มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บัญชีชีวิต (๔)




ตอนที่ผ่านมา

ธรรมชาติของจิตไม่อยู่นิ่ง คิดได้สารพัดเรื่อง เหมือนน้ำที่ไหลไปเรื่อยและไหลลงสู่ที่ต่ำ หากใส่ในภาชนะหรือสร้างที่เก็บกักไว้ ก็จะส่งแรงดันไปรอบทิศทาง หาทางที่จะออกอยู่ตลอดเวลา แม้มีรูเล็กๆ ก็จะแทรกซึมออกไป ครั้นเมื่อไหลไปสัมผัสสิ่งใด ก็ปนเปื้อนสิ่งนั้น ถูกสิ่งที่สัมผัสย้อมสี กลิ่น รส ให้เป็นไปตามนั้น

จิตก็เช่นเดียวกัน พระพุทธองค์ตรัสว่า...

ผู้มีปัญญาพึงควบคุมจิต
ที่เห็นได้ยากยิ่งละเอียดยิ่ง
ชอบใฝ่หาอารมณ์ที่ปรารถนาอยู่เสมอ
จิตที่ควบคุมได้แล้วย่อมนำสุขมาให้
(สุสุท ทะสัง สุนิปุณัง
ยัตถะ กามะนิ ปาตินัง
จิตตัง รักขะถะ เมธาวี
จิตตัง คุตตัง สุขาวะหัง)

นอกจากนี้ยังตรัสว่า

จิตที่เที่ยวไปไกล เที่ยวไปตามลำพัง
ไม่มีรูปร่างอาศัยอยู่ในกาย
ผู้ใดควบคุมได้
ผู้นั้นย่อมพ้นจากบ่วงแห่งมาร (กิเลส)
(ทูรัง คะมัง เอกะจะรัง)
อะสะรีรัง คุหาสะยัง
เย จิตตัง สัญญะเมสสันติ
โมกขันติ มาระพันธะนา)

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [25 มี.ค. 2553 , 08:09:52 น.] ( IP = 58.9.136.41 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ความคิดของจิตเร็วมาก และไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้น ไม่มีสิ่งใดที่จะมาคุมขังหรือพันธนาจิตไว้ได้ การตามดูจิตและรักษาจิตจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง กระนั้นก็ตามบุคคลควรจะฝึกดูจิต (ความคิด ความรู้สึก) ของตนอยู่เสมอ ซึ่งจะพบว่าเมื่อใดที่มีสติดูว่าจิตจะคิดอะไร หรือกำลังคิดอะไรจิตก็จะหยุดคิด ครั้นสติอ่อนกำลังหรือเผลอจิตก็จะคิดต่อไป เป็นอยู่เช่นนี้ เหมือนโปลิศไล่จับขโมย แต่เราก็ไม่ควรย่อท้อ

ยามใดที่ว่างจากภารกิจ ควรฝึกควบคุมจิตให้หยุดคิดเสียบ้าง เพราะความคิดของจิตส่วนใหญ่จะคิดไปตามอำนาจของตัณหา ที่ครอบงำจิตอยู่เป็นต้นว่า

คิดถึงรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่ายินดี (กามตัณหา)

คิดอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือคิดถึงสถานะที่น่ายินดีพอใจ (ภวตัณหา)

คิดขุ่นเคืองขัดใจในสิ่งที่ไม่ยินดี ไม่พอใจ แต่ต้องพบ ต้องสัมผัส สัมพันธ์กับสิ่งนั้น หรือคิดถึงสิ่งที่พลัดพรากไปแล้วด้วยความอาลัยอาวรณ์ (วิภวตัณหา)

ความคิดดังกล่าวล้วนสร้างกิเลสให้สั่งสมทับทวีขึ้นในจิต กล่าวคือ ความคิดที่เป็น กามตัณหา ภวตัณหา ทำให้อยากได้ ยินดี พอใจ นำไปสู่ ความโลภ หรือ ราคะ โลภะ

ความคิดที่เป็นวิภวตัณหา นำไปสู่ความขุ่นเคือง ความโกรธ หรือ โทสะ

ความคิดที่เป็นทั้งกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา เกิดจากความเห็นผิดของจิต เป็นความหลง หรือ โมหะ

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [25 มี.ค. 2553 , 08:14:15 น.] ( IP = 58.9.136.41 : : )


  สลักธรรม 2

การควบคุมจิตให้หยุดคิด จึงเป็นการปิดช่องไม่ให้กิเลสตัณหาได้ทำงาน

จิตที่หยุดคิด จะเป็นจิตว่าง (จากอารมณ์) ทำให้จิตได้พัก มีความสงบ เยือกเย็น นำปิติและสุขมาให้เหมือนน้ำที่ขุ่นกระเพื่อมไหวอยู่ตลอดเวลา ครั้นหยุดกระเพื่อมไหว ฝุ่นละอองและตะกอนก็จะนอนก้น เห็นน้ำใสสะอาดตา

หากสามารถควบคุมให้จิตหยุดคิดได้อย่างช่ำชอง จนจิตเข้าสู่ความสว่างหรือความประภัสสรของจิตได้แล้ว การรู้เห็นสิ่งต่างๆ ของชีวิต ตามความเป็นจริงก็จะตามมา จิตจะละความหลงที่เคยโง่เขลา หลงยึดมั่นสิ่งต่างๆ เป็นเหตุให้ตัณหาเข้าไปอาศัยครอบงำจิตอยู่อย่างยืดเยื้อยาวนาน จนเกิดอุปาทานยินดีพอใจต่อการเกิดในภพน้อยภพใหญ่

เมื่อแสงสว่างของปัญญาเต็มรอบอยู่ในจิต จิตก็จะสลัดตัณหาออกไปได้ เมื่อนั้นชีวิตที่ถูกพันธนาการไว้ในภพทั้ง ๓ (กามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็จะเป็นอิสระ หลุดพ้นจากวัฏสงสารออกไปได้

อย่างไรก็ตามแม้การฝึกควบคุมจิตยังไม่บรรลุถึงขั้นดังกล่าว ก็จะช่วยให้มีสติว่องไว รู้ว่าจิตกำลังคิดอะไร อยู่ในอารมณ์ใด ได้เร็วขึ้นกว่าก่อนและสามารถปรับความคิดของจิต ให้ว่างจากอารมณ์หรือความคิดที่เป็นอกุศลได้

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [25 มี.ค. 2553 , 08:17:13 น.] ( IP = 58.9.136.41 : : )


  สลักธรรม 3

กำไร – ขาดทุน (บุญ – บาป)

บัญชีทางโลกถ้ารายรับหรือรายได้มีน้อยกว่ารายจ่ายถือว่าขาดทุน ต้องหาเงินมาโดยการกู้หนี้ยืมสิน แต่บัญชีทางธรรมไม่เหมือนทางโลก การกำไรขาดทุน ไม่ได้หมายถึงจ่ายมากกว่ารับแล้วขาดทุนเสมอไป บางครั้ง แม้จ่ายเพียงครั้งเดียวก็ขาดทุนย่อยยับไปเลยก็มีหรือจ่ายมากยิ่งได้กำไรมาก ขึ้นอยู่กับว่าจ่ายสิ่งที่เป็นคุณหรือเป็นโทษ เป็นบุญหรือเป็นบาป

ถ้าจ่ายสิ่งที่เป็นบุญ ยิ่งจ่ายมาก ยิ่งกำไรมาก
ถ้าจ่ายสิ่งที่เป็นบาป ยิ่งจ่ายก็ยิ่งขาดทุน

ตัวอย่างเช่น บ้านสองหลังปลูกติดกัน เจ้าของบ้านทั้งสองไม่ค่อยจะกินเส้นกันอยู่แล้ว วันหนึ่งหมาทั้งสองบ้านกัดกัน เจ้าของบ้านหลังหนึ่งช่วยหมาของตนไปตีหมาของเพื่อนบ้าน ฝ่ายเพื่อนบ้านรู้เข้าก็โกรธ ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันอย่างรุนแรง ถึงกับลงไม้ลงมือชกต่อยกัน ฝ่ายที่สู้ไม่ได้ก็วิ่งไปเอาปืนในบ้านยิงอีกฝ่ายหนึ่งตาย

ฝ่ายที่ยิงเขาตายก็ต้องไปติดคุก เสียอนาคต ไม่เพียงแต่เท่านั้น เมื่อตายไป วิบากกรรมจากฆ่าคนตายก็จะติดตามไปในภพหน้า อาจจะไปเกิดในอบายภูมิ (นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน)หรือเมื่อกลับมาเกิดเป็นคนก็ถูกคู่อริฆ่าตาย เป็นกงกรรมกงเกวียน จากการผูกอาฆาตพยาบาท จองเวรแก้แค้นกันไม่จบสิ้น

จะเห็นว่าการจ่าย (พฤติกรรม) ของทั้งสองฝ่าย ขาดทุนกันอย่างย่อยยับ ฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต ฝ่ายหนึ่งติดคุก ต้องรับกรรมทั้งชาตินี้และชาติหน้า

ที่เป็นเช่นนี้เพราะความหลงของทั้งสองฝ่าย หลงยึดมั่นว่าเป็นหมาของฉัน (ถ้าเป็นหมาคนอื่นคงไม่มีเรื่องกัน) เมื่อมากัดหมาฉัน ตีหมาฉัน จึงทำให้ฉันโกรธ ความโกรธเกิดขึ้นที่จิต ความยึดมั่นก็เกิดขึ้นที่จิต เมื่อขาดสติปัญญาควบคุมจิต ตัววิภวตัณหา(ไม่ยินดี ไม่พอใจ ในสิ่งที่ประสบ) จึงชี้จำจิตให้โกรธ ผลก็คือการแสดงออกทางวาจา (ทะเลาะกัน) และทางกาย (ทำร้ายกันฆ่ากัน) จึงตามา ความดีที่สองฝ่ายเคยทำจึงถูกความชั่วจากอารมณ์ชั่ววูบมาบั่นทอนตัดรอนอย่างน่าเศร้าใจ เรื่องทำนองอย่างนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [25 มี.ค. 2553 , 08:22:17 น.] ( IP = 58.9.136.41 : : )


  สลักธรรม 4

มาดูอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสมัยบรรพกาล ปรากฏในพระไตรปิฎกเป็นเรื่องของนางขุชชุตตรา ซึ่งเป็นหญิงค่อมเป็นคนรับใช้ของพระนางสามาวดี มเหสีของพระเจ้าอุเทน แห่งแคว้นวังสะ กรุงโกสัมพี

นางค่อมเป็นผู้มีสติปัญญามาก ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ครั้งเดียวก็มีดวงตาเห็นธรรมได้เป็นพระโสดาบัน สามารถนำธรรมมาถ่ายทอดให้นางสามาวดี ฟังจนได้บรรลุเป็นพระโสดาบันได้เช่นกัน

ถามว่าทำไมผู้ที่เป็นเพียงหญิงรับใช้ซ้ำเป็นคนพิการหลังค่อม จึงมีบุญวาสนามากเช่นนี้

ในอดีตชาติของนางนั้น สมัยหนึ่งมีพระปัจเจกพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในสมัยที่ว่างจากพุทธศาสนา แต่ไม่ประกาศศาสนา คือ ไม่นำสิ่งที่ตรัสรู้มาเผยแผ่) นางชอบทำบุญใส่บาตร นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า อุ้มบาตรที่มีข้าวร้อนๆ อยู่ทำให้มือร้อน จึงถวายกำไลงาเป็นที่รองบาตรให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๘ อัน ผลจากการถวายทานกับพระอริยเจ้าชั้นสูงเป็นบุญติดตัวมา ทำให้ชาตินี้นางมีปัญญามาก ได้ฟังธรรมครั้งเดียวก็มีดวงตาเห็นธรรม (เป็นพระโสดาบัน) อันเป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้น รองจากพระสกทาคามี พระอนาคามี และอรหันต์

ถามว่าเหตุใดนางจึงหลังค่อม มูลเหตุก็คือมีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งหลังค่อม นางได้ล้อเลียนพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้น โดยทำแกล้งเดินหลังค่อม ผลของบาปอกุศลทำให้นางเกิดมาพิการหลังค่อม

ถามว่า เหตุใดนางจึงเป็นคนรับใช้ของพระนางสามาวดี มูลเหตุก็คือนางเกิดเป็นลูกเศรษฐีมหาศาล (มหาเศรษฐี) วันหนึ่งมีพระภิกษุณีซึ่งเป็นพระอรหันต์มาเยี่ยมบิดาและพี่สาวของนาง เศรษฐีและพี่สาวไม่อยู่นางจึงต้อนรับแทน นางถือวิสาสะใช้ให้พระภิกษุไปหยิบเครื่องสำอางมาให้ พระภิกษุณีรูปนั้นพิจารณาว่า ถ้าไม่ไปหยิบมาให้นาง นางอาจจะโกรธ จะเป็นเหตุให้นางตกนรกในชาติต่อไป ครั้นจะไปหยิบมาให้นาง ชาติต่อไปนางจะเป็นหญิงรับใช้ ด้วยความเมตตาภิกษุณีจึงเลือกวิบากกรรมสถานเบาอันจะเกิดแก่นาง จึงไปหยิบมาให้ ผลของวิบากกรรมจึงทำให้นางเกิดมาเป็นหญิงรับใช้ของพระนางสามาวดี

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [25 มี.ค. 2553 , 08:26:18 น.] ( IP = 58.9.136.41 : : )


  สลักธรรม 5

จะเห็นว่ากรรมดีของนาง ขุชชุตตรา ในอดีตชาติ ส่งผลให้นางเป็นพระโสดาบัน กรรมชั่ว (ฝ่ายไม่ดี) ส่งผลให้นางเป็นหญิงค่อม คนรับใช้

ในแต่ละวันแต่ละบุคคล ทำกรรมไว้มากมาย ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม กรรมเหล่านี้ ล้วนอยู่ในบัญชีทางธรรมทั้งสิ้น ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตของแต่ละคน ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

ส่วนการคิดดี พูดดี ทำดี จึงเป็นการจ่ายที่เป็นบุญ-กุศล เป็นกำไรของชีวิต ซึ่งจะมีอุปการคุณต่อตนเอง ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

ส่วนการคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เป็นการจ่ายที่เป็นบาป – อกุศลทำให้ชีวิตขาดทุน มีวิบากกรรมที่จะต้องชดใช้ ทั้งในชีวิตที่เป็นอยู่และในโลกหน้า

ดังนั้น การระมัดระวังกาย วาจา ใจ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร....นำมาฝาก [25 มี.ค. 2553 , 08:29:32 น.] ( IP = 58.9.136.41 : : )


  สลักธรรม 6


จะเพียรระมัดระวังกาย วาจา ใจให้ยิ่งค่ะ

โดย พี่ดา [25 มี.ค. 2553 , 08:50:18 น.] ( IP = 125.24.1.92 : : )


  สลักธรรม 7

โดย น้องกิ๊ฟ [25 มี.ค. 2553 , 12:37:45 น.] ( IP = 125.27.178.56 : : )


  สลักธรรม 8

สร้างกำไรของชีวิต...ด้วยการทำความดี

กราบขอบพระคุณค่ะ

โดย เซิ่น [25 มี.ค. 2553 , 12:51:53 น.] ( IP = 202.183.203.150 : : 191.0.44.79 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org