มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บัญชีชีวิต (๘)





ตอนที่ผ่านมา

๓.ไม่รู้สิ่งใดก็คิดลำเอียงต่อสิ่งนั้น (โมหาคติ)โดยคิดปรุงแต่งเรื่องนั้นๆ เกินเลยความจริง เป็นต้นว่าเมื่อองค์กรจะมีการปรับปรุงระบบการบริหาร อาจจะมีการจัดโครงสร้างขององค์กรใหม่ หรือนำเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์มาใช้ หรือโครงการ ๓๐ บาท รักษาทุกโรค นโยบายให้เกษียณตัวเองก่อนครบกำหนดอายุราชการ (early retire) เหล่านี้เป็นต้น

ทันทีที่มีข่าวออกมา คนในองค์กร ก็แตกตื่นวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่ แทบจะไม่มีจิตใจทำงานกัน เอาแต่จับกลุ่มสุมหัววิพากษ์วิจารณ์กัน คิดไปอย่างโน้น กลัวกันไปอย่างนี้ ต่างๆ นานา ส่วนใหญ่แล้วกลัวตัวเองจะได้รับความกระทบกระเทือนเสียผลประโยชน์ ขาดความมั่นคง จึงเกิดอคติต่อต้านต่อการเปลี่ยนแปลงหรือนโยบายเหล่านั้น

ในช่วงที่หวั่นวิตกเสียขวัญกำลังใจดังกล่าว ประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละคนลดลง หากคิดรวมเป็นผลเสียขององค์กรแล้ว สร้างความเสียหายมากมาย โดยเฉพาะองค์กรที่มีขนาดใหญ่

ครั้นเมื่อได้ทราบข้อมูลโดยละเอียดตามความป็นจริงแล้วเรื่องกลับไม่เป็นอย่างที่หลายๆ คนคิดและวิตกกังวลกัน กลับเป็นเรื่องที่นำผลดีมาสู่องค์กร ตลอดจนผู้บริโภคโดยส่วนรวม

ความไม่รู้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม เป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสำเร็จ เช่น ไม่รู้วิธีใช้เทคโนโลยีถึงจะมีอยู่ก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ หรือใช้ได้ก็เพียงพื้นฐาน ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีนั้นมีขีดความสามารถทำงานให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย เป็นต้น

การไม่รู้นิสัยใจคอของคน ตลอดจนภูมิหลังและศักยภาพของบุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วย อาจจะนำไปสู่ความลำเอียงหรือมีอคติในทางที่ไม่ดีต่อเขา เป็นต้นว่า

หัวหน้าคนเก่าเป็นที่รักนับถือของลูกน้อง เพราะท่านเป็นคนใจดี ให้ความเป็นกันเอง สนิทสนมกับลูกน้อง มีอันจะต้องย้ายไปตามวาระ หัวหน้าคนใหม่กำลังจะมาแทนที่
มีนักสืบ (เสาะ) หาข้อมูลข่าวสารในองค์กร มาบอกข่าวเกี่ยวกับหัวหน้าคนใหม่ที่กำลังจะมาว่า เป็นคนดุ เอาจริงเอาจัง เคร่งครัดในเรื่องระเบียบวินัย ลูกน้องกลัวกัน ไม่ค่อยชอบหน้า

เท่านั้นเองคนในองค์กรต่างก๊อกสั่นขวัญแขวน ยิ่งอาลัยอาวรณ์หัวหน้าคนเก่าไม่อยากให้ย้ายไปเลย และไม่อยากได้หัวหน้าคนใหม่ มีอคติต่อต้านหัวหน้าคนใหม่ตั้งแต่ยังไม่มา บางคนถึงขนาดเครียดมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ คิดหางานใหม่ (เป็นเอามากถึงขนาดนั้น)

ครั้นการเปลี่ยนแปลงมาถึง หัวหน้าคนใหม่มารับงานไม่ถึง ๖ เดือน เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ มีความก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพอย่างเห็นได้ชัด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 เม.ย. 2553 , 09:12:21 น.] ( IP = 58.9.151.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

จริงอยู่หัวหน้าคนใหม่เป็นคนเอาจริงเอาจัง (เอาการเอางาน เคร่งครัดในเรื่องระเบียบวินัย โดยเฉพาะการกระทำที่ผิดระเบียบแบบแผน ล่าช้า เป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต หัวหน้าคนใหม่จะคอยสอดส่องแก้ไข ปรับปรุงระบบการทำงานให้ชัดเจน เป็นคนเสียสละทุ่มเทให้กับงาน ให้ความเป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชา เอาใจใส่ในผลงานและพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นผลให้งานของแต่ละแผนกพัฒนาและรวดเร็วขึ้น

ในระยะแรกผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกอึดอัด เพราะยังไม่คุ้นเคยกับวิธีการทำงาน แอบสุมหัวนินทา สร้างกระแสต่อต้านหัวหน้าคนใหม่ หวังจะสร้างแรงกดดันให้หัวหน้าคนใหม่ออก แต่ด้วยความเป็นจริง มากด้วยประสบการณ์ จึงไม่สามารถขัดขวางการดำเนินงานของหัวหน้าคนใหม่ได้

เมื่องานพัฒนาไปในหลายๆ ด้าน องค์กรก็มีผลตอบแทนสูง สมาชิกขององค์กรก็ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ระบบการเล่นพรรคเล่นพวกประจบสอพลอ ซึ่งเคยมีมาแต่เดิมก็หมดไป เปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ ซึ่งมีศักยภาพ แต่ถูกทอดทิ้งให้ได้แสดงความสามารถ ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตาทำงานและมีขวัญกำลังใจยิ่งกว่าเดิม

เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นกับหลายๆ องค์กร แต่กว่าหัวหน้าคนใหม่จะฟันฝ่ามาได้ก็แทบย่ำแย่ ดีแต่ว่าเป็นของจริง

ความไม่รู้ที่ยกตัวอย่างมาสองเรื่องดังกล่าวเป็นความไม่รู้ในเรื่องทางโลก ซึ่งนับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ ความไม่รู้เรื่องทางธรรม ทำให้คนที่ไม่รู้ ไม่สามารถนำธรรมะมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตได้

ความเป็นจริงในโลกนี้มีอยู่ ๒ ด้าน คือความเป็นจริงทางโลก และความเป็นจริงทางธรรม

ความเป็นจริงทางโลก เป็นสิ่งที่ชาวโลกสมมุติกันขึ้นมา เพื่อประโยชน์ในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เกิดความสงบสุขต่อสังคม ช่วยให้การดำเนินชีวิตของแต่ละคนมีความมั่นคง มีความสะดวกสบาย จากการบริโภควัตถุ ตลอดจนการทำมาหาเลี้ยงชีพ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 เม.ย. 2553 , 09:15:55 น.] ( IP = 58.9.151.36 : : )


  สลักธรรม 2

สิ่งที่ชาวโลกสมมุติกันขึ้นมา (สมมุติ = เห็นพ้องต้องกัน, ยอมรับในสิ่งที่กำหนดขึ้น) บางอย่างก็บัญญัติหรือตราไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบต่างๆ รวมถึงการกำหนดเป็นประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนชื่อของสิ่งต่างๆ

สมมุติดังกล่าวขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่น แต่ละประเทศ เช่น ประเพณีและวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น สมมุติ (กำหนดขึ้นมา) ไม่เหมือนกัน กฎหมายของแต่ละประเทศบัญญัติขึ้นไม่เหมือนกัน ภาษาของประเทศหนึ่งหรือเผ่าพันธุ์หนึ่ง ต่างไปจากอีกประเทศหนึ่ง เผ่าพันธุ์หนึ่ง การเรียกชื่อสิ่งต่างๆ ของแต่ละท้องถิ่น แต่ละประเทศต่างกัน เหล่านี้เป็นต้น

นอกจากนี้สมมุติของชาวโลกยังเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา หรือตามสถานการณ์ เช่น ค่าของเงินที่มีอัตราแลกเปลี่ยนไม่คงที่ระเบียบข้อบังคับ กฎหมาย มีการยกเลิกของเก่า ตราของใหม่ขึ้นมาใหม่ เป็นต้น

สมมุติของชาวโลกเป็นสิ่งที่คนในโลก จะต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามสมมุติบัญญัติ ที่กำหนดเป็นวัฒนธรรม ระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมาย อันมีผลครอบงำบุคคลในท้องถิ่นและประเทศนั้นๆ ไว้ เช่นพูดภาษาที่ใช้ในท้องถิ่นของตน ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในหน้าที่การงาน ตามหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ ปฏิบัติตามกฎหมายในประเทศที่ตนอาศัยอยู่ ใช้เทคโนโลยีตามที่องค์กร หรือชุมชนในสังคมของตนใช้อยู่ เป็นต้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 เม.ย. 2553 , 09:18:18 น.] ( IP = 58.9.151.36 : : )


  สลักธรรม 3

ไม่เพียงแต่เท่านั้น บุคคลในสังคมยังเรียนรู้ถึงค่านิยม กระแสของวัฒนธรรม ตลอดจนกระแสของวัตถุ และพฤติกรรมการบริโภคอื่นๆ ของประเทศที่เจริญแล้ว เพื่อเลียนแบบพฤติกรรมทางวัฒนธรรม และการบริโภคตามความต้องการของตน

กล่าวได้ว่ากระแสของโลก มีอิทธิพลครอบงำความเป็นอยู่ของบุคคลทำให้บุคคลต้องปฏิบัติตาม ในด้านกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ อาจรวมถึงจารีต ประเพณี และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเป็นอยู่ตามค่านิยมใหม่ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามา โดยเฉพาะค่านิยมเกี่ยวกับการบริโภควัตถุซึ่งนำความสะดวกสบายมาสู่ชีวิต

ด้วยเหตุนี้กระแสโลกจึงมีบทบาทเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของบุคคล ทำให้ต้องปรับตัวให้สอดคล้องไปตามกระแสโลก ซึ่งไม่หยุดนิ่งอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบันกระแสของการบริโภควัตถุมีกำลังแรงมาก เพราะวัตถุที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยี มีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว สามารถตอบสนองการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกต่อความเป็นอยู่ของบุคล จึงตอบสนองกิเลสของคนได้อย่างมากๆ คนในยุคปัจจุบันจึงคลั่งไคล้ต่อการบริโภควัตถุยิ่งกว่าคนยุคใดสมัยใด ในอดีตที่ผ่านมาและในอนาคตก็จะยิ่งคลั่งไคล้มากกว่าปัจจุบันอีก

การบริโภควัตถุต้องใช้จ่ายเงินมาซื้อหา ด้วยเหตุนี้คนในยุคปัจจุบัน จึงต้องหาเงินกันตัวเป็นเกลียว หาทางประกอบอาชีพเพื่อจะหาเงินมามากๆ ต้องเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ต้องเครียด และส่งผลกระทบต่อสภาพการดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งโดยส่วนตัวและครอบครัวซึ่งเสียความสมดุลไปจากที่เคยเป็นมาในอดีต ทำให้ชีวิตมีความทุกข์ ความเครียด และความเห็นแก่ตัวมากขึ้น เรื่องทำนองนี้พรรณนาได้ทั้งวันก็ไม่จบ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 เม.ย. 2553 , 09:20:21 น.] ( IP = 58.9.151.36 : : )


  สลักธรรม 4

คนในยุคปัจจุบันเมื่อหลงกระแสโลกมากเข้า ก็ยิ่งไม่รู้กระแสธรรม แท้จริงแล้วกระแสธรรมมีความยิ่งใหญ่กว่ากระแสโลก เป็นกระแสที่มีมาตั้งแต่บรรพกาล ก่อนเผ่าพันธุ์ของมนุษย์จะอุบัติขึ้น ก่อนที่มนุษย์จะมีพัฒนาการจากมนุษย์ดึกดำบรรพ์ มาสู่มนุษย์ยุคเทคโนโลยี แม้ว่ากระแสโลกโดยชาวโลกจะเปลี่ยนแปลงไปสักเท่าใด แต่กระแสธรรมยังคงยิ่งยง ครอบงำกระแสโลกอีกชั้นหนึ่งโดยไม่เปลี่ยนแปลง

กระแสโลกครอบงำหรือมีอิทธิพลต่อชาวโลก เฉพาะในสังคมหนึ่งๆ ในประเทศหนึ่งๆ ซึ่งมีวัฒนธรรมแตกต่างกัน และใช้กฎหมายไม่เหมือนกัน แต่กระแสธรรมครอบคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ทุกพื้นที่ตารางนิ้ว ทุกเผ่าพันธุ์ประชากรของโลก ไม่ว่าบุคคลจะนับถือศาสนาที่มีความแตกต่างกัน แต่ทุกคนตลอดจนทุกสรรพสิ่ง ทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ต่างก็ตกอยู่ใต้การครอบงำของกระแสธรรมแบบเดียวกันหมด

กระแสธรรมจึงยิ่งใหญ่ยืนยงยิ่งกว่ากระแสโลก ควรหรือที่เราผู้ตกอยู่ใต้กระแสธรรม จะไม่เรียนรู้ถึงกระแสธรรม

กระแสธรรมที่ว่านี้คืออะไร
คือกฎธรรมชาติ
คือสามัญลักษณะ หรือลักษณะที่มีอยู่โดยทั่วไปทุกหนทุกแห่ง
คือกฎเหล็กประจำโลกมี ๓ ข้อ ซึ่งทุกสรรพสิ่งไม่อาจจะหลีกเลี่ยงหลบรอดกจากกฎ ๓ ข้อนี้ได้
นั่นคือกฎของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันเรียกว่า ไตรลักษณ์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 เม.ย. 2553 , 09:23:37 น.] ( IP = 58.9.151.36 : : )


  สลักธรรม 5

อนิจจัง คือความเปลี่ยนแปลง ความไม่คงที่ ความไม่แน่นอน ความไม่เที่ยง ความเป็นของชั่วคราว

ทุกขัง คือ ความยากลำบากที่จะคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้ หรือ ความไม่สามารถคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้ ความขัดแย้ง ความบีบคั้น กดดัน ความไม่สมบูรณ์ ความทุกข์

อนัตตา คือ ความไม่สามารถบังคับได้ดังใจปรารถนา ความไม่เป็นของใครจริง ความไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของๆ ตน ทุกสิ่งเกิดจากส่วนประกอบย่อยๆ

กฎทั้ง ๓ ข้อนี้สิ่งใดในโลกไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วนถูกกฎไตรลักษณ์ครอบงำอยู่ทุกขณะ กล่าวคือ...คนทุกคนเปลี่ยนแปลงไปอยู่ทุกวัน ทุกเวลา
ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ไม่เที่ยง สิ่งต่างๆ เป็นของชั่วคราว เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของที่เรามีอยู่เก่าไปเสื่อมไปตลอดเวลา คงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สรรพสิ่งทั้งหลายมีความขัดแย้ง บีบคั้นกดดันกันอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสิ่งไหนเลยที่มีความสมบูรณ์ ไม่มีสิ่งไหนเป็นของๆ ใครจริงๆ (เป็นจริงตามที่ชาวโลกสมมุติกันขึ้นมาเพื่อสิทธิในการครอบครอง) แท้จริงแล้วทุกอย่างเป็นสมบัติของโลก เราต่างพากันยืมสมบัติของโลกมาใช้ วันหนึ่งก็ต้องคืนให้โลกไป เพราะเมื่อตายไปไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้เลย

สิ่งทั้งหลายทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ เป็นเพียงแต่ส่วนประกอบย่อยๆ ของธาตุทั้ง ๔ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ที่มารวมกันตามเหตุปัจจัยให้ห้วงเวลาหนึ่งๆ หมดเหตุปัจจัยก็แตกสลายเป็นธาตุ ๔ คืนสู่โลก ไม่มีใครบังคับสิ่งต่างๆ ให้ได้ดังปรารถนาว่า ขอให้รูปร่างของฉันอย่าแก่เลย อย่าเจ็บไข้ได้ป่วยเลย อย่าตายเลย

ขอให้สิ่งที่ฉันรักฉันหวงแหน อย่าเสื่อมไปเลย อย่าพลัดพรากจากฉันไปเลย อย่าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ฉันไม่ปรารถนาเลย มีใครทำได้?

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 เม.ย. 2553 , 09:28:06 น.] ( IP = 58.9.151.36 : : )


  สลักธรรม 6

การไม่รู้ไม่เข้าใจความเป็นจริงทางธรรมหรือกระแสธรรม นำทุกข์มาให้

เพราะทุกคนต่างมีความมุ่งมั่นมาดปรารถนา ที่จะให้สิ่งที่ตนสัมผัส สัมพันธ์อยู่เป็นไปอย่างที่ตนต้องการ นั่นคืออยากบังคับสิ่งต่างๆ ให้ได้ดังใจ ในเมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่สามารถบังคับได้ดังปรารถนา แล้วจะบังคับให้ได้ดังใจได้อย่างไร

หลายคนโต้แย้งประเด็นนี้ทันทีว่า ทำไมจะบังคับไม่ได้ ฉันยังเคยบังคับคนโน้นคนนี้ให้ทำอย่างที่ต้องการได้ ขับรถฉันก็บังคับให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้ ตัวฉันเองก็บังคับได้ว่าฉันจะนั่ง จะยืน จะเดิน จะหยุด แล้วอย่างนี้จะว่าบังคับไม่ได้ดังใจได้อย่างไร

การบังคับคนโน้นคนนี้ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเขาทำตาม เป็นการใช้บทบาทสถานะขอให้เขาให้ความร่วมมือ บางครั้งเขาก็ร่วมมือทำตาม บางครั้งเขาก็ไม่ร่วมมือ ใช่ว่าเขาจะทำตามที่เราบอกทุกครั้ง ขณะที่เขาทำตาม เขาอาจจะทำด้วยความเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ได้ และถึงแม้เขาทำตามสิ่งที่เขาทำผลอาจจะไม่ได้ดังใจก็ได้

สิ่งสำคัญไม่ว่าจะบังคับให้ใครคนใดคนหนึ่งก็ตาม บังคับรถให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา บังคับอิริยาบถของตนในการเคลื่อนไหว

ขณะที่สิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่ตนบังคับนั้น ถามว่าบังคับให้สิ่งนั้น ไม่ให้เสื่อมไปได้หรือไม่ คนที่เคยบอกเคยใช้ได้ดังใจ บังคับให้เขาซื่อสัตย์ จงรักภักดีอยู่กับตนจนวันตาย และทำตามที่ตนบอกตนสั่งทุกครั้ง ได้หรือไม่ ไม่ได้เลย

อย่าเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะครั้งคราวมาเป็นมาตรฐาน ว่าสิ่งนั้นจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่แน่นอน

เมื่อบุคคลรักชอบพอในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็อยากให้สิ่งนั้นๆ คงอยู่อย่างเดิม (นิจจัง) ไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงไป (ในทางที่เสียผลประโยชน์) แต่สิ่งทั้งหลายต้องเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา (อนิจจัง) ตามเหตุปัจจัย การเปลี่ยนอาจจะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นก็ได้ หรือเสียประโยชน์ก็ได้เช่นกัน แต่ไม่ว่าสิ่งใดๆ จะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม หากสิ่งนั้นเกิดจากองค์ประกอบของธาตุ ๔ ที่สุดก็แตกสลายจากสภาพเดิม หมดอายุที่จะดำรงอยู่ได้

ด้วยเหตุนี้บุคคลจึงต้องพลัดพรากจากของรักของชอบด้วยกันทั้งสิ้น อาจจะพลัดพรากทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือพลัดพรากเมื่อตาย (แตกสลาย) ไปจากกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 เม.ย. 2553 , 09:32:32 น.] ( IP = 58.9.151.36 : : )


  สลักธรรม 7

พระพุทธองค์ตรัสว่า ชีวิตตั้งอยู่บนฐานของความทุกข์ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์เกิดไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ดับ ไม่มีอะไรดับ

ทุกข์ของวัตถุสิ่งของ เกิดจากสิ่งนั้นๆ ไม่สามารถคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้ ถูกบีบคั้นกดดัน และมีความขัดแย้งในมวลสาร (ธาตุทั้ง ๔) ให้เสื่อมไปอยู่ตลอดเวลา

ทุกข์ของบุคคลเกิดจากทุกข์กาย และทุกข์ใจ ทุกข์กายเพราะร่างกาย (ธาตุ ๔) เดินทางไปสู่ความแก่ (ชรา) ความเจ็บป่วย (พยาธิ) และความตาย (มรณะ) นอกจากนี้ร่างกายยังต้องหิว ต้องปวดเมื่อยเหนื่อยล้า ต้องขับถ่าย ต้องนอนพักผ่อน จึงต้องคอยดูแลหาให้อยู่หาให้กินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และเมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ก็จะเห็นทุกข์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงใกล้ตาย เห็นทุกข์ภัยของสังขาร สังขารจึงเป็นที่เกิดของทุกข์ เป็นกองทุกข์กองใหญ่ที่ติดอยู่กับตัวของทุกคน

ทุกข์ทางด้านจิตใจ พระพุทธองค์ตรัสในอริยสัจ ๔ ว่า ทุกข์เพราะ ตัณหา (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) และอุปาทาน โดยเฉพาะตัวอุปาทานหรือความยึดในตนและของๆ ตน นั่นแหละเป็นตัวทุกข์

หากบุคคลอยากได้อะไรสักอย่าง ซึ่งโดยปกติแล้วแต่ละวันใครๆ ก็อยากได้โน่นอยากได้นี่ อยากให้สิ่งนั้น สิ่งนี้เป็นอย่างที่ตนต้องการ

ลำพังความอยากยังไม่ใช่ตัวแท้ๆ ของความทุกข์ เพียงแต่เป็นต้นเหตุของทุกข์ เหมือนกับถ้าเล่นการพนันเป็นความเสื่อม คนเข้าบ่อนการพนัน ใช่ว่าจะเสื่อมถ้าเขาไม่เล่นการพนัน เขาอาจจะเข้าไปเป็นสายสืบ หรือเข้าไปส่งอาหารตามที่คนเล่นการพนันสั่ง แต่ถ้าเล่นการพนันเมื่อใด เมื่อนั้นคนนั้นจะเสื่อมทันที

ฉันใดก็ฉันนั้นวันหนึ่งๆ แต่ละคนมีความอยาก (ตัณหา) มากมาย แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร (ไม่ทุกข์) การไปยึด (อุปาทาน) ว่าจะต้องให้ได้ดังใจที่อยาก ตัวนี้แหละเป็นตัวทุกข์ เพราะถ้าไม่ได้ก็ขัดเคืองมีทุกข์ใจเกิดขึ้น ถึงได้สิ่งนั้นมา ก็ใช่ว่าจะมีสุข ความจริงได้สิ่งไหนก็เป็นทุกข์ต่อสิ่งนั้นหากไปยึดว่าเป็นของตน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 เม.ย. 2553 , 09:36:12 น.] ( IP = 58.9.151.36 : : )


  สลักธรรม 8

เมื่อได้ครั้งแรกดูเผินๆ ว่าเป็นความสุข แท้จริงความยินดีพอใจที่ตัณหาได้รับการตอบสนอง บดบังความทุกข์ไว้ชั่วคราว ครั้นเมื่อความยินดีพอใจเปลี่ยนไป ก็จะเห็นทุกข์เข้ามาแทนที่

เช่น บุคคลซื้อรถมา ทันทีที่ซื้อรถเป็นกรรมสิทธิ์ ความยินดีพอใจก็ท่วมท้นอยู่ในใจ รู้สึกเป็นสุขใจที่ตัณหาได้รับการตอบสนอง ตราบที่ยังเห่อของใหม่ก็ยังรู้สึกว่าเป็นสุข ทั้งๆ ที่ซื้อรถมาเป็นความทุกข์ เหตุใดจึงว่าเช่นนั้น

ทุกข์เพราะเงินที่ซื้อเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของการทำงาน กว่าจะหาเงินได้มากพอที่จะซื้อรถได้ต้องแลกกับทุกข์ยากขนาดไหน ทุกข์เพราะเป็นภาระที่ต้องดูแลรักษา ยิ่งเป็นของใหม่ยังเห่อๆ ยิ่งดูแลรักษาเป็นพิเศษ ชนิดเช็ดทุกวัน ใครเอามือไปลูบคลำตัวรถไม่ได้ เดี๋ยวจะสกปรก ใครไปยืนพิงก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะบุบ

ทุกข์เพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา ทุกข์เพราะรถเสื่อมลงไปทุกวัน อาจจะเสีย อาจถูกเฉี่ยวชน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องทุกข์กับรถสารพัด จึงกล่าวได้ว่า ได้สิ่งไหนมาก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น หากไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของตน แม้ว่าสิ่งที่ได้จะสร้างความยินดีชื่นชูใจให้สักเท่าใดก็ตาม ซึ่งยิ่งรักมากก็ยิ่งทุกข์มาก เพราะที่สุด วันหนึ่งก็ต้องพลัดพรากจากของรักไป การพลัดพรากขณะที่กำลังรักกำลังหลง ยิ่งทำให้ทุกข์ทับทวี

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 เม.ย. 2553 , 09:38:47 น.] ( IP = 58.9.151.36 : : )


  สลักธรรม 9

การรู้ธรรม เข้าใจธรรม นำธรรมมาเป็นเครื่องสอนใจ เว้นที่ว่างในห้องหัวใจไว้ให้ธรรมสถิตอยู่ ธรรมจะให้ความร่มเย็นในจิตใจ ช่วยแก้ทุกข์ให้คลายลง แม้กระทั่งช่วยดับทุกข์ได้สนิท

อย่าปล่อยให้ห้องหัวใจมีแต่กิเลส ตัณหา ครอบงำไปหมดชีวิตจะมีแต่ความเร่าร้อน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ

ทางโลกก็ต้องเรียนรู้ เพราะต้องอยู่กับโลก ต้องอาศัยโลกทำมาหากินเลี้ยงชีวิต ถ้าไม่รู้ทางโลกก็ยากที่จะเอาตัวรอด จะยากจนขัดสน จะเชย จะเฉิ่ม จะเป็นคนขวางโลก

แต่รู้ทางโลกอย่างเดียวก็จะหลงโลกหลงสมมุติของโลกเอาตัวไม่รอด(จากทุกข์) อย่าให้ความรู้ (ทางโลก) ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด (จากทุกข์) จึงต้องรู้ทางธรรมด้วย เพราะธรรมเป็นสัจจะที่ยืนยงมาทุกยุคทุกสมัย

พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ก็มารู้ของที่มีอยู่แล้วในโลก ไม่ได้รู้ของใหม่เลย เมื่อรู้แล้วก็นำมาสั่งสอนพุทธบริษัท ถ้าไม่รู้ทางธรรมก็เป็นคนเขลามีความเห็นไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะโมหาคติบดบังไว้


โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 เม.ย. 2553 , 09:41:51 น.] ( IP = 58.9.151.36 : : )


  สลักธรรม 10


ชีวิตคนเราที่ยังต้องวุ่นวายอยู่กับการทำงาน ดูเหมือนว่าจะเป็นการยากที่จะหลีกหนีพ้นจาก ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ซึ่งเป็นตัวรองพื้นและปรุงแต่งความคิดให้เป็นไปต่างๆนานา ชีวิตถูกครอบงำด้วยความเร่าร้อนตลอดทั้งวันของการทำงาน

นับว่าโชคดีของพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในยุคที่ยังคงมีคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฏอยู่ และได้ประพฤติปฏิบัติตาม

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะสำหรับข้อธรรมที่มีคติสอนใจยิ่ง ที่เพียรนำมาฝากเป็นประจำค่ะ

โดย พี่ดา [7 เม.ย. 2553 , 11:06:44 น.] ( IP = 124.121.171.122 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org