มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทางออกจากสังสารวัฏ (๒)







ทางออกจากสังสารวัฏ (๒)

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร



“เหง่งหง่างระฆังวังเวงมา สาธุชนเจ้าข้าได้ยินระฆังหรือเปล่า ระฆังเสียงเย็น ระฆังแผ่เห็นเป็นร่มเงา ขอเชิญสาธุชนเข้าเฝ้าเพื่อทำความดีถ้วนหน้ากัน” นี่คือเพลงของคุณชินกร ไกรลาส ที่นำเพลงนี้มาก็เพราะว่า เมื่อสักครู่นี้พวกเราได้ยินเสียงระฆังที่เป็นอาณัติสัญญาณในการมานั่งสวดมนต์ทำวัตรกันในห้องนี้

เราเป็นสาธุชนที่ต้องมีความเพียบพร้อมในการกระทำทั้งกายวาจาและใจให้เป็นไปในกุศลและเจริญชีวิตอยู่ในกุศลให้มากที่สุด เพราะกุศลเท่านั้นที่จะให้เราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคแห่งชีวิต ดำเนินไปให้บรรลุธรรมอันเป็นเครื่องรู้ คือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อการตรัสรู้ คือ การพ้นทุกข์นั่นเอง จึงถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะพร้อมน้อมกายวาจาและใจรำลึกถึงพระรัตนตรัยอันมีพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้ามาเป็นประธานของชีวิต

พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์และพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีเกิดขึ้นมาในโลกสืบมาจนทุกวันนี้ เราได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนความจริงก็เพราะบารมีแห่งพระชินศรีศากยมุนี ดังนั้น ขอให้ทุกคนพนมมือแล้วมองไปที่พระพุทธรูปอันเป็นสัญลักษณ์จำลององค์แทนของพระตถาคตเจ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพนบนอบ และน้อมใจรำลึกคล้อยตามท่วงทำนองการบูชาที่จะดังขึ้น

เพลงสมเด็จพระพุทธเจ้า


แม้ว่าทะเลกว้าง จะมล้างมลายไป เหือดแห้งกระนั้นไซร้ ฤทัยฉันยังมั่นคง ถึงดินและหินต้องสุรีย์ส่องมลายลง ยังรักและมั่นคงสิฉะนั้นนิรันดร

ฉันมั่นฤทัยสร้างจะไม่ล้างไม่ลืมลง ยังรักและซื่อตรงต่อองค์พระราชิน สมเด็จพระพุทธเจ้าโปรดเราให้ทุกข์สิ้น ทางนี้เป็นทางจริงสติล้ำค้ำจุนเจือ

ขอตั้งมโนมอบ ขอบคุณพระคุณให้ ด้วยรักและมั่นใจ ตราบชีวิตนิจนิรันดร์

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [11 เม.ย. 2553 , 08:52:15 น.] ( IP = 58.9.236.240 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

บทเพลงได้จบลงแล้วมั่นใจเหลือเกินว่า ช่วงระยะเวลาที่เพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีนี้ แต่ละคนได้มีความสงบเยือกเย็นเกิดขึ้นในใจ หยุดความเร่าร้อน ความกังวลที่จะซัดส่ายไปในเรื่องอื่นๆ นี่คือสิ่งหนึ่งที่จะยืนยันได้ว่า เมื่อจิตตั้งไว้ดีแล้วสิ่งดีๆ ย่อมปรากฏขึ้น เหมือนที่เราได้ตั้งใจฟังสิ่งที่เปิดให้ฟัง พร้อมกับน้อมนำใจไปกับสิ่งที่ได้ยินซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมีค่า จิตดีคือความสงบ ความอิ่มเอิบ ความปิติก็เกิดขึ้น เป็นการพิสูจน์ได้อย่างง่ายๆ ว่า ทำดีย่อมต้องได้ดี คิดดี ความรู้สึกอารมณ์ของเราก็ดี

หลักของพระพุทธศาสนานั้นไม่ได้สอนยากเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนสิ่งในที่เราทำไม่ได้ แต่ที่เรายังทำไม่ได้ก็เพราะกิเลส โมหะ อวิชชา ตัณหาของเรายังมีมาก เรายังไม่ชนะอารมณ์ ยังไม่มีความศรัทธาที่จะตั้งจิตไว้โดยชอบ เราจึงมีความซัดส่ายไปในเรื่องราวต่างๆ เกิดความทุกข์เวทนาทางใจของเรา

เมื่อความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นแล้วความคิดอันเกิดจากความวิปลาสก็เกิดขึ้นมาก ดังนั้น ในยามที่เราเร่าร้อนฟุ้งซ่านหรือรำคาญใจในเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ควรรีบกลับมาตั้งจิตให้ชอบ หางานดีๆ หาสิ่งดีๆ ที่เป็นมงคลทำเพี่อที่ ชีวิตจะได้มีมงคล

เมื่อเราสวดมนต์ทำวัตรเช้า สวดพระธรรมจักร และแผ่เมตตาแล้ว ต่อไปนี้ก็ถึงเวลาที่เราทำความสงบกันสักนิด เพื่อนึกถึงชีวิตที่ผ่านมาและที่เราจะดำเนินต่อไป ขอให้ตั้งใจพักผ่อนอิริยาบถแล้วก็สงบอยู่ในอารมณ์ที่ได้ยินนี้

เพลงสองฝั่งคลอง


ชีวิตคนช่างมีหลากหลาย ดีชั่วมีมากมายปะปน เปรียบสายน้ำในลำคลอง เหมือนชีวิตคน ฉันก็คงเป็นหนึ่งในนั้น

ฝั่งนี้คือฝั่งเริ่มชีวิต จุดหมายคือสุดปลายความฝัน อาจชนะหรือแพ้พ่ายร้ายก็เป็นกัน ฝันกันไปต่างๆ นานา

หากน้ำในคลองดั่งหนึ่งการเริ่มต้น สายน้ำพาวน วนสู่ห้วงตัณหา รู้สิ่งเดียวคือตั้งใจฟันฝ่ายามใดหยุดอ่อนล้าเหมือนดังฆ่าตัวตาย

สุดท้ายคือขึ้นยังฝั่งนั้น ยังไม่รู้ว่ามันวันไหน มีชีวิตก็ดิ้นรนค้นจนสิ้นใจ ชีวิตคนก็คล้ายสองฝั่งคลอง

โดย น้องกิ๊ฟ [11 เม.ย. 2553 , 08:52:56 น.] ( IP = 58.9.236.240 : : )


  สลักธรรม 2

“ชีวิตคนก็คล้ายสองฝั่งคลอง” วันนี้เราได้เริ่มต้นด้วยการเปิดเพลงบูชาพระพุทธเจ้า พร้อมกับได้ยืนยันกับทุกท่านว่า ทำดีย่อมต้องได้ดี จิตที่ตั้งไว้ดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้ และเมื่อสวดมนต์แล้วก็ได้เปิดเพลงสองฝั่งคลองให้ท่านได้ฟังเพื่อสงบอยู่กับอารมณ์

อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ ขณะนี้สิ่งที่จิตรู้ทางโสตทวารคือ เสียงที่เปิดขึ้นมา ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่เบาจากกิเลส ขัดเกลาจิตใจของเราให้หยุดทุรนทุรายซัดส่ายไปในเรื่องต่างๆ นอกตัว เพลงสองฝั่งคลองเป็นเพลงที่ให้เราย้อนกลับมาดูตนเองว่า เราไม่รู้ว่าชีวิตของเราจะไปขึ้นฝั่งวันไหน?

ถามว่าทำไมไม่รู้ ..ก็เพราะเราไปรู้เรื่องอื่นเสียหมด ไปรับรู้เรื่องอื่นๆ นอกตัวเองจนหมด และสิ่งนอกตัวเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เราดีหรือเลวได้เลย ถ้าใจของเราไม่พร้อมน้อมไปรับและเอามายึดถือและตัดสินโดยฉันทาคติ แต่ในขณะนี้และในวันนี้ตั้งแต่เช้าที่มีเสียงระฆังดังขึ้น เราไม่ได้มีชีวิตเพื่อผู้อื่น แต่เรากำลังมีชีวิตเพื่อตนเองจริงๆ โดยน้อมนำศรัทธาเป็นที่ตั้ง และนำความรู้มาเป็นหลักของชีวิต จึงทำให้เราหยุดความเร่าร้อนได้

ชีวิตเราก็เหมือนสองฝั่งคลองคือไม่รู้ว่าจะไปขึ้นฝั่งไหนในวันไหน ในช่วงที่สวดธัมจักกัปปวัตตนสูตรนั้นก็ได้เกิดการพิจารณาขึ้นมาว่า เราได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอน ได้ศึกษาพระอภิธรรม ๙ ปริจเฉท ซึ่งบางคนก็ผ่านการเรียนมาหลายรอบแล้ว ก็รู้สึกว่า เราเป็นผู้โชคดีมหาศาลที่ได้ทำสิ่งเหล่านี้

แล้วก็นึกไปถึงพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ท่านที่ได้ฟังพระธัมมจักรพร้อมๆ กัน ที่ทรงประกาศธรรมและมรรค ๘ ที่เป็นทางที่ควรดำเนิน เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ นั่นก็คือเรื่องทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงให้พระปัญจวัคคีย์ฟัง

โดย น้องกิ๊ฟ [11 เม.ย. 2553 , 08:53:14 น.] ( IP = 58.9.236.240 : : )


  สลักธรรม 3

ทรงอธิบายเรื่องมรรค ๘ ทางที่ควรดำเนินในตอนแรกว่าทำไมต้องดำเนิน ก็เพราะชีวิตประกอบด้วยทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้แต่ไม่รู้ สมุทัยเป็นสิ่งที่ควรละแต่ไม่ได้ละ นิโรธเป็นความสิ้นสุดทุกข์แต่ไม่ได้ทำให้แจ้ง มรรคเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์แต่ไม่ได้ดำเนิน ฉะนั้น เมื่อมีแต่ความ “ไม่” ชีวิตจึงเป็นไปด้วยโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นต้น แล้วก็ทรงอธิบายเรื่องทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พระพุทธองค์ยกถึงสิ่งที่ร้อยรัดชีวิต ทำให้ชีวิตติดข้องอยู่ในวัฏฏสงสาร คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

ซึ่งในขณะที่พระปัญจวัคคีย์ฟังอยู่พร้อมๆ กันนั้น มีเพียงพระอัญญาโกณฑัญญะเท่านั้นที่มีดวงตาเห็นธรรม เราก็จะเห็นว่า ผู้ฟังคือพระปัญจวัคคีย์ผู้มีความพร้อมถึงขนาดนั้นแล้วยังบรรลุธรรมได้เพียง ๑ ท่านเป็นสักขีพยานของพระธรรมเป็นพระสุปฏิปันโณ ที่เหลืออีก ๔ ท่านพระพุทธเจ้าได้โปรดด้วยอนัตตลักขณสูตร ที่กล่าวถึง รูปขันธ์เป็นต้นว่ามีอะไรบ้าง มีรูปภายใน ภายนอก ฯลฯ ทรงนำขันธ์ ๕ มาอธิบาย พระปัญจวัคคีย์อีก ๔ ท่านจึงบรรลุธรรมได้สำเร็จ

เรียกได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนา ๒ ครั้ง ให้กับผู้ที่มีฐานรองรับหรือเรียกว่าเป็นชีวิตที่พร้อมรับได้สำเร็จ แล้วพวกเราล่ะเราได้ฟังธรรมมากครั้งกว่าพระปัญจวัคคีย์ เราได้เรียนพระอภิธรรม ๙ ปริจเฉท และได้ฟังพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรมาหลายครั้งแล้ว แม้กระทั่งในการเรียนพระอภิธรรมนี้ก็คือการได้เรียนพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ได้เรียนเรื่องอนัตตลักขณสูตร รู้สึกว่าเราเป็นผู้โชคดี ถึงแม้จะไม่ได้บรรลุตอนนี้เพราะเรายังไม่พร้อม ยังไม่มีอุปนิสัยมามากพอ แต่เรายังมีส่วนได้ฟังธรรมะเหล่านั้นและฟังได้อยู่เรื่อยๆ

การได้ฟังพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและอนัตตลักขสูตร ในแง่การอธิบายสภาวธรรมอย่างละเอียดนี้ถือว่า เราเป็นผู้โชคดีที่ได้ฟังเนื้อหาแท้ๆ ของพระสูตรทั้งสอง ตรงนี้จึงกล่าวได้ว่าถ้าเผื่อเรารู้จักว่าเราเป็นผู้มีโชค ถ้าเรามีศรัทธา เราให้เวลาทำชีวิตให้ดีตั้งตนไว้ชอบ เราก็จะไม่เป็นผู้ทิ้งโชคของตนเองเลย และเป็นที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่งกับการที่แต่ละท่านใช้ความเพียรอย่างสม่ำเสมอในวันเสาร์วันอาทิตย์มาเป็นเวลาปีๆ บางท่านมาหลายปีมาก มาเอาชีวิตคลุกคลีอยู่กับ พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและอนัตตลักขสูตร

พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ว่า เมื่อใดที่เราตถาคตได้ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ธรรมะนี้จะเป็นศาสดาของเธอ คือเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ถ้าใครได้คลุกคลีกับพระธรรม ก็เท่ากับว่าท่านไม่ได้ห่างจากพระธรรมเลย จึงน่าภูมิใจ น่าชื่นใจ น่ายินดี ปีติใจในบุญวาสนา ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้ห่างจากพระพุทธเจ้า เราห่างก็แต่รูปขันธ์เท่านั้นเพราะพระองค์ท่านได้ดับขันธ์ปรินิพพานนานแล้ว แต่ธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้ายังอยู่

โดย น้องกิ๊ฟ [11 เม.ย. 2553 , 08:53:31 น.] ( IP = 58.9.236.240 : : )


  สลักธรรม 4

สัปดาห์ที่แล้วได้กล่าวว่า สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายในการเรียนก่อนที่จะถึงวันสงกรานต์ เพราะมูลนิธิจะปิดในวันที่ ๑๐ – ๑๑ และ ๑๗ – ๑๘ เมย และจะเปิดการเรียนการสอนอีกครั้งในวันเสาร์ที่ ๒๔ เมษายน เหตุผลก็คือว่าทุกปีที่ผ่านมา ถนนพุทธมณฑลสาย ๔ จะมีการจราจรที่ติดขัดมากเพราะการเล่นน้ำสงกรานต์ ฉะนั้นเมื่อเป็นโอกาสที่หยุดติดต่อกันหลายวัน หลายๆ ท่านก็จะได้ไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อจะได้ใช้ชีวิตให้เป็นมงคล

เรื่องการปฏิบัติวิปัสสนานี้ได้อธิบายต่อเนื่องมา ๒ สัปดาห์แล้ว ทำไมเราถึงต้องปฏิบัติวิปัสสนา? ก็เพราะสภาพชีวิตของเราทุกวันนี้ตกอยู่ในสภาพของผู้ไม่รู้ และก็ไม่ยอมรับรู้ในสิ่งที่เป็นจริง แต่เราชอบไปรู้เรื่องอื่นๆ ชีวิตของเราจึงไม่สงบ

ถ้าเทียบกับเมื่อเช้านับจากที่มีเสียงระฆัง และต่อมาก็มีการเปิดเพลงสมเด็จพระพุทธเจ้า “สมเด็จพระพุทธเจ้าโปรดเราให้ทุกข์สิ้น ทางนี้เป็นทางจริง สติล้ำค้ำจุนเจือ” เมื่อเราเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีพระคุณต่อเรา จึงชวนทุกคนให้หมอบกราบท่านว่า “ขอตั้งมโนมอบขอบคุณพระคุณให้ ด้วยรักและมั่นใจ ตราบชีวิตนิจนิรันดร์”

ต้องรักและมั่นใจ ตราบชีวิตนิจนิรันดร์ ไม่ใช่รักชั่วคราว เพราะรู้ว่า “ทางนี้เป็นทางจริง” ทางที่เราจะพ้นทุกข์ได้จริง ประกอบด้วย “สติล้ำค้ำจุนเจือ” เมื่อเรารู้ทางที่ทำให้เราไม่หายนะ ทำให้เราออกจากวัฏฏสงสารคือความทุกข์ได้ เราต้องรักเส้นทางนี้อย่างมั่นใจ ตราบชีวิตนิจนิรันดร์ ไม่ใช่เรียนเพื่อรู้ มิใช่เรียนเพื่อประดับอะไร ต้องเรียนด้วยชีวิตและเดินทางตามทางที่ท่านสั่งสอนด้วยชีวิต

พระพุทธเจ้าสั่งสอนมากมาย ในพระไตรปิฎกมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เราคงเรียนไม่จบ แต่ให้เรียน พระอภิธรรม ๙ ปริจเฉทให้จบอย่างรู้จริงๆ ไม่ใช่รู้อย่างจำๆ เพราะชีวิตนี้มีความยากมีกลไกสลับซับซ้อน มีอารมณ์มากมายเมีรื่องราวมากมายและวิบากมากมาย และมีการกระทำทางทวารต่างๆ มากมาย เราจึงต้องรักเส้นทางนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [11 เม.ย. 2553 , 08:53:48 น.] ( IP = 58.9.236.240 : : )


  สลักธรรม 5


พระพุทธเจ้าทรงสอนมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แต่พระองค์สั่งเพียง ๓ อย่าง คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม และชำระกิเลสให้หมดไปจากกายวาจาและใจ กิเลสมี ๑๐ อย่าง แต่สงเคราะห์เป็นตระกูลใหญ่ ๓ ตระกูล คือ โลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นทุจริต

ก็ได้ทรงแจกจ่ายออกมา เช่น โลภะ ทุกคนมีคือโลภมูลจิต ๘ โทสะทุกคนมีคือ โทสมูลจิต ๒ โมหะทุกคนมีคือ โมหมูลจิต ๒ ซึ่งไม่ได้มีแค่นี้อย่างเดียว ยังประกอบไปด้วยทุจริตเพราะประกอบไปด้วยความเห็นผิดมากมาย เรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส เมื่อเห็นผิดแล้ว ทิฏฐิวิปลาสเกิดขึ้นแล้วเป็นเหตุให้เกิดจิตวิปลาส เมื่อเห็นผิดก็คิดผิด สิ่งที่ปรากฏขึ้นมา ตามธรรมชาติ เราจึงไปจำผิด เช่นคิดผิดว่าชีวิตนั้นเป็นของดี คิดผิด นึกผิด และก็จำผิด เรียกว่า วิปลาส ๓ อย่าง

พระพุทธเจ้าท่านสั่งให้ชำระบาปให้หมดไปจาก กาย วาจา ใจของเราเป็นคำสั่งข้อที่ ๑ การไม่ทำบาปก็ยังไม่พอ เหมือนเราวิดน้ำเก่าออกไปแล้วก็ต้องเติมน้ำใหม่เข้ามาด้วยเป็นคำสั่งข้อที่ ๒ คือทำกุศลให้ถึงพร้อม หมายถึง กุศลที่เกิดขึ้นทั้งกาย วาจา และใจ ไม่ใช่กายทำกุศลแต่ใจเป็นอกุศล เช่น ใส่บาตรไปแต่ก็นึกว่าพระไป นึกว่าคนนั้นไป อย่างนี้กุศลไม่ถึงพร้อม และทำบุญแล้วก็ยังไม่พอ ต้องชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมองด้วยเป็นข้อที่ ๓

ทำอย่างไรถ้าเราไม่รู้จักกิเลส แล้วเราจะชำระกิเลสได้อย่างไร ไม่รู้จักว่าอะไรคือเครื่องเศร้าหมอง แล้วจะชำระให้ออกไปได้อย่างไร จึงต้องมีการศึกษาว่าอะไรเป็นกิเลสและเครื่องเศร้าหมองของจิตใจ กิเลสเราก็รู้จักแล้ว เครื่องเศร้าหมองก็มีนิวรณ์ เป็นต้น เมื่อเรียนแล้วต้องนำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อขัดเกลาชีวิตของเราให้เป็นผู้ได้รับความดี

ทางสายเอกที่พระพุทธเจ้าทรงให้ ก็คือ เอกยนมรรค มรรคเป็นทางเอกและเป็นทางสายเดียวที่จะนำสัตว์นั้นให้ออกจากวัฏฏสงสาร คือการท่องเที่ยวไปในภพภูมิต่างๆ ทั้งน้อยใหญ่ ทั้งต่ำและสูง

โดย น้องกิ๊ฟ [11 เม.ย. 2553 , 08:54:05 น.] ( IP = 58.9.236.240 : : )


  สลักธรรม 6

พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราไม่เคยไม่เกิดเป็นสัตว์อะไรเลย ท่านเปรียบว่านรกเป็นบ้านเก่าของเรา เราขึ้นมาแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ลงกลับไปในที่คุ้นเคย เหมือนเราไปเที่ยวคือมาเที่ยวที่เมืองมนุษย์ แล้วด้วยความคุ้นเคยก็พร้อมที่จะกลับบ้านเก่า

ทำไมพูดจึงอย่างนี้? ถามว่า เราพร้อมจะโกรธไหม .. พร้อม พร้อมจะไม่พอใจไหม ..พร้อม ใครยินดีกับแดดร้อนบ้าง.. ไม่มีใครยินดี พฤติกรรมที่แสดงออกคือ ความหงุดหงิด ความไม่พอใจ ความรำคาญใจ สิ่งเหล่านี้เป็นอกุศลทั้งสิ้น และอกุศลให้ผลไปในทางต่ำ และถ้าไปคุ้นมากๆ เมื่อตายไปแล้วโอกาสที่จะไปเกิดในภพใหม่ก็ตกต่ำลงไปเกิดเป็นเปรตบ้าง ไปเกิดเป็นอสุรกายบ้าง ไปเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง หรือถ้าไปเกิดเป็นมนุษย์อีก จะถือวีซ่ามามาเมืองมนุษย์ใหม่ก็จะมีอายุสั้นลง

สังสารวัฏฏ์ คือการท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ทั้งต่ำทั้งสูงที่เราเคยไปมาแล้ว ชีวิตของเราจึงหมักหมมและสะสมไปด้วยอาสวะกิเลสที่เป็นพืชเชื้อร้ายๆ ให้เราคิดดีไม่เป็น ทำดีไม่ถูก จึงต้องมีการศึกษาว่าอะไรคือความดีจริงๆ ไม่ใช่ดีของเรา ไม่ใช่ดีของเขา แต่ดีแบบพระพุทธเจ้า

ความจริงมี ๓ จริง คือ ดีหรือจริงของเรากับดีหรือจริงของเขาไม่เหมือนกัน เพราะว่าเอาตามใจตน แต่จริงและดีของพระพุทธเจ้า นั่นคือการปฏิบัติละโทษ เพื่อจะโอนโคตรจากความมีกิเลสไปสู่พระอริยชน ทางนั้นเรียกว่า เอกายนมรรค ทางสายเอก หรือในการปฏิบัติธรรม เรียกว่าเป็นการเจริญสติปัฏฐาน๔ คือ

๑. การเจริญด้วยกาย เรียกเต็มๆ ว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

๒. การเจริญด้วยเวทนา เรียกเต็มๆ ว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

๓. การเจริญด้วยจิต เรียกเต็มๆ ว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

๔. การเจริญด้วยธรรม เรียกเต็มๆ ว่า ธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

หมายถึง มีสติปัญญาอยู่กับกาย เวทนา จิต ธรรม โดยอารมณ์ที่อาศัยพิจารณาคือ

โดย น้องกิ๊ฟ [11 เม.ย. 2553 , 08:54:27 น.] ( IP = 58.9.236.240 : : )


  สลักธรรม 7

ทางกาย อารมณ์นั้นก็คือ รูปธรรม

ทางเวทนา อารมณ์นั้นก็คือ นามธรรม

ทางจิต อารมณ์ที่พิจารณา ก็คือ นามธรรม

ทางธรรม อารมณ์ที่พิจารณานั้นเป็นธรรมะที่ปรากฏขึ้นมีทั้ง รูปธรรมและนามธรรม

อารมณ์อันเป็นที่พิจารณานี้ก็ต้องอาศัยปรมัตถอารมณ์ ไม่ใช่บัญญัติอารมณ์ คือชื่อต่างๆ เช่น เขียว แดง เหลือง เรา นั่ง เดิน ยืน ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นก็คือ เป็นรูป หรือเป็นนาม เท่านั้นเอง

นิมิตอันเกิดขึ้นจากการพิจารณาทางกายนี้คืออสุภะ แต่ถ้าวันนี้เรามีความเห็นผิด หลงว่าร่างกายของเราเป็นของดี ธรรมที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลาของเรานี้ เป็นวิปลาส เรียกว่า สุภวิปลาส นิมิตคือเครื่องหมายที่ปรากฏให้เราพิจารณาอสุภะ นั้นไม่ใช่อุจาระแต่เห็นความทุกข์ว่า เป็นของไม่ดี เพราะอสุภะ แปลว่า ไม่ดี ไม่งาม

ทางด้านเวทนา.. อารมณ์ที่เป็นที่อาศัยนี่เป็นนามธรรม นี่คือทุกข์ แต่เราเห็นว่าเป็นสุขวิปลาส ส่วนทางฐานจิต.. ธรรมชาติของจิตนั้นไม่เที่ยง แต่เราเห็นว่าเที่ยงเป็นนิจจวิปลาส และทางฐานธรรมนั้นก็คือการที่รู้สึกไปในอาการที่เป็น รูปธรรมและนามธรรม ซึ่งเราก็เห็นว่าธรรมชาตินั้นเป็นอัตตา แต่ที่จริงแล้วเป็นอนัตตา แต่ที่ๆ เรามีอยู่ก็คือ อัตตวิปลาส

ก็จะเห็นได้ว่า สติปัฏฐานมีอารมณ์อย่างไร และสิ่งที่เพ่งปรากฏก็จะเห็นอะไร

โดย น้องกิ๊ฟ [11 เม.ย. 2553 , 08:54:43 น.] ( IP = 58.9.236.240 : : )


  สลักธรรม 8

ธรรมที่ทำให้เราเนิ่นช้าคือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ นั้นเองที่ทำให้นิมิตเหล่านี้ไม่ปรากฏสติปัฏฐาน เรามาดูกันว่าจริงหรือไม่?

ตัณหา คือ ความต้องการ หรือความทะยานอยาก ทุกวันนี้เราดูแลรูปธรรมของเรา ดูแลกายของเราอย่างดี เพราะเรามีความวิปลาสเกิดขึ้นว่าดี ความยินดีคือตัณหานี้ผลักดันให้เรามีความต้องการอยู่เรื่อยๆ มีความต้องการชีวิต ต้องการร่างกายให้มี

ด้านเวทนา คือ ความเสวยอารมณ์ความสุขและความทุกข์ มีธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าก็คือ ตัณหา ส่วนในด้านของจิตนั้นเราก็ลองมาดูจิตว่า ธรรมชาติของจิตเรา เรายอมใครง่ายๆ หรือไม่ จิตของเราแข็งกร้าว ธรรมที่ทำให้เนิ่นช้านั้นคือ มานะ ดูได้เลยพิสูจน์ตัวเอง มานะ ใครพูดไม่เข้าหู ก็ร้องฮื่อ อย่านะนี่ฉัน นี่แม่นะ นี่พ่อนะ นี่ครูนะ นี่กำลังสอนนะ ทำไมไม่ฟัง อย่างนี้เรียกว่ามีมานะใช่ไหม ..ใช่

ทางด้านจิตของเราเต็มไปด้วยมานะ อำนาจแห่งมานะนี้ไม่ใช่อำนาจจิต แต่จิตของเรานี้มีมานะเข้าครอบงำ ส่วนด้านธรรมนั้นสิ่งที่ทำให้เนิ่นช้า คือ ทิฏฐิ เพราะเรามีความเห็นผิดในธรรมชาติต่างๆ ที่เป็นรูปเป็นนาม



ขออนุโมทนากับคุณเซิ่นและน้องนวลที่ช่วยถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [11 เม.ย. 2553 , 08:55:08 น.] ( IP = 58.9.236.240 : : )


  สลักธรรม 9

จะออกจากสังสารวัฎได้ ต้องทำตัวให้เหมือนคนบ้านั่นแหละ เพราะต้องละ โลภ โกรธ หลง ให้หมดสิ้น คิดให้ดีๆว่าจริงใหม?

โดย คนสูง [23 มิ.ย. 2553 , 11:35:16 น.] ( IP = 111.84.25.183 : : )


  สลักธรรม 10

สาธุ ครับ

โดย ตฤณ [19 ก.ย. 2553 , 21:48:05 น.] ( IP = 125.25.14.76 : : 192.168.1.110 )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org