มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บัญชีชีวิต..ตอนจบ






นักแต่งนิยายชีวิตจริง (๒)


ตอนที่ผ่านมา

นอกจากเรื่องสามีภรรยาที่เป็นปัญหาบ้านแตกแล้ว ยังมีเรื่องลูกที่สร้างความทุกข์ให้กับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่บางคนมีลูกติดยาเสพติด ชอบเล่นการพนัน หมกมุ่นกับการเล่นเกม เอาแต่เที่ยวเตร่ประพฤติตัวเหลวไหล หรือสำส่อนทางเพศ เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้สร้างความทุกข์ให้กับพ่อแม่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

หากใช้หลักการมองในแง่ดีดังกล่าวควรจะมองอย่างไร

ให้คิดเสียว่าก็ดีเหมือนกันลูกจะได้บทเรียนด้วยตัวเอง เพราะเวลาพ่อแม่สอนก็ไม่เชื่อฟัง ให้รู้ว่าการทำผิดเช่นนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อตนเองอย่างไร จะได้สำนึกไม่ทำเช่นนั้นอีก

หากลูกรู้สำนึกเช่นนี้พ่อแม่ก็คงจะพอทำใจได้ แต่นี่ยิ่งหนักเข้าไปอีก ไม่สำนึก ไม่กลับตัว จะทำอย่างไร

ความจริงแล้วอาจจะยังไม่ถึงเวลากลับตัวของเขาก็ได้ บางเรื่องต้องให้เวลา จะให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมทันอกทันใจอย่างที่พ่อแม่ต้องการไม่ได้

พ่อแม่ต้องคิดถึงหลักความเป็นจริงของวัยรุ่น ว่าเป็นวัยที่ดื้อรั้น ชอบลอง ชอบท้าทาย ขาดวุฒิภาวะที่จะพิจารณาเหตุผล ขาดความยับยั้งชั่งใจ เอาอารมณ์เป็นใหญ่ จึงทำผิดได้ง่าย

การทำผิดไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทุกคนต่างก็เคยทำผิดมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น แม้กระทั่งขณะนี้ผู้ใหญ่บางคนยังทำผิดอยู่เลย ทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดีก็ยังทำอยู่ เป็นเรื่องอะไรบ้างลองนึกดูเอาเองก็แล้วกัน

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:22:10 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 11

ผู้มีปัญญาทางธรรมย่อมเข้าใจว่า สิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไป (อนิจจัง) ตามเหตุปัจจัย เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง) และไม่สามารถบังคับให้คงที่ได้ดังปรารถนา (อนัตตา) เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้วยความเข้าใจ ส่วนเหตุปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนเขาจะนำมาทบทวนเพื่อเป็นบทเรียน

พระพุทธองค์ตรัสว่า ธรรมทั้งหลาย (สรรพสิ่งทั้งหลาย) เกิดแต่เหตุมีเหตุเป็นแดนเกิดและดับไปเมื่อเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดนั้นหมดไป

ด้วยหลักธรรมดังกล่าว เขาจะทบทวนถึงเหตุปัจจัยที่นำมาสู่ความรุ่งเรือง และความตกต่ำของตน ด้วยปัญญาวิเคราะห์

เหตุปัจจัยที่มีผลต่อการเกิด-การดับของสรรพสิ่งทั้งหลายมีหลายเหตุปัจจัย ซึ่งอาจจำแนกได้ ๓ ลักษณะคือ

๑. เหตุปัจจัยภายใน คือตัวบุคคลผู้นั้นเป็นผู้สร้างเหตุ
๒. เหตุปัจจัยภายนอก คือปัจจัยแวดล้อมของสิ่งภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
๓. เหตุปัจจัยภายในและภายนอกผสมกัน

อาจจะมีเพราะกรรมเก่าในอดีตชาติ ส่งผลทางแรงบุญหรือกุศลกรรม บวกกับกรรมดีที่ทำไว้ในปัจจุบันสั่งสมกันไว้ สมทบกับกรรมเก่า จึงผลักดันให้ขึ้นสู่ความรุ่งเรือง กรรมดีในปัจจุบันได้แก่ ความขยันหมั่นเพียร อันนำมาซึ่งความสำเร็จในการงานหรืออาชีพ ความประพฤติในทางที่เกื้อกูลต่อความสำเร็จ หรือพฤติกรรมอื่นๆ ของบุคคลนั้น ในเวลานั้น นี่คือเหตุปัจจัยภายในที่เขาสร้างขึ้นด้วยตัวเขาเอง

เหตุปัจจัยภายนอกที่ช่วยผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จมีมากมายหลายปัจจัย ยากที่จะเขียนได้ครบ แต่อาจจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากสิ่งที่มีส่วนสัมพันธ์กับเขาในขณะนั้น เป็นต้นว่า ถ้าทำราชการรัฐวิสาหกิจหรือรับจ้างในอาชีพธุรกิจเอกชน ผู้บังคับบัญชามีส่วนสำคัญต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ เขาอาจจะได้รับความเมตตาจากผู้บังคับบัญชา ช่วยส่งเสริมสนับสนุน ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับผู้บังคับบัญชาดังกล่าวมีเหตุมาจากกรรมที่ทั้งสองฝ่ายได้เคยเกื้อกูลกันมาแต่อดีต นอกจากนี้อาจจะมีเพื่อนร่วมงานหรือบุคคลอื่นเข้ามาสนับสนุนเป็นผลให้งานของเขามีความก้าวหน้า หรืออาจมาจากผลประกอบการขององค์กรในช่วงนั้นอยู่ในช่วงขาขึ้น มีความเจริญเติบโตสูงก็เป็นได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:30:45 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 12

หากเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว เหตุปัจจัยภายนอกที่เกื้อกูลต่อความสำเร็จ อาจจะมาจากสภาพเศรษฐกิจที่เกื้อกูลต่อธุรกิจของเขา สินค้าหรือบริการของเขาเป็นที่นิยมของลูกค้า คู่แข่งยังมีไม่มากและยังไม่เข้มแข็ง รูปแบบขององค์กรเหมาะสมกับธุรกิจขนาดนั้นในยุคนั้น หรืออาจจะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาสมทบก็เป็นได้

เมื่อได้รับความสำเร็จ มีฐานะ ชื่อเสียง ชื่อเสียง เกียรติยศ ย่อมเป็นที่รู้จักกันในวงการ มีญาติมิตรและบริวารมาพึ่งพิงมาก จุดนี้มักจะเป็นจุดหักเหของชีวิต ทำให้พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในสถานะนี้เปลี่ยนไป นั่นคือใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หลงระเริงในสถานะที่เป็นอยู่ คุณธรรมความดีที่เคยมีเริ่มเสื่อมลง เพราะหันไปมั่วสุมในเรื่องสุรา-นารี บางคนพ่วงด้วยพาชี-กีฬาบัตร (หรือการพนัน) ชอบคนประจบสอพลอ หน้าใหญ่ใจโต ใช้เงินเป็นเบี้ยตามใจตัวเอง เอาแต่ใจตัว เริ่มมีศัตรู (คู่แข่ง) มีผู้อิจฉามากขึ้น พฤติกรรมดังกล่าว เป็นปัจจัยภายในที่ตัวเองสร้างขึ้น กัดกร่อนตัวเองเหมือนสนิมเหล็กกัดกินเนื้อเหล็กสมดังโคลงโลกนิติที่ว่า

สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน
กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขร้ำ (คร่ำ)
บาปเกิดแต่ตนคน เป็นบาป
บาปย่อมทำโทษซ้ำ ใส่ผู้บาปเอง

หากเขามิได้มีพฤติกรรมเสื่อมเสียในเรื่องดังกล่าว แต่เป็นเพราะเกษียณ ตำแหน่งหน้าที่ซึ่งเป็นหัวโขนก็ถูกถอดออก รายได้ลดลง ลูกน้องหมดไป บริวารลดไป

ด้านปัจจัยภายนอก หากเขาทำงานกินเงินเดือน อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้บังคับบัญชา หรือโยกย้ายงาน หรือประสิทธิภาพการทำงานของตนต่ำลง เป็นเหตุให้ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานชงักลง หรือช่องทางทำมาหารายได้พิเศษ (นอกจากเงินเดือนและผลตอบแทนโดยชอบ) ถูกตัดขาดลง ทำให้รายได้ลดลง

หากเขาทำธุรกิจ สภาพธุรกิจตลอดจนผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจของเขา หรือคู่แข่งมีความก้าวหน้าแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของเขาไป หรือเขาอาจจะตัดสินใจผิดพลาดในการลงทุน เพราะชะล่าใจขยายการลงทุนอย่างไม่ระมัดระวัง เป็นต้น ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลให้สถานะของเขาตกต่ำลง

เมื่อเงินลดลงไม่รวยเหมือนก่อน อำนาจบารมีทางเศรษฐกิจก็ลดลง เมื่อตำแหน่งหน้าที่ไม่อยู่ในจุดเด่น จุดศูนย์รวมของอำนาจ ลูกน้องบริวารก็ลงลง นี่เป็นเรื่องโลกธรรม เป็นธรรมที่ครอบคลุมทุกชีวิตไว้ กล่าวคือ

มีลาภ – เสื่อมลาภ
มียศ – เสื่อมยศ
มีสุข – มีทุกข์
มีสรรเสริญ – มีนินทา


เป็นของคู่กันซึ่งทุกคนจะต้องเผชิญ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:31:26 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 13

หากบุคคลที่เสื่อมจากลาภ ยศ สรรเสริญ สุข นำอดีตที่ผ่านมา ขึ้นมาพิจารณาหาเหตุปัจจัยแห่งความเสื่อมดังกล่าว ผู้ฉลาดเขาจะไม่โทษเหตุปัจจัยภายนอก เพราะเหตุปัจจัยภายนอกเป็นเรื่องที่เขาควบคุมไม่ได้ ใครจะไปควบคุมเศรษฐกิจ ผู้บริโภค คู่แข่งขันได้ หรือหากเป็นตัวบุคคลใครจะควบคุมจิตใจของคนอื่นได้

เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจะเพ่งความสนใจมาที่เหตุปัจจัยภายใน คือตัวเขาเอง หากเหตุแห่งความเสื่อมมาจากข้อผิดพลาดของตนเอง เขาจะย้อนมองถึงปัจจุบันว่า ขณะนี้เขายังประพฤติตัวอยู่อย่างนั้นอีกหรือไม่ หากยังประพฤติอยู่ให้เลิกเสีย ถ้าไม่เลิกก็จะฉุดลากตนให้ตำต่ำลงไปอีกเรื่อยๆ จนสิ้นชีวิต และจะส่งกำลังตามไปฉุดอีกในชาติหน้า

หากตนได้เลิกพฤติกรรมนั้นแล้ว ก็ดีแล้ว นำอดีตที่ผิดพลาดเป็นบทเรียนสอนตัวเองให้ระวังว่า “อย่าทำอย่างนั้นอีก”

ด้วยการมองอดีตในมุมมองดังกล่าว จึงเป็นการมองอย่างสร้างสรรค์ หาสารประโยชน์ในชีวิต มองเพื่อพัฒนาตนเอง แก้ไขตนเอง ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ที่สำคัญอย่านำอดีตมาเป็นเรื่องขื่นขม ระทมทุกข์ เพราะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เลย

บางคนมีอดีตที่ผิดพลาด ทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศล สิ่งนั้นเตือนจิตเตือนใจให้คิดถึงอยู่เนืองๆ ด้วยใจที่เป็นทุกข์ เมื่อเป็นเช่นนี้ควรจะทำอย่างไร

ให้ดูว่าเมื่อเราทำสิ่งที่ไม่ดีไปแล้ว ปัจจุบันยังทำหรืออนาคตยังคิดจะทำสิ่งนั้นอีกหรือไม่ ถ้ายังคิดจะทำอีก ก็ให้นำผลเสียหรือทุกข์โทษ ภัย ของการกระทำดังกล่าวมาสอนใจ ข่มขู่ว่าอย่าทำเช่นนั้นอีก ให้ใจเกรงกลัวต่อทุกข์ โทษ ภัย ที่เกิดขึ้น

แต่ถ้าเราไม่คิดจะทำอีก ด้วยสำนึกในบาปกรรม ก็ให้ลืมเรื่องนั้นเสียอย่านำมาพะวงครุ่นคิดอีก เพราะการย้ำเตือนในสิ่งที่ไม่ดีทำให้ใจเป็นทุกข์อยู่เนืองๆ ไม่ควรกระทำ หากได้เบียดเบียนผู้อื่น ก็ให้ทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ขออโหสิกรรมเสีย แล้วให้ลืมสิ่งนั้นไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:32:18 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 14

อดีตของบางคนไม่เป็นเช่นนั้น ยากจนขัดสนมีหนี้สินมากมาย แม้ปัจจุบันก็ยังอยู่ในสถานะดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้จะมองอดีตของตนในแง่มุมใด

ให้วิเคราะห์ความยากจนขัดสนและหนี้ที่มีอยู่ โดยใช้หลักเหตุปัจจัยภายในและภายนอกมาพิจารณา

เหตุปัจจัยภายในก็คือตนเอง ให้สำรวจดูว่าความจนและหนี้สินเกิดจากการกระทำของตนหรือไม่ เป็นต้นว่า ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินฐานะ อันเป็นสาเหตุสำคัญของความจนและหนี้สิน

ขอให้พิจารณาพฤติกรรมดังต่อไปนี้

นักธุรกิจซื้อรถยนต์โก้หรูราคาคันละ ๕ ล้านบาท
หัวหน้างานระดับกลางซื้อรถยนต์คันละ ๖ แสนบาท
เสมียนพนักงานเบี้ยน้อย ซื้อจักรยานยนต์คันละ ๕ หมื่นบาท

พฤติกรรมการใช้เงินของคนทั้ง ๓ ยังบอกไม่ได้ว่าใครฟุ่มเฟือย ใช้เงินเกินฐานะ จนกว่าจะได้ทราบถึงรายได้ของเขา

นักธุรกิจมีเงิน ๑๐๐ ล้าน ซื้อรถคันละ ๕ ล้าน เพื่อติดต่องานและเพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้า เขาสามารถซื้อรถเงินสดได้โดยไม่ต้องผ่อน

หัวหน้างานระดับกลางมีเงินเดือน ๔ หมื่นบาท เงินดาวน์รถยนต์มีอยู่แล้วไม่ต้องกู้ เงินผ่อนค่างวดก็ผ่อนได้โดยไม่เดือดร้อน

เสมียนพนักงานเห็นเพื่อนมีรถก็อยากจะมีบ้าง ไม่ได้รถยนต์ซื้อรถจักรยานยนต์ก็ยังดี เขามีเงินเดือน ๖ พันบาท เงินดาวน์ต้องไปกู้เขา ลำพังเงินเดือนก็แทบไม่พอใช้อยู่แล้ว การผ่อนค่างวดจะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ยังเป็นปัญหา

เมื่อทราบข้อมูลดังนี้แล้ว คงตอบได้ว่าใครใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินฐานะ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:33:02 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 15

ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าตนยังลำบากยากจน มีหนี้สินอยู่มากมายก็ให้สำรวจดูว่าปัจจุบันนี้ยังผ่อนชำระอะไรอยู่

มีคนจำนวนมากในโลกนี้ที่ยังไม่มีทรัพย์สินซึ่งนำความสะดวกสบายให้กับชีวิตเป็นของตนเอง เช่น บ้าน รถ เครื่องปรับอากาศ เครื่องเสียง ตู้เย็น ทีวี หรือแม้กระทั่งพัดลม โดยเฉพาะคนที่อยู่ในประเทศที่ยากจน

แต่เขาเหล่านั้นก็ยังมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างปกติสุข ความสุขจึงไม่ได้อยู่ที่วัตถุเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่จิตใจ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งกว่า

เมื่อยังไม่มีฐานะพอที่จะซื้อ จะดาวน์หรือจะผ่อนก็อย่าด่วนมี อันทำให้เป็นหนี้ชักหน้าไม่ถึงหลัง อยู่อย่างจนๆ ขาดแคลนเครื่องบริโภคส่วนเกินของชีวิตไปก่อน โดยตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เก็บหอมรอมริบประหยัด

ความจนไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ เพราะความจนไม่เป็นอุปสรรคปิดกั้นการสร้างคุณงามความดี คนจนก็เป็นคนดี มีคุณธรรมและอยู่อย่างมีความสุขได้

ความชั่วต่างหากที่ควรรังเกียจและควรระวัง เพราะความชั่วเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย มีการศึกษาต่ำหรือสูง ตลอดจนมีตำแหน่งหน้าที่การงานต่ำหรือสูง

ผู้ที่มีฐานะยากจน อาจมีสาเหตุมาจากกรรมเก่าในอดีตชาติซึ่งทำทานมาน้อย ไม่สงเคราะห์ผู้ที่ควรสงเคราะห์ ดังได้กล่าวมาแล้วในเรื่องต้นๆ แม้ว่ากรรมเก่าจะส่งผลให้จน แต่เราสามารถสร้างกรรมใหม่เอาชนะความจนได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:33:33 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 16

พระพุทธองค์ตรัสว่า บุคคลในโลกนี้มี ๔ ประเภท คือ

มามืด ไปมืด (ตะโม ตะมะ ปะรายะโน)
มาสว่าง ไปมืด (โชติ ตะมะ ปะรายะโน)
มามืด ไปสว่าง (ตะโม โชติ ปะรายะโน)
มาสว่าง ไปสว่าง (โชติ โชติ ปะรายะโน)


ผู้ที่มามืด ไปมืด คือมีต้นทุนบุญเก่าที่ทำไว้น้อย จึงนำพามาเกิดในครอบครัวยากจน มีชีวิตลำบากขัดสนตั้งแต่เด็กๆ ครั้นเติบโตมาก็ไม่ขวนขวายพัฒนาชีวิต ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่พัฒนาตน ไม่พัฒนาอาชีพ ไม่เก็บหอมรอมริบ ใช้จ่ายเกินฐานะ ไม่ประหยัด ไม่เชื่อเรื่องบุญ-กุศล ตรงข้ามกลับทำบาป-อกุศล ชีวิตจึงจมปลักอยู่ในความลำบากยากจน เมื่อตายไปจึงไปเกิดในอบายภูมิ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มามืด ไปมืด

ผู้ที่มาสว่าง ไปมืด มีต้นทุนบุญเก่ามามากจึงนำพาไปเกิดในครอบครัวที่มั่งมี แต่กลับไม่ใช้โอกาสอันดีสร้างชีวิต ตรงข้ามกลับประพฤติตัวไม่ดีเกียจคร้านการเรียน คบเพื่อนไม่ดี หมกมุ่นในอบายมุข ผลาญทรัพย์สมบัติ โตขึ้นก็ไม่ขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ ไม่เชื่อ และไม่สนใจในบุญ-กุศล ตรงข้ามกลับทำบาป-อกุศล ชีวิตจึงตกต่ำลำบากขัดสน เมื่อตายไปจึงไปเกิดในอบายภูมิ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มาสว่างไปมืด พวกนี้มีโอกาสดีแต่กลับสร้างวิกฤตให้ตนเอง

ผู้ที่มามืด ไปสว่าง แม้ต้นทุนบุญเก่าทำไว้น้อย นำพาไปเกิดในครอบครัวยากจน ตอนเป็นเด็กลำบากขัดสน อาจจะไม่ได้เรียนมาก แต่ขยันขันแข็ง มานะบากบั่นสร้างตัว พัฒนาความรู้ความสามารถและอาชีพขึ้นเรื่อยๆ รู้จักประหยัดเก็บออมไม่ใช้จ่ายเกินตัว เป็นผู้ที่ใฝ่ในบุญ-กุศล ชีวิตความเป็นอยู่จึงดีขึ้นเรื่อยๆ จนมีฐานะมั่นคง เมื่อตายไปจึงได้ไปเกิดในสุคติภูมิ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มามืด ไปสว่าง พวกนี้นำเอาวิกฤตมาสร้างเป็นโอกาสให้ชีวิต

ส่วนผู้ที่มาสว่าง ไปสว่าง ไม่ต้องอธิบายรายละเอียด ผู้อ่านก็คงจะคิดเอาเองได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:34:13 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 17

จะเห็นได้ว่าเราสามารถเอาชนะชะตากรรมในอดีตได้ แม้ว่ากรรมเก่าที่ทำไปแล้ว เป็นหนี้ที่จะต้องชดใช้ แต่หากสะสมกรรมใหม่ให้เป็นกรรมดีไว้มากๆ กรรมดีจะช่วยเกื้อกูลหนุนส่งให้ชีวิตของเราเจริญรุ่งเรืองขึ้นได้

ให้เข้าใจว่าทุกชีวิตเปลี่ยนแปลงได้เสมอ จากคนดี-เป็นคนไม่ดี หรือจากคนไม่ดี-เป็นคนดี ในทำนองเดียวกัน จากคนรวยเป็นคนจนและจากคนจนเป็นคนรวย เป็นไปได้ทั้งนั้น อยู่ที่การกระทำ (กรรม) ของแต่ละคน

เมื่อเป็นเช่นนี้ลองสำรวจดูว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้เราจนโดยนำหลักเหตุปัจจัยภายใน คือเหตุที่เกิดจากตนเองมาพิจารณา ส่วนเหตุปัจจัยภายนอกปล่อยวางไว้ก่อน เพราะเราต้องการแก้ไขตัวเรา เนื่องจากเราไม่สามารถไปแก้ไขเหตุปัจจัยภายนอกได้ ที่เราจนอาจเป็นเพราะว่า

๑. เรียนมาน้อยจึงได้งานที่มีเงินเดือนต่ำ หรือ
๒. เรียนมาพอสมควรแต่องค์กรที่ทำอยู่ให้ผลตอบแทนต่ำหรือ
๓. ประกอบอาชีพส่วนตัว เป็นอาชีพที่มีกำไรน้อย เป็นต้น

เมื่อได้สาเหตุอันเป็นต้นเหตุมากจากตัวเราแล้ว ลองหาวิธีแก้ไขดู

๑. หากเรียนมาน้อย จะหาทางเรียนต่อเพิ่มเติมได้หรือไม่ การศึกษาปัจจุบันเปิดกว้างมากให้คนได้มีโอกาสศึกษา ยังไม่ต้องลาออกจากงาน ทำงานไปด้วย ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยก็ได้ บางคนอายุมากกว่า ๖๐ ปี หรือแม้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ยังเรียนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้ จบปริญญาด้วย หากไม่เรียนเอาปริญญา จะเรียนหลักสูตรสั้นๆ เสริมวิชาชีพก็ได้ เช่น คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

มีคนจำนวนมากที่ศึกษาเพิ่มเติมหลังจากที่ทำงานแล้ว ผู้เขียนก็เช่นกัน ทำงานไปด้วยเรียนปริญญาโทไปด้วย (พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๔) อย่าไปอ้างว่าไม่มีเงินเรียนเลย เรียน มสธ.หรือรามคำแหงใช้เงินน้อยกว่าเงินที่เอาไปเที่ยว สูบบุหรี่ กินเหล้า (สำหรับบางคน) เสียอีก เราไม่เอาจริง ไม่มุ่งมั่นจริง เกียจคร้านต่างหาก

การเรียนช่วยเพิ่มความรู้และทัศนคติ เปิดโอกาสให้เราหางานดีกว่าเดิมได้ หรือได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:34:56 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 18

๒. หากองค์กรที่ทำอยู่ให้ผลตอบแทนต่ำ ก็น่าจะลองหางานใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ
อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงคือโอกาสของชีวิต ที่เราจะทำในสิ่งที่อยากจะทำ

ผู้เขียนเมื่อสมัยเป็นฆราวาสทำงานมานานนับ ๓๓ ปี เปลี่ยนงาน ๑๑ ครั้ง จำได้ว่าหลังจบปริญญาตรี (พ.ศ. ๒๕๑๐) ไปของานเขาทำเดือนแรกไม่ได้เงินเดือน เพราะเราไปขอเขาทำ ไปเพื่อขอโอกาสพิสูจน์ให้เห็นว่า ตัวเรามีความเหมาะสมที่จะทำงานให้เขาได้ จากนั้นก็ได้รับการบรรจุทำงานด้านทีวีเป็นเจ้าหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์ที่รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ทำได้สัก ๔ ปี ก็เปลี่ยนไปยังธนาคาร ไปยังราชการ (เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง) ไปยังสถาบันการเงินอีก ๓ แห่ง ไปยังธุรกิจผลิตยาและเครื่องสำอางไปยังธุรกิจอุตสาหกรรมผลิตรองเท้าเพื่อส่งออก ไปยังอุตสาหกรรมผลิตอาหารควบกับธุรกิจฝึกอบรม ไปยังองค์กรในเครือของรัฐ และไปยังองค์กรสาธารณกุศลเกี่ยวกับงานศาสนา มาจบที่บวชเป็นพระ ตั้งใจว่าที่นี่เป็นที่สุดท้ายของชีวิต

บางองค์กรที่ทำมีขนาดเล็กคนนับสิบ บางแห่งคนนับร้อยนับพัน หรือบางแห่งคนนับหมื่น การย้ายงานบางครั้งได้เงินเดือนเพิ่มจากที่เดิม ๒ เท่า แต่บางครั้งรายได้ลดลง ๕๐% งานที่เปลี่ยนไประหว่างองค์กรบางแห่งต่างกันโดยสิ้นเชิง ทุกครั้งต้องไปเริ่มต้นใหม่ ศึกษางาน ศึกษาคน ศึกษาวัฒนธรรมองค์กร ต้องปรับตัวอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ต้องใช้ความอดทนสูง ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ สติปัญญาและศักยภาพให้กับงาน ชนิดสุดจิตสุดใจ งานบางแห่งบางเดือนไม่ได้หยุดเลย แทบไม่น่าเชื่อ

กว่าจะเป็นที่ยอมรับของคนในองค์กร บางแห่งต้องใช้เวลาเป็นปี ต้องยอมขาดทุนทีแรก เพื่อที่จะได้กำไรภายหลัง หรือ our loss is our gain สมดังกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงให้ไว้ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อหลายปีที่ผ่านมา

จากประสบการณ์อันหลากหลายดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อผู้เขียนมากมายเหลือคณานับ และเมื่อย้อนกลับไปมองอดีตอันยาวนานที่ผ่านมาได้เห็นความผิดพลาดหลายอย่างที่ตนทำไว้ บางอย่างถามตัวเองว่า นี่เราทำไปได้อย่างไร เมื่อก่อนนี้ข้อผิดพลาดต่างๆ เห็นไม่มากนัก แม้จะเห็นก็เห็นอย่างผิดเผิน เพราะคิดเข้าข้างตัวเอง

ระหว่างข้อผิดพลาดล้มเหลวและความสำเร็จรุ่งโรจน์ในอดีตของบุคคล การเห็นข้อผิดพลาดย่อมมีคุณค่ากว่าการเห็นความสำเร็จ เพราะเป็นข้อเตือนใจให้เข็ดหลาบขาบจำว่า ต่อไปอย่าทำอย่างนั้นอีก

เหตุที่ผู้เขียนนำเรื่องส่วนตัวมากล่าว ก็ด้วยเจตนาที่จะปลุกเร้าให้ผู้ที่กลัวการเปลี่ยนงาน หรือการเปลี่ยนแปลงว่า จะกลัวไปใย ถ้าเราเป็นคนสู้ชีวิต

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:35:55 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 19

๓. หากอาชีพส่วนตัวมีรายได้ต่ำมีกำไรต่ำ ให้ลองปรับหาสินค้าและบริการใหม่มาเสริม ถ้าทำเลไม่ดีให้กล้าที่จะเปลี่ยนทำเล แม้กระทั่งย้ายถิ่นหรือเปลี่ยนอาชีพ เป็นนักลงทุนต้องกล้าเสี่ยง กล้าได้ กล้าเสีย เพราะสิ่งนี้คือคุณสมบัติของนักลงทุน

การเปลี่ยนอาชีพ หรือสถานที่ จะช่วยกระตุ้นให้เราตื่นตัว ปลุกเร้าให้ขยันขันแข็ง ทุ่มเทความคิด สติปัญญา และศักยภาพที่มีอยู่ให้กับงานเพราะการอยู่จำเจกับสิ่งเก่าๆ ที่คุ้นเคยจนชาชิน มักทำให้เราเฉื่อยลง ขาดความคิดริเริ่ม และขาดพลังในการต่อสู้

ผู้เขียนชอบเดินทางไปหาความรู้ในที่ต่างๆ ครั้งหนึ่งได้ไปพัก ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง สมมุติชื่อว่าหมู่บ้านภูเมฆ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่กันกระจัดกระจาย มีประชากรราว ๔๐๐ คน ได้เห็นความเป็นอยู่ของคนที่นี่แล้วได้ความคิดมากมาย

เจ้าของถิ่นเดิมเป็นชาวเขาโดยส่วนใหญ่ มีชนชาติอื่นผสมอยู่บ้าง ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก มีภูเขาล้อมรอบทุกทิศทาง ต้นไม้ใหญ่ แม้จะถูกตัดโค่นไปก็ยังมีต้นไม้ขนาดกลางขึ้นมาแทนที่ ทำให้ภูเขาทุกลูกเขียวชอุ่ม ด้วยภูมิประเทศที่มีภูเขามากมายสลับซับซ้อน เป็นเสมือนกำแพงกีดกั้น ทำให้ผู้ที่จะมายังภูเมฆ มาด้วยความยากลำบาก

กระนั้นก็ยังมีผู้อพยพต่างถิ่น ที่ทยอยเข้ามาหาที่ทำกินที่หมู่บ้านภูเมฆโดยเฉพาะในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา บ้างมาจากอีสาน บ้างมาจากภาคตะวันออก จากภาคเหนือ บางรายมาจากกรุงเทพ และที่อื่นๆ ผู้อพยพเหล่านี้ส่วนใหญ่มากันมือเปล่า มิได้พกเงินหมื่นเงินแสน มาเริ่มต้นใหม่ หาอาชีพใหม่
ซึ่งส่วนใหญ่ตนไม่เคยทำมาก่อนเลย

พวกเขามาด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างตัว วางรากฐานของชีวิตใหม่ไว้ที่นี่ จึงขยัน อดทนต่อการทำงานหนัก กล้าเสี่ยง กล้าทดลอง กล้าริเริ่ม เพราะตนไม่มีอะไรจะสูญเสียมากไปกว่านี้ จากประสบการณ์ในการต่อสู้เห็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจจากถิ่นเดิม สร้างมุมมองให้เขามองเห็นช่องทางการทำมาหากิน มีวิสัยทัศน์ด้านการตลาดจึงเห็นทรัพยากรที่มีอยู่ที่นี่เป็นเงินเป็นทองไปหมด บางคนไม่เคยทำไร่มาก่อน ไม่เคยทำสวนมาก่อน ไม่เคยทำร้านอาหารมาก่อน ไม่เคยค้าขายมาก่อน ก็มาเริ่มมาลอง ณ ที่แห่งนี้ อย่างเอาจริงเอาจัง

ด้วยความขยันสู้งานสู้ชีวิตและประหยัด ช่วยให้คนเหล่านี้ประสบความสำเร็จ เหมือนกล้าไม้ที่ปลูกในดินที่อุดมสมบูรณ์ ได้หยั่งรากลงไปในดินที่มีสารอาหารอยู่รายรอบ ไม่ช้าก็เติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา เป็นไม้ใหญ่สูงสะดุดตา ในเวลาอันรวดเร็ว เฉกเช่นผู้อพยพมาใหม่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้

ทั้งนี้เพราะเจ้าของพื้นที่เดิม เคยอยู่กินกันอย่างสุขสบาย ในพื้นที่ที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ จึงขาดความกระตือรือร้นที่จะหาเก็บหาสะสม เขาเพียงแต่หาพอกินไปวันๆ เวลาที่เหลือเฟือ ก็เอาแต่หาความสำราญให้กับชีวิต อยู่กันอย่างสบายๆ ไปวันๆ บางคนไม่ทำอาชีพอะไรเลย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:36:32 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )


  สลักธรรม 20

นอกจากนี้ยังยึดติดอยู่กับประเพณีและความเชื่อบางอย่าง ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตน พัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิต ขาดวิสัยทัศน์ที่จะคิดถึงความเปลี่ยนแปลงในวันหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางระบบเศรษฐกิจของท้องถิ่น วิถีชีวิตซึ่งจะไปตามกระแสวัตถุ พวกเขาจึงถูกผู้อพยพจากต่างถิ่นที่มีความมุ่งมั่นสูงกว่ามีความขยันและศักยภาพเหนือกว่า เข้ามาช่วงชิงการทำกินและเบียดพื้นที่เข้าไปเรื่อยๆ กว่าจะตื่นตัวก็ถูกทิ้งห่างไปไกลหลายช่วงตัว

กรณีของหมู่บ้านภูเมฆ ก็เหมือนกับทุกหนทุกแห่งในโลก ที่ผู้อพยพมามือเปล่าแต่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวกุมอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ ขณะที่เจ้าถิ่นถูกเบียดถูกกลืนทั้งทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็กลายเป็นคนกลุ่มน้อยไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ซึ่งหาคนอินเดียแดงเจ้าของถิ่นแทบไม่เจอ หรือที่ออสเตรเลีย แทบจะอนุรักษ์ชนเผ่าอบอริจิ้น เจ้าของถิ่นเดิมไว้ในพิพิธภัณฑ์ หรือที่ไต้หวัน เห็นแต่คนจีนเต็มไปหมด ชาวเขาเจ้าของถิ่นไม่รู้ว่าไปหลบอยู่ที่ซอกมุมใด เป็นต้น

จะเห็นว่าการเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนถิ่นที่อยู่ไม่น่ากลัว หากอาชีพเดิมที่อยู่เดิม ทำมานานไม่ดีขึ้น มีแต่ถดถอยลงทุกวันๆ ก็ควรจะปฏิวัติตนเองครั้งใหญ่ ลองออกไปชนบท โดยเฉพาะที่ล้าหลังอยู่หรือที่ห่างไกล เพราะที่นั่นมีการแข่งขันน้อย ศักยภาพที่เรามีอยู่อาจจะแข่งขันกับเขาได้

ขอแต่เพียงเป็นผู้มีจิตใจหาญกล้า มีความอดทน ขยันหมั่นเพียร ประหยัด ย่อมสามารถยืนหยัดพลิกฟื้นชีวิตขึ้นได้สักวัน

มีพุทธพจน์บทหนึ่งกล่าวว่า บุคคลล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร (วิริเยนะ ทุกขะมัจเจติ)

หมายความว่าไม่ว่าจะมีความทุกข์ใดๆ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหา อุปสรรค ความยากจน ที่บุคคลกำลังเผชิญอยู่ หากมีความเพียรพยายามแก้ไขปัญหาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์โดยไม่ย่อท้อวันหนึ่งก็จะผ่านพ้นทุกข์นั้นไปได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2553 , 08:37:12 น.] ( IP = 58.9.135.221 : : )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org