มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บัญชีชีวิต (๑๐)






นักแต่งนิยายชีวิตจริง (๑)


ตอนที่ผ่านมา

การคิดถึงสิ่งที่เป็นจริงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอนาคต ปัจจุบันและอดีต เปรียบเสมือนการแต่งนิยายชีวิตจริง ซึ่งบุคคลควรฝึกคิดตามครรลองดังกล่าว เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตอย่างยิ่ง

พระพุทธองค์ทรงสอนให้สาวกและพุทธบริษัท คิดถึงความเป็นจริงของชีวิตอยู่เนืองๆ แม้ยามใกล้ดับขันธ์ปรินิพพานยังทรงแสดงปัจฉิมโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายที่เฝ้าอยู่รายรอบว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า
(หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว)

สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
(วะยะธัมมา สังขารา)

ท่านทั้งหลาย จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
(อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ)

นี่เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ของตถาคต
(อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปัจฉิมา วาจา)

ความเสื่อมไปของสังขารทั้งหลาย ทั้งสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต นำมาซึ่งความเก่าแก่ ชำรุด ทรุดโทรม ให้เกิดขึ้นในทุกสรรพสิ่ง เป็นไปตามกฏไตรลักษณ์ ที่ว่าสิ่งทั้งหลาย เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา (อนิจจัง) ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง) บังคับ (ให้อยู่อย่างเดิม) ไม่ได้ดังปรารถนา (อนัตตา) เป็นสัจจธรรมที่มีมาคู่โลกไม่แปรผัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 เม.ย. 2553 , 17:05:19 น.] ( IP = 58.9.227.177 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 11


จะเห็นได้ว่าผลจากการมองอนาคตในทางลบไว้ก่อน ช่วยให้เกิดความระมัดระวัง มีการเตรียมการ สร้างมาตรการต่างๆ เพื่อเสริมสร้างให้องค์กรมีความเข้มแข็ง ดีกว่ามองอะไรในแง่ดีไปหมด เช่น ที่เป็นอยู่นี้ก็ดีอยู่แล้ว องค์กรของเรายังได้รับความเชื่อถือจากลุกค้า สินค้าและบริการของเราก็เหนือกว่าคู่แข่ง เห็นอะไรก็ดีๆ ไปหมดทำให้ชะล่าใจ ไม่มีการพัฒนาเท่ากับเป็นการหยุดอยู่กับที่ แต่โลกไม่หยุดนิ่ง คู่แข่งไม่หยุดการพัฒนา ลูกค้าไม่ชอบสิ่งจำเจซ้ำซาก การหยุดอยู่กับที่จึงเหมือนกับการถอยหลังเข้าคลอง

หากเป็นเรื่องส่วนตัวบุคคล มองอนาคตว่าอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตำแหน่งหน้าที่ของตน ก็จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ และหาทางป้องกันแก้ไขแต่เนิ่นๆ โดยหันมาสำรวจตนอย่างไม่เข้าข้างตัวเองว่า เรามีจุดอ่อนตรงไหน จุดแข็งตรงไหน

โดยธรรมชาติทุกคนมีทั้งข้อดีและข้อเสียไม่มีใครที่ดีไปหมดทุกอย่าง แต่บุคคลมองเห็นข้อดีของตัวเองง่าย มองหาข้อเสียของตัวเองยาก ยิ่งคนที่มีความสามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีตำแหน่งเงินเดือนสูงยิ่งมองแทบจะไม่เห็นข้อเสียของตน

วิธีการสำรวจตัวเองมีหลายวิธี ประเด็นที่จะประเมินผลตัวเองก็มีหลายประเด็น หรือหลายปัจจัย เป็นต้นว่าปัจจัยด้านลักษณะผู้นำ (ถ้าเราเป็นหัวหน้า ลองพิจารณาดูว่าลักษณะของหัวหน้าที่ดี ที่ลูกน้อง ผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้นและองค์กรต้องการมีอะไรบ้าง เป็นต้นว่า

ด้านงานที่ทำ: มีความรอบรู้ในเรื่องงานที่ทำดี (ไม่ถึงกับต้องเชี่ยวชาญก็ได้ เพราะงานบางอย่างไม่ต้องลงมือทำเอง)

เป็นผู้ที่มีการวางแผน ไม่ใช่นึกอยากจะทำอะไรก็ทำก็สั่ง บางทีงานที่ยังไม่ควรทำก็สั่งให้ทำ งานที่ควรทำก่อนกลับไม่สั่งให้ทำ

มีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลถึงแนวโน้มในอนาคต ที่จะมีผลต่องานและองค์กร เป็นผู้ที่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง เพราะงานที่ลูกน้องทำบางครั้งมีปัญหาเกิดขึ้น ลูกน้องแก้เองไม่ได้ หัวหน้าควรเข้าไปแก้ปัญหาให้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 เม.ย. 2553 , 17:15:02 น.] ( IP = 58.9.227.177 : : )


  สลักธรรม 12

ด้านบุคลิกภาพ : มีความหนักแน่น ไม่หูเบา ไม่เจ้าอารมณ์ ไม่เอาแต่ใจตัว ใช้คำพูดให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ ไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดในสิ่งที่สร้างสรรค์ จูงใจ

ไม่แสดงกิริยามารยาทที่ก้าวร้าว ข่มขู่ หยาบคาย ดูหมิ่นเหยียดหยามผู้ใต้บังคับบัญชา มีมนุษยสัมพันธ์ มีท่าทีเป็นมิตรกับคนทั่วไป ให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย

ด้านวินัย: เป็นคนตรงต่อเวลา ไม่มาทำงานสาย ไม่กลับก่อนเวลา มีความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับขององค์กร และควบคุมงานในหน่วยงานให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ ฯลฯ

ด้านภาวะผู้นำ : สร้างแรงจูงใจและสร้างความศรัทธาต่อลูกน้องทำให้ลูกน้องมีท่าทีเคารพ ศรัทธา ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีความเสียสละ ทุ่มเทให้กับงาน มีความเที่ยงธรรม ไม่เล่นพวก มีการควบคุมงาน ติดตามประเมินผล และพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ

คุณสมบัติต่างๆ ดังกล่าวลองแจกแจงออกมาดู โดยอาจจะให้หลายๆคนช่วยกันคิดก็ได้ เมื่อได้รายละเอียดมาเป็นที่น่าพอใจแล้ว คราวนี้นำมาประเมินผลตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่เพียงแต่เท่านั้นควรให้ผู้บังคับบัญชาเพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชาของตน ช่วยประเมินผลด้วยและนำผลที่ได้มาสรุป ก็จะเห็นจุดอ่อน จุดแงของตนได้ชัดเจนขึ้น ดีกว่าคิดเข้าข้างตัวเอง

จุดอ่อนเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไข จุดแข็งต้องรักษาไว้และพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

หากมีการพัฒนาตนได้ เชื่อว่าจะช่วยให้เป็นผู้ที่มีความมั่นคง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในหน้าที่การงานและผู้ร่วมงานในอนาคต ก็จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างาม

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 เม.ย. 2553 , 17:15:57 น.] ( IP = 58.9.227.177 : : )


  สลักธรรม 13

หลักการมองสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าเป็นของไม่แน่นอน อาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีจากที่เป็นอยู่ดังกล่าว สามารถนำไปใช้กับเรื่องต่างๆ ได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องครอบครัว บุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วย ชีวิตส่วนตัว สุขภาพ และอื่นๆ แม้ว่ามุมมองดังกล่าวเมื่อวันเวลา ๒ – ๓ ปีข้างหน้ามาถึง ไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้กลับดีขึ้นกว่าเดิมก็ไม่เป็นไร ดีขึ้นก็ดีแล้ว แต่อีก ๕,๑๐,๒๐ ปี ข้างหน้าเล่า จะดีอย่างนี้หรือ

สิ่งต่างๆ ในชีวิตจะดีขึ้นทุกปี ดีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกราฟที่ทะยานพุ่งขึ้น โดยไม่มีวันตกหรือ เป็นไปได้อย่างไร มีขึ้นได้ก็มีตกได้ ถ้าไม่เตรียมตัวเตรียมใจไว้ตอนกราฟชีวิตตก อย่าตกใจจนขาดสติก็แล้วกัน

ในทางตรงกันข้าม หากชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลเผชิญอยู่กับปัญหา อุปสรรค มีความทุกข์ การคิดถึงอนาคต ในมุมคิดที่ว่าไม่แน่นอนนั้น ให้ปรับเปลี่ยนมาคิดว่าสิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัญหา อุปสรรค และความทุกข์ ที่เผชิญอยู่ขณะนี้ วันข้างหน้าอาจจะดีขึ้น ทุกอย่างมีทางแก้ไขได้ ปรับเปลี่ยนพัฒนาได้

คิดเช่นนี้จะสร้างความหวังและแรงบันดาลใจ ในการต่อสู้เอาชนะปัญหาอุปสรรค ซึ่งไม่เพียงแต่คิดอย่างเดียว ต้องลงมือแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาจุดอ่อนอันเป็นสาเหตุของปัญหาและทุกข์ที่มีอยู่ ให้มีความเพียรมุ่งมั่นในการแก้ไขปรับปรุงอย่างไม่ย่อท้อ โดยทุ่มเทแรงกายแรงใจ อดทนต่อความยากลำบากและการรอคอย วันข้างหน้าก็จะประสบความสำเร็จ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 เม.ย. 2553 , 17:17:28 น.] ( IP = 58.9.227.177 : : )


  สลักธรรม 14

๒. ปัจจุบันให้คิดในแง่ดี

ให้ยอมรับความเป็นจริงในปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญอยู่กับสิ่งรอบตัวตามความเป็นจริงไม่ว่า สิ่งเหล่านั้นจะเป็นที่ต้องการหรือไม่ต้องการก็ตาม ทั้งนี้หากเราไม่พอใจกับสิ่งที่ได้ ที่มี ที่เป็น ที่สัมผัส สัมพันธ์ ก็จะทุกข์ใจ จะมีประโยชน์อะไรที่จะต้องทำให้หมกไหม้อยู่กับความทุกข์

บางคนสามีหรือภรรยานอกใจไปมีคนอื่น ก็เป็นทุกข์มาก ไม่เป็นอันกินอันนอน ปล่อยตัวปล่อยใจให้จมปลักอยู่กับกองทุกข์ แทบหรือถึงกับเสียคน บางคนช่างคิด ทั้งวันทั้งคืนก็คิดอยู่แต่เรื่องนี้ ยิ่งคิดยิ่งแค้น ถึงกับลงมือทำร้ายตนเอง หรือคู่กรณีอย่างขาดสติ ทำให้เสียคน เสียอนาคตไปเลยก็มี นี่เป็นเพราะ อุปาทาน เข้าไปยึดมั่นในความเป็นตนและของๆ ตนโดยแท้

ทำไมไม่คิดในทางตรงข้าม มองในทางที่ดีบ้าง มีสิ่งดีๆ ที่คู่ครองนอกใจไปมีคนอื่นอยู่ตั้งหลายอย่าง ทำไมไม่นำมาคิด เป็นต้นว่า

ดีแล้วจะได้หมดภาระ หมดเวรหมดกรรมกับคนๆ นี้เสียที เมื่อก่อนไม่มีเขาชีวิตเรามีอิสระ สบาย ไม่มีภาระ ไม่มีห่วง ตั้งแต่มีเขาเข้ามาในชีวิตทำให้ขาดอิสระเสรี สร้างความยุ่งยากลำบากให้กับชีวิตนานัปการ เป็นต้นว่า

ต้องคอยเอาใจ จะพูดจะทำสิ่งใดก็ต้องระมัดระวัง ดูว่าจะถูกใจหรือไม่ เป็นคนที่เอาใจยาก เจ้าอารมณ์ น่าเบื่อ น่ารำคาญ

ต้องคอยดูแล จะอยู่จะกินจะหลับจะนอน ก็ต้องคอยหาให้ทำให้ ยังกับเป็นทาสรับใช้ กับพ่อแม่ซึ่งมีพระคุณ ยังไม่เคยทำให้ขนาดนี้เลย แม้ทำให้ด้วยความเหนื่อยยากลำบากกายใจก็ยังไม่เห็นความดีของเรา ไม่พอใจก็แสดงอารมณ์ใส่ ไปอยู่กับคนอื่นก็ดีแล้ว เราจะได้สบาย สมน้ำหน้าคนที่(คาบ) เอาไป วันหนึ่งก็จะรู้สึก

ต้องคอยห่วงหาอาลัย เวลาออกจากบ้านไปก็เป็นห่วง กลับไม่เป็นเวลาก็เป็นห่วง หรือเวลาเขาไปต่างจังหวัดก็เป็นห่วง ไม่รู้จะอยู่จะกินอย่างไร จะลำบากหรือไม่ จะไปกับใคร จะไปเสียผู้เสียคนที่ไหน ทำให้เราคอยเป็นห่วงสารพัด ไปก็ดีแล้วจะได้หมดห่วง


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 เม.ย. 2553 , 17:19:01 น.] ( IP = 58.9.227.177 : : )


  สลักธรรม 15

เขาไม่ใช่เป็นของๆ เรา (จริงๆ) เพราะตอนเราเกิดมา ก็ไม่เกิดติดมากับเรา ตอนเป็นเด็กก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพิ่งมาอยู่มาสัมพันธ์สมมุติว่าเป็นสามีภรรยากันเอาตอนหลังนี่เอง เขาก็คือของเล่นอย่างหนึ่งในชีวิต เป็นทางผ่านของชีวิต เล่นมานานแล้วเราก็น่าจะเบื่อเสียที เพราะมีแต่เรื่องทุกข์ใจ มีแต่สร้างปัญหาภาระให้กับเรา ไปตอนนี้ก็ดีเราจะได้เป็นอิสระเสียที

หากอยู่กันจนแก่จนเฒ่า เราจะลำบากที่ต้องดูแลเขาสักแค่ไหน ถ้าเขาแก่จนเดินไม่ไหว จำอะไรไม่ได้ ต้องคอยป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดอุจจาระ ปัสสาวะให้ ตอนนั้นเราจะลำบากขนาดไหน ดีแล้วที่ไปตอนนี้ ต้องขอบใจคนที่รับช่วงที่โง่มารับเอาของเหลือใช้ไป เอาไปเป็นภาระเป็นทุกข์


ยังมีเรื่องที่น่านำมาคิดได้อีกมากมาย โดยเฉพาะการนำเอาข้อเสียหรือความทุกข์ของเราเมื่ออยู่กับคู่ครองมาคิด หากคิดในแง่มุมนี้ ก็จะได้ถอดถอนความคิดที่จมปลักอยู่ในความทุกข์ ความอาลัยอาวรณ์เสียที

ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีปัญหาดังกล่าวมักคิดเจ็บใจ แค้นใจ เช่น ทำอย่างนี้ดูถูกเรา เห็นเราไม่มีค่าหรืออย่างไร (ไปคิดเปรียบเทียบกับคนที่มาแย่งชิงเอาคู่ครองไป) ซึ่งไม่ควรจะนำไปคิดเช่นนั้น ความจริงแล้วเรามีค่ามากกว่าคนที่เขามาแย่งชิงเอาคู่ครองของเราไป เพราะคนที่มาแย่งชิงทั้งๆ รู้อยู่แก่ใจนั้น ค่าทางคุณธรรมของเขาขณะนั้นติดลบไปแล้ว เขาได้ทำผิดศีล ข้อกาเมซึ่งจะส่งผลถึงวิบากกรรมที่เขาจะต้องได้รับทั้งในชาตินี้และชาติหน้า คนของเราที่จากไปก็ไม่มีค่าสำหรับเราอีกแล้ว เพราะเขาก็ประพฤติผิดศีลในข้อกาเมเช่นกัน

ส่วนการที่เขาทิ้งเราไปนั้น คนที่ไม่มีค่าจะเสียดายไปทำไม เราไปบังคับเขาให้กลับคืนมาไม่ได้หรอก ถ้าบังคับได้เขาคงไม่ทิ้งเราไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 เม.ย. 2553 , 17:19:43 น.] ( IP = 58.9.227.177 : : )


  สลักธรรม 16

บางคู่บางกรณีไม่ถึงกับทอดทิ้งไป แต่อยู่กันอย่าง ๓ เส้า ส่วนใหญ่ฝ่ายชายจะเอาไว้ทั้งสอง คนเก่าไม่ทิ้งคนใหม่ก็จะเอา กรณีเช่นนี้ฝ่ายภรรยาหลวงก็คงต้องทำใจคิดเสียว่า

ก็ดีเหมือนกันภาระของเราในเรื่องต่างๆ ที่มีต่อเขาจะได้ลดลงมีคนอาสาแบ่งไปดูแล เขาจะอยู่จะไปก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าอยู่กับเราเราก็ทำหน้าที่ของเราให้สมควรแก่หน้าที่ วันไหนไม่อยู่กับเราเป็นวันที่ปลอดโปร่งโล่งใจ (แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยคิดอย่างนี้ คิดไปทางน้อยอกน้อยใจว่า เห็นคนโน้นดีกว่าเราหรืออย่างไร)

กรณีเช่นนี้ฝ่ายภรรยาหลวงควรหันมาพิจารณาตนเองว่า มีสิ่งใดที่เราทำหน้าที่ของภรรยาบกพร่องไป เราเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดีหรือไม่ มีสิ่งไหนบ้างที่สามีเคยบ่นให้เราปรับตัว แล้วเราได้ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นอย่างที่เขาต้องการหรือไม่ นิสัย
บางอย่างที่เขาไม่ชอบ หรือพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ถูกใจเขา เราได้แก้ไขแล้วหรือยัง ถ้ายังนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เขามีคนใหม่

ฝ่ายภรรยาก็จะคิดว่า ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรม ให้แต่ฝ่ายหญิงแก้ไข ปรับปรุงตัวตามที่ฝ่ายชายต้องการ แล้วทำไมฝ่ายชายไม่แก้ไขข้อบกพร่องของตนตามที่ภรรยาต้องการบ้าง

อยากจะบอกว่าความยุติธรรมตามที่คนปรารถนาในโลก ที่จะให้ได้ดังใจของแต่ละคนไม่มีหรอก มีแต่ความยุติธรรมทางธรรม ที่ว่าทำดีได้ดีที่ใจ ทำชั่วได้ชั่วที่ใจ เพราะใจเป็นผู้บันทึกความดีในการกระทำของตน และสิ่งที่ตนได้สัมผัสทันที ส่วนความยุติธรรมที่จะให้ผลเป็นที่พอใจของคู่กรณีไม่มี เพราะฝ่ายที่ได้ก็ว่ายุติธรรมที่เสียเปรียบก็ว่าไม่ยุติธรรม ถ้าต้องการความยุติธรรมจริงๆ ในกรณีนี้ก็ต้องตัดใจทิ้งเขาไปเสีย จำหน่ายออกจากบัญชีชีวิต เพราะถือว่าเป็นของที่มีตำหนิ ควรทิ้งไปได้แล้ว แต่ถ้ายังตัดใจไม่ได้ ก็ต้องยอมรับความไม่ยุติธรรม ยอมอยู่กับของเสีย ทนใช้ของที่มีตำหนิต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 เม.ย. 2553 , 17:20:10 น.] ( IP = 58.9.227.177 : : )


  สลักธรรม 17


ผู้เขียนเห็นมาหลายรายแล้วว่า กรณีเช่นนี้ หากฝ่ายภรรยาเป็นผู้มีความอดทน (มีขันติธรรม) รู้จักโอนอ่อนผ่อนปรนไปตามสถานการณ์ ในยามที่สามีกำลังหน้ามืดตามัวลุ่มหลงหญิงคนใหม่ โดยยอมให้อภัยด้วยเห็นแก่ความดีที่เขาเคยมีมาก่อน หรือเห็นแก่ลูก ไม่ตัดพ้อต่อว่า ไม่ชวนทะเลาะไม่ตั้งตัวเป็นโจทก์ซักไซ้ไล่เลียงหาความผิดไม่แสดงกิริยาท่าทีก้าวร้าว ไม่รุกรานสามีและหญิงคนใหม่ของสามี ไม่เอาสามีไปประจาน หรือทำลายชื่อเสียงของสามี ตรงข้ามกลับทำเสมือนไม่รู้ไม่เห็นไม่ใส่ใจ (ทั้งๆ ที่ใจทุกข์ระทม) ตั้งหน้าทำหน้าที่แม่บ้านของตนให้ดีไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่สามีเคยบ่นอยากให้แก้ไข วันหนึ่งก็เอาชนะใจสามีได้ ได้ของเก่าที่มีตำหนิกลับมาใช้อย่างเดิม กรณีนี้มีไม่มากนัก

ส่วนใหญ่แล้วภรรยาจะโกรธแค้น ก้าวร้าว ท้าทาย บางคนถึงกับตามไปราวีฝ่ายตรงข้าม บางคนยื่นคำขาดให้สามีเลือกเอา ระหว่างคนเก่ากับคนใหม่ นี่ยิ่งเป็นการชี้โพรงให้กระรอก เพราะสามีอยากได้ของใหม่อยู่แล้วที่สุดก็บ้านแตก ถูกคนใหม่ “คาบ” เอาไปจริงๆ

ผู้ที่ศึกษาปฏิบัติธรรมมีความเข้าใจเรื่องหลักของไตรลักษณ์ อันมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะสามารถทำใจเมื่อคู่ครองหรือคู่รักของตนเป็นอื่น ได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ศึกษา เพราะเขามีความเข้าใจว่าคู่ครองของเขา ไม่ใช่เป็นของเขาจริงๆ ตามหลักอนัตตา หากเป็นโดยสมมุติทางโลก และเป็นอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ตามหลักอนิจจังเพราะวันหนึ่งก็ต้องพลัดพรากจากกัน อาจจะจากทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วก็ได้ ไม่แน่นอนตามหลักอนิจจัง และบังคับไม่ได้ ตามหลักอนัตตา

อุปมาดั่งการเดินทางไปบนรถโดยสารคนหนึ่ง บนรถโดยสารคันนั้นมีเพศตรงข้ามนั่งที่นั่งติดกัน ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ระหว่างทางก็สนทนาเป็นที่ถูกอกถูกใจกัน ดูราวกับว่าจะร่วมเดินทางไปด้วยกันจนถึงที่สุด

ครั้นถึงสถานีหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า เขาต้องการเดินทางมาเพียงนี้ ซื้อตั๋วเดินทางมาแค่นี้ขอลงก่อน ว่าแล้วเขาก็ลงไป ฝ่ายที่ยังเดินทางต่อแม้ยังติดใจคนนั้นอยู่ แต่จะไปยื้อยุดฉุดกระชากให้เขาขึ้นมาร่วมเดินทางไปตามที่ตนต้องการได้อย่างไร ในเมื่อจุดหมายปลายทางของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 เม.ย. 2553 , 17:20:36 น.] ( IP = 58.9.227.177 : : )


  สลักธรรม 18


ลักษณะการอยู่ร่วมกันของสามีภรรยาหรือคู่รักก็เข้าทำนองนี้ ยากนักที่ทั้งสองฝ่ายจะเดินไปถึงจุดหมายสถานีเดียวกัน ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งต้องลงก่อน บางคนลงก่อนเพราะไปเจอคนใหม่ บางคนลงก่อนเพราะตายก่อน มีใครบ้างที่ตายพร้อมกัน น้อยรายนัก นอกจากประสบอุบัติเหตุด้วยกันทั้งคู่ แต่ฝ่ายที่ยังพอใจอีกฝ่าย มักจะไม่ยอมให้ฝ่ายที่ตนรักลงก่อน เป็นไปได้อย่างไร

อนึ่ง ผู้ที่ศึกษาเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดก็จะทำใจได้หากเชื่อในเรื่องกรรม

การเป็นสามีภรรยาหรือคนรักกัน ไม่ใช่เกิดจากเหตุบังเอิญ หากแต่เกิดจากกรรมเก่าในอดีตชาติ แต่ละชีวิตต่างเวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ในวัฏสงสารอันยาวนาน บางชาติบางคนเกิดเป็นหญิง บางชาติเกิดเป็นชาย บางชาติเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน อาจเป็นตัวผู้บ้าง ตัวเมียบ้าง นี่นับเฉพาะภพชาติที่เกิดเป็นมนุษย์ และสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น ยังไม่นับภพชาติอื่นๆ อีกซึ่งมีอยู่มาก

เมื่อเกิดมาแต่ละชาติดังกล่าวต่างก็มีคู่ครอง หรือมีคนรักในชาตินั้นๆ หากมีความสัมพันธ์เกื้อกูลต่อกันด้วยดี ก็จะอยู่กันยาวนาน เป็นคู่สุขคู่ทุกข์กัน หากเป็นปฏิปักษ์กัน ก็อยู่ด้วยกันระยะสั้น หรือถ้าอยู่กันยาว ก็จะเบียดเบียนทำร้ายกันให้ต้องทุกข์กายทุกข์ใจ

เมื่อเกิดในชาติต่อๆ ไป คนที่เคยเป็นคู่ครองหรือรักกัน ใช่ว่าจะเหมือนเดิมทุกชาติ บางคนชาตินี้กลับมาอยู่ในครอบครัวเดียวกันเป็นพ่อ-แม่-พี่-น้องกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 เม.ย. 2553 , 17:21:02 น.] ( IP = 58.9.227.177 : : )


  สลักธรรม 19

จากการสะกดจิตของ ดร.ไบรอัน แอล.ไวส์ นักจิตแพทย์ชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญการสะกดจิตในยุคปัจจุบัน ได้พบว่าคนไข้ของตนที่เข้ารับการบำบัดโดยวิธีการสะกดจิตให้ระลึกถึงอดีตชาตินั้น บางรายในชาติหนึ่งเคยเป็นสามีภรรยากัน ชาติต่อไปกลับมาเป็นพ่อลูกกัน มีบางชาติ กลับเป็นพี่น้องกัน ในชาตินี้ทั้งคู่ต่างก็ผ่านการมีคู่ครองกับชาย-หญิงอื่น แต่ก็ต้องหย่าร้างกัน กว่าจะได้พบกันเป็นคู่ครองกันอีก ก็ต้องผ่านความทุกข์ระทมด้วยกันทั้งสองฝ่าย

บางรายแยกทางกันอาจเป็นเพราะอีกฝ่ายไปเจอคู่ครองเก่าของตนในชาติก่อน ซึ่งเคยผูกพันกันมากยิ่งกว่าคู่ครองคนปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกเลย ที่คนๆ หนึ่งจะมีภรรยา-สามี-คนรักได้หลายๆ คน เพราะเป็นผลมาจากกรรมเก่าทั้งสิ้น

หากเป็นเช่นนี้ คนแต่ละคนมิต้องเปลี่ยนคู่ครองคู่รักกันไปเรื่อยๆ หรือหากเจอคู่เก่าที่เคยเกื้อกูลกันมา

คำตอบก็คือไม่แน่ และไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น

หากคู่ครองของแต่ละคนเป็นคนมีสัจจะ:- รักษาคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อกัน

มีทมะ:- ข่มใจต่อเพศตรงข้ามที่ถูกตาต้องใจซึ่งอาจจะเป็นคู่ครองเก่าในชาติก่อน

มีขันติ:- อดทนต่อความไม่พอใจในพฤติกรรมของคู่ครอง-คู่รัก ที่ตนไม่ชอบ

มีจาคะ:- เสียสละความสุข ความต้องการของตน โดยเห็นแก่ความสงบสุขของครอบครัว

คุณธรรมทั้ง ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ และจาคะเป็น ฆราวาสธรรม หรือธรรมของผู้ครองเรือน ที่พระพุทธองค์ทรงให้ไว้ หากคู่ครองทั้งสองฝ่ายยึดถือธรรมะดังกล่าวก็จะครองเรือนกันได้ยั่งยืน จนกว่าจะตายจากกัน


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 เม.ย. 2553 , 17:21:32 น.] ( IP = 58.9.227.177 : : )


  สลักธรรม 20

มีพุทธพจน์บทหนึ่งความว่า

อยู่ร่วมกันนานเกินไป ที่เคยรักก็มักหน่าย
(อะติจิรัง นิวาเสนะ ปิโย ภะวะติ อัปปิโย)
เมื่อเขาไม่มีเยื่อใย ป่วยการที่จะอยู่กินด้วย
(อะเปตะจิต เตนะ นะ สัมภะ เชยยะ)

พุทธพจน์ดังกล่าวน่าจะช่วยให้บุคคลเข้าใจถึงการเบื่อหน่ายคู่ครองที่ไม่ค่อยจะถูกใจกันและน่าจะเป็นแนวทางออกของผู้ที่กำลังทุกข์ระทมขมขื่นอยู่กับคู่ครองที่มีพฤติกรรมทำร้ายทำลายจิตใจ อย่างเลือดเย็นอยู่ในขณะนี้

ชีวิตของแต่ละคนมีค่า กว่าจะเติบโตมาถึงปัจจุบันต้องผ่านการเลี้ยงดูเอาใจใส่ จากมารดา-บิดา ตลอดจนผู้มีอุปการะ ด้วยความเหนื่อยยากมาสักเท่าใด

ยังมีผู้ที่รักห่วงใย และพร้อมที่จะยื่นมือมาประคับประคองให้ความช่วยเหลือแก่เรา ยามชีวิตทุกข์ท้อสิ้นหวัง ไม่ว่าจะเป็น แม่-พ่อ ญาติพี่น้องตลอดจนกัลยาณมิตร ซึ่งรักและปรารถนาดีต่อเราอย่างจริงใจ อย่าปล่อยให้คนๆ หนึ่งซึ่งเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ มามีความสำคัญต่อชีวิตของเรา จนถึงกับเราต้องทำร้ายทำลายตนเองเลย

อย่าทำตัวเป็นเด็กขี้แย เมื่อถูกแย่งของเล่นที่ตนรักไป ก็ร้องไห้โยเยจะเอาของๆ ตนคืนมาให้ได้ มิใยจะมีผู้มาปลอบบอกว่าช่างมันเถอะ จะซื้อของเล่นอันใหม่มาให้ ดีกว่าของเก่าด้วย ก็ไม่ยอมฟัง ยังคงร้องไห้คร่ำครวญจะเอาของเล่นชิ้นนั้นให้ได้ ทั้งๆ ที่เล่นมาพอสมควรแล้ว ของก็เก่าแล้ว สกปรกแล้ว

ตัดใจลืมคนใจร้ายคนนั้นเสียเถิด เขาไม่มีค่าสำหรับอีกแล้ว

ชีวิตยังมีสิ่งมีค่า และมีความสำคัญกว่านี้อีกมากมาย ที่เราจะต้องทำ จงยืนหยัดสู้อย่าเป็นคนอ่อนแอแพ้เกมชีวิต


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 เม.ย. 2553 , 17:22:06 น.] ( IP = 58.9.227.177 : : )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org