มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บัญชีชีวิต..ตอนจบ






นักแต่งนิยายชีวิตจริง (๒)


ตอนที่ผ่านมา

นอกจากเรื่องสามีภรรยาที่เป็นปัญหาบ้านแตกแล้ว ยังมีเรื่องลูกที่สร้างความทุกข์ให้กับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่บางคนมีลูกติดยาเสพติด ชอบเล่นการพนัน หมกมุ่นกับการเล่นเกม เอาแต่เที่ยวเตร่ประพฤติตัวเหลวไหล หรือสำส่อนทางเพศ เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้สร้างความทุกข์ให้กับพ่อแม่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

หากใช้หลักการมองในแง่ดีดังกล่าวควรจะมองอย่างไร

ให้คิดเสียว่าก็ดีเหมือนกันลูกจะได้บทเรียนด้วยตัวเอง เพราะเวลาพ่อแม่สอนก็ไม่เชื่อฟัง ให้รู้ว่าการทำผิดเช่นนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อตนเองอย่างไร จะได้สำนึกไม่ทำเช่นนั้นอีก

หากลูกรู้สำนึกเช่นนี้พ่อแม่ก็คงจะพอทำใจได้ แต่นี่ยิ่งหนักเข้าไปอีก ไม่สำนึก ไม่กลับตัว จะทำอย่างไร

ความจริงแล้วอาจจะยังไม่ถึงเวลากลับตัวของเขาก็ได้ บางเรื่องต้องให้เวลา จะให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมทันอกทันใจอย่างที่พ่อแม่ต้องการไม่ได้

พ่อแม่ต้องคิดถึงหลักความเป็นจริงของวัยรุ่น ว่าเป็นวัยที่ดื้อรั้น ชอบลอง ชอบท้าทาย ขาดวุฒิภาวะที่จะพิจารณาเหตุผล ขาดความยับยั้งชั่งใจ เอาอารมณ์เป็นใหญ่ จึงทำผิดได้ง่าย

การทำผิดไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทุกคนต่างก็เคยทำผิดมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น แม้กระทั่งขณะนี้ผู้ใหญ่บางคนยังทำผิดอยู่เลย ทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดีก็ยังทำอยู่ เป็นเรื่องอะไรบ้างลองนึกดูเอาเองก็แล้วกัน

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:22:10 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1

อนึ่ง การที่ลูกทำผิดประพฤติตัวเหลวไหล จะไปโทษลูกฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษพ่อแม่ด้วยที่เลี้ยงลูกไม่ดี วัยที่ควรสอน ควรอบรมบ่มเพาะนิสัยกลับไม่สอน แต่วัยที่ไม่ควรสอนกลับจ้ำจี้จ้ำไชสอน

เด็กเรียนรู้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จากการสะกดจิตคนไข้ให้ระลึกถึงอดีตชาติของ ดร.ไบรอัน แอล.ไวส์ ปรากฏว่ามีคนไข้รายหนึ่งชื่อ มารี เล่าถึงความทรงจำของเธอสมัยอยู่ในครรภ์มารดา เธอเห็นตัวเองนอนอยู่ในมดลูก เห็นแม่นั่งคุยกับน้าที่อพาร์ทเม้นท์ ดื่มชารับประทานคุกกี้ที่น้าซื้อมาฝาก ช่วงนั้นใกล้คริสต์มาส แม่บอกกับน้าว่าฉันกำลังจะตาย คงไม่มีโอกาสเลี้ยงลูกในท้อง หลังแม่คลอดมารีได้ไม่กี่วัน แม่ตายด้วยโรคนิวมอร์เนียจริงๆ เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม

มารีถามเรื่องที่เธอจำได้กับน้า น้ายอมรับว่าเป็นความจริง น้าแปลกใจว่ามารีรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร และบรรยายภาพอพาร์ทเม้นท์ได้อย่างถูกต้อง ทั้งๆ ที่มารีไม่เคยอยู่ที่นั่น

กรณีดังกล่าวแสดงว่าคนเราเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในท้องมารดา เพียงแต่ไม่สามารถจำเหตุการณ์ต่างๆ ได้ นอกจากจะได้รับการสะกดจิตให้ย้อนเข้าสู่ความจำในอดีตหรือผู้ที่ได้ทิพยจักขุญาณ

มีผู้ปฏิบัติธรรมรายหนึ่งมาถามผู้เขียน ปรึกษาว่าเธอจะทำอย่างไรดีกับลูกสาว ซึ่งโตจนอายุ ๓๐ ปีเศษแล้ว แต่มีความก้าวร้าวกับเธอตั้งแต่เด็กๆ นอกจากไม่เชื่อฟังแล้วยังด่าแม่ ไม่รักแม่ ไม่เคารพยำเกรงแม่ ชอบดื่มเหล้า เมา อาละวาดทำร้ายแม่ ผู้เขียนให้แง่คิดว่า กรณีอย่างนี้น่าจะเป็นเรื่องกรรมคำนี้จี้ใจเธอ เธอยอมรับว่าเมื่อลูกยังอยู่ในครรภ์เธอทำแท้ง แต่ลูกไม่ออก มิน่าลูกจึงเกลียดเธอตั้งแต่เด็กๆ

ด้วยเหตุนี้การอบรมสั่งสอนลูกควรทำตั้งแต่วัยเด็กทารก เขาจะรู้จะแสดงออกตอบรับหรือไม่อย่าไปห่วง วัยดังกล่าวเขาอาจะไม่สามารถแสดงการตอบรับออกมาได้ แต่คำสอนที่ตอกย้ำอยู่เนืองๆ จะเข้าไปในจิตสำนึกเขา จะสอนอะไรก็รีบสอน ตั้งแต่แบเบาะจนถึง ๖ – ๗ ขวบ เพราะวัยดังกล่าวเด็กยังช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องการความช่วยเหลือ ความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ผู้เลี้ยงดู จะสังเกตว่าเขาอยากอยู่ใกล้ชิด ไปไหนก็ร้องตามสอนอะไรเขาเขาก็รับฟัง ฝึกให้ทำอะไรก็ทำ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:23:11 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 2

พ่อแม่ทุกคนอยากจะให้ลูกเป็นคนดี มีเหตุผล รู้ผิดรู้ถูกรู้ควรไม่ควร รู้จักแยกแยะอะไรมีสาระประโยชน์ อะไรไม่มีสาระประโยชน์ ต้องการให้ลูกช่วยตัวเองได้ จะได้เป็นที่พึ่งของตัวเอง

คุณสมบัติดังกล่าวจะต้องปลูกฝังอบรมบ่มเพาะกันมาตั้งแต่เด็ก

ลองมานึกทบทวนย้อนดูว่าสมัยเป็นเด็กพ่อแม่สอนเรามาอย่างไร หรือเมื่อเป็นพ่อแม่เราสอนลูกของเราอย่างไร

เมื่อลูกเริ่มหย่านมหันมากินข้าว เวลาป้อนข้าวลูก พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงมักจะเชียร์ให้ลูกกินข้าวด้วยคำพูดทำนองนี้ว่า

เอ้าลูกอ้าปากนะ อั้มนะ หรือหม่ำนะลูก เห็นไหมนี่แม่ทำของอร่อยๆมาให้กินทั้งนั้นเลย

เอาความอร่อยของอาหารเป็นตัวกระตุ้นหรือจูงใจให้เด็กกินอาหารรสชาติที่อร่อย เป็นความรู้สึก กินอาหารเพื่อความอร่อยของรสชาติ นี่เป็นการสอนเรื่องความรู้สึก (อารมณ์) ให้กับลูก แทนที่จะสอนเรื่อง เหตุผล ให้กับลูก

ถ้าสอนเรื่องเหตุผลจะสอนอย่างไร

เอ้าหนูอั้มนะ หรือหม่ำนะ เห็นไหมของที่หนูกินเข้าไปมีประโยชน์ทั้งนั้นเลย จะทำให้หนูโตขึ้น แข็งแรงด้วยนะ

นี่คือคำสอนเรื่องเหตุผล อาหารมีประโยชน์ ทำให้ร่างกายเติบโตแข็งแรง ไม่ใช่กินเพราะรสชาติที่อร่อย ของอร่อยอาจจะไม่มีประโยชน์ก็ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:23:53 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 3

จากนั้นเมื่อลูกโตอีกหน่อย ก็เริ่มสอนเรื่องคุณค่าของสารอาหาร เช่น

วันนี้แม่มีไข่มาให้กิน ไข่มีประโยชน์มากนะลูกมีวิตามิน ทำให้ร่างกายแข็งแรง

วันนี้แม่มีผักมาให้ ผักมีประโยชน์มากนะ ทำให้ท้องไม่ผูก ถ่ายง่ายด้วย

วันนี้แม่มีผลไม้มาให้กิน ผลไม้มีประโยชน์มากนะ มีวิตามิน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ถ่ายง่ายด้วย เหล่านี้เป็นต้น

ลูกจะรู้เรื่องจะเข้าใจหรือไม่ อย่าเป็นห่วง ให้ข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องคุณค่าของอาหารชนิดต่างๆ ไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้จะสะสมอยู่ในความคิดของเขา ปลูกฝังให้เขารู้จักคิด วิเคราะห์ในการเลือกรับประทานสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

คนบางคนตั้งแต่เล็กจนโตไม่ยอมกินผัก เพราะไม่อร่อย เด็กรุ่นใหม่ชอบอาหารฟาสท์ฟูด ซึ่งมากด้วยแป้ง เพราะเห็นว่าทันสมัย เด็กและผู้ใหญ่ไม่น้อยติดน้ำอัดลม ทำให้คนรุ่นใหม่เป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น นี่มาจากสาเหตุไม่รู้จักวิเคราะห์ในการเลือกอาหารรับประทาน

โรคสารพัดโรคที่มีสาเหตุมาจากการกินอาหาร เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคเกาต์ โรคเบาหวาน ใครเป็นผู้ทำให้เกิดโรคดังกล่าวกับตน หากไม่ใช่ตนเอง กินตามใจปากเห็นแก่ความอร่อย แทนที่จะพิจารณาถึงประโยชน์

เมื่อลูกหัดตั้งไข่หรือหัดเดิน พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงก็เป็นกองเชียร์

เอ้ายืนขึ้นลูก อย่างนั้น เก่งมาก เก่งมากลูก

เมื่อเด็กทำสำเร็จ เชียร์ว่า เก่งมาก

ครั้นเด็กล้มแผละลง ตกใจรีบตรงเข้าประคอง พร้อมกับพูดว่า โอ๋ลูกเจ็บไหมๆ เด็กเลยร้องจ้าเพราะตกใจ ที่ผู้ใหญ่ตรงรี่เข้ามาหา ฝ่ายแม่ก็ปลอบว่าไม่เป็นไรลูกอย่าร้องๆ โอ๋คนดีของแม่อย่าร้องนะ

บางคนเป็นเอามาก ตีพื้นกระดานปลอบลูกว่านี่ทำลูกฉัน แม่ตีให้แล้วหยุดร้องเสีย (หาแพะรับบาป)

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:24:32 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 4

พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการสอนให้ลูกมีอัตตา เมื่อลูกทำสำเร็จ ฉันเก่ง ครั้นเมื่อลูกล้มลงตรงเข้าโอ๋เข้าประคอง เป็นวิธีการเลี้ยงแบบประคบประหงม ไม่ให้ลูกหัดช่วยเหลือตัวเอง ทำพลาดโทษสิ่งอื่นคนอื่น

หากสอนให้ลูกรู้จักช่วยตัวเองจะสอนอย่างไร

เมื่อลูกตั้งไข่ได้ ควรบอกลูกว่า ดีแล้วลูก หนูตั้งไข่ได้ ต่อไปหนูก็จะเดินได้ จะวิ่งได้ จะไปไหนก็ได้ด้วยตัวเอง หนูจะได้ช่วยตัวเองได้

ครั้นลูกล้มลง ไม่ต้องตรงเข้าไปประคอง ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจ พูดกับลูกด้วยน้ำเสียงปกติว่า ไม่เป็นไรหรอกลูก ใหม่ๆ ก็เป็นอย่างนี้ทุกคนแหละ ทุกคนก็ต้องล้มกันอย่างนี้ เป็นของธรรมดา

ไหนหนูลองลุกขึ้นเองสิลูก ลุกได้มั้ย นี่เอามือเท้าพื้นอย่างนี้นะ (ทำให้ดู) เอาก้นโด่งขึ้นอย่างนี้นะ แล้วดันตัวขึ้นอย่างนี้นะ (ทำให้ดู) ลองดูสิลูก เห็นไหมหนูก็ทำได้ ล้มได้ก็ลุกด้วยตัวเองได้

อย่างนี้จึงจะสอนให้เด็กรู้จักช่วยตัวเอง เป็นที่พึ่งของตัวเอง

การปลูกฝังเด็กอย่างไรก็สร้างนิสัยให้เด็กอย่างนั้น นิสัยดังกล่าวติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่...จนวันตาย

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกใจเลยว่า คนบางคนมีความรู้สึกว่า ฉันทำได้ ทำ สำเร็จแล้ว ไม่เห็นมีโครชมฉันเลย (เพราะเคยมีกองเชียร์สมัยเป็นเด้กซึ่งฝังอยู่ในจิต)

ฉันผิดพลาด ล้มเหลว ไม่เห็นมีใครมาอยู่เคียงข้างปลอบใจ ฉันเลย (เพราะเคยมีคนโอ๋ตอนเป็นเด็ก ซึ่งฝังอยู่ในจิต)

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:25:32 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 5

ความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้จึงเป็นผลให้โตแต่ตัว แต่จิตใจยังเป็นเด็ก เพราะคิดพึ่งแต่ผู้อื่น ต้องการให้ผู้อื่นอยู่เคียงข้าง เป็นผู้รู้ใจ ปลอบใจ ให้กำลังใจ

ครั้นเมื่อลูกโตขึ้นมาเริ่มเล่นของเล่นได้ แม่ซื้อเสื้อผ้าหรือของเล่นมาฝาก ประโยคที่แม่มักจะพูดกับลูกก็คือ วันนี้แม่ซื้อเสื้อมาฝากลูก นี่เห็นไหมสวยนะ

นี่เป็นการสอนเรื่องความรู้สึก ให้กับลูกแทนที่จะสอนเรื่อง เหตุผล หากสอนเหตุผลแม่ควรจะพูดกับลูกว่า

วันนี้แม่ซื้อเสื้อมาฝากหนู ช่วงนี้เข้าหน้าหนาวเสื้อที่หนูมีอยู่บางทำให้หนูหนาว นี่เสื้อที่แม่ซื้อมาใหม่หนาเห็นไหม จะช่วยป้องกันความหนาวทำให้ลูกอบอุ่น ลูกต้องระวังอย่าทำสกปรกนะลูก

ด้วยเหตุนี้หลายคนเมื่อโตขึ้น จึงมีรสนิยมวิไล จะใช้อะไรก็ต้องสวยๆ งามๆ สินค้ามี
แบรนด์ (ยี่ห้อ) แทนที่จะเลือกประโยชน์นำหน้า ก็ใครเล่าสอนให้มีนิสัยอย่างนี้


ครั้นซื้อของเล่นมาให้ก็เช่นกัน มักจะบอกลูกว่า วันนี้แม่ซื้อของเล่นมาให้ นี่สวยเห็นไหม (หรือดีอย่างนั้นอย่างนี้) ของเล่นของๆ หนูระหวังรักษาให้ดีนะ อย่าให้ใครมาเล่น อย่าให้ใครมาเอา

นี่เป็นการปลูกฝังให้มีความคับแคบ เห็นแก่ตัว ของๆ ข้าใครอย่าแตะ

ถ้าสอนให้มีใจกว้างรู้จักแบ่งปันจะสอนอย่างไร

ของๆ หนูระวังรักษาให้ดีนะ อย่าเล่นมันแรงเดี๋ยวมันจะเสีย ถ้าพี่ (หรือน้อง) เขาอยากเล่น ให้เขายืมเล่นบ้างเราพี่น้องกันมีอะไรก็แบ่งกันเล่น แต่คอยระวังบอกเขาอย่าให้เขาเล่นแรง เล่นแล้วหนูต้องเก็บไว้ให้เป็นที่เป็นทางนะ อย่าทิ้งเกะกะ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:26:22 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 6

ครั้นลูกร้องโยเยก็ขู่เด็กว่า หยุดร้องเสียเดี๋ยวตุ๊กแกมากินตับ หรือ เดี๋ยวตำรวจมาจับนะ

เป็นเหตุให้เด็กกลัวสิ่งเหล่านี้ฝังใจอย่างไร้เหตุผล แม้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังกลัวสิ่งนั้นอีกแล้วก็ยังกลัวสิ่งนั้นอีก

พ่อแม่บางคนสอนให้ลูกรู้จักนินทาว่าร้ายโดยไม่รู้ตัว การพูดถึงบุคคลที่ ๓ ที่เขาไม่อยู่ด้วย มักจะพูดถึงเขาในทางนินทาว่าร้าย มากกว่าคำชมเด็กที่นั่งฟังอยู่ด้วยหรือได้ยินได้ฟังก็จะเรียนรู้การนินทาผู้อื่นจากผู้ใหญ่ ผู้เขียนไม่อยากจะบอกว่าสังคมไทยเต็มไปด้วยการนินทาว่าร้าย แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะในชนบทหรือในเมือง...แทบทุกครัวเรือน

เมื่อเป็นเช่นนี้การปลูกฝังลูกในวัยเด็ก จึงมีความสำคัญมาก

เหตุใดคนไทยส่วนใหญ่จึงชอบใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล เหตุใดจึงโตแต่ตัวแต่จิตใจยังเป็นเด็กคิดแต่จะพึ่งผู้อื่น เหตุใดจึงใจคับแคบ เหตุใดจึงชอบนินทาว่าร้าย นี่มิใช่มีสาเหตุมาจากการอบรมสั่งสอนอย่างผิดๆ ตั้งแต่เด็กหรือ

ถึงเวลาหรือยังที่ควรจะมีบริการให้ความรู้เรื่องการอบรมสั่งสอนลูกให้กับคู่สมรส โดยให้องค์กรบางแห่งของรัฐเป็นผู้จัดขึ้น เพื่อเราจะได้เด็กเติบโตมาอย่างมีคุณภาพทางความคิดและอารมณ์

ในวัยที่ลูกกำลังน่ารักน่าเอ็นดู (แบเบาะถึง ๓-๔ ขวบ) ลูกจะทำอะไรพ่อแม่ก็ชื่นชมยินดีไปหมด ยิ่งพ่อแม่สมัยใหม่อยากให้ลูกแสดงออกให้ลูกมีความเชื่อมั่นในตนเอง ลูกจะทำอะไรๆ ก็ไม่ห้าม จะซนเป็นลิงเป็นค่างไม่มีสัมมาคารวะ ไม่รู้จักที่ควรไม่ควร ก็ไม่บอกไม่สอน ปล่อยให้ลูกได้แสดงออกเต็มที่ จนเด็กคิดว่าที่ทำอยู่แล้วดี กลายเป็นนิสัยติดตัวเมื่อโตขึ้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:27:01 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 7

นอกจากนี้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ยังทำตัวอย่างไม่ดีให้เด็กเห็น เช่น เล่นการพนัน กินเหล้า สูบบุหรี่ ทะเลาะกัน ใช้คำพูดหยาบคาย ท่าทีก้าวร้าวสำส่อนทางเพศ ใช้เงินไม่ประหยัด ฯลฯ พฤติกรรมเหล่านี้เด็กได้เรียนรู้ซึมซับพร้อมที่จะเอาอย่าง บางพฤติกรรมเป็นเงื่อนปมจิตใจทำร้ายทำลายลูก

ครั้นลูกโตขึ้นเข้าโรงเรียน เริ่มเรียนรู้ด้วยตนเอง มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ลูกอยากให้พ่อแม่ยอมรับว่าเขาโตแล้วนะ ช่วยตัวเองได้แล้ว คิดด้วยตัวเองได้แล้ว ไม่ใช่ลูกแหง่ที่พ่อแม่จะต้องคอยประคบประหงมอีกต่อไป อย่าปกป้องอุ้มชูเขามากนักเลย ให้เขาได้แสดงออกด้วยตนเองบ้าง

วัยดังกล่าวจะสังเกตได้จากเมื่อพ่อแม่ไปไหน ลูกเลิกร้องตามไปด้วยเมื่อจูงมือข้ามถนนเขาจะสลัดมือ ไม่ต้องการความช่วยเหลือ เมื่อดูแลเอาใจใส่เขามากไปเขาจะอึดอัดรำคาญ ช่วงนี้แหละเป็นช่วงที่ลูกต้องการอิสระเพิ่มขึ้น ต้องการแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ต้องการการยอมรับจากผู้อื่น

เป็นช่วงเวลาเข้าสู่วัยซนวัยคะนอง คราวนี้พ่อแม่กลับจ้ำจี้จ้ำไชสอนซึ่งเขาไม่อยากฟัง เขาเบื่อ สอนไม่เชื่อก็ดุด่าว่ากล่าวใช้คำพูดก้าวร้าว บางทีถึงกับลงไม้ลงมือ ลูกไม่ชอบพฤติกรรมเช่นนี้ (ใครๆ ก็ไม่ชอบ) เห็นว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจเขา ลูกก็ไปหาเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน รู้ใจกัน เข้าใจกัน นิยมชมชอบสิ่งต่างๆ ใกล้เคียงกัน พูดกันรู้เรื่อง ปรึกษากันได้ ปลอบใจกันได้ เที่ยวด้วยกัน อยู่กับเพื่อนแล้วอบอุ่น อยู่ที่บ้านไม่รู้สึกอบอุ่น

ลูกรู้สึกว่าที่บ้านมีครูเอาแต่สอนๆ จนน่าเบื่อ

มีตำรวจ (สารวัตรสืบสวนสอบสวน) เอาแต่ซักถามว่าไปที่ไหนมาไปทำอะไรมา

มีผู้พิพากษา คอยตัดสินลงโทษ หรือตัดสินไม่ยุติธรรมลำเอียงเข้าข้างคนอื่น (พี่,น้อง)

มีผู้คุมคอยควบคุมความประพฤติ (บางทีลูกถูกกักบริเวณ)

มีผู้ร้ายซึ่งทุบตีทำร้ายร่างกายลูก สิ่งเหล่านี้ลูกไม่ชอบ ไม่อยากอยู่บ้าน

เด็กบางคนถูกกดดันบีบคั้นจากทางบ้านมาก จึงหาทางออกไปทางอบายมุข ยาเสพติด สำส่อนทางเพศ เที่ยวเตร่เสเพล เสียคน พฤติกรรมดังกล่าวเด็กรู้ว่าไม่ดี และเขาต้องการประชดพ่อแม่ เขาต้องการแก้แค้นทำร้ายจิตใจพ่อแม่ ให้สมกับที่เขาคิดว่าพ่อแม่ทำร้ายจิตใจเขา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:27:50 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 8

เมื่อลูกมีปัญหาเรื่องความประพฤติดังได้กล่าวมาแล้ว นอกจากใช้หลักมุมมองในแง่ดีแล้ว พ่อแม่ควรใช้หลักของพรหมวิหารธรรมต่อลูก ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

เมตตา ได้แก่รักลูก สงสารลูก ให้อภัยลูก ซึ่งพ่อแม่มีอยู่แล้ว

กรุณา ได้แก่ช่วยเหลือลูก อย่าไปดุด่าว่ากล่าวซ้ำเติมเพราะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ไม่ต้องไปสอน เพราะสอนมามากแล้ว ถ้าลูกเชื่อเขาก็ไม่ต้องเสียคนอย่างนี้ จึงไม่ต้องดุไม่ต้องสอนอะไร หากแต่เปลี่ยนจากการสอนเป็นการแนะนำ ให้คำปรึกษา ให้ความเห็น

ทำตัวเป็นเพื่อนลูก ปลอบใจ โดยเฉพาะผู้เป็นแม่หากสัมผัสโอบไหล่กอด ให้ลูกได้อยู่ในอ้อมกอด ถ่ายทอดความรักความอบอุ่น จากไออกของแม่ซึ่งนานแล้วลูกไม่ได้สัมผัสเช่นนี้ จะช่วยกระตุ้นให้ลูกได้รับความอบอุ่นขึ้นมาทันที

พูดกับลูกดีๆ ทำกับลูกดีๆ เขาอาจจะยังไม่ดีขึ้นทันตาเห็น เพราะบางคนอาจต้องใช้เวลา ก็อย่าด่วนใจร้อนหันไปใช้วิธีการแบบเดิมๆ ให้มีความอดทน ใช้น้ำเย็นเข้าลูบแทนจะใช้น้ำร้อน (คำพูด) สาดใส่ ให้เขาเห็นว่าพ่อแม่รักเขาจริงๆ ห่วงใยเอื้ออาทรต่อเขา ไม่ช้าเขาก็จะสำนึกกลับตัวกลับใจ

หากลูกติดยาเสพติด ก็พาลูกไปบำบัดไปเป็นเพื่อนลูกให้กำลังใจลูก

มุทิตา ยินดีชื่นชมต่อเขา ด้วยการแสดงให้เขาเห็นเมื่อเขาทำดีในเรื่องต่างๆ บางคนเลี้ยงลูกโดยไม่ชมลูกต่อหน้า หากชมก็ไปแอบชมลับหลังเพราะกลัวว่าถ้าชมแล้วลูกจะได้ใจ จะเหลิง นี่เป็นความคิดที่ผิด เมื่อไม่ชมแล้วลูกจะรู้อย่างไรว่าที่ตนทำไปแล้วนั้นดีในสายตาของพ่อแม่ ทั้งๆ ที่ลูกต้องการคำชมจากพ่อแม่ยิ่งกว่าคนอื่นๆ แต่ถ้าลูกทำผิดกลับถูกดุต่อหน้า เมื่อเป็นเช่นนี้ลูกจะรู้สึกว่า ทำอะไรๆ ก็ไม่ดี เพราะถูกดุอยู่เรื่อยไม่มีคำชม อุตส่าห์ทำดีแทบตาย ไม่เห็นมีใคร (พ่อ-แม่) เห็นความดีเลย ลูกจึงหมดกำลังใจที่จะทำความดี จึงทำชั่วประชดพ่อแม่เสียเลย พ่อแม่บอกอย่างหนึ่งลูกทำอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะลูกต้องการประชดพ่อแม่

ด้วยเหตุนี้มุทิตาธรรมของพ่อแม่จึงเป็นสิ่งที่ลูกต้องการมากๆ เพราะเมตตา กรุณาลูกได้รับจนรู้สึกชาชินมาแล้ว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:28:34 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 9

อุเบกขา คือการรู้จักวางใจ หลังจากได้ใช้หลักเมตตา กรุณา มุทิตา ต่อลูกแล้ว หากลูกยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ยังทำตัวเหลวไหลอีก พ่อแม่ควรทำใจ ตัดใจเสียว่าเป็นกรรมของเขา ต้นทุนกรรมเก่าแต่อดีตชาติ เขาทำไว้ไม่ดีชาตินี้ยังซ้ำเติมตัวเองเข้าไปอีก เราได้ช่วยเขาอย่างสุดจิตสุดใจแล้ว หากเขาไม่รักดี ก็เป็นกรรมของเขา วางใจไม่ต้องทุกข์กับเขา คิดเสียว่า ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน วันหน้าเขาอาจจะกลับตัวกลับใจดีขึ้นก็ได้

ปัญหาวัยรุ่นมักจะเกิดในช่วงวัยรุ่น ผ่านวัยรุ่นไปแล้วพฤติกรรมที่ไม่ดีดังกล่าว ส่วนใหญ่แต่ละคนจะเลิกไปเอง น้อยรายนักที่จะติดตัวไปจนถึงแก่เฒ่า นอกจากติดบุหรี่, เหล้า, ซึ่งบางรายติดไปจนตาย เพราะซื้อง่ายไม่ผิดกฎหมาย ที่สำคัญเขาเห็นผู้ใหญ่ในครอบครัวยังเสพเลย อย่างไรก็ตาม
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เสียโอกาสดีๆ ในวัยของการศึกษาเล่าเรียน

ตรงข้ามกับพฤติกรรมที่ไม่ดีของผู้ใหญ่ที่ติดตัวอยู่ยาวนาน ยังเลิกไม่ได้ บางคนติดการพนันนับ ๓๐ – ๔๐ ปี หวยใต้ดินบนดิน ก็ถือเป็นการพนันบางคนติดอบายอมุขไปจนตาย

การพนันทำลายชีวิตตนและครอบครัว บุหรี่ทำลายสุขภาพ บางรายถึงกับตายเพราะบุหรี่เป็นสาเหตุ เหล้า ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ทำลายสุขภาพตนผลาญเงิน(ทีละเล็กละน้อย) ทำลายความน่าเชื่อถือของตน บางรายเมื่อเมาขาดสติถึงกับเป็นฆาตกรบนท้องถนน ฆ่าตนเอง ฆ่าผู้อื่น ทำลายทรัพย์สินทั้งของตนและผู้อื่น สถิติอุบัติเหตุเพราะสุรา ในช่วงมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ของไทย เป็นสถิติน่าจะติดอันดับต้นๆ ของโลก

ผู้เขียนไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดจึงอนุญาตให้มีการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางโทรทัศน์ ทั้งๆ ที่ห้ามโฆษณาบุหรี่โดยเด็ดขาด ใครๆ ก็รู้ว่าเหล้าเบียร์มีพิษภัยร้ายแรงกว่าบุหรี่มาก แต่เหตุใดจึงให้โฆษณากันอย่างเอิกเกริก ผู้เขียนไม่เข้าใจ ปัญญาอ่อนจริงๆ ในเรื่องนี้

ยังมีกรณีอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของแต่ละบุคคล ดังได้กล่าวมาแล้วว่า เรื่องที่เป็นอยู่หากเป็นเรื่องที่ไม่ดีนำทุกข์มาให้ ควรใช้หลักมุมมองกลับไปในทางที่ดี แต่ถ้าหากเป็นเรื่องดี เช่น เป็นความสุข ความสำเร็จ ควรใช้หลักคิดอย่างไรต่อเรื่องดังกล่าว

หากสิ่งที่ได้ มี เป็น ในปัจจุบันอยู่ในสถานะที่ดี มีความสุข ควรใช้หลักคิดว่า นั่นเป็นเพราะผลของความดี เช่น ความขยันหมั่นเพียร ตลอดจนคุณงามความดี และความสามารถที่เราได้ทำไว้ จึงนำความสำเร็จมาให้เพื่อเป็นกำลังใจว่าจะรักษาและเพิ่มพูนคุณธรรมความดีเหล่านี้ให้ยิ่งขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันก็มองอนาคตว่าเป็นของไม่แน่นอนดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นเรื่องแล้ว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:29:21 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 10

๒. เรื่องในอดีตให้นำมาเป็นบทเรียน

เรื่องที่ผ่านมาทุกเรื่องเป็นอดีตซึ่งไม่มีใครเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไปได้ บางเรื่องนำมาซึ่งความสุขสมหวัง แต่บางเรื่องนำความทุกข์ระทมให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ บุคคลควรมีแง่คิดมุมมองกับเรื่องในอดีตอย่างไร จึงจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิต

หากเป็นเรื่องที่ดีมีความสุขในช่วงนั้น แต่บัดนี้ชีวิตกลับพลิกผันไปจากอดีต เช่น เมื่อก่อนเคยมีชีวิตที่รุ่งโรจน์ มีทั้งลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มีทรัพย์สินเงินทองมาก เป็นที่ยกย่องนับถือของคนทั่วไป มีลูกน้องบริวารมาก มีสถานะหรือตำแหน่งหน้าที่การงาน (หรือในสังคม) สูง ใครๆ ก็รู้จัก หรือหากบางคนเคยเด่น เคยดัง มีความสำเร็จ มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับของคนในแวดวงเดียวกัน แต่บัดนี้สิ่งที่เคยได้ เคยมี เคยเป็นกลับหายไป มีฐานะความเป็นอยู่ลดลง บางคนถึงกับฝืดเคือง ผู้คนไม่กล่าวขวัญยกย่องเหมือนเมื่อก่อน มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเงียบๆ เดียวดาย

ผู้ประสบสถานะดังกล่าว หากขาดสติปัญญาแล้ว ก็จะคิดถึงอดีตด้วยความทุกข์ระทมขมขื่น
โหยหาอาลัยต่อความรุ่งเรืองในอดีต อยากให้สถานะดังกล่าวกลับคืนมา แม้วันคืนจะผ่านไป แต่ก็ยังปล่อยความคิดและอารมณ์ให้จมปลักอยู่กับเรื่องราวในอดีต

ผู้ที่มีความคิดเช่นนี้ ส่วนใหญ่ จะโทษคนอื่นว่าปฏิบัติกับตนไม่เหมือนเดิม เช่น โทษลูกน้องบริวาร เพื่อนสนิทมิตรสหายแม้เครือญาติที่เคยมาห้อมล้อมหาประโยชน์จากตน แต่ปัจจุบันคนเหล่านี้หลบหน้าหลบตากันไปสิ้น ไม่เยี่ยมเยือนไปมาหาสู่กันดังเคย เขาจะคิดถึงคนเหล่านั้นด้วยความขุ่นเคือง หาว่าเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณคน

หรืออาจจะโทษสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ชีวิตของตนตกต่ำลง กล่าวได้ว่าเขาเป็นนักโทษ คือโทษคนโน้น คนนี้ สิ่งนั้น สิ่งนี้ ชีวิตของนักโทษ มีแต่ความทุกข์เพราะความเห็นผิดสร้างคุกขังใจของตัวเอง จึงวนเวียน อยู่ในความคิดขุ่นเคือง โทษสิ่งต่างๆ อยู่ร่ำไป

หากเป็นนักโทษที่ฉลาด ควรจะโทษตัวเองมากกว่า เพราะตัวเองเป็นผู้นำพาชีวิตของตนด้วยการกระทำของตน (กรรม) เป็นผู้ลิขิตชีวิตตน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:30:00 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org