปนาม ต่อเนื่องไป รูปนามมีธรรมชาติของมันอยู่แล้ว คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ อาการของรูป อาการของนามเกิดขึ้นจากไตรลักษณ์ แต่โดยสมมุติ ความรู้สึกที่ปรากฏที่รูป ก็จะเป็นเมื่อยบ้าง ปวดบ้าง เจ็บบ้าง ชาบ้าง คันบ้าง อาการของรูปที่มาปรากฏให้ระลึกรู้นี่ เป็นทุกข์ทั้งสิ้น ก็คอยสังเกตไป ระลึกรู้ได้ ความปรากฏของรูปนั้น ของนามนั้น ที่ให้สติระลึกรู้ เป็นหน้าที่ของสัมปชัญโณ คือ รู้เข้าไปในรูปต่างๆ รู้ลึกเข้าไปแล้ว และการเพียรระลึกรู้อยู่ในรูป อยู่ในนามนี้ ทั้งหมดนี้ก็เป็นหน้าที่ของ อาตาปี
ฉะนั้น การทำงานมี สติมา สัมปชัญโณ อาตาปี ไม่ใช่เราทำเลย เราต้องหมดไปด้วยศรัทธา ตั้งแต่แรกแล้ว และศรัทธาตัวนี้ก็จะนำประโยชน์มาให้ ก็จะได้เห็นว่า องค์ของการปฏิบัติคือ อาตาปี สัมปชัญโณ สติมา เพื่อไปอะไร ไปถอนรากถอนโคนของ กามราคานุสัย จนถึงอวิชชานุสัย และการปฏิบัตินี้ นอกจากถอนรากถอนโคนพวกนี้แล้วยังกั้นนิวรณ์เครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุความดี เพราะตราบใดยังบ่งการชีวิตอยู่ วิปลาส ๓ เกิดขึ้น คือ ทิฏฐิวิปลาส สัญญาวิปลาส และจิตวิปลาส ที่เขาเขียนว่า มีความเห็นคลาดเคลื่อนไม่ตรงต่อความจริงในชีวิต รู้อารมณ์คลาดเคลื่อนจากความจริงของชีวิต จำคลาดเคลื่อนจากความจริงของชีวิต
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2553 , 16:08:15 น.] ( IP = 125.27.158.117 : : )
สลักธรรม 8
ฉะนั้น ทั้งรู้ ทั้งคิด ทั้งจำว่าเป็นเราไปหมด แท้ที่จริงเป็นรูปเป็นนาม ความคลาดเคลื่อนนี้จึงไม่เปิดเผยความจริงขึ้นมา ซึ่งมีอยู่ในรูปในนามก็คือ อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตตลักษณะ นี่คือเหตุผลในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ว่ามันเป็นการถ่ายถอนโมหะ
ถามว่าเมื่อไม่มีโมหะ โลภะมีได้ไหม? ถ้าเผื่อเราไม่มีความเห็นผิด เราจะโลภไหม ? เราเห็นเงินสิบสตางค์ตกอยู่เราจะเก็บไหม? ไม่เก็บ เพราะสิบสตางค์ไม่มีค่ากับเราแล้ว ทุกวันนี้วัตถุพัฒนากิเลสของเรา ไปมากแล้ว เมื่อก่อนสิบตังค์มีค่า เราซื้อของได้ สมัยนี้ไปให้เด็กสิบตังค์ เด็กก็ไม่รับ เพราะเคยถามผู้ปกครองคนหนึ่งที่มีลูกเรียนอยู่อนุบาลว่าให้เงินลูกวันละเท่าไหร่ เขาตอบว่า สี่สิบบาท ... เห็นไหมว่า กิเลสมันถูกพัฒนาไปแล้ว ความเห็นผิดมันก็ถูกพัฒนาไปตามวัตถุต่างๆ หมด แต่ถ้าไม่มีโมหะ โลภะก็เกิดขึ้นไม่ได้ โทสะก็เกิดขึ้นไม่ได้
ฉะนั้น หน้าที่ของเราไม่ได้ไปทำลายโลภะ หรือโทสะ แต่มีหน้าที่ทำความเห็นถูก เพื่อทำลายความเห็นผิด กิเลส โลภะ โทสะ โมหะ หมดและเบาบางจางหาย
พระอรหันต์นั้นท่านทำลายโลภมุลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ และโมหมูลจิต ๒ ได้หมดแล้ว โดยเฉพาะสิ่งที่น่ากลัว คือ โสมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดี ประกอบไปด้วยความเห็นผิด ไม่มีใครชักชวน ถูกปลดด้วยความเป็นพระโสดาบัน ความลังเลสงสัย ความไม่เชื่อในพระรัตนตรัย ถูกปลดด้วยความเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ปลดโทสะ และขอบอกว่าท่านต้องเรียนนะอย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2553 , 16:08:37 น.] ( IP = 125.27.158.117 : : )
สลักธรรม 9
ขอบอกกับผู้ที่กำลังจะสอนปริจเฉทที่ ๙ อยู่ทั้งสองอาจารย์ว่า นี่คือคู่มือในการสอนสำหรับวิปัสสนา ขอให้ทำความเข้าใจกันให้มากๆ เพราะเรื่องนี้สามารถนำไปอธิบายร่วมกับปริจเฉทของท่านอาจารย์บุญมีได้มากมาย เรื่องของการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องของการฟัง แต่เป็นเรื่องของการรู้ รู้และเข้าใจ พอรู้และเข้าใจก็ศรัทธา ศรัทธาก็ปฏิบัติ ไปปฏิบัติเพื่อออกจากความเห็นผิด ว่าเป็นเราคือมีรูปกับนาม ระลึกรู้อยู่ที่รูป ระลึกรู้อยู่ที่นาม ดูความเป็นจริง ทุกข์ก็จะปรากฏให้ผู้ปฏิบัติเห็น
นั่นก็คือทุกข์ ๕ อย่าง ได้แก่๑. ทุกขเวทนา ๒. สังขารทุกข์ ๓. สภาวทุกข์ ๔. ทุกขลักษณะ ๕. ทุกขสัจจะ ผู้ไม่เห็นทุกข์จะไปพ้นทุกข์ไม่ได้ และทุกข์ที่เห็นที่ทำให้ไปพ้นทุกข์คือ ทุกข์ทั้ง ๕ นี้เท่านั้น ไม่ใช่ทุกข์เพราะว่าเป็นฝี ไม่ใช่ทุกข์เพราะจำไม่ได้ อันนั้นมันเป็นทุกข์เฉพาะตน
ก็ขออานุภาพแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พร้อมทั้งกุศลกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ของแต่ละท่าน ประกอบกับเจตนาที่ตั้งไว้ดีแล้ว และการกระทำที่แล้ว จงคุ้มครองรักษา ให้ผลของกุศลนี้ คุ้มครองกาย คุ้มครองวาจา คุ้มครองใจ ให้เป็นผู้ปราศจาก โมหะอวิชชา ได้โดยไว
ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองรักษา แม้กระทั่ง กุศลที่เราทำกันมาทุกคน ตลอดระยะเวลายาวนาน ก็ขอให้ทุกคนส่งกุศลระลึกว่า กายที่สุจริตของเรา มี ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม วาจาที่สุจริตของเราก็คือ ไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ใจที่สุจริตของเรา คือไม่มีอภิชฌา ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของๆ คนอื่นมาเป็นของของตน ไม่พยาบาทปองร้าย ไม่มีมิจฉาทิฏฐิ ในส่วนแห่งกุศลเหล่านั้น
ขออำนาจกุศลที่พวกเราทำ จงคุ้มครองประเทศไทย สถาบันพระมหากษัตริย์ คุ้มครองแผ่นดินไทย คุ้มครองราชวงศ์จักรี และคุ้มครองเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทุกคน ให้มีความสุข ให้มีความเจริญ โดยเฉพาะเจริญในธรรม อันจะนำออกจากกิเลส ได้ทั่วหน้าทุกคนเทอญ ขออนุโมทนา
![]()
ขออนุโมทนากับคุณเซิ่นและน้องนวลที่ช่วยถอดเทป
โดย น้องกิ๊ฟ [22 มี.ค. 2553 , 16:09:00 น.] ( IP = 125.27.158.117 : : )
สลักธรรม 10ขออนุโมทนาในกุศลของทุกๆท่าน
นับตั้งแต่ท่านอาจารย์บุษกร เมธางกูร ที่กระทำหน้าที่สืบสาน และสานต่อธรรมของพระพุทธองค์ นำสู่ปัญญาแห่งความดับทุกข์ทั้งปวง ได้อย่างละเอียด แยบคาย
และท่านที่มีความเพียร และความเสียสละอย่างยิ่งยวดเพื่อเผยแผ่ เพื่อเกื้อกูลแก่เราท่านทั้งหลาย ได้มีโอกาส "อาบแสงแห่งสัจจะ" นี้ โดยทั่วกัน
ขอกราบอนุโมทนาสาธุการ
นภนุช เขมพินิจโดย นภนุช เขมพินิจ [22 มี.ค. 2553 , 17:30:02 น.] ( IP = 125.27.42.71 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |