| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทางออกจากสังสารวัฏ (๑)
สลักธรรม 1
การพ้นทุกข์จะทำอย่างไร? หนทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์คือ การเดินทางไปด้วยอำนาจญาณปัญญา และญาณปัญญามี ๑๖ อย่าง เรียกว่า โสฬสญาณ แต่เพราะความไม่รู้มีโมหะอวิชชาปิดบังความจริงไว้ เราจึงมีกรรมเป็นแดนเกิด เราจึงมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เราจึงมีกรรมเป็นทายาท เราอยู่ด้วยกรรมและต้องไปเพราะหมดกรรม การเวียนว่ายตายเกิดมีอยู่ในสังสารวัฏอันไม่มีที่ขึ้นต้นและจบลง สังสารวัฏฏ์ประกอบด้วย อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายาตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ
อวิชชาคือความไม่รู้ เมื่อเราไม่รู้จักทุกข์ ก็ไม่สามารถไปพ้นจากความทุกข์ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระพุทธองค์ทรงประทานทางให้ใหม่ กามชวนะคือการเสพอารมณ์ที่เป็นกุศลและอกุศลอยู่บ่อยๆ กุศลก็มีวิบากกุศลที่ทำให้เราได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา และมหัคตกุศลทำให้เกิดเป็นพรหม แต่ความเกิดนั้น เมื่อมีเกิดนั้นก็ต้องมีตาย ไม่มีที่สิ้นสุด การเกิดไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใด พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นสิ่งไม่ดีเพราะตามมาด้วยชราและมรณะ
ตั้งแต่เล็กจนโตเราเรียนหนังสือจนจบปริญญาและทำงาน ณ วันนี้ได้ เราลงทุนชีวิตเหนื่อยมาขนาดไหน กว่าจะตั้งตัวได้ก็อายุ ๔๐ ปีขึ้นไป และจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ชีวิตจึงไม่สิ่งที่ดีจริง เพราะชีวิตไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ความไม่รู้โดยเฉพาะไม่รู้จักทุกข์ จึงไม่สามารถไปพ้นจากความทุกข์ได้ และความทุกข์ มี ๒ อย่าง คือ ทุกข์ประจำและทุกข์จร
ทุกข์ประจำ คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ซึ่งสัตว์โลกต้องเจอทุกข์เหล่านี้
ทุกข์จร คือ โสกะปะริเทวะ ทุกขะโทมนัส อุปายาส เป็นต้น
หมายถึง เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วนอกจากมีทุกข์ประจำแล้ว ยังพบสิ่งที่ไม่พอใจ ปรารถนาสิ่งใดไม่สมปรารถนา พลัดพรากจากสิ่งที่สมปรารถนาและรักใคร่ มีทุกข์กาย มีความปวดเมื่อย และมีทุกข์ใจ สิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์ที่จรเข้ามาในระหว่างการดำเนินชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย จะเห็นได้ว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [5 เม.ย. 2553 , 16:03:57 น.] ( IP = 125.27.158.34 : : )
สลักธรรม 2
เมื่อไม่เห็นทุกข์ สัตว์โลกก็หลงว่าชีวิตเป็นสุข เมื่อหลงว่าชีวิตเป็นสุข เรียกว่า สุขวิปลาส เป็นสุขที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะสุขจริงๆ ไม่มี ที่มีเพราะว่าเราชอบ เช่น เราชอบสีชมพู แล้วเราได้สีชมพูก็เป็นสุขของเรา เป็นสุขจากการกระทบรูป แล้วคลื่นแสงก็ไม่เที่ยง เป็นความสุขชั่วคราว เหมือนเราทานอาหารชนิดเดียวตลอดทั้งชีวิตก็ไม่ได้ เพราะมีความเสื่อมจากสุข มันมีความไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น สุขนั้นจึงเป็นสุขวิปลาส แท้จริงเป็นความทุกข์ ความทุกข์แปลว่าทนไม่ได้ ทมะคือทนไม่ได้ หนีไปไม่ได้ เพราะว่าจะเปลี่ยนอิริยาบถไปเป็นแบบใดทุกข์ก็ติดตามไป
เราหลงว่าชีวิตเป็นของดี ชีวิตเป็นของไม่ดีเพราะมีขี้หัว ขี้หู ขี้ฟัน ขี้มูก ขี้ไคล พวกนี้เป็นอสุภะ ไม่ดีไม่งาม เพราะเป็นของบูดเน่า เสื้อผ้าที่ใส่ตั้งแต่เช้า เมื่อมีเหงื่อของบูดเน่าในร่างกายที่ออกมาเป็นน้ำเหงื่อ เราหลงว่าดี แท้จริงไม่ดีไม่งาม เป็นสุภวิปลาส
เราหลงชีวิตว่าเที่ยง เป็นตัวเราเที่ยงแท้ เราไม่มี เพราะรูปนามเกิดดับตลอดเวลาเป็นนิจจวิปลาส แต่มีความเกิดขึ้นแทนความดับ ก็ขอให้ตัวอย่างที่ไม่มีใครปฏิเสธได้คือ ขณะนี้เราเห็นว่าหลอดไฟนี้ติดอยู่ตลอดเวลา จริงๆไม่มีติดอยู่ตลอดเวลา เพราะมีการเกิดดับของประจุไฟฟ้า แต่มีความเกิดขึ้นแทนความดับเร็วมากเกินตาเนื้อเราเห็นได้ เช่นเดียวกันกับรูปนามก็มีเกิดขึ้นแทนความดับเกินที่คนมีโมหะอวิชชาจะเห็นความไม่เที่ยงได้ จริงๆ แล้วมันไม่เที่ยง แท้ที่จริงไม่ใช่นิจจัง เป็นอนิจจัง
เราหลงว่าเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นของๆ เรา เป็นอัตตาเป็นอัตตวิปลาส แท้จริงแล้วเป็นอนัตตา แท้จริงตัวตนเมื่อแยกแล้วเป็นกายกับใจ คือ ชีวิตประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ เมื่อตายแล้วเรียกว่าซากศพ ทางด้านจิตใจคือจิตต่างๆ สภาพที่โกรธคือโทสะ สภาพที่หลงคือโมหะ สภาพที่ยินดีคือโลภะ สภาพเหล่านี้เป็นธรรมะที่เกิดขึ้นเท่านั้น และธรรมะเหล่าเกิดขึ้นมีเจตสิกเป็นตัวปรุงแต่ง ฉะนั้นมันไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพธรรมะคือจิตเจตสิกและรูปที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับ ทำงานตามความสันทัดเดิมซึ่งภาษาธรรมะและผู้ที่เรียนปัจจัยเรียกว่าเป็นปกตูนิสสยปัจจัย เป็นนิสัยที่ฝึกฝนมา
ผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องเรียนเพิ่ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดศรัทธาปสาทะที่จะมองหาความจริง ไม่ใช่ว่า พอใครบอกว่าคนนี้ไม่ดีเราก็เชื่อ แต่ใครบอกว่าเราไม่ดีเราไม่เชื่อเพราะเราเห็นว่าเราดี เราเห็นแต่จุดดีของเรา เรามีตนเป็นที่ยึดมั่น เป็นอุปาทานขันธ์ ฉะนั้น การจะพ้นไปจากความวิปลาสได้ เราต้องรู้ว่าอะไรเป็นตัวปิดบังความวิปลาสเหล่านี้
สันตติ ปิดบัง อนิจจัง
อิริยาบถ ปิดบัง ทุกขัง
ฆนสัญญา ปิดบัง อนัตตา
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [5 เม.ย. 2553 , 16:04:19 น.] ( IP = 125.27.158.34 : : )
สลักธรรม 3
สันตติ แปลว่า ธรรมชาติที่เกิดสืบต่อกัน สันตติปิดบังให้เห็นว่าเที่ยง ปิดบังอนิจจัง
ฆนสัญญา แปลว่า การประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ทำงานรวมกันมีรูป มีจิต มีเจตสิก จิตมีหน้าที่รู้อารมณ์ มีเจตสิกทำงานร่วม และมีอาการคือรูป เช่น จิตสั่งให้ยกมือ ทำให้เราเห็นว่าเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นคนขึ้นมา แท้จริงไม่ใช่ เป็นการทำงานของธรรมชาติ ฆนสัญญาจึงปิดบังอนัตตา
เราพิสูจน์ได้ เพราะธรรมะของพระพุทธองค์ไม่ให้เชื่อโดยฟังตามกันมา ไม่ให้เชื่อโดยอ้างตำรา โดยตื่นข่าว โดยอนุมานเอา โดยผู้พูดน่าเชื่อ แต่เชื่อเมื่อเราพิสูจน์ การประชุมรวมกันทำให้ทำให้ไม่เห็นสิ่งที่มันแยกกัน และบังคับบัญชาไม่ได้ด้วย มีแต่จิตไม่มีรูปก็ไม่ได้
อิริยาบถ ปิดบังทุกข์ เช่น เรายืนนานๆ แล้วก็เมื่อย พอเปลี่ยนมานั่ง เราก็หายเมื่อยจากการยืน แต่การนั่งมันก็ปิดบังทุกข์อีกแล้ว เพราะนั่งนานๆ ก็ทุกข์ เมื่อยอีก การนั่งที่เป็นอิริยาบถใหม่นี้ปิดบังทุกข์อิริยาบถเก่าให้เหมือนไม่มีแล้ว เพราะทุกข์ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป พอมาเริ่มต้นอิริยาบถแต่ละอิริยาบถที่เราเปลี่ยนๆ ไป ปิดบังทุกข์หมดเลย
ฉะนั้น อิริยาบถปิดบังทุกข์ นี่คือทฤษฏีสำคัญและเป็นบทพิสูจน์ได้ในขณะนี้ ผู้ปฏิบัติ จึงจะต้องมีปัญญา สร้างบารมีคืออำนาจเหนือกิเลส คำว่าบารมีนั้น ไม่ใช่ไปขอ บารมีคือ อำนาจเหนือกิเลส กิเลสในที่นี้เอามาสองตัว ผู้ปฏิบัติที่จะออกจากวัฏฏะได้ ต้องมีบารมีเหนือตัณหา และอวิชชา
ตัณหา แปลง่ายๆ ความต้องการ หรือความอยาก อวิชชา คือ ความไม่รู้ โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [5 เม.ย. 2553 , 16:04:51 น.] ( IP = 125.27.158.34 : : )
สลักธรรม 4
เราต้องอยู่เหนือความไม่รู้ คือมีอะไรดำเนินอยู่ ..รูปหรือนาม? ถ้าไม่รู้รูปนามก็เท่ากับความไม่รู้แล้ว
เมื่อรูปนามดำเนินอยู่ ..รูปนามเป็นทุกข์ รูปนามไม่เที่ยง รูปนามเป็นอนัตตา เป็นธรรมชาติ เราจึงมีหน้าที่ดูแล้วก็แก้ไข บำบัดแต่ไม่ใช่บำรุง
เรามีหน้าที่ดูแล เช่น หิว..รู้ว่าหิว จำเป็นจะต้องกิน หิวน้ำ..จำเป็นจะต้องดื่มน้ำ ดื่มน้ำเพราะอะไร..เพราะทุกข์มันเกิด ไม่ใช่อยากกิน เพราะถ้าเผื่ออยากกิน..เราก็จะเลือกน้ำ น้ำส้ม น้ำโคล่า ฯลฯ เป็นการทำที่มีตัณหาเป็นเพื่อน ผู้ใดมีตัณหาเป็นเพื่อนท่านกล่าวว่า ผู้นั้นย่อมท่องเที่ยวด้วยความเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ตราบนานโดยมิสามารถลุล่วงไปจากสังสารวัฏได้ เราอยากเป็นผู้ลุล่วงไปจากสังสารวัฏก็จะต้องไม่ทำอะไรด้วยตัณหา และทำทุกอย่างด้วยความรู้
ในการยืนอยู่ก็ต้องรู้สึกตัว เป็นอาการของรูปยืน เมื่อยอยู่ ก็กำหนดรู้ความเป็นจริงว่าเมื่อย แล้วใครเป็นผู้เมื่อย.. จิตเป็นผู้เมื่อยคือนามเป็นผู้เมื่อย เมื่อกำหนดรูปและนามไปเรื่อยๆ ความจริงของรูปนาม ก็ปรากฏขึ้นเพราะว่า รูปและนามคนละอย่างกัน เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นญาณที่หนึ่ง
การกำหนดรูปนาม รูปนามก็จะพาให้ปัญญาบารมีนั้นเกิดขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าใจนามรูปปริจเฉทญาณ ญาณปัญญาที่สามารถจำแนกรูปและนามให้ผู้ปฏิบัติเห็นประจักษ์ว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ไม่ใช่คนคนเดียวกัน นอกจากไม่ใช่คนแล้ว ยังไม่ใช่สิ่งเดียวกันอีก ความปรากฏนี้เป็นความปรากฏในการปฏิบัติเรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [5 เม.ย. 2553 , 16:05:10 น.] ( IP = 125.27.158.34 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อนามรูปปริจเฉทญาณปรากฏขึ้นมาแล้ว รูปและนามทำงานสัมพันธ์กัน เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เกื้อหนุนกันเหมือนกับทำงานร่วมกัน ด้วยมีปัจจัยส่งผล ปัญญาญาณที่สามารถ จำแนกรู้ปัจจัยของนามรูปนั้นๆ ได้เรียกว่า ปัจจยปริคหญาณ
แล้วเมื่อนามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นเห็นปัจจัยนามรูปแล้ว รูปเองนามเองเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน และตัวรูปเองเกิดขึ้นแล้วรูปก็ดับ นามเกิดขึ้นแล้วนามก็ดับ ถึงจะเป็นปัจจัยกันต่างคนต่างเกิดเกื้อหนุนกันแต่ต่างคนต่างดับ เรียกว่า สัมมสนญาณ ปัญญาญาณที่เห็นการเกิดดับนามรูป เมื่อนามรูปปรากฏให้ผู้ปฏิบัติเห็นชัดด้วยปัญญา แล้วในปัญญานี้ ก็สามารถแทงเข้าไปรู้ในรูปนามอันเป็นปัจจัย แล้วปัญญานี้ก็สามารถแทงเข้าไปรู้ในสิ่งที่เป็นปัจจัย ซึ่งเป็นรูปนามที่เกิดดับ ความเกิดดับอยู่เรื่อยๆ
ปัญญาผู้รู้อันเป็นตัวที่อำนาจครั้งที่สี่ที่เกิดขึ้นมา ก็รู้แม้แต่การสภาพรู้นั้นก็ยังดับอีก เหมือนเราดูหนัง ว่าคนนี้ออกมาเล่น แล้วก็ต้องออกหลังเวที ที่ว่าออกหลังเวที ก็คือสภาพเกิดดับ เหมือนกับผู้ดูคนพวกนี้เกิดดับ โดยผู้ดูยืนดูอยู่ และในปัญญาขั้นที่สี่นี้ ก็รู้ว่าในขณะที่ผู้นี้ออกมาเล่นแล้วก็ดับ ผู้รู้ก็ดับด้วย สภาพรู้ก็ดับ ฉะนั้น สภาพเหลือจึงไม่มี เพราะตอนแรกเหลือผู้รู้ สภาพธรรมนั้นดับอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งสติเจตสิก และปัญญาเจตสิกดับต่อหน้าต่อตา เรียกว่า อุทยัพพยญาณ
ทั้งสี่ญาณนี้เรียกว่า โลกียญาณที่สามารถเริ่มต้นด้วย ยังไม่ได้นับเข้าญาณปัญญาที่จะโลดแล่นออกสู่พระนิพพาน แต่เป็นขั้นตอนที่ผู้ปฏิบัติหรือผู้ที่จะออกจากสังสารวัฏ
สิ่งที่เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ สภาพทุกขังเกิดอยู่เรื่อยๆ ทุกๆ อัน ความปรากฏเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นมา จนกระทั่งอำนาจญาณปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์อยู่อย่างระเกะระกะ ชัดขึ้นมาทุกทีๆ เรียกว่า ภังคญาณ เมื่อเห็นตรงนี้แล้วความเกิดดับ จึงเห็นภัยของชีวิตว่า เป็นความไม่เที่ยง ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ หาสาระและแก่นสารไม่ได้ เห็นโทษภัยของนามรูป และอยากจะไปพ้น เกิดความเบื่อหน่ายในนามรูป จึงใคร่หาทางออกจากนามรูป จนกระทั่งอำนาจญาณปัญญา มาถึงอนุโลมญาณ ให้เห็นญาณข้ามโคตร โคตรภูญาณ ตรงนี้เป็นญาณสำคัญ
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [5 เม.ย. 2553 , 16:05:29 น.] ( IP = 125.27.158.34 : : )
สลักธรรม 6
แต่ที่จะมาชี้ตรงนี้ว่า นี่แหละการปฏิบัติ เราจะเห็นอันนี้ เราจะรู้อันนี้ เราจะเข้าใจอันนี้ เข้าแล้วก็จะทำให้เกิดสภาพเห็นโทษเห็นภัยเห็นทางออกของวัฏฏสงสาร เรียกว่า เห็นวงกลมที่ติดอยู่ เห็นเปลาะ เห็นทางออกไป เมื่อโคตรภูญาณเกิดขึ้น มัคคญาณ ผลญาณ ปัญจเวคคหญาณจึงเป็นของผู้ปฏิบัติ
ฉะนั้น โสฬสญาณเท่านั้นจึงเป็นพาหนะหรือเป็นเครื่องมือของผู้ปฏิบัติที่จะนำชีวิตออกจากกิเลส อันเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพานได้ ฉะนั้น ใครก็แล้วแต่ที่เรียนแล้ว เข้าใจแล้ว ลองถามตัวเองว่า ตัวเองยังอยากพ้นทุกข์อยู่หรือเปล่า หรือเรียนเพื่อประดับความรู้ คือเรียนแล้วก็มีจิตใคร่ออกจากความอยากพ้นทุกข์ จิตที่อยากจะพ้นทุกข์ก็คือ จิตของผู้ปฏิบัติธรรม แต่จิตของผู้ศึกษาธรรม ยังไม่มีอำนาจที่อยากจะพ้นทุกข์ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมก็เพราะเห็นภัยเห็นโทษจากอันนี้ นี่ก็คือสิ่งหนึ่งซึ่ง อยากจะให้แต่ละท่านๆ เข้าใจ เรามารู้ว่าการปฏิบัตินั้น ปฏิบัติอย่างไร
ต่อไปนี้ก็คือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะต้องทำ คือ โยคีผู้ปฏิบัติจะต้องรู้จักและเข้าใจรูป-นาม และต้องรู้จักการทำความรู้สึกตัวในอิริยาบถนั้นๆ ในขณะปัจจุบัน ไม่ใช่ไปคิดเอา นึกเอา หรือวาดภาพเอา ท่องเอา ต้องมีความรู้สึกลงไปในท่าทางนั้นจริงๆ ถ้าได้ความรู้สึกตัวมากเท่าไหร่ก็ได้อารมณ์ปัจจุบันมากเท่านั้น
ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจรูปและนาม ต้องรู้จักการกระทำความรู้สึกตัวในอิริยาบถนั้นๆ ในขณะปัจจุบัน อย่าไปคิดเอา นึกเอา ความคิดกับความรู้สึกต่างกัน ขณะนี้เรานั่งอยู่ ถึงจะไม่เห็นตัวเองนั่ง แต่รู้สึกไหมว่านั่ง แล้วลองคิดว่าตัวเองยืน แต่ไม่ได้ยืน ก็คิดได้ใช่ไหมว่าอาการยืนเป็นอย่างไร แต่นั่นก็ไม่ใช่ความรู้สึก .. นี่คือความต่างกัน
ถ้าเปรียบเทียบแล้ว ความรู้สึกนี้เหมือนรู้สึกที่ใจ ความคิดเหมือนการกลั่นกรองแล้วคิดออกมาอีกทีหนึ่ง ฉะนั้น ความรู้สึกเป็นความจริง เป็นของจริง เช่นขณะนี้ มีใครเมามือมาแตะเรา จะรู้สึกไหมว่ามีคนมาแตะ ..รู้สึก เมื่อถูกแตะแล้วเราจำความรู้สึกนั้นได้
ฉะนั้น สิ่งที่จำ จำเอา คิดเอา นึกเอา คือเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นที่ปัจจุบัน แต่ความรู้สึกต้องเป็นที่ปัจจุบัน ขณะกระทบ ขณะกำลังนั่ง ปัจจุบันกับความคิดกับความรู้สึกจึงต่างกัน จิตนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน คิดล่วงไปในอดีตกับอนาคตได้ เช่นเคยมา หรือกำลังจะไป นั่นก็คือการคิดเอา นึกเอาทั้งสิ้น แต่ถ้าเผื่อได้ความรู้สึกเท่าไหร่ ก็ได้ปัจจุบันมากเท่านั้น โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [5 เม.ย. 2553 , 16:05:49 น.] ( IP = 125.27.158.34 : : )
สลักธรรม 7
สิ่งที่จะต้องเข้าใจต่อไปก็คือ การกำหนดอิริยาบถต้องเข้าใจว่า แต่ละท่าทางอิริยาบถนั้นเป็นคนละรูปกัน หาใช่รูปเดียวกันไม่ ไม่ใช่รูปนั่งนั่นแหละไปเดินเป็นต้น แท้ที่จริงนั้นเป็นคนละรูปกัน เพื่อเป็นการทำลายฆนสัญญา ความเห็นว่าเป็นกลุ่มเป็นก้อนเดียวกัน
การกำหนดอิริยาบถต้องเข้าใจว่า แต่ละท่าทางอิริยาบถนั้นเป็นคนละรูปกัน รูปนั่งไม่ใช่รูปเดิน รูปเดินก็ไม่ใช่รูปยืน ความรู้สึกกับความคิด ต่างกัน ความคิดเช่น เจ็บเมื่อสักครู่นี้ จำได้ไหม อาการเมื่อสักครู่นี้ เจ็บ นั่นคืออารมณ์อดีต แต่ไม่ใช่ปัจจุบันอารมณ์ ความรู้สึกก็คือเกิดขึ้นปัจจุบัน เช่นขณะนี้ เราเดินอยู่ ไปเหยียบอะไรเจ็บ ก้อนหิน หรือถนนร้อนๆ ไม่ใช่ว่าเดินไปโอ้โฮร้อนจังอย่างนี้คิดเอา ยังไม่ทันร้อน แต่ที่ว่าร้อนก็เมื่อสัมผัสกับอากาศร้อน หรือเท้าแตะเข้าไปรู้สึกร้อน นั่นเป็นความรู้สึก แต่ที่เราเดินไปยังไม่เจออะไร นั่นเป็นความคิด
ฉะนั้น ความรู้สึกนี้เป็นปัจจุบันอารมณ์ และกำลังเกิดอยู่ เราก็คอยสังเกตอารมณ์ที่เป็นรูปและนามที่เกิด ที่ไม่เกิดช่าง ไม่ต้องสนใจ เช่น ขณะนี้กำลังเกิดความรู้สึก หิวน้ำ ก็สังเกตเจอแล้วว่าหิวน้ำใส่ใจสักนิดนึง ใครหิว..นามหิว สภาพนี้หิวน้ำหรือหิวข้าว เรารู้อยู่แล้วว่า หิวน้ำ เรารู้สึกได้เป็นทุกข์นี่ แล้วมีความใส่ใจสักนิดว่าจริงๆ แล้ว ใครหิว ใครรู้สึก คือ นามรู้สึก แล้วจำเป็นต้องแก้ไข ไม่ใช่ทำเพราะตัณหา การกำหนดเป็นนามนั้นไม่ได้อยู่กับตัณหาและอวิชชาแล้ว แต่อยู่กับปัจจุบันอยู่กับความรู้สึก
ในการกำหนดอิริยาบถ ถ้าอิริยาบถคนละรูปกัน ไม่ใช่รูปรูปเดียวกัน เช่น ได้อธิบายให้ฟังถึงความรู้สึก เช่น นั่งอยู่ก็รู้สึกนั่ง ขณะนี้เป็นปัจจุบันนั่ง ทำอย่างไรไม่ใช่คนคนเดียวกัน เมื่อยืนขึ้นก็ทำความรู้สึกตัวว่าขณะนี้ยืน แต่เมื่อสักครู่นี้นั่ง เราก็นึกไปถึงท่านั่งได้ใช่ไหม เพราะอาการมันไม่เหมือนกัน กิริยาอาการไม่เหมือนกัน
ที่นี้มาสังเกตคือ การยืนทั้งตัว ขณะที่กำหนดยืนอยู่ นั่งก็ไม่มา ตอนนั่งกำหนดนั่ง ยืนก็ไม่มา แล้ว เรา ก็ไม่มา เพราะเป็น รูป ยืน การที่กำหนดรูปนั่งพอเปลี่ยนไปแล้ว ก็มากำหนดที่รูปยืน การกำหนดที่รูปยืน จะละรูปนั่งไปเอง ในขณะกำหนดรูปก็ ไม่ใช่เรา ความต่อเนื่องที่เป็น เรา จึงไม่เกิดขึ้นในรูปในนามของผู้ปฏิบัติได้ เน้นที่ปัจจุบันนั่นเอง อยู่กับปัจจุบัน นั่งเป็นรูปอดีตไปแล้ว การที่กำหนดเป็นรูปได้ ไม่เอาเราเข้าไปนั่ง เพราะเมื่อมีเรานั่ง พอเราลุกขึ้นแล้วเราก็เดิน ต่อเนื่องกันคือเราคนเดียว แต่เมื่อเป็นรูปนั่ง รูปเป็นทุกข์ เมื่อย นามทุกข์ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยน พอเปลี่ยนแล้วดูรูปยืน รูปที่ปรากฏขึ้น ไม่ใช่รูปเดียวกันแล้วโดยอัตโนมัติ ท่าทางอิริยาบถเป็นคนละรูปกัน หาใช่รูปเดียวกันไม่ แท้ที่จริงเป็นคนละรูปกันเพื่อทำลายฆนสัญญา ที่คิดว่าเป็นอนัตตา เรานั่งแล้วเรายืน รูปนั่ง ต้องยืนเพราะว่านามเมื่อยจึงจำเป็นต้องยืน มีนามมาคั่นอยู่ตลอดเวลา คือความรู้เข้ามาคั่น โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [5 เม.ย. 2553 , 16:06:13 น.] ( IP = 125.27.158.34 : : )
สลักธรรม 8
อะไรคือรูป อะไรคือนาม
ทางตา...สิ่งที่เห็น เป็นรูป ตัวเห็น เป็นนาม เรามีความโง่หลงผิด ว่าเราเห็นจึงต้องเอาโง่ออก กำหนด นามเห็น
ทางหู...เสียงเป็นรูป ได้ยินเป็นนาม เรามีความเห็นและหลงผิดมานานว่า เราได้ยิน เราจึงชอบ เราจึงชัง เสียงเหล่านั้น แท้ที่จริงได้ยินก็คือ จิตได้ยิน จิตเป็นนาม การได้ยินนั้นเป็นเรื่องของจิต นามได้ยิน จึงต้องกำหนดลงไป ทำลายความเห็นผิดว่าเป็นเรา คือกำหนด นามได้ยิน จึงต้องกำหนดลงไปเพื่อทำลายความหลงผิดว่า เป็นเราคือ กำหนดนามได้ยิน
ทางจมูก... กลิ่นหอม กลิ่นเหม็น เป็น รูป เราหลงผิดว่าเราหอมเราเหม็น แท้ที่จริงกลิ่นนั้นเป็นรูป กลิ่นอยู่ที่รูปนั่น เราต้องกำหนดรูปกลิ่น หรือกลิ่นหอมกลิ่นเหม็น
ทางกาย...เดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย เป็นอาการของรูป เราหลงว่าเราเดิน เรายืน เรานั่ง เรานอน จึงต้องกำหนดลงไปว่า เป็นรูปเดิน รูปยืน รูปนั่ง รูปนอน
ทางใจ...รัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง เหล่านี้เป็นเรื่องของนาม ไม่ใช่เราต้องกำหนดนาม
ทั้งหมดนี้คือข้อควรทำ และไม่ควรทำนั้นก็คือ ตรงนี้ อย่าให้ทำเพราะตัณหา และอย่าทำไปด้วยความไม่รู้ ฉะนั้น ปัญญาเข้ากำกับและสติ ฉะนั้น สติสัมปชัญญะ จึงเป็นตัวองค์คุณสำหรับผู้ปฏิบัติ สัปดาห์หน้ายังเหลืออีกสัปดาห์หนึ่งก่อนที่จะถึงวันหยุดยาว แล้วก็จะทราบว่ามีหลายกลุ่มที่ไปปฏิบัติตามที่ต่างๆ และที่อ้อมน้อย หรือทางเหนือ ฉะนั้น สัปดาห์หน้าจะสอนเรื่องการปฏิบัติอีกครั้งหนึ่ง จะพูดเรื่องการปฏิบัติและแนวทางในการปฏิบัติในโอกาสที่จะให้ความสวัสดีปีใหม่ของตนเองได้
ขอความสุขความเจริญ ความมีสติความมีปัญญา ขอพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และคุณความดีของทุกท่าน ที่เพียรกระทำมา จงอภิบาลรักษา กาย วาจา ใจ ให้ปลอดภัย สงบ ร่มเย็น ถูกธรรมะคุ้มครองเป็นร่มใจ และสามารถทำร่มธรรมกางกั้นกิเลสตัณหาและอุปาทานได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนา สวัสดี
![]()
ขออนุโมทนากับคุณเซิ่นและน้องนวลที่ช่วยถอดเทป
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [5 เม.ย. 2553 , 16:06:35 น.] ( IP = 125.27.158.34 : : )
สลักธรรม 9
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [6 เม.ย. 2553 , 10:17:05 น.] ( IP = 124.121.173.165 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |