| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทางออกจากสังสารวัฏ (๓)
สลักธรรม 1
เมื่อศึกษาพระธัมมจักรและอนัตตลักขณสูตรแล้วก็จะรู้ว่าเป็นการศึกษาเพื่อทำลายตัวตน เพราะจะเกิดความเข้าใจว่า จริงๆ แล้วเราไม่ใช่คน แต่เป็นการทำงานระหว่างจิต และเจตสิกที่มี ๕๒ ดวง ที่เข้าประกอบกับจิตประเภทต่างๆ ไม่เท่ากัน เช่น ถ้ามีจิตเห็นเกิดขึ้นก็จะมีเจตสิกประกอบ ๗ ดวง คือ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ และมนสิการ มาร่วมทำงานกับจิตนั้น ทำให้งานเกิดขึ้นได้
เพราะจิตเป็นธรรมชาติที่เห็น คือรู้อารมณ์ แต่เจตสิกทำให้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น จิตเกิดขึ้นพร้อมกับเจตสิก ตั้งอยู่ในที่เดียวกับจิต มีอารมณ์เดียวกับจิตแล้วก็ดับไปพร้อมกับจิต ฉะนั้น ที่มาเรียนกันนี้ก็คือ การนำชีวิตตัวเองให้กระเด็นขึ้นมาบนกระดาน แล้วกระดอนตัวเองกลับไปสู่ตัวเองให้เกิดความเข้าใจ ซึ่งเราเข้าใจโดยปริยัติว่า ไม่มีตัวตนคนสัตว์ มีแต่จิต เจตสิก รูป
จิตเป็นนาม เจตสิกเป็นนาม รูปธรรมเป็นรูป เป็นการศึกษาที่แยกโดยปริยัติ แต่ในการปฏิบัติไม่ต้องกำหนดว่า จิต เจตสิก รูป คือใช้รูปหรือนามเลย เช่น ทางด้านร่างกายจึงเป็นรูปธรรม ก็ไม่ต้องเอารูป ๒๘ มาเรียก อย่างกำลังเยืนอยู่จะเรียกว่า อวินิพโภครูป ๘ ก้มได้..วิการรูป ๓ กำลังเดินอยู่มี ๒๗ รูป มีอิทถีภาวรูป หรือ ปุริสภาวรูป การก้าวเข้าไปได้ก็รูปควรอ่อนแก่การงานและมีปริจเฉทรูป ... ถ้าไปคิดอย่างนี้ก็แย่เลย
คราวนี้เรามาปฏิบัติ จิต เจตสิก รูป .. เรารู้ว่าจิตเป็นนาม เจตสิก เป็นนาม รูปเป็นรูป ก็คือ รูปธรรม นามธรรม อย่างในทางกายก็มี เดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย ในอิริยาบถ มีอิริยาบถใหญ่ ๔ และมีอิริยาบถย่อยอีกมาก
อิริยาบถใหญ่ๆ ที่มีกันทุกคน คือ เดิน ยืน นั่ง นอน เป็นอาการของรูปธรรม ในการปฏิบัตินั้นไม่ต้องไปกระจายชีวิตแบบปริยัติ แต่ให้รู้ว่าเรามีความเห็นผิด ว่าเราเดินอยู่ เรายืนอยู่ เรานั่งอยู่ เห็นผิด ..ไม่มีเรา แท้ที่จริงอาการที่ปรากฏเป็นรูป แต่เราสมมุติว่าเป็นเราเข้าไปเอง สมมุติว่าเป็นคนเข้าไปเอง ความสมมุติเหล่านี้ จึงทำให้เกิดความวิปลาส มีความยึดความยินดีเกิดขึ้น
โดย น้องกิ๊ฟ [12 เม.ย. 2553 , 09:24:22 น.] ( IP = 125.27.180.13 : : )
สลักธรรม 2
วิธีการป้องกันตัณหานั้นจึงต้องใส่ใจหรือกำหนดในใจให้รู้ลงไปว่าอาการเหล่านั้น เป็นรูปธรรม และจะรู้ว่าเป็น รูป อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะรูปยืนกับรูปนั่งถ้าเราไปถ่ายรูป ก็จะอัดรูปได้สองใบเพราะคนละท่ากัน จึงต้องกำหนดไปว่า รูปอะไร?
นั่ง ..จึงต้องกำหนดรูปนั่ง ทำความรู้สึกในอาการนี้ว่าเป็น รูปนั่ง
เวลายืน.. ต้องทำความรู้สึก ในอาการนี้ว่าเป็น รูปยืน
ถามว่า กำหนดนี้เพื่ออะไร? เพื่อถ่ายทอนความเห็นผิดว่ากายนี้หรือรูปธรรมนี้ เป็นเรา เพราะว่าเป็นเรามาเมื่อไหร่ก็จะมีตัณหาเข้ามาบงการ ทำให้เกิดความอภิชฌ(ความยินดี) หรือโทมนัส (ความไม่ยินดี) เมื่อเป็นทุกข์ก็ไม่ยินดี เมื่อเป็นสุขก็ยินดี แท้ที่จริงรูปก็คืออาการเท่านั้นเองที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพธรรม สภาพธรรมนั้นคือ ทุกข์ เมื่อย ปวด หรือต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพธรรมที่ปรากฏขึ้น หรือเป็นปัจจัยให้ธรรมนั้นเกิดขึ้น จึงเห็นได้ว่าทางกาย เวทนา คือการเสวยอารมณ์
แต่ละคนมีชีวิตเกิดมา มีทาน มีเมตตากรุณา แต่เป็นบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา เรียกว่า มหากุศลญาณวิปยุต แต่เมื่อปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะเอกายนมัคค แม้จะล้มลุกคลุกคลาน ปฏิบัติตามอารมณ์ไม่ทัน หาปัจจุบันธรรมไม่เจอ แต่เจตนาของเรากำลังอยู่ในวิปัสสนานั้น ขณะนั้นแหละกุศลที่เราไม่เคยมีปัญญาก็ปรับเปลี่ยนเป็นกุศลญาณสัมปยุตขึ้นมาได้ จึงอยากให้ทุกคนใช้เวลาให้มีค่า เวลาจะมีค่า เวลานั้นจะต้องประกอบไปด้วยปัญญา และที่มาอธิบายอีกครั้งหนึ่งนี้ก็เพื่อให้ทุกคนใช้เวลาที่ประกอบไปด้วยปัญญาเป็น
เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ มี ๕ อย่าง เป็นสุข เป็นทุกข์ เฉยๆ โสมนัส โทมนัส แต่พอไปปฏิบัติถ้ามีคนมาส่งข้าว พอเปิดปิ่นโตกับข้าวปุ๊บเจอขาหมูต้มเห็ด ...โสมนัสเวทนาก็เกิดขึ้น พอเปิดไปอีกชั้นหนึ่ง เจอกุ้งแห้ง ยำ.. โทมนัสเวทนาก็เกิด หรือก็อาจเฉยๆ เพราะยังไม่หิว... อุเบกขาเวทนา ...อย่ากำหนดแบบนี้ไม่ต้องไปรู้แบบปริยัติ แต่ให้เอาเวทนาขึ้นมาตั้งเลย โดยเฉพาะในครั้งนี้สำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ๆ ให้ดูฐานเวทนาต่อจากฐานกายไปก่อน
โดย น้องกิ๊ฟ [12 เม.ย. 2553 , 09:24:53 น.] ( IP = 125.27.180.13 : : )
สลักธรรม 3
ให้เราเป็นนักเรียนที่มีลำดับจากการดู เพราะถ้าเข้าไปขึ้นเรือนปฏิบัติแล้วดูเวทนาเลย มันก็ยาก ก็ควรมีการเริ่มต้นเสียหน่อย คือ เมื่อวางข้าวของให้เรียบร้อยแล้ว หรือถ้าอยู่บ้านทำกิจธุระเรียบร้อย ก็ทำพิธีรีตองเสียหน่อย เพื่อให้ชีวิตมีระเบียบคือ แยกกันระหว่าง ฉันคนเก่าอยู่นอกห้อง กับฉันคนใหม่ที่ก้าวเข้าห้องพระ หรือห้องส่วนตัว ฉันคนเก่าอยู่บ้าน ฉันคนใหม่เข้าอ้อมน้อย ฉันคนเก่าอยู่บ้าน ฉันคนใหม่ไปน่าน เมื่อไปแล้วต้องเป็นคนใหม่ ต้องบอกว่า เราต้องมีระเบียบในเรือนใจ เพราะใจของเรานั้นไม่มีระเบียบ ท่านจึงวางฐานของกายไว้เป็นอันดับแรก
เมื่อเราเข้าไปเป็นคนใหม่ก็สงบสติอารมณ์ตั้งใจจะถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ด้วยรักและมั่นใจตราบชีวิตนิจนิรันดร์ ก่อนจะเข้าไปในห้องปฏิบัติหรือห้องพระก็มองห้องสักนิดนึง แล้วพิจารณาว่า ทางนี้เป็นทางจริง สติล้ำค้ำจุนเจือ แล้วก็หยิบกุญแจที่เขาให้มาไขประตูแล้ว เดินเข้าไปขอตั้งมโนมอบ ...ตั้งใจเลยที่จะทำความดี คือ เวลาจะมีค่า เวลานั้นจะต้องประกอบไปด้วยปัญญา
ฉะนั้น บุญของเราจะต้องเป็นบุญชนิด ญาณสัมปยุต หรือรู้ความจริงว่าเป็นรูปเป็นนาม นั่งสักนิดหนึ่ง ..ถึงเวลาแล้ว ดูตัวเอง อาการนั่ง อาการที่ปรากฏขึ้นดู รู้ว่าเป็นรูปนั่ง สังเกตอยู่ จะนั่งห้อยขา หรือจะนั่งขัดสมาธิ อาการที่ปรากฏจะเป็นรูปไหนก็แล้วแต่ ก็รู้สึกในอาการนั่ง ก้นไม่ได้นั่ง ถ้าก้นนั่งหัวไปเดินได้ นั่งคืออาการทั้งหมดของรูป อย่าไปดูส่วนใดส่วนหนึ่งว่ากระทบหนอ นั่นเรากระทบ คือ อาการทั้งหมดนั่ง แล้วก็ไม่สนใจอะไรเลย คือสังเกตรูปนี้ที่ปรากฏ ดูไปเหมือนจับผิดนักเรียนนั่นเอง เหมือนแมวที่คอยตะครุบหนู มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ เช่น เมื่อยนิดๆ ก็รู้ ปวดก็รู้
ตรงรู้นี้แหละมันเลยจากการดูกายแล้วมาเป็นเวทนา สิ่งที่เกิดขึ้นให้จิตรู้เช่น เมื่อย คัน ..คนเรานั่งไม่จำเป็นต้องนาน บางทีเข่าเราไม่ดีก็เมื่อยได้ หลังเราไม่ดีมันก็เมื่อยได้ปวดได้ เมื่ออาการนี้เกิดขึ้นมา ที่เกิดจากรูปที่นั่งเมื่อครู่นี้ ก็กำหนดรู้เวทนานั้นเลยว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นทุกข์ เมื่อยเป็นทุกข์ แต่เราเรียกสมมุติว่าเมื่อย คันเป็นทุกข์ ที่เรียกว่าคัน เพื่อให้ต่างจากเมื่อย ไม่เช่นนั้นจะทำไม่ถูก คันจึงต้องเกา เมื่อยจึงต้องเปลี่ยน รู้โดยพระธรรมเพื่อไม่ให้วิปลาส โดยเอาสมมุติออก ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นพระพุทธเจ้าบอก ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
อาการต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นที่รูป นั่ง เดิน ยืน หรือ นอน นั่น เราดูได้คือเวทนาก็กำหนดไป เช่น นามเมื่อย เมื่อยนั้นเป็นเรื่องของนาม นามเป็นผู้รู้ เพราะนามธรรมคือเมื่อยไม่มีตัวตนแต่มีจริง ไม่ใช่อยู่ดีๆ ให้กำหนดนามโดยฟังตามกันมา พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของเหตุผล ทำไมจึงต้องกำหนดนาม? เพราะธรรมเหล่านั้น เป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม จึงต้องกำหนดนาม
เวลาฟุ้ง ..ฟุ้งก็มีจริง คิดไปแล้ว..คิดมีจริง แต่ทั้งฟุ้งทั้งคิดไม่มีตัวตน ฉะนั้น ความคิดฟุ้งซ่านไปนั้นเป็นนาม จึงต้องกำหนด นามฟุ้ง ทำไมถึงต้องมีนามต่างๆ เพราะนามมีมาก ถ้าไม่กำหนดเช่นนี้แล้วสันสติหรือฆนสัญญาก็ไม่กระจาย
โดย น้องกิ๊ฟ [12 เม.ย. 2553 , 09:25:17 น.] ( IP = 125.27.180.13 : : )
สลักธรรม 4
มาดูจิตอันเป็นสติปัฏฐานที่ ๓ ท่านให้ดูจิต การดูจิตเป็นการดูยากหน่อย แต่จะง่ายสำหรับผู้ที่รู้ว่าดูจิตอย่างไร จิตมีการดูหลายแบบ เช่น เรากำหนดรูปนั่งอยู่ เวทนาอาจจะเกิดและเราแก้ไขไปแล้ว มีคนเดินผ่านหรือมีเสียงดังพลั่วขึ้นมาดังมากๆ เลย ยิ่งใกล้สงกรานต์ ท่านอาจกำลังนั่งปฏิบัติอยู่ แล้วจะมีเสียงดังขึ้นมาว่า วันตรุษสงกรานต์สนุกสนานกันน้องพี่ สาวสวยโสภี หนุ่มก็หล่อดี เชิญทางนี้นั่งล้อมวง เล่นมอญซ่อนผ้า ถือตุ๊กตาวนรอบวง ถ้าใครนั่งงง ระวังข้างหลังไว้ให้ดี เราก็ระวังให้ดีไม่ได้ พอได้ยินเสียงนี้ ใครได้ยิน..จิต
ถ้าเผื่อเราเรียน ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรามาพิสูจน์ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆนวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณที่รับอารมณ์ไม่ดี เป็นวิบากอกุศล เวลารับอารมณ์ดี เป็นวิบากกุศล ในขณะที่กำลังดูอารมณ์ต่อเนื่อง ก็มีเสียงเพลงมาทำให้เกิดได้ยิน อย่างนี้เป็นวิบากไม่ดี โดยทฤษฏีเราก็พิสูจน์ได้แล้วอย่างหนึ่ง แต่โดยการปฏิบัตินั้น เสียงที่เราไม่ต้องการมันเกิดขึ้นมาโดยที่เราไปหยุดยั้งใครไม่ได้ ถามว่าธรรมชาตินั้นใครได้ยิน... จิตได้ยิน จิตเป็นรูปหรือเป็นนาม..เป็นนาม กำหนดนามได้ยิน ..รู้ทันจิต จิตได้ยินก็รู้ทัน จิตได้กลิ่นก็รู้ทัน เพราะถ้าเผื่อไม่เท่าทันจิต เราจะมี มานะเข้ามา จะไปว่าเขาเสียหน่อยที่ทำเสียงดัง หรือไล่ให้ไปที่อื่น เช่น นี่! คุณมาเดินผ่านแถวนี้ หรือ กวาดอะไรนักหนา ไปไปที่อื่นไป
สติปัฏฐานที่ ๔ ธรรม มีทั้งรูปธรรมและนามธรรม เช่น รัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง เป็นนามที่เกิดทางใจ เกิดทางผิวหนังไม่ได้ บางครั้งที่เรานั่งอยู่ที่บ้าน เราก็นึกหน้าคนนั้นออก เห็นเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนนึกไปได้พอนึกไปได้นี่ฟุ้ง
ฟุ้งเป็นเรื่องเหมือนในฝัน ความฝันเป็นนาม แต่เนื้อเรื่องที่มีนักแสดง มีรูปปรากฏขึ้น มีนามทางใจ และมีรูปทางใจ อันนี้เป็นรูปทางใจกับนามทางใจซึ่งปฏิบัติยาก ต้องบอกว่ายาก ผู้ที่ทำได้ครั้งแรกคือ พระสารีบุตร ตอนที่พระพุทธเจ้าทรงเทศน์ พระสารีบุตรรู้ธรรมต่างๆ โดยเป็นรูปธรรมกับนามธรรมที่เกิดขึ้นทางใจของพระองค์แล้วก็ตรัสรู้ตาม ฉะนั้น ในโอกาสนี้สำหรับคนใหม่ๆ ก็จะอธิบายให้เข้าใจแค่นั้นเอง
ธรรมต่างๆ นี้เป็นสภาพที่เราบังคับบัญชาไม่ได้ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ทั้งภายในภายนอก เราบังคับบัญชาไม่ได้ แต่เรามีความเห็นผิดว่าเราบังคับบัญชาได้ว่า เราจะเดินจะยืนจะนั่งจะนอน จริงๆ แล้ว เราเดินไม่ได้ ถ้าเผื่อเราไม่มีเหตุปัจจัยพร้อม เราได้ยินไม่ได้ถ้าเผื่อเราไม่มีเหตุปัจจัยได้ยิน
โดย น้องกิ๊ฟ [12 เม.ย. 2553 , 09:25:39 น.] ( IP = 125.27.180.13 : : )
สลักธรรม 5
ถามคนใหม่ว่า เห็นสีแดงไหม ..เห็น เห็นได้ด้วยอะไร..เห็นได้ด้วยตา เป็นคำตอบที่ถูกแต่สอบตก เพราะคนที่มีตาแล้วเขาไม่เห็นก็มีอย่างผู้ที่ตาบอด การเห็นประกอบไปด้วยเหตุที่ทำให้เห็น การเห็นนี้หนึ่งต้องมีประสาทตาดี ที่ใส่แว่นเพราะประสาทตาไม่ดีจึงต้องมีเครื่องช่วยประสาทตา ต้องมีรูปารมณ์ คือคลื่นแสงสะท้อนไป หรือมีวัตถุที่ให้เห็น ต้องมีแสงสว่างเพราะในที่มืดก็มองไม่เห็น มีแสงสว่างไม่พอต้องมีความใส่ใจในการดู เรียกว่ามนสิการ เหตุสี่อย่างจึงเกิดการเห็น และพระสัพพัญญุตาญาณของพระพุทธเจ้านั่นเองที่มาเจียรนัยให้ชีวิตของเราเป็นเพชร จึงขอให้มาทำใจให้เป็นเพชรกันเถิด
เมื่อมีเหตุต่างๆ จึงทำให้เดินได้ จึงทำให้ยืนได้ จึงทำให้กินอาหารแล้วกลืนลงไปได้ แต่เพราะความไม่รู้ ความเห็นผิดนึกว่าเรา ตัวนี้จึงถูกปกคลุมด้วยทิฏฐิความเห็นผิด ฉะนั้น ธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า คือตัณหา มานะ ทิฏฐิ
ที่นี้กลับมาที่เรื่องสังโยชน์เราเข้าใจผิดว่าเป็นเรา แท้ที่จริงคือรูปกับนาม สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดในเรื่องตัวตน จึงต้องมีวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น ที่ไปกำหนดไปพยายามรู้ นำความรู้อันนี้ ไปกำหนดลองดูพอนั่ง รูปนั่ง พอยืนรูปยืน พอเดินรู้ว่ารูปเดิน และรู้แค่นี้ไม่พอ เช่น วันนี้หัดดูรูปดูนามแค่นี้ก่อนก็ได้ รูปนั่ง รูปยืน รูปยืน รูปเก้า รูปเดิน
พอเข้าวันที่สอง รูปนั่ง ทำไมถึงต้องยืน ทำไมถึงต้องเดิน เพราะรูปนั้นเป็นทุกข์ หรือปวดปัสสาวะ นั่งอยู่ นามทุกข์ ดูเติมเข้ามานามทุกข์ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปนี้ ไม่ใช่อาศัยตัณหาแล้ว และอวิชชาก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรู้ว่าเป็นรูปเป็นนาม ไม่ได้อาศัยตัณหา จึงทำเป็น
ฉะนั้น สองวันได้สองสเต็ปแล้ว แล้วเอาสองสเต็ปมารวมกับวันที่สาม คราวนี้ทำคล่องๆ ไป ดูรูปดูเวทนา ดูรูปดูเวทนา รู้ทันว่าจะทำไปเพื่ออะไร แค่นี้ท่านกำลังปรับชีวิต เป็นผู้ใช้เวลาที่มีค่า เพราะเวลานั้นประกอบมหากุศลญาณสัมปยุตเกิดขึ้น แล้วมหากุศลญาณสัมปยุตนี่แหละ ท่านบอกว่า เป็นฐานอันเป็นที่ไปของความพ้นทุกข์ เพราะมีปัญญานำ แล้วทำไปเถอะ ดูไปเรื่อยๆ สิ่งที่เราคอยจ้องดู เหมือนแมวตะครุบหนู ยังไงมันก็จับได้สักครั้งหนึ่ง วันนี้อาจจะเป็นแมวที่มือสั่น จับให้บ่อยๆ ทันปัจจุบันบ่อยๆ นั่นแหละเป็นตัวการทำให้โสฬสญาณบังเกิดขึ้น
โดย น้องกิ๊ฟ [12 เม.ย. 2553 , 09:26:04 น.] ( IP = 125.27.180.13 : : )
สลักธรรม 6
อย่างที่อาทิตย์ที่แล้วสอน นี่คือสิ่งที่อยากจะให้ทุกคน ไปทำของขวัญที่วิเศษให้ตนเองในปีศักราชใหม่ โดยเฉพาะต้อนรับปีเสือ ที่จะเยือนถึงในวันที่ ๑ เมษายน แต่เดี๋ยวนี้จุลศักราชได้ปรับเปลี่ยนขณะนี้ที่อเมริกาทดเวลาลงมาอีกสองชั่วโมง เวลาเปลี่ยนไปหมดแล้ว เวลาจะเร็วขึ้น ชีวิตจะ สั้นลงๆ ก็จะเห็นได้ว่า เพื่อจะให้เราต้อนรับศักราชใหม่ หรือเรียกว่าปีใหม่ของคนไทย
คำว่า ไทย เป็นคำที่ไพเราะนะ คำว่าไทยหมายถึงคำว่า อิสระ ความไม่เป็นทาส นอกจากที่เราอยู่ในประเทศที่ไม่เป็นทาสแล้ว เราก็มีตัวเลขไทยแม้กระทั่งภาษาก็มีตัวหนังสือที่แสองถึงความเป็นเจ้าของเป็นเอกราชของตนเอง มีตั้งแต่ ก.ไก่ ข. ไข่ ไปจนถึง ฮ.นกฮูก มีวัฒนธรรมไทย ไม่ได้เอาของประเทศใดมาใช้เลยนี่คือ แผ่นดินไทยที่เราจงรัก
สงกรานต์นี้เราอาศัยน้ำ น้ำเป็นความสวัสดี เพราะน้ำสามารถปฏิรูปทุกอย่างได้ เมื่อยู่ในแก้ว ก็สามารถหล่อหลอมตนเองเป็นรูปทรงแก้วได้ อยู่ในภาชนะสี่เหลี่ยม ปรับชีวิตได้ ฉะนั้น น้ำทำให้เป็นตัวอย่าง ทำชีวิตให้เหมือนน้ำปฏิรูปตนเองไปในสิ่งที่ควร แก้ไขได้ไม่มีเรื่องราวร้ายแรงที่เราแก้ไขไม่ได้ สิ่งที่ผ่านมาแล้ว ก็ให้มันผ่านๆ ไป รู้แต่ว่าไม่ดี และไม่ทำอีก คิดไม่ดีก็อย่าไปคิดอีก ยังไม่เคยกตัญญูมากมายก็คิด
แผ่นดินไทยนี้ถ้าเผื่อเราไม่ได้อยู่ เราจะเป็นอย่างไร ถ้าเผื่อไม่มีร่มโพธิสมภารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์นี้ เราจะเป็นอย่างไร ในขณะที่ทุกคน แต่ละคนมีความเห็นแตกแยกกัน แต่ทุกคนกำลังใช้แบ๊งค์ยี่สิบ แบ๊งค์ห้าสิบ แบ๊งค์ร้อย แบ๊งค์ห้าร้อย แบ๊งค์พัน ซึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ นั่นแหละจงเตือนตนเองว่า เรายังได้พระฉายาลักษณ์ ที่เป็นอิสระที่สามารถทำให้เรามีชีวิตอยู่มาแลกเปลี่ยนรายได้
ขอให้ทุกคนมีความกตัญญูมากขึ้นกว่าเดิม ขอให้ทุกคนมีความรักดี และหวังดีต่อตัวเองให้มากยิ่งขึ้น กุศลเจตนาที่ทุกคนเคยทำมา ประกอบกับวันนี้ที่ได้ฟังธรรมะ และใช้เวลามาถึงสี่โมงครึ่ง เลยเวลาในการศึกษาเล่าเรียนมาหน่อยหนึ่ง ก็ขอให้ทุกคนมีทางที่ควรดำเนิน และอย่าเพลิดเพลินกับกิเลสจนลุ่มหลงงมงายให้เกิดวิปลาสมากกว่านี้ แบ่งเวลาให้กับตัวเอง ขอเวลาที่มีค่าจงบังเกิดขึ้นกับทุกคน
ขอคุณพระพุทธเจ้าพระธรรมเจ้าพระสังฆเจ้า จงกระจัดกระจายเป็นละอองทิพย์ คุ้มครองเป็นมงคลแก่ชีวิต ให้ทุกคนมีปีใหม่ วันใหม่ เดือนใหม่ ที่สดใสด้วยสติและปัญญาทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน สวัสดีค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับคุณเซิ่นและน้องนวลที่ช่วยถอดเทป
โดย น้องกิ๊ฟ [12 เม.ย. 2553 , 09:26:37 น.] ( IP = 125.27.180.13 : : )
สลักธรรม 7ธรรมต่างๆ นี้เป็นสภาพที่เราบังคับบัญชาไม่ได้ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ทั้งภายในภายนอก เราบังคับบัญชาไม่ได้ แต่เรามีความเห็นผิดว่าเราบังคับบัญชาได้ว่า เราจะเดินจะยืนจะนั่งจะนอน จริงๆ แล้ว เราเดินไม่ได้ ถ้าเผื่อเราไม่มีเหตุปัจจัยพร้อม เราได้ยินไม่ได้ถ้าเผื่อเราไม่มีเหตุปัจจัยได้ยิน
เมื่อมีเหตุต่างๆ จึงทำให้เดินได้ จึงทำให้ยืนได้ จึงทำให้กินอาหารแล้วกลืนลงไปได้ แต่เพราะความไม่รู้ ความเห็นผิดนึกว่าเรา ตัวนี้จึงถูกปกคลุมด้วยทิฏฐิความเห็นผิด ฉะนั้น ธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า คือตัณหา มานะ ทิฏฐิ
อยากอ่าน(ทราบ)เพิ่มเติมครับโดย govit2553 [25 เม.ย. 2553 , 21:41:05 น.] ( IP = 118.173.115.220 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |