มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บัญชีชีวิต (๙)




ตอนที่ผ่านมา

๔. กลัวสิ่งใดก็คิดลำเอียงต่อสิ่งนั้น (ภยาคติ)โดยคิดวิตกกังวลไปต่างๆ นานาเกินความเป็นจริง

ความกลัวเป็นสิ่งที่ปิดกั้นโอกาสให้กับตน นอกจากนี้ยังนำความทุกข์มาให้บุคคล

ความกลัวเป็นอคติอย่างหนึ่ง เพราะถ้ากลัวสิ่งไหนก็คิดปรุงแต่งเรื่องนั้นเกินความเป็นจริง

แต่ละคนมักจะมีความกลัวกันคนละแบบ หรือบางคนกลัวหลายสิ่งหลายอย่าง บางคนกลัวความมืด บางคนกลัวความเปล่าเปลี่ยวไม่กล้าอยู่คนเดียว บางคนกลัวผี บางคนกลัวสัตว์บางชนิด เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก แมลงสาบ ฯลฯ

บางคนกลัวจน บ้างกลัวจะน้อยหน้าคนอื่น บ้างก็กลัวว่าลูกจะลำบาก เป็นห่วงคนที่ใกล้ชิด กลัวว่าจะมีอันตราย ชีวิตจะลำบากขัดสนสารพัดสารพัน

บางคนกลัวเป็นผู้แพ้ บางคนกลัวศักดิ์ศรี บางคนกลัวเสื่อมลาภ ยศ สรรเสริญ สุข บางคนกลัวการพลัดพรากจากของรักของหวง บางคนกลัวตาย ฯลฯ

ความกลัวบางอย่างเกิดจากการได้รับข้อมูลผิดมาแต่เด็กๆ (ถูกผู้ใหญ่หลอก) จึงจำฝังใจ เช่นกลัวตุ๊กแก เพราะตอนเป็นเด็กอาจจะชอบร้องงอแงหรือซน ผู้ใหญ่จึงขู่เอาว่าอย่าร้องนะ อย่าซนนะ เดี๋ยวตุ๊กแกจะกินตับ ยิ่งขู่ตอนที่ตุ๊กแกกำลังร้องด้วยแล้วเท่ากับตอกย้ำความกลัวให้กับเด็กเข้าไปถึงจิตใต้สำนึก

มีคนกลัวตุ๊กแกกันมากอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะคนกรุงหรือคนในเมืองใหญ่ ที่วัดตาดน้ำพุที่ผู้เขียนอยู่ มีกุฏิอยู่ร่วม ๕๐ หลังไม่น่าเชื่อว่ากุฏิทุกหลังมีตุ๊กแกอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกุฏิไม้หรือกุฏิปูน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 เม.ย. 2553 , 07:38:41 น.] ( IP = 58.9.143.28 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในแต่ละปีมีฆราวาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดจำนวนไม่น้อย และช่วงเข้าพรรษาจะมีพระบวชใหม่หลายรูป บางรูปเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพ

โยมผู้หญิงจำนวนไม่น้อยกลัวตุ๊กแก ไม่กล้านอนลำพังคนเดียว บางคนไม่กล้าเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน เพราะมีตุ๊กแกอยู่ในห้องน้ำ โยมต้องอั้นไว้จนรุ่งเช้า หากอยู่ปฏิบัติธรรมไปนานวัน น่ากลัวว่ากระเพาะปัสสาวะจะอักเสบ

มีพรรษาหนึ่งมีพระบวชใหม่มาจากกรุงเทพ เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี เตรียมตัวเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ พระรูปนี้กลัวตุ๊กแกมากๆ ที่กุฏิของท่าน มีตุ๊กแกอาศัยอยู่ด้วย อาทิตย์แรกท่านนอนแทบไม่หลับเพราะกลัวตุ๊กแก เมื่อทนไม่ไหวจึงขอให้เณรช่วยไปจับตุ๊กแก

เณรที่วัดเชี่ยวชาญในการจับตุ๊กแกมาก ถ้าตุ๊กแกอยู่สูงก็ทำห่วงติดปลายไม้คล้องคอตุ๊กแก กระตุกห่วงก็คล้องได้ตุ๊กแกแล้วเอาตุ๊กแกไปปล่อย แต่ตุ๊กแกก็กลับมาอีก ไม่รู้ว่าเป็นตัวเก่าหรือตัวใหม่ พระก็ไปขอให้เณรช่วยจับตุ๊กแกให้อีก

คราวนี้เณรจับตุ๊กแกได้ก็จับตุ๊แกด้วยมือเปล่า เอาไปจ่อที่หน้าพระเพื่อให้ท่านดูถนัดตา เณรบอกพระว่าตุ๊กแกมันตัวแค่นี้ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว มันไม่กัดคน ไม่กระโดดกอดคอคน ไม่กินตับคน ไม่ทำร้ายคน ท่านดูสิผมยังจับมันได้ ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร เอ้าท่านลองจับมันดูบ้าง ถ้าไม่กล้าจับก็ลองเอามือแตะๆ มันดู เณรกล่าวสำทับ

พระกลัวจะเสียหน้า เพราะขนาดเป็นเณรยังกล้าจับตุ๊กแกอย่างหน้าตาเฉย ตนเป็นพระกลับกลัวตุ๊กแกขึ้นสมองจึงกลั้นใจเอานิ้วไปจิ้มแตะตุ๊กแก แล้วรีบหดมือโดยเร็ว พระรู้สึกว่า เฮ้อ โล่งอกไปที พอจะกู้หน้ากับเณรไว้ได้

เณรยังรุกต่อไปอีกว่า เอาใหม่ท่านลองจับมันดู ถ้าไม่กล้าจับตัวจะจับหางมันก็ได้ ผมจะจับคอมันเอาไว้ รับรองมันไม่กัดท่านหรอก คราวนี้พระต้องกลั้นใจเป็นครั้งที่สอง เอามือไปจับหางตุ๊กแกแล้วรีบปล่อย

เณรยังคงตอกย้ำว่าเห็นไหมมันไม่เห็นน่ากลัวเลย แล้วเณรก็เอาตุ๊กแกไปปล่อยเสียไกล แล้วตุ๊กแกก็กลับมาอยู่ที่กุฏิหลังนั้นอีก (ก็ไม่รู้ว่าเป็นตัวเก่าหรือตัวใหม่)

ตั้งแต่นั้นมาพระก็ค่อยๆ หายกลัวตุ๊กแก นอนหลับได้สนิท หลังจากหน้าซีดหน้าเซียวน้ำหนักลด เพราะนอนไม่หลับอยู่หลายคืน

ความกลัวทำให้บุคคลสร้างจินตนาการไปในทางที่ผิดๆ แต่งเรื่องหลอกตัวเองขึ้นมา คนที่กลัวความมืดหรือกลัวเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ ยามอยู่ตามลำพัง ก็จะสร้างจินตนาการว่า เดี๋ยวผีโผล่ออกมาหลอก แล้วก็คิดถึงผีแม่นาคพระโขนง หรือผีตัวอื่น ที่ตนเคยดูในหนังในทีวี ยิ่งคิดปรุงแต่งว่าผีหน้าตาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จะมาหลอกเราอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งกลัวไปใหญ่ทั้งๆ ที่ความมืดเป็นธรรมชาติของกลางคืน เสียงก๊อกๆ แก๊กๆ ก็เป็นเสียงของสัตว์ที่หากินกลางคืน หรือเป็นเสียงลม

เมื่อเขียนถึงเรื่องนี้ ผู้เขียนอดนึกถึงประสบการณ์ของตนเองที่ต้องเผชิญกับความกลัวครั้งสำคัญของชีวิต ขอนำมาเล่าบางทีอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 เม.ย. 2553 , 07:43:39 น.] ( IP = 58.9.143.28 : : )


  สลักธรรม 2

ราวปี พ.ศ.๒๕๓๕ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผู้เขียนมุ่งต่อการปฏิบัติธรรมจึงชวนกัลยาณมิตรไปปฏิบัติธรรมที่วัดภูทอก จ.หนองคาย ผู้เขียนเคยไปวัดนี้มาก่อนแล้ว ๒ ครั้ง รู้สึกชอบในความสงบและทัศนียภาพ โดยเฉพาะเมื่อขึ้นไปอยู่ชั้น ๕ – ๖ รอบๆ ภู

คณะที่ร่วมไปปฏิบัติธรรมครั้งนั้นมี ดร.สมชัย รักวิจิตร คุณณรงค์ โชควัฒนา (ผู้บังคับบัญชาของผู้เขียนในขณะนั้น) อ.สุพร ชนะพันธ์ คุณสมบัติ (คนขับรถ) และผู้เขียน รวม ๕ คน กำหนดเวลาปฏิบัติธรรม ๗ วัน

คณะของเราขึ้นไปทำสมาธิภาวนาอยู่ชั้น ๕ เราสังเกตว่ามีผู้เดินทางท่องเที่ยวมาชมความงามของวัดในแต่ละวัน และได้ข่าวว่าหากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีผู้มาชมวัดมากกว่าวันธรรมดา เมื่อเป็นเช่นนี้คณะของเราจึงขอให้ทางวัดช่วยแนะนำสถานที่สงบ ปลอดจากคนรบกวน เพื่อเราจะย้ายไปปฏิบัติภาวนาในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งทางวัดแนะนำว่า ควรไปที่ภูกิ่ว ห่างจากวัดไปไม่ไกลนัก จะให้เณรพาไป

ภูกิ่วเป็นสำนักสงฆ์ร้างรถเข้าไปไม่ถึงจึงต้องเดินทางเข้าไประยะหนึ่ง มีกุฏิหลายหลัง พอที่คณะของเราและเณรจะอาศัยปฏิบัติภาวนา กุฏิแต่ละหลังอยู่ห่างกัน มองไม่เห็นกัน

ผู้เขียนเลือกกุฏิหลังหนึ่งในป่าลึกเป็นกุฏิชั้นเดียวเตี้ยๆ สูงเพียงบันได ๓ ขั้น ด้านซ้ายเป็นภูเขา ด้านหลังกุฏิเป็นที่ลาดชันลึกลงไป

ครั้นพลบค่ำ หลังสวดมนต์แล้ว ผู้เขียนนั่งภาวนาอยู่ในกลดภายในกุฏิ เมื่อความมืดครอบคลุมพื้นที่สนิท ลมเริ่มแรงขึ้น พัดประตูซึ่งไม่มีกลอน เสียงดังออดแอด ผู้เขียนก็กำหนดรู้ไปว่าเสียงลมพัดประตูเป็นของธรรมดา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 เม.ย. 2553 , 07:46:59 น.] ( IP = 58.9.143.28 : : )


  สลักธรรม 3

ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงกระทบกิ่งไม้ใบไม้แห้ง ที่ร่วงหล่นทับถมกันบนพื้นรอบกุฏิ คล้ายเสียงสิ่งมีชีวิตเดินเหยียบย่ำอยู่รอบกุฏิ ผู้เขียนก็กำหนดรู้ไปว่าเสียงสัตว์หากินยามกลางคืน เป็นของธรรมดา

ต่อมาลมพัดแรงขึ้น เสียงเหยียบย่ำรอบกุฏิหนักขึ้น เสียงกิ่งไม้ลู่ลงมาเสียดสีหลังคา คราวนี้ผู้เขียนชักเอะใจว่าท่าจะไม่ธรรมดา เพราะเมื่อเย็นยังยืนพิจารณาดูว่ากุฏิอยู่ใต้ต้นไม้สูง ไม่มีทางที่กิ่งไม้จะลู่มาเสียดสีหลังคาได้เพราะอยู่ห่างกัน

เท่านั้นเองจิตที่ตั้งมั่นอยู่ภายในก็ส่งออกคิดปรุงแต่งเสียงรอบข้างโดยเฉพาะเสียงเหยียบย่ำอยู่รอบกุฏิหนักขึ้น ราวกับมีสัตว์ใหญ่ หรือคนเดินวนอยู่รอบกุฏิ

เมื่อจิตส่งออกไปปรุงแต่งเรื่องข้างนอก ความกลัวก็เกิดขึ้น ยิ่งปรุงแต่งมาก ก็ยิ่งกลัวมาก กลัวจนจับใจได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ ขณะที่ตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว ก็ได้ยินเสียงดังชัดเจนมาทางหูด้านขวาว่ามรณานุสติ เท่านั้นเองสติเริ่มกลับคืนมา

ถามตัวเองว่ากลัวอะไร ตอบว่ากลัวเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำอยู่รอบกุฏิ อาจจะเป็นสัตว์ใหญ่ เช่น หมี เดี๋ยวจะขึ้นมาทำร้ายเรา เพราะประตูกุฏิปิดไม่ได้ กุฏิก็เตี้ยๆ แค่นี้เอง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 เม.ย. 2553 , 07:50:12 น.] ( IP = 58.9.143.28 : : )


  สลักธรรม 4

ถามตัวเองต่อไปว่า ถ้ามันขึ้นมาทำร้ายแล้วจะเป็นอย่างไร ตอบว่าถึงตายได้นะ

ถามตัวเองว่า ตายแล้วจะเป็นอย่างไร ตอบว่า ตายแล้วก็ต้องกลับมาเกิดอีกสิ

ถามอีกว่า กลับมาเกิดเป็นอะไร ตอบว่า การกลับมาเกิดเป็นอะไร ย่อมขึ้นอยู่กับบุญกุศลของแต่ละคน

ถามต่อไปว่าตอนนี้เรามีบุญกุศลอยู่หรือไม่ ตอบว่า มี มีอยู่ไม่น้อยทีเดียวนะ ทานเราก็ทำ ศีลก็รักษาได้ (แล้ว) ภาวนาก็ทำมาหลายปี นี่ก็กำลังภาวนาอยู่นะ

ถามต่อไปว่าถ้าตายตอนนี้แล้วจะกลับมาเกิดเป็นอะไร ตอบว่า อย่างน้อยก็กลับมาเกิดเป็นคน เชื่อมั่นว่าจะต้องดีกว่าเก่าแน่ๆ

ถามอีกว่า ถ้าไม่ตายตอนนี้แล้วจะต้องตายไหม ตอบว่า ไม่ตายวันนี้ วันหน้าก็ต้องตาย ต้องตายกันทุกคนอยู่แล้ว

คราวนี้จิตกลับมามีกำลังสติปัญญาก็กลับคืนมาไม่กลัวตายแล้วเอ้าตายเป็นตาย มันจะตายเดี๋ยวนี้ก็ไม่ว่า พร้อมที่จะตายอย่างอาจหาญ เท่านั้นเอง เสียงลมพัดตีประตูดังตึงตัง เสียงกิ่งไม้ระหลังคา เสียงดังเหยียบย่ำรอบๆ กุฏิก็หยุดลงราวปลิดทิ้ง หยุดสนิทในบัดดาล

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 เม.ย. 2553 , 07:53:07 น.] ( IP = 58.9.143.28 : : )


  สลักธรรม 5

อัศจรรย์จริงหนอ ธรรมะช่างอัศจรรย์จริงหนอผู้เขียนอุทานอยู่ในใจ เสียงดังที่เหยียบย่ำรอบกุฏิ หากเป็นเสียงสัตว์ มันก็ต้องมีเสียงเดินจากไปจางหายไป แต่นี่หยุดสนิททันทีทันใด

จากนั้นผู้เขียนก็สามารถนั่งสมาธิภาวนาได้ต่อไปเป็นปกติ มาประจักษ์ความจริงว่าที่สุดแห่งความกลัวของบุคคลคือความตาย หากไม่กลัวตายเสียอย่างก็ไม่ต้องกลัวอะไร ประสบการณ์ครั้งนั้น สร้างกำลังใจให้ผู้เขียนที่จะปลีกวิเวกอยู่ตามป่าเขาตามลำพังได้ โดยไม่หวาดหวั่น

เรื่องการภาวนาที่ภูกิ่วของคณะ ๒ คืน แทบทุกคนมีประสบการณ์ในการเผชิญสิ่งทดสอบอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในคืนที่ ๒ เณรโดนทดสอบหนักกว่าเพื่อน ดีแต่ว่าทุกคนกุมสิตไว้อยู่ มีกำลังใจเข้มแข็ง จึงผ่านแบบทดสอบไปได้ กลับมาภูทอกจึงได้รู้ว่า ภูกิ่วไม่ใช่สถานที่ธรรมดา ส่วนใหญ่เจอกันมาแล้วทั้งนั้น

มีข้อแนะนำสำหรับคนที่กลัวความมืด กลัวเสียงดัง ก๊อกๆ แก๊กๆ กลัวสัตว์บางชนิด กลัวผีหรือกลัวสิ่งต่างๆ ทันทีที่รู้สึกกลัวให้หยุดคิดปรุงแต่งว่าเดี๋ยวจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะการคิดปรุงแต่งเป็นการส่งจิตออกนอกตัว สร้างเรื่องหลอกตนเองให้กลัวยิ่งขึ้น ให้รวมจิตเข้ามาอยู่ข้างใน อยู่กับกายกับจิตปัจจุบัน

สั่งให้จิตหยุดคิดเสีย ให้นิ่ง ไม่คิดถึงเรื่องอะไรทั้งนั้น คุมจิตให้นิ่งอย่างเดียว

หากจิตนิ่ง สังขารหรือการปรุงแต่งของจิตก็ไม่ทำงาน ความกลัวก็ไม่เกิดขึ้น เพราะจิตอยู่ในความว่าง ความสงบ ไม่สร้างเรื่องหลอกตนเอง หรือถ้ากำลังทำอะไรอยู่ให้กำหนดจิตมีสติ รู้เฉพาะสิ่งที่กำลังทำ เช่น กำลังเดิน ก็กำหนดซ้าย – ขวาที่เท้าก้าวไป หรือเคลื่อนไหวส่วนไหนของร่างกายก็กำหนดจิตมีสติรู้ไปตามอิริยาบถ การกำหนดเช่นนี้จิตจะอยู่ภายในกาย-จิตของตนเอง ไม่ส่งไปคิดปรุงแต่งเรื่องข้างนอก หรืออาจจะสวดมนต์ก็ได้เอามาเป็นกำลังใจจดจ่ออยู่กับบทสวด ก็จะไม่ปรุงแต่งเรื่องข้างนอก

ทั้ง ๓ วิธีดังกล่าว เป็นยุทธวิธีถอยเข้าป้อมค่าย ปิดประตูตั้งมั่นอยู่ในป้อมปราการ อีกวิธีเป็นยุทธวิธีประจัญบาน คือ กลัวสิ่งไหนเผชิญกับสิ่งนั้น เช่น กลัวตุ๊กแกก็ให้ไปยืนดูตุ๊กแกอย่างใกล้ชิด จับได้ก็จับเลย หรือหากกลัวความมืดก็ออกไปเผชิญกับความมืด เป็นต้น ยุทธวิธีต้องสะสมพลังของความกล้าและสติไว้ให้มั่นคง จะเลือกวิธีใดก็สุดแต่ท่าน หรือไม่เอาสักวิธี ยังคงรักษาวิธียอดนิยมคือกลัวต่อไป...

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 เม.ย. 2553 , 07:57:43 น.] ( IP = 58.9.143.28 : : )


  สลักธรรม 6

ความกลัวบางอย่างสร้างทุกข์ให้กับผู้กลัวอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะความกลัวว่าบุคคลที่ตนรักว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ในสิ่งที่ตนไม่อยากให้เป็น

แม่บางคน (หลายคน) รักและเป็นห่วงลูก เมื่อลูกยังเป็นเด็กเรียนหนังสือกลับบ้านค่ำ ก็เป็นห่วง กลัวว่าจะเถลไถลไปในทางที่ไม่ดี กลัวว่าจะเป็นอันตราย ตั้งหน้าตั้งตาคอยลูกด้วยใจกระวนกระวาย กระสับกระส่ายดูนาฬิกาแล้วดูอีก ไม่เป็นอันทำอะไร บางคนข้าวปลาไม่ยอมกิน ถึงกินก็กินไม่ลง เพราะความเป็นห่วงลูก ทั้งๆ ที่กลัวสักเท่าใด เป็นห่วงสักเท่าใด ก็ไปช่วยอะไรเขาไม่ได้ และความจริงหลายๆ ครั้งเขาก็ไม่ได้เป็นอย่างที่แม่คิด หรืออย่างที่เป็นห่วง เขาอาจจะมีงานหรือกิจกรรมพิเศษที่ต้องทำ ซึ่งไม่ได้ไปเหลวไหลหรือตกอยู่ในอันตรายอย่างที่แม่เป็นห่วงแต่อย่างใด ตัวแม่เองสมัยเป็นนักเรียนก็เคยเป็นอย่างนี้

บางคนลูกโตแล้วมีครอบครัวไปแล้วอยู่กันคนละแห่ง แม่ก็ยังอุตส่าห์ส่งใจตามไปเป็นห่วงเป็นใยลูก เขาจะอยู่อย่างไรหนอ จะมีทุกข์สุขอย่างไรหนอ คู่ครองของเขาจะรักและซื่อสัตย์ต่อเขาหรือไม่หนอ แม้มีหลานก็ห่วงไปถึงหลาน แม่ขยันส่งจิตส่งใจไปคิดเป็นห่วงทำให้นอนไม่ค่อยหลับ เป็นการทำร้ายตนเอง

เมื่อเร็วๆ นี้มีแม่คนหนึ่งมาสารภาพกับผู้เขียนว่านอนไม่หลับ เครียดต้องไปเข้าโรงพยาบาลเพิ่งกลับจากโรงพยาบาลมา ผู้เขียนดักคอไปว่า คิดถึงลูกหลานสิ แม่ผู้นั้นสารภาพว่าใช่เลย

เพราะก่อนหน้านี้ดูทีวีมีข่าวน้ำท่วมที่ต่างประเทศ คนตายกันมาก บ้านเรือนถนนหนทางรถราจมอยู่ในน้ำ ประจวบกับช่วงเดียวกันฝนตกหนักที่บ้านเรา ทางภาคเหนือและภาคอีสาน ลูกมีกำหนดจะเดินทางไปขอนแก่น แม่เป็นห่วงลูก กลัวว่าลูกจะไปเผชิญกับฝนตกหนักระหว่างทาง เดี๋ยวจะมีอันตรายเหมือนข่าวที่ดูมา คิดไปสารพัดสารพันจนนอนไม่หลับ รู้สึกปวดที่ท้ายทอย อึดอัด หายใจไม่ออก เหมือนจะขาดใจ ทนทุกข์ทรมานอยู่แทบทั้งคืน โทรศัพท์ในหมู่บ้านก็เสีย ที่บ้านไม่มีโทรศัพท์มือถือถึงมีก็ไม่มีสัญญาณ ไม่รู้จะทำอย่างไรใจคิดห่วงลูกไปสารพัดสารพัน (ทั้งๆ ที่ลูกมีครอบครัวแล้ว)

วันรุ่งขึ้นต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอให้นอนพัก ๑ คืน ติดต่อกับลูกได้ ลูกรีบเดินทางกลับมาเยี่ยมแม่ เมื่อแม่เห็นหน้าลูก ความเจ็บไข้ก็หาย ปรากฏว่าวันคืนที่แม่เป็นห่วงลูกนั้น ลูกอยู่สุขสบายกับสามีไม่ได้เดินทางไปไหน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 เม.ย. 2553 , 08:00:32 น.] ( IP = 58.9.143.28 : : )


  สลักธรรม 7

ความคิดวิตกกังวลห่วงใยในสิ่งต่างๆ ทำให้เกิดความเครียดเป็นเหตุให้ร่างกายหลั่งสาร แอดรินาลิน (adrenalin) ออกมา สารดังกล่าวเป็นโทษต่อการทำงานของอวัยวะในร่างกาย เป็นตัวเสริมให้เกิดโรคร้ายแรงหลายชนิด ที่คนส่วนใหญ่เป็นกัน เช่น โรคหัวใจ (ตายเป็นอันดับ ๑) โรคมะเร็ง (ตายเป็นอันดับ๒) โรคความดันโลหิต โรคกระเพาะผูก โรคไมเกรน เป็นต้น

บุคคลชอบทำร้ายตนอยู่เสมอ ด้วยความคิดของตนเอง การไม่ศึกษาธรรม ไม่รู้ธรรม จึงไม่รู้จักคำว่าปล่อยวาง ไม่รู้ความเป็นจริงตามหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเหตุให้ใจยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ห่วงหาอาลัยในของรักของตน จึงสร้างทุกข์ให้กับตน

บางคนบางครอบครัว เมื่อเป็นเด็กเคยยาก จนมาก่อน ชนิดอดมื้อกินมื้อ ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตด้วยความลำบากยากเข็ญ อาศัยใฝ่ดีมีมานะ สร้างเนื้อสร้างตัว เป็นปึกแผ่นมั่นคงขึ้นมาได้ ครั้นมีลูกกลัวว่าลูกจะลำบาก ขัดสนเหมือนกันตน จึงเลี้ยงดูลูกให้ได้อยู่ได้กินได้ใช้อย่างดี ไม่ให้ลูกน้อยหน้าใคร นอกจากนี้ยังสะสมเงินทองทรัพย์สมบัติเอาไว้ให้ลูก

หลายคนที่ผู้เขียนเห็นทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ทุ่มเทชีวิตจิตใจหาเงินหาทองเอาไว้เพื่อลูก แม้จะมีฐานะมั่นคงแล้วตัวเองก็ยังประหยัดกิน ประหยัดใช้ แต่ลูกกลับใช้เงินทองอย่างฟุ่มเฟือย เกียจคร้าน ไม่ใฝ่ดีเหมือนพ่อแม่ นอนก็ตื่นสาย งานบ้านก็ไม่ช่วยทำ ตื่นขึ้นมาก็ไม่เก็บพับผ้าห่ม ปล่อยให้ห้องนอนรก สกปรก (รอให้คนรับใช้-บางทีก็เป็นแม่มาทำให้) กินอาหารเสร็จจานชามก็ไม่ล้าง ซ้ำยังทิ้งเอาไว้บนโต๊ะอาหาร (รอให้คนรับใช้-บางทีก็เป็นแม่มาทำให้)

ถามว่าเรารักลูกอย่างไรกัน เลี้ยงลูกอย่างไรกัน จะเลี้ยงให้เป็นคนเกียจร้าน ไม่เอางานเอาการ มีชีวิตเปราะบาง เอาแต่ใจตัว ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเช่นนั้นหรือ เราอยากให้ลูกเป็นคนดี มีความสุข มีความเข้มแข็ง มีสติปัญญาที่จะต่อสู้ยืนหยัดชีวิตในสังคม ท่ามกลางกระแสของการแข่งขันทางทำมาหากิน และกระแสของวัตถุนิยม ตลอดจนอบายมุขที่ถั่งโถมเข้ามาทำลายคุณธรรมของคนในสังคม แต่กลับไม่เลี้ยงลูกให้มีวินัย ใฝ่ดี ขยัน อดทน

ที่ลูกมีนิสัยเช่นนี้ เพราะพ่อแม่เลี้ยงลูกให้เป็นอย่างนั้น แล้วก็มาทุกข์ใจกับลูกว่าทำไมจึงมีนิสัยเช่นนี้ จะแก้อย่างไร ความรักอันเกิดจากความกลัว (ลูกจะลำบาก) ของเรา กลับทำร้ายลูกรักของเราเอง

ความกลัวบางเรื่องไม่เพียงแต่กระทบต่อตัวบุคคลเท่านั้น ยังส่งผลสะเทือนไปถึงสังคม ประเทศชาติ แม้ในระดับโลกอีกด้วย ดังเช่นกรณีไข้หวัดนก เป็นต้น

คงจำกันได้ว่าในช่วงที่ไข้หวัดนกระบาดในสัตว์ปีก คนตื่นตระหนกกันไปในหลายประเทศถึงกับไม่ยอมกินสัตว์ปีก โดยเฉพาะไก่เป็ด แม้กระทั่งไข่ซึ่งเป็นอาหารหลักประจำวัน ไม่เพียงแต่คนในประเทศที่มีไข้หวัดนกระบาดเท่านั้น แม้คู่ค้าต่างประเทศที่เคยสั่งผลิตภัณฑ์ไก่เข้าไป ก็งดการนำเข้า สร้างความเสียหายให้แก่ผู้เลี้ยงและผู้ส่งออกมากมาย

ความกลัวว่าโรคไข้หวัดนกจะระบาดอย่างกว้างขวาง ถึงกับสั่งให้ฆ่าไก่ ฆ่าเป็ด ในพื้นที่ที่มีการระบาดและพื้นที่ใกล้เคียง ไก่ เป็ดนับล้านๆ ตัวถูกฝังทั้งเป็นหรือไม่ก็ถูกเผาทั้งเป็น เป็นภาพที่น่าเอน็จอนาจใจยิ่งนัก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 เม.ย. 2553 , 08:03:57 น.] ( IP = 58.9.143.28 : : )


  สลักธรรม 8

ความกลัวทำให้คนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจอย่างน่าสะพรึงกลัว

เมื่อหลายปีก่อนหลายคนคงจะจำได้ เพราะเป็นข่าวใหญ่พาดหัวในหน้าหนังสือพิมพ์ มีบริษัทค้าไก่รายใหญ่รายหนึ่งกลัวว่าไก่จะล้นตลาด จะทำให้ราคาตก จึงขนลูกไก่เจี๊ยบไปทิ้งกลางทะเล ลูกไก่นับแสนๆ ตัว (จำไม่ได้ว่านับล้านๆ ตัวหรือไม่) ลอยฟ่องอยู่กลางทะเลได้แค่อึดใจแล้วก็จมน้ำตาย ข่าวดังกล่าวเป็นที่น่าสลดหดหู่ใจแก่ผู้อ่าน

เมื่อไม่นานมานี้มีข่างต่างประเทศออกทางโทรทัศน์ ญาติโยมมาเล่าให้ฟังว่า ที่ประเทศอิรักคนเหยียบกันตายนับพัน เหตุเพราะฝูงชนเรือนล้านพากันเดินทางไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ขณะแออัดอยู่บนสะพานแห่งหนึ่ง มีผู้ปล่อยข่าวว่ามีระเบิดพลีชีพอยู่ข้างหน้า เท่านั้นเอง ผู้คนแตกตื่นกันราวฝูงผึ้งแตกรัง บ้างกระโดดลงน้ำ บ้างวิ่งหนีไม่คิดชีวิต เหยียบย่ำกันตายนับพันๆ คน เพราะตื่นตระหนกตกใจในข่าวลือ ได้ฟังแล้วก็สลดสังเวช

ในช่วงที่โลกแบ่งเป็นค่ายคอมมิวนิสต์กับค่ายเสรีนิยม ทั้ง ๒ ฝ่าย ต่างเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน มุ่งทำร้ายทำลายกัน เป็นเหตุให้เกิดสงครามอย่างกว้างขวางในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทั้งสงครามร้อน สงครามเย็น และสงครามตัวแทน เป็นเหตุให้ผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก สังคม เศรษฐกิจและประเทศชาติ ในประเทศที่เกิดสงครามถูกทำลายเสียหายมากมายเหลือคณานับ นี่เพราะความกลัว

อคติอันเกิดจากความกลัว ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งพรรคแบ่งพวก ทั้งในองค์กรเล็กเช่นครอบครัว ที่ทำงาน พรรคการเมือง ไปจนถึงสังคม ประเทศชาติ และประชาคมโลก การจำแนกแยกแยะแบ่งเป็นฝ่ายเขาฝ่ายเรา นำไปสู่ความหวาดระแวง ความแตกแยก ความกลัว ถึงกับทำร้ายทำลายกัน ทั้งที่ลับและที่แจ้ง ก่อให้เกิดความไม่สงบสุขอยู่ทั่วไป

แม้มนุษย์จะมีศักยภาพ พัฒนาเทคโนโลยีให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วสักเพียงใดก็ตาม หรือต่อให้ในอนาคตมนุษย์สามารถไปได้สุดขอบจักรวาล แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่พัฒนาจิตใจขจัดอคติความกลัวออกไปได้ จะหวังความสงบและสันติสุขให้เกิดขึ้นในองค์กรในสังคม ในประเทศชาติแม้ในประชาคมโลก ไม่ได้เลย

สรุป โดยที่ปุถุชนส่วนใหญ่ยังมีอคติอยู่ใน ๔ เรื่องดังกล่าว คือ

ลำเอียงเพราะความรัก (ฉันทาคติ)
ลำเอียงเพราะความชัง (โทสาคติ)
ลำเอียงเพราะความไม่รู้ (โมหาคติ)
ลำเอียงเพราะความกลัว (ภยาคติ)


ความคิดของบุคคลจึงซ้ำซากอยู่ในโครงเรื่องเหล่านี้ หรือที่ผู้เขียนเรียกว่า เป็นนักแต่งนิยายน้ำเน่า อคติทำให้ความคิดผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง หรือขาดความเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นผลเสียต่อชีวิต บางเรื่องนำความเสียหายมาสู่ตนเอง ครอบครัว องค์กร สังคม ประเทศชาติ และประชาคมโลก ดังได้กล่าวมาแล้ว

ด้วยเหตุนี้การขจัดอคติที่มีอยู่ในจิตใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่บุคคลควรฝึกหัดขัดเกลา เอากิเลสดังกล่าวออก แม้ไม่ได้หมด อย่างน้อยก็ให้เบาบางลง

เมื่อบุคคลปราศจากอคติแล้ว ความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ก็จะมีความเที่ยงธรรม หรือตรงกับความเป็นจริง การแต่งนิยายชีวิต แทนที่จะเป็นนิยายน้ำเน่าก็จะเป็นนิยายชีวิตจริง

นักแต่งนิยายชีวิตจริงจะแต่งอย่างไรนั้นจะได้กล่าวในเรื่องต่อไป.


โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 เม.ย. 2553 , 08:09:44 น.] ( IP = 58.9.143.28 : : )


  สลักธรรม 9


มาเจออคติที่สี่นี้ เข้าตัวเองหมดเลย แต่ที่เจอไม่ใช่ตุ๊กแก เป็นเพียงจิ้งจกเท่านั้น ฮ่าฮ่าฮ่า ยังเกือบแย่

ทำให้รู้ตัวว่าสติยังขาดตกบกพร่องอยู่มาก

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำข้อธรรมที่มีประโยชน์ยิ่งสำหรับชีวิตมาให้ได้อ่าน ศึกษาและทำความเข้าใจค่ะ ....อนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะ

โดย พี่ดา [8 เม.ย. 2553 , 11:09:03 น.] ( IP = 124.121.176.101 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org