| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
บัญชีชีวิต (๗)
ตอนนักแต่งนิยายน้ำเน่า
ตอนที่ผ่านมา
เมื่อพูดถึงนิยายน้ำเน่าหรือหนังละครน้ำเน่าเรามักจะเข้าใจว่า เป็นเรื่องที่วนเวียนซ้ำซากอยู่กับเค้าโครงเรื่องเก่าๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการอิจฉาริษยาของตัวละคร อาจจะระหว่างนางตัวโกงชอบอิจฉาริษยากลั่นแกล้งนางเอก หรือแม่ผัวเกลียดชังข่มเหงลูกสะใภ้ หรือเศรษฐีดูหมิ่นเหยียดหยามพระเอกซึ่งเป็นคนจน ฯลฯ ผลสุดท้ายฝ่ายนางเอก พระเอกซึ่งมีความอดทน เอาความดีเข้าสู้ก็เป็นฝ่ายมีชัยชนะเรื่องจบอย่างมีความสุขสมหวัง (happy ending) เรื่องนี้เน้นหนักทางด้านบันเทิงอารมณ์ แต่ไม่ค่อยประเทืองปัญญาเท่าใดนัก นิยายประเภทดังกล่าวมีเค้าโครงเรื่องที่วนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่คนดูก็ชอบดูคนแต่งก็ชอบแต่ง คนสร้างก็ชอบสร้าง
ดังนั้นการพูดถึงนิยาย หนัง ละคร น้ำเน่า จึงเป็นการพูดในเชิงดูแคลนเรื่องนั้นๆ แต่ผู้พูดหรือบุคคลทั้งหลาย หารู้ไม่ว่า ตนนั่นแหละเป็นนักแต่งนิยายน้ำเน่า อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แต่ละคนมีความคิดมากมายในชีวิตประจำวัน โดยคิดถึงเรื่องต่างๆ สารพัดเรื่อง ทั้งเรื่องที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ความคิดของแต่ละคนก็คือการแต่งเรื่องขึ้นมาให้กับตัวองนั่นเอง เป็นนิยายที่ทุกคนขยันแต่ง (เพราะชอบคิด) เรื่องที่แต่งก็มักจะวนเวียนอยู่กับเค้าโครงหรือพลอท (Plot) เรื่องเดิม ดุจดังนิยาย หนัง ละครน้ำเน่า
แต่ละคนจึงเป็นนักแต่งนิยายน้ำเน่า โดยเรื่องที่แต่งไม่ค่อยจะตรงกับความเป็นจริงเท่าใดนัก แต่ก็ยังไม่พัฒนาปรับปรุงการประพันธ์ของตนให้ตรงกับความเป็นจริง คงยินดีแต่งนิยายเพ้อฝัน เป็นเรื่องประโลมโลก ปลอบใจตนเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 เม.ย. 2553 , 07:15:47 น.] ( IP = 58.9.142.85 : : )
สลักธรรม 1เหตุใดผู้เขียนจึงกล่าวเช่นนี้ กล่าวอย่างเจตนาดูหมิ่นผู้อ่านหรืออย่างไร หาไม่หรอก เพราะเมื่อก่อนผู้เขียนก็เป็นนักแต่งนิยายน้ำเน่าเช่นกัน ถึงปัจจุบันนี้ก็เถอะ เผลอๆ ก็แต่งเหมือนกัน เพียงแต่ว่าพยายามแต่งเรื่องจริงของชีวิตให้มากขึ้น
ที่ว่าแต่ละคนแต่งนิยายน้ำเน่า ซ้ำๆ ซากๆ ในชีวิตประจำวันหมายความว่าอย่างไร ผู้เขียนหมายความว่า คนส่วนใหญ่มีเค้าโครงเรื่องของความคิดในชีวิตอยู่ ๔ เค้าโครงด้วยกัน คือ
๑. ชอบสิ่งใดก็คิดลำเอียงต่อสิ่งนั้น (ฉันทาคติ)โดยคิดถึงสิ่งนั้นในทางที่ดี (เกินความเป็นจริง) ไม่มองด้านเสียที่มีอยู่เช่นอยากจะซื้ออุปกรณ์ของใช้อันใหม่สักอัน เอาเป็นว่าอยากซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่มีกล้องถ่ายภาพอยู่ในตัว มีจอสี อัดเสียงได้ ฟังเพลงได้ หรือรุ่นที่ทันสมัยกำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่น และพวกรสนิยมของใหม่ทั้งหลาย
เมื่อความคิดดังกล่าวเกิดขึ้น (จากกามตัณหา-อยากได้ของที่รูปสวยทันสมัย) ก็พยายามหาเหตุผล (มาสนับสนุนกามตัณหา) ว่า ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ เช่น ถ่ายรูปได้ด้วยดี มีประโยชน์ เผื่อประสบเหตุการณ์ที่สำคัญควรจะบันทึกภาพไว้จะได้บันทึกได้ทันการณ์ หรือดีอัดเสียงได้จะได้อัดเรื่องสำคัญที่เป็นประโยชน์ หรือดีเป็นประโยชน์...อย่างนั้นอย่างนี้
เหล่านี้ล้วนเป็นการมองข้อมูลในด้านดีด้านเดียว บางครั้งดีหรือเวอร์ (over) จนเกินไป โดยไม่พยายามมองในด้านเสีย หรือถึงแม้จะเห็น แต่ก็ไม่อยากคิด ทำแกล้งมองผ่านด้านเสียไป
แท้จริงแล้วข้อเสียที่จะนำมาหักล้างข้อดีที่อ้างมานั้นมีอยู่มากมาย เช่น ราคาแพงเกินไป เพราะเป็นรุ่นใหม่ ราคาสูงเกินมูลค่าความเป็นจริง รออีกปี ราคาจะลดลงอย่างน้อย ๓๐% ประสิทธิภาพที่อ้างว่าดีอย่างนั้นเป็นประโยชน์อย่างนี้ ซื้อมาแล้วก็ไม่ได้ใช้ให้คุ้มค่า ดูของเก่าๆ ที่ผ่านมาเป็นประจักษ์พยานก็ได้ ของที่ซื้อมาหลายอย่างที่มีประสิทธิภาพทำงานได้มากมาย แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้ใช้งานในประสิทธิภาพเหล่านั้น คงใช้งานพื้นๆ เป็นส่วนใหญ่ อีกไม่นานของนั้นก็ล้าสมัยไปโดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 เม.ย. 2553 , 07:21:27 น.] ( IP = 58.9.142.85 : : )
สลักธรรม 2นอกจากนี้ของเก่าที่มีอยู่ก็ยังใช้งานได้ดี ที่อ้างว่าของใหม่ที่อยากซื้ออย่างนั้นอย่างนี้ อ้างขึ้นมาเพื่อสนองความอยาก (ตัณหา) ของตนนั่นเอง
ข้อมูลที่จะนำมาหักล้างการตัดสินใจอยากซื้อของใหม่ดังกล่าว เจ้าตัวก็รู้แต่เวลาอยากได้มากๆ กลับไม่นำมาคิด หรือไม่อยากจะคิด เพราะถ้าคิดแล้วกลัวว่าจะเปลี่ยนใจไม่ซื้อ จะทำให้ตัณหาผิดหวัง
กรณีที่เป็นบุคคล หากรักชอบผู้ใด ก็มองเขาแต่แง่ดีๆ ทั้งๆ ที่ข้อเสียของเขามีอยู่มากมาย เช่น ถ้าบุคคลที่เรารักไปมีเรื่องกับใคร เราก็จะเข้าข้างไว้ก่อน หาว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด ถึงแม้มีประจักษ์พยานว่าฝ่ายเราเป็นฝ่ายผิด ก็ยังเข้าข้างว่าฝ่ายตรงข้าม ผิดมากกว่า โดยไม่วางใจเป็นกลาง หรือมีความเที่ยงธรรม
สำหรับผู้ที่ดำเนินธุรกิจส่วนตัว ในช่วงที่ธุรกิจขาขึ้นอะไรๆ ก็ดีไปหมด มีรายได้ดี กำไรดีจึงคิดขยายการลงทุน หวังจะได้กำไรมากๆ ครั้นลงทุนเพิ่มไปแล้ว กลับไม่เป็นอย่างที่คิด บางรายถึงกับขาดทุน เพราะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น มีภาระดอกเบี้ย ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้เกิดจากข้อผิดพลาดที่เขามองด้านดีเกินไป เข้าข้างตัวเองมากเกินไป ทำให้ประมาท ไม่รอบคอบใคร่ครวญ
ความลำเอียงอันเกิดจากความรัก ความชอบหรือ ฉันทาคติ ดังกล่าว นำความเสียหายมาให้ผู้คิดอยู่เสมอ จึงควรคิดอะไรตามความเป็นจริงโดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 เม.ย. 2553 , 07:24:50 น.] ( IP = 58.9.142.85 : : )
สลักธรรม 3๒.ไม่ชอบสิ่งใดก็คิดลำเอียงต่อสิ่งนั้น (โทสาคติ)
โดยเห็นแต่สิ่งไม่ดีหรือข้อบกพร่องของสิ่งนั้นๆ ทั้งๆ ที่ความดีหรือคุณค่าของสิ่งนั้นก็มีอยู่แต่ไม่นำมาคิด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตจิตใจ หรือวัตถุสิ่งของ
ตัวอย่างเช่น สามีภรรยาปลูกบ้าน พอบ้านจวนจะเสร็จค่าใช้จ่ายบานปลายเกินงบที่ตั้งไว้มาก สามีจึงเริ่มประหยัด เพราะโดยนิสัยสามีเป็นคนประหยัดอยู่แล้ว แต่ภรรยาเป็นคนชอบสวยชอบงามมีรสนิยมวิไล แรกๆ สามีก็ตามใจ แต่เห็นว่าค่าก่อสร้างเกินที่ประมาณไว้ไปมาก จึงหาทางลดค่าใช้จ่าย เมื่อถึงรายการทำห้องน้ำ สามีสั่งกระเบื้องปูผนัง และสุขภัณฑ์สีขาวมา เพราะสีขาวถูกกว่าสีอื่นๆ โดยไม่ได้ปรึกษาภรรยาก่อน ฝ่ายภรรยาชอบสีสันสวยงามมีลวดลายบ่งบอกรสนิยม ครั้นภรรยาเห็นของที่สามีสั่งมาถึงกับโกรธ ระงับอารมณ์ไม่อยู่ เป็นปากเป็นเสียงกัน ภรรยาไม่ชอบสีขาวเลย เห็นทีไรหงุดหงิดขัดเคืองแทบไม่อยากเข้าห้องน้ำ
ห้องน้ำกลายเป็นห้องทุกข์ขา แทนที่จะเป็นห้องสุขา สำหรับเธออยู่หลายวัน
ความจริงแล้วจะเป็นกระเบื้องหรือสุขภัณฑ์ไม่ว่าจะสีอะไร ประโยชน์ใช้สอยก็เหมือนกัน สีขาวมีราคาถูกกว่าสีอื่นๆ แต่ความงามอาจจะด้อยกว่าสีอื่น (ในทัศนะของบางคน) เมื่อภรรยาไม่ได้สีที่ตนชอบ จึงมีอคติไม่ชอบสีขาวยิ่งขึ้น ทำให้ขัดเคืองใจ เป็นวิภวตัณหา คือไม่ยินดีพอใจในสิ่งที่ได้ที่มี สีไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่คนไม่ชอบสีคิดทำร้ายตนเอง
เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในแต่ละบุคคล บางคนชอบของยี่ห้อนั้น ไม่ชอบยี่ห้อนี้ บางคนชอบของรูปทรงนั้น ไม่ชอบรูปทรงนี้ บ้างก็ชอบเสียงแบบนั้น ไม่ชอบเสียงแบบนี้ บ้างชอบกลิ่นแบบนั้น ไม่ชอบกลิ่นแบบนี้ บ้างชอบรสนั้นไม่ชอบรสนี้ บ้างก็ชอบสัมผัสกับสิ่งนั้น ไม่ชอบสัมผัสกับสิ่งนี้ เป็นต้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ล้วนเป็นธาตุ ๔ บุคคลมายึดติด (อุปาทาน) สิ่งที่ตนชอบในเรื่องดังกล่าว เท่ากับมาหลงธาตุ ๔ ของโลกนั่นเอง
หากบุคคลไม่ยึดติดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (มากเกินไป) ย่อมใจกว้างที่จะเปิดรับสิ่งทั้งหลายได้ จะช่วยให้ปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆ ได้ง่าย เป็นผู้ที่มีเหตุมีผลในการวิเคราะห์สิ่งทั้งหลาย ให้เห็นคุณค่าสาระประโยชน์ของสิ่งนั้นๆ มากกว่าจะเห็นเพียงความฉาบฉวยในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ตามที่ตนเคยพอใจโดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 เม.ย. 2553 , 07:29:24 น.] ( IP = 58.9.142.85 : : )
สลักธรรม 4ในกรณีที่มีอคติต่อตัวบุคคลที่ตนไม่ชอบ มีผลเสียหายต่อความสัมพันธ์ของคู่กรณี บางคนไม่ชอบหน้าอีกคน เพราะเคยมีเรื่องผิดใจกันมา ถึงกับไม่พูดกัน ไม่มองหน้ากัน ไม่ให้ความร่วมมือกัน
บางกรณีเรื่องนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เป็นเด็ก ตามประสาเด็ก เด็กยังยึดมั่นเอาไว้ แม้โตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่พูดกัน
พฤติกรรมเช่นนี้นำความทุกข์มาให้ทั้ง ๒ ฝ่าย ส่งผลเสียต่องานการหากทั้งคู่ทำงานอยู่ในองค์กรเดียวกัน
ความไม่ชอบกันชิงชังกันของบางคู่ ยังขยายผลไปถึงความไม่ชอบกันระหว่างเครือญาติ พวกพ้อง ตลอดจนบริวารของทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งๆ ที่บุคคลอื่นๆ ที่เข้ามาร่วมอารมณ์ความรู้สึกนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เบื้องต้น ที่คู่กรณีทำไว้เลย ราวกับนิยายเรื่องโรเมโอและจูเลียตของเชคสเปียร์
การเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ไม่ถูกกันมีแต่ผลเสีย เพราะทำให้หวาดระแวงกัน คอยจับผิดกัน เห็นแต่ความไม่ดีของอีกฝ่ายหนึ่งและพยายามจะเอาจุดอ่อนของฝ่ายนั้นมาขยายผล เช่น นำไปนินทาว่าร้าย บอกเล่าให้คนอื่นได้ฟังอย่างสะใจ ซึ่งมักจะแต่งเติมเกินความเป็นจริงเข้าไปด้วย
แม้หากฝ่ายตรงข้ามทำดี มีความสำเร็จ ก็อิจฉาริษยาหาจุดอ่อน เข้ามากลบข้อดีของเขา จิตที่คิดเช่นนี้มีแต่ความรุ่มร้อนเป็นทุกข์ขาดคุณธรรม เสียเครดิตในความเชื่อถือ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็ใหญ่แต่ชื่อ ใหญ่แต่ตำแหน่งหน้าที่ แต่เป็นคนที่ใช้ไม่ได้
เราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากศัตรูคู่แค้น นอกจากความหวาดระแวง ความขัดแย้ง การใส่ร้ายป้ายสีกัน มุ่งหาทางทำลายกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างแบกเอาความทุกข์ไว้
แต่เราจะได้ประโยชน์จากมิตรมากมาย เพราะมิตรเป็นผู้ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ พึ่งพาอาศัยกันได้ ปรับทุกข์ปรับร้อนเป็นที่ปรึกษากันได้ ถึงจะมีมิตรนับร้อย ก็ยังน้อยกว่ามีศัตรู ๑ คน (ภาษิตจีนว่าทำนองนี้)
ด้วยเหตุนี้ผู้ฉลาดมีปัญญาย่อมไม่สร้างศัตรูแต่จะแสวงหามิตร สำหรับคนที่เคยเป็นปฏิปักษ์กันมาก่อน ต้องพยายามผูกมิตรกับเขาให้ได้โดย พี่เณร..นำมาฝาก [6 เม.ย. 2553 , 07:34:14 น.] ( IP = 58.9.142.85 : : )
สลักธรรม 5ครั้งหนึ่งมีญาติโยมได้พากันมาทำบุญกับผู้เขียน และขอฟังธรรม ผู้เขียนได้แสดงธรรมให้ข้อคิดแก่ญาติโยมไปตามสมควร อยู่มาวันหนึ่ง โยมท่านหนึ่งมาบอกผู้เขียนด้วยความกระตือรือร้นว่า ธรรมะที่ได้รับฟังในวันนั้น เขาได้นำไปปฏิบัติเป็นผลแล้ว
โยมบอกว่า เรื่องอภัยทานที่ผู้เขียนให้ไว้เป็นเรื่องติดอยู่ในใจของโยม เพราะโยมมีคู่กรณีที่ไม่ชอบกันถึงกับไม่ยอมมองหน้ากันมาหลายปี เมื่อวานนี้มีการประชุมชาวบ้าน โยมได้พบหน้าคู่กรณีอีก โยมตัดสินใจให้อภัยในเรื่องที่ผ่านมาแล้ว พูดจาทักทายเขา ปรากฏว่าเขายอมรับโยมด้วยดี มีท่าทีที่เป็นมิตร แถมยังได้ร่วมมือกันทำกิจการงานของหมู่บ้านอีกด้วย ความบาดหมางที่ผ่านมา ได้ถูกขจัดออกไปสิ้น ทำให้โยมรู้สึกสบายใจ
การดึงศัตรูมาเป็นมิตร ไม่ใช่เรื่องยากเลย ถ้าเรารู้จักให้อภัย ลดทิฐิมานะ (ความคิดเห็นที่ถือตัว หยิ่งในศักดิ์ศรีของตน) รู้จักยอมแพ้ (ความจริงชนะใจตนเอง) ด้วยการเริ่มเปิดสัมพันธ์ในทางที่ดีกับเขาก่อน อย่างน้อยก็เป็นรอยยิ้ม (แทนหน้าบึ้งไม่สบตา) พูดจาทักทายด้วยดี หากครั้งแรกที่ทอดสะพานมิตรภาพให้ไม่เป็นผล ก็อย่าด่วนท้อถอย ทำต่อไปอย่างน้อยสัก ๔ ๕ ครั้ง ถ้าคู่ปรปักษ์ไม่ใจอ่อนตอบสนอง ก็ปล่อยเขาไป ทางใครทางมัน
มีโคลงโลกนิติบทหนึ่งกล่าวว่า
ให้ท่านท่านจักให้..... ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปอง.... นอบไหว้
รักท่านท่านควรครอง ....ความรัก เรานา
สามสิ่งนี้เว้นไว้ ............แต่ผู้ทรชน
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 เม.ย. 2553 , 07:37:58 น.] ( IP = 58.9.142.85 : : )
สลักธรรม 6เมื่อเราส่งยิ้มให้กับใคร เราก็มักจะได้รอยยิ้มตอบกลับมา เมื่อเราไหว้ใคร เขาก็จะไหว้ตอบกลับมา (ยกเว้นพระ เพราะธรรมเนียมของพระจะไม่ไหว้โยม) เมื่อเรามอบความรักให้กับใคร เราก็จะได้รับความรักจากเขาตอบกลับมา
ยกเว้นให้กับทรชน คนพาลสันดานหยาบ ถึงจะให้สามสิ่งนี้สักเท่าใด ก็ไม่ได้รับการตอบสนองในไมตรีกลับคืนมา หากเป็นเช่นนั้น ก็ปล่อยเขาไปไม่ต้องไปสนใจใยดีต่อกัน
บางคนสร้างกำแพงขวางกั้นให้กับตนเอง โดยคิดว่าการแสดงมิตรไมตรี (ยิ้ม พูด ทักทาย ให้สิ่งของ) กับคู่ปรปักษ์ก่อน เป็นการเสียศักดิ์ศรี ต่างก็วางท่าปั้นปึ่งต่อกัน แบกทุกข์กันไว้ทั้งสองฝ่าย บางรายแบกทุกข์ไว้จนวันตาย หากไม่อภัยต่อกัน ชาติต่อไปพบกันก็ไม่ชอบหน้ากันอีก เป็นศัตรูกันอีก
แท้จริงแล้วการเริ่มสร้างสัมพันธ์กับคู่แค้นก่อน ไม่ได้เป็นการเสียศักดิ์ศรี แต่เป็นการเพิ่มศักดิ์ศรีให้กับตนเอง เพราะศักดิ์ศรีคือคุณงามความดีที่มีอยู่ในตัวบุคคล ทำให้บุคคลนั้นๆ เป็นที่ยอมรับนับถือของคนโดยทั่วไป
การเริ่มสัมพันธ์กับคู่แค้นเป็นการลดทิฐิมานะและอัตตาตัวตน เป็นคุณธรรมของจิต ที่รู้จักให้อภัย รู้จักอ่อนน้อม รู้จักให้เกียรติผู้อื่น แม้ผู้นั้นจะเคยทำร้ายตน ผู้ที่มีธรรมะหรือมีคุณธรรมจึงจะทำเช่นนี้ได้
วิธีการเริ่มสัมพันธ์กับคู่แค้นก็ทำได้ง่ายไม่ยากเย็นอะไรเลย เพียงยิ้มให้ ซึ่งทุกคนก็ยิ้มเป็นกันอยู่แล้ว พูดจาทักทาย ทุกคนก็พูดเป็นกันอยู่แล้วเช่นกัน ไม่เห็นจะยากเย็นอะไร การแสดงออกเป็นคุณธรรมของผู้แสดง ส่วนผู้รับจะตอบรับหรือไม่อย่างไร เป็นคุณธรรมของเขา ตัวเขาไม่ตอบรับแสดงว่าจิตใจกระด้างขาดคุณธรรม เป็นจิตใจของคนพาลหรือทรชน ดังโคลงโลกนิติว่าไว้
แต่คนที่ทำไม่ได้ เพราะใจไม่ยอมลดทิฐิมานะ เนื่องจากมีอัตตาอยู่เต็มตัว ใจเช่นนี้ก็สมควรแบกความทุกข์ต่อไป
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 เม.ย. 2553 , 07:41:54 น.] ( IP = 58.9.142.85 : : )
สลักธรรม 7
ติดตามอ่านบัญชีชีวิตมาทุกตอนค่ะ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเราเองที่สุด หากทำความเข้าใจบัญชีชีวิตต่างๆ เหล่านี้ให้เข้าใจดี เชื่อแน่ว่าชีวิตทั้งภพนี้และภพหน้าได้ดีแน่
กราบขอบพระคุณพี่เณมากค่ะที่นำเรื่องที่มีสำคัญต่อชีวิตมาให้อ่านเป็นประจำ
กราบอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [6 เม.ย. 2553 , 10:14:37 น.] ( IP = 124.121.173.165 : : )
สลักธรรม 8![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [7 เม.ย. 2553 , 09:58:16 น.] ( IP = 125.27.178.55 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |