| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะ
สลักธรรม 1ธัมมารมณ์ คืออารมณ์ที่รู้ได้เฉพาะทางมโนทวาร มี ๖ ประเภท มีทั้งรูปและนาม
และบัญญัติ ปสาทรูป สุขุมรูป เป็นรูปธรรม จิต เจตสิก นิพพาน เป็นนามธรรม
ส่วนบัญญัติไม่ใช่ทั้งรูปและนาม ดังนั้นในขณะที่สภาพธรรมใดเกิดขึ้นปรากฏแก่
สติและสัมปชัญญะ สภาพธรรมนั้นย่อมเป็นจริงตามสภาพของธรรมนั้นๆ ไม่ใช่ว่า
รูปปรากฏ กำหนดเป็นนาม นามปรากฏกำหนดเป็นรูป ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เบื้องต้น
สติสัมปชัญญะรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏโดยความเป็นธรรมะ ครับโดย รสมน [28 เม.ย. 2553 , 13:40:30 น.] ( IP = 112.142.192.209 : : )
สลักธรรม 2ประโยชน์ของการฟัง คือ มีความเห็นที่ถูกต้อง ว่า
ฟัง เพื่อ ละ ความไม่รู้-ในสิ่งที่ไม่เคยได้ฟัง.
ความรู้ จะมีได้
ก็ต่อเมื่อมีสิ่งที่มีจริง ๆ ที่กำลังปรากฏ-ให้สามารถที่จะรู้ได้.
จากความไม่รู้ ก็จะเริ่มค่อย ๆ รู้ขึ้น ๆ
และไม่ใช่ไปรู้สิ่งอื่น ซึ่งไม่ปรากฏในขณะนี้.
นี่คือประโยชน์ของการฟัง"พระสัทธรรม"
คือ เริ่มมีความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ในสิ่งที่ได้ฟัง.
สิ่งที่มีจริง ๆ ที่กำลังปรากฏนั้น เป็นสิ่งที่รู้ (ลักษณะ) ได้ไหม.?
แล้วถ้ารู้ จะรู้ได้อย่างไร.?
เมื่อฟังต่อไปอีก ก็จะค่อย ๆ เข้าใจขึ้นอีกได้
(ซึ่งก็คือ การ "อบรม" เจริญปัญญา)
เพราะว่า "ปัญญา" ไม่ได้รู้อย่างอื่น
แต่ รู้ สิ่งที่กำลังมี ซึ่งกำลังปรากฏให้รู้.
การดำรงชีวิตอยู่ในโลก โดยไม่มีอะไรปรากฏให้รู้ ให้เห็น ฯ เป็นไปไม่ได้
ความจริง คือ อยู่โดยไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง.!
แล้วจะอยู่ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ความจริงไปเรื่อย ๆ
หรือจะอยู่ไป โดยค่อย ๆ เข้าใจขึ้น ว่า สิ่งที่มีจริง ๆ นั้น คืออะไร.!
ถ้าบอกว่า
"ขณะนี้ เป็นธรรมะ ที่รู้ได้ เข้าใจได้"
แต่ ต้อง ด้วย "ปัญญา" เท่านั้น.!
คือ ค่อย ๆ มีความเห็นถูก
มีความเข้าใจถูก ในสิ่งที่กำลังฟัง เพิ่มขึ้น ๆ
และจะต้องเป็น "ปัญญาของผู้ฟัง" ผู้นั้นเอง
ไม่ใช่ว่า ต้องไปเชื่อใคร หรือว่า เชื่อตามใคร.
ในการเริ่มต้นศึกษา "พระสัทธรรม"
ก็คือ ฟังสิ่งที่ "ผู้รู้" ตรัสรู้...........?
.
ผู้ที่พูดให้ฟังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
ผู้พูด จะรู้หรือไม่รู้
ผู้ฟัง จะรู้ว่า สิ่งที่ได้ฟังนั้น ถูกหรือไม่
ก็ควรพิจารณาว่า ถ้าพูดถูก ก็หมายความว่า ผู้พูด รู้ตามที่พูด.
ถ้าผู้พูด พูดเหมือนกับว่ารู้
แต่เมื่อฟังไปเรื่อย ๆ ก็ย่อมรู้ได้ว่า ผู้พูดไม่ได้รู้จริง ๆ
เช่น ถ้าบอกว่า
"ขณะนี้ เป็น ธรรมะ"
"พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมะ"
แล้วผู้ฟัง จะ รู้ อะไร.?
ก็ต้อง "รู้ธรรมะ" ที่กำลังปรากฏ ในขณะนี้.?
ถ้าสิ่งที่มีจริง แต่ไม่ได้กำลังปรากฏ ในขณะนี้
หรือถ้าสิ่งที่มีจริง ปรากฏแล้ว ดับไปหมดแล้ว
ก็ไม่สามารถที่จะ "รู้ลักษณะของสิ่งนั้น" ได้.
เพราะฉะนั้น
"ความรู้" จะมีได้ ก็ต่อเมื่อมีสิ่งที่กำลังปรากฏ.!
การพูดในสิ่งที่จริง ต้อง "รู้เจตนา" ด้วย ว่า พูดทำไม
พูด ให้เกิดความเห็นถูก หรือว่า พูด ให้เข้าใจผิด.
จะผิด หรือ ถูก ก็ไม่ใช่ใคร
เพราะเป็น "ธรรมะ"
"ธรรมะ" ที่เป็นความเห็นผิด ก็มี
"ธรรมะ" ที่เป็นความเห็นถูก ก็มี.
เพราะฉะนั้น
การพูด เพื่อให้เกิดความเห็นถูก
ว่า สิ่งใดที่ผิดไปจากความเป็นจริง ก็ต้องผิด
จะเปลี่ยนสิ่งที่ผิด ให้เป็นถูกนั้น เปลี่ยนไม่ได้
จะเปลี่ยนสิ่งที่ถูก ให้เป็นผิด ก็เปลี่ยนไม่ได้เช่นกัน
เพราะเป็น "ธรรมะ"
ขณะที่กำลังเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส คิดนึก
ซึ่งเกิดขึ้นตามปกติ ในชีวิตประจำวันอยู่แท้ ๆ
ก็ยังไม่รู้ตามความเป็นจริงเลย
ว่า แท้จริงแล้ว เป็น "ธาตุ" (ธรรมะ) ซึ่งมีปัจจัยที่ทำให้เกิด-ดับ-สืบต่อ
และต้องเป็นไป ตามเหตุ ตามปัจจัย.
ซึ่งไม่มีวันที่จะสิ้นสุด ถ้า "ปัญญา" ไม่เกิดขึ้น
ก็ไม่สามารถที่จะ "ดับ-ธาตุรู้"
ซึ่งเป็นปัจจัยให้สภาพธรรมเกิด-ดับ-สืบต่อ-ตามเหตุ ตามปัจจัย
โดย รสมน [29 เม.ย. 2553 , 09:12:29 น.] ( IP = 222.123.109.70 : : )
สลักธรรม 3เมื่อจะพูดถึงการเชื้อเชิญนั้นควรมีหลักคือ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
เวรัญชกัณฑ์
เรื่องเวรัญชพราหมณ์
[๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ควงไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์
สิงสถิต เขตเมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เวรัญชพราหมณ์
ได้สดับข่าวถนัดแน่ว่า ท่านผู้เจริญ พระสมณะโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยตระกูล
ประทับอยู่ ณ บริเวณต้นไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์สิงสถิต เขตเมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ก็แลพระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้ว
อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์แม้เพราะเหตุนี้ ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ
แม้เพราะเหตุนี้ ทรงบรรลุวิชชาและจรณะแม้เพราะเหตุนี้ เสด็จไปดีแม้เพราะเหตุนี้ ทรงทราบ
โลกแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่าแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็น
ศาสดาของเทพและมนุษย์ทั้งหลายแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นพุทธะแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นพระ
ผู้มีพระภาคแม้เพราะเหตุนี้ พระองค์ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัด
ด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทพ
และมนุษย์ ให้รู้ ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศ
พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็น
ปานนั้น เป็นความดี.
เวรัญชพราหมณ์กล่าวตู่พระพุทธเจ้า
[๒] หลังจากนั้น เวรัญชพราหมณ์ได้ไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วได้ทูลปราศรัยกับ
พระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เวรัญชพราหมณ์นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาค
ว่า ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่า พระสมณะโคดม ไม่ไหว้ ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่
ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ข้อที่ข้าพเจ้าทราบมานี้
นั้นเป็นเช่นนั้นจริง อันการที่ท่านพระโคดมไม่ไหว้ ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้
ล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะนี้นั้น ไม่สมควรเลย.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ในโลก ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน
หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทพ และมนุษย์ เราไม่เล็งเห็นบุคคลที่เราควรไหว้ ควร
ลุกรับ หรือควรเชื้อเชิญด้วยอาสนะ เพราะว่า ตถาคตพึงไหว้ พึงลุกรับ หรือพึงเชื้อเชิญ
บุคคลใดด้วยอาสนะ แม้ศีรษะของบุคคลนั้นก็จะพึงขาดตกไป.
ว. ท่านพระโคดมมีปกติไม่ไยดี.
ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมมีปกติไม่ไยดี
ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะความไยดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่านั้น ตถาคต
ละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีก
ต่อไปเป็นธรรมดา นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมมีปกติไม่ไยดี ดังนี้ชื่อว่า
กล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.
ว. ท่านพระโคดมไม่มีสมบัติ.
ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมไม่มีสมบัติ ดังนี้
ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะสมบัติ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่านั้น ตถาคตละได้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็น
ธรรมดา นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมไม่มีสมบัติ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก แต่
ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.
ว. ท่านพระโคดมกล่าวการไม่ทำ.
ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมกล่าวการไม่ทำ
ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าวการ
ไม่ทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมกล่าวการ
ไม่ทำ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.
โดย รสมน [30 เม.ย. 2553 , 08:52:52 น.] ( IP = 222.123.5.232 : : )
สลักธรรม 4ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเรื่องของพระสุทินน์
ปาราชิกกัณฑ์ ปฐมปาราชิกสิกขาบท
เรื่องพระสุทินน์
ก็โดยสมัยนั้นแล ณ สถานที่ไม่ห่างจากพระนครเวสาลี มีบ้านตำบลหนึ่ง ชื่อ
กลันทะ ในบ้านนั้นมีบุตรชาวบ้านกลันทะผู้หนึ่ง ชื่อ สุทินน์ เป็นเศรษฐีบุตร ครั้งนั้น สุทินน์
กลันทบุตรได้เดินธุระบางอย่างในพระนครเวสาลีกับสหายหลายคน ขณะนั้นแล พระผู้มีพระภาค
อันบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อมแล้วประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ สุทินน์ กลันทบุตรได้แลเห็นพระผู้มี
พระภาค อันบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อมประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ เพราะได้เห็น ความตรึกนี้ ได้มี
แก่เขาว่า ไฉนหนอเราจะพึงได้ฟังธรรมบ้าง แล้วเขาก็เดินผ่านเข้าไปทางบริษัทนั้น ครั้นถึงแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ความรำพึงนี้ได้มีแก่เขาผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งฉะนี้ว่า ด้วยวิธี
อย่างไรๆ เราจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่ จะ
ประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว ทำ
ไม่ได้ง่าย ไฉนหนอ เราพึงปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
ครั้นบริษัทนั้น อันพระผู้มีพระภาคทรงแสดง ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วย
ธรรมีกถาแล้ว ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณหลีกไปแล้ว หลังจากบริษัท
ลุกไปแล้วไม่นานนัก เขาได้เดินเข้าไปใกล้ที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง.
สุทินน์กลันทบุตรนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นแล ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธ-
*เจ้าข้า ด้วยวิธีอย่างไรๆ ข้าพระพุทธเจ้าจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยัง
ครองเรือนอยู่ จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์
ที่ขัดแล้ว ทำไม่ได้ง่าย ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจาก
เรือนบวชเป็นบรรพชิต ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสุทินน์ ก็มารดาบิดาอนุญาตให้เธอออกจากเรือนบวช
เป็นบรรพชิตแล้วหรือ?
สุทินน์กลันทบุตรกราบทูลว่า ยังไม่ได้อนุญาต พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ดูกรสุทินน์ พระตถาคตทั้งหลาย ย่อมไม่บวชบุตรที่มารดาบิดายังมิได้อนุญาต.
สุ. ข้าพระพุทธเจ้าจักกระทำโดยวิธีที่มารดาบิดาจักอนุญาตให้ข้าพระพุทธเจ้าออกจากเรือน
บวชเป็นบรรพชิต พระพุทธเจ้าข้า.
ขออนุญาตออกบวช
หลังจากนั้นแล สุทินน์กลันทบุตรเสร็จการเดินธุระที่ในพระนครเวสาลีนั้นแล้ว
กลับสู่กลันทคามเข้าหามารดาบิดา แล้วได้กล่าวคำนี้กะมารดาบิดาว่า ข้าแต่มารดาบิดา ด้วยวิธี
อย่างไรๆ ลูกจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่ จะ
ประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว ทำ
ไม่ได้ง่าย ลูกปรารถนาจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
ขอมารดาบิดาจงอนุญาตให้ลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด.
เมื่อสุทินน์กลันทบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว มารดาบิดาของเขาได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า ลูกสุทินน์
เจ้าเท่านั้นเป็นบุตรคนเดียว เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเรา เป็นผู้เจริญมาด้วยความสุข อันพี่เลี้ยง
นางนมประคบประหงมมาด้วยความสุข เจ้าไม่รู้จักความทุกข์สักน้อย แม้เจ้าจะตายเราก็ไม่
ปรารถนาจะจาก เหตุไฉนเราจักอนุญาตให้เจ้าผู้ยังมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้เล่า.
แม้ครั้งที่สอง สุทินน์กลันทบุตรก็ได้กล่าวคำนี้กะมารดาบิดาว่า ข้าแต่มารดาบิดา ด้วย
วิธีอย่างไรๆ ลูกจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่
จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว
ทำไม่ได้ง่าย ลูกปรารถนาจะปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
ขอมารดาบิดาจงอนุญาตให้ลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด.
โดย รสมน [2 พ.ค. 2553 , 09:54:48 น.] ( IP = 112.143.7.214 : : )
สลักธรรม 5ปัจจเวกขณญาณ
ปฏิ ( เฉพาะ ) + วิ ( แจ้ง ) + อิกฺขณ ( เห็น ) + ญาณ ( ความรู้ )
ญาณคือความรู้ที่เห็นแจ้งเฉพาะ , ปัญญาที่พิจารณา หมายถึง วิปัสสนาญาณ
ที่ ๑๖ เป็นวิปัสสนาญาณสุดท้ายซึ่งเป็นโลกียะ เกิดขึ้นหลังจากมรรคจิตผลจิตใน
มัคควิถีดับไปแล้ว ภวังคจิตเกิดคั่น แล้วปัจจเวกขณญาณ ซึ่งเป็นปัญญาที่เกิดกับ
มหากุศลจิตญาณสัมปยุตต์ หรือมหากิริยาจิตญาณสัมปยุตต์ทำกิจชวนะทางมโนทวาร
เกิดขึ้นพิจารณามรรคจิตหนึ่งวาระ ผลจิตหนึ่งวาระ นิพพานหนึ่งวาระ กิเลสที่ละแล้ว
หนึ่งวาระ กิเลสที่เหลืออยู่หนึ่งวาระ พระอริยบุคคลเบื้องต้น ๓ จะมีปัจจเวกขณญาณ
ท่านละ ๕ วาระส่วนพระอรหันต์จะมีปัจจเวกขณญาณเพียง ๔ วาระ เพราะไม่มีกิเลส
ที่เหลืออยู่ให้พิจารณา รวมพระอริยบุคคล ๔ มีปัจจเวกขณญาณทั้งหมด ๑๙ วาระ
วิปัสสนาญาณที่ ๑๖ -- ปัจจเวกขณญาณ
เมื่อมัคควิถีจิตดับไปแล้ว ภวังคจิตก็เกิดสืบต่อ และหลังจากนั้นมโน
ทวารวิถีจิตก็เกิดขึ้น พิจารณาสภาพธรรมที่เพิ่งประจักษ์แจ้ง ที่ละวาระ คือ
พิจารณามัคคจิต วาระ ๑ พิจารณาผลจิต วาระ ๑ พิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว
วาระ ๑ พิจารณากิเลสที่ยังเหลือ วาระ ๑ พิจารณานิพพาน วาระ ๑
สำหรับผู้ที่บรรลุอรหัตตมัคค์และอรหัตตผลนั้น ไม่มีการพิจารณา
กิเลสที่ยังเหลือ เพราะอรหัตตมัคคจิตดับกิเลสทุกประเภทหมดเป็นสมุจเฉท ไม่
มีกิเลสใดๆ เหลือเลย
เรื่องลิงตัวเมีย
[๒๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเอาเหยื่อล่อลิงตัวเมียในป่ามหาวัน เขตพระนคร
เวสาลี แล้วเสพเมถุนธรรมในลิงตัวเมียนั้นเสมอ ครั้นเวลาเช้า ภิกษุนั้นครองอันตรวาสกแล้ว
ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตในพระนครเวสาลี
ครั้งนั้นแล ภิกษุหลายรูปเที่ยวจาริกตามเสนาสนะ เดินผ่านเข้าไปทางที่อยู่ของภิกษุนั้น
ลิงตัวเมียนั้นแลเห็นภิกษุเหล่านั้นกำลังเดินมาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้วได้เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น
ยกสะเอวบ้าง โก่งหางบ้าง แอ่นตะโพกบ้าง ทำนิมิตบ้าง เบื้องหน้าภิกษุเหล่านั้น จึงภิกษุ
เหล่านั้นสันนิษฐานว่า ภิกษุเจ้าของถิ่นเสพเมถุนธรรมในลิงตัวเมียนี้แน่ ไม่ต้องสงสัย แล้วแฝง
อยู่ ณ ที่กำบังแห่งหนึ่ง.
โดย รสมน [3 พ.ค. 2553 , 09:19:40 น.] ( IP = 114.128.167.47 : : )
สลักธรรม 6ทนด้วยกุศลจิต ทนด้วยความเข้าใจ อดทนเพราะเห็นประโยชน์คือกุศลจิต ไม่มี
ทางที่จะแก้ความรุนแรงด้วยความรุนแรง เมื่อพื้นสกปรก จะใช้ผ้าสกปรกทำให้พื้น
สะอาดไม่ได้ พระธรรมของพระพุทธเจ้าจึงเป็นไปเพื่อไม่เบียดเบียน มีเมตตา อดทน
ด้วยกุศล ไม่มีอะไรสำคัญกว่าจิตของตนคือการรักษาจิต อาจจะเห็นว่าเหตุการณ์สำคัญ
มากในปัจจุบัน แต่อีกไม่นานก็ลืมหมดแล้ว เหมือนกับชาติที่แล้วที่เราลืมมาหมด ทั้งๆที่
ชาติที่แล้วอาจจะสำคัญผิดคิดว่ามีเรื่องที่สำคัญมากกว่านี้
ทุกอย่างก็คิดเท่านั้น เป็นเพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ประโยชน์จริงๆของชีวิตคือ
การอบรมปัญญาและรักษาจิตของตนเอง ขออนุโมทนา
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 470
[๘๗๔] มาตลีเทพบุตรทูลว่า
ข้าแต่ท้าววาสวะ ข้าพระองค์เห็นโทษในความอดทนนี้แล เมื่อใด คนพาลย่อม
สำคัญบุคคลนั้นว่า ผู้นี้ย่อมอดกลั้นต่อเราเพราะความกลัว เมื่อนั้น คนมีปัญญา
ทรามยิ่งข่มขี่ผู้นั้น เหมือนโคยิ่งข่มขี่โคตัวแพ้ที่หนีไป ฉะนั้น.
[๘๗๕] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า
บุคคลจงสำคัญเห็นว่า ผู้นี้อดกลั้นต่อเราเพราะความกลัวหรือหาไม่ก็ตามที
ประโยชน์ทั้งหลายมีประโยชน์ของตนเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี ผู้ใด
แลเป็นคนมีกำลังอดกลั้นต่อคนผู้ทุรพลไว้ได้ ความอดกลั้นของผู้นั้น บัณฑิต ทั้ง
หลายกล่าวว่าเป็นขันติอย่างยิ่ง คนทุรพลจำต้องอดทนอยู่เป็นนิตย์ บัณฑิตทั้ง
หลายกล่าวกำลังของผู้ซึ่งมีกำลังอย่างคนพาลว่ามิใช่กำลัง
ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติระงับไว้ได้ ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้ง
สองฝ่ายคือ ทั้งฝ่ายตนและคนอื่น คนที่ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญเห็นผู้รักษา
ประโยชน์ ของทั้งสองฝ่าย คือ ของตนและของคนอื่น ว่าเป็นคนโง่ ดังนี้.
อนาปัตติวาร
[๔๗] ภิกษุไม่รู้สึกตัว ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน ๑ ภิกษุผู้กระสับกระส่าย
เพราะเวทนา ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ เหล่านี้ ไม่ต้องอาบัติ.
สันถตภาณวาร จบ.โดย รสมน [4 พ.ค. 2553 , 09:43:18 น.] ( IP = 222.123.196.5 : : )
สลักธรรม 7รูป ๗ รูปที่ว่า คือ ๑. รูป วรรณะหรือสี ๒. สัทท เสียง ๓. คันธ กลิ่น
๔.รส ๕.ปฐวี อ่อนหรือแข็ง ๖.เตโช เย็นหรือร้อน ๗. วาโย ตึงหรือไหว
รูปทั้ง ๗ รูป มีปรากฏกระทบในทวารทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นประจำ
แต่อวิชชาปกปิดทำให้ไม่รู้ตามเป็นจริงว่าเป็นเพียงรูป ทิฏฐิยึดถือรูปเหล่านั้น
ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา...
ขอเรียนว่าในพระไตรปิฎกและอรรถกถามีคำสอนเรื่องกรรมหลายนัยยะ
คือมีการแสดงจำแนกกรรมตั้งแต่ กรรม ๒ ประเภทบ้าง ๓ ประเภทบ้าง
ตลอดจนถึง กรรม ๑๐ กรรม ๑๑ กรรม ๑๒ กรรม ๑๖ บ้าง ตามราย
ละเอียดโดยนัยที่ต่างกัน มีโดยนัยแห่งทวาร และการให้ผลเป็นต้น
กรรม
กะรัง ธาตุ ( ในการกระทำ ) + รัมมะ ปัจจัย = กัมมัง
การกระทำ หมายถึง เจตนาเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง กรรม คือ เจตนานี้
จำแนกได้ ๒ ประเภท ได้แก่
๑. สหชาตกรรม คือ เจตนาเจตสิกที่ทำกิจตั้งใจ จงใจ หรือจัดแจงให้สัมปยุต-
ตธรรมทำกิจของตนๆ เช่น จัดแจงให้ผัสสะกระทบอารมณ์ ให้เวทนาเสวยอารมณ์
ให้สัญญาจำอารมณ์ให้จิตรู้แจ้งอารมณ์ เป็นต้น สหชาตกรรมเกิดกับจิตทั้ง ๔ ชาติ
(ทุกดวง)
๒. นานักขณิกกรรม คือเจตนาเจตสิกที่ทำกิจจัดแจง หรือประมวลมาซึ่งผล คือวิบาก
เจตสิกและกัมมชรูป นานักขณิกกรรมเกิดกับกุศลจิตและกุศลจิตเท่านั้น (เจตนา
เจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตและอกุศลจิตซึ่งไม่ให้ผล ไม่เป็นนานักขณิกกรรม เป็นเพียง
สหชาตกรรมเท่านั้น)
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 80
[๑๔] กัมมปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการโดยความปรุงแต่งเพื่อให้กิจ
ต่าง ๆ สำเร็จลง กล่าวคือ
๑. กุศลธรรมและอกุศลกรรม ก็เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลาย
และกฏัตตารูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย
๒. สภาวธรรม คือเจตนาทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลาย
ที่ประกอบกับเจตนา และแก่รูปทั้งหลายที่มีเจตนา และธรรมทั้งหลาย
ที่ประกอบกับเจตนานั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.
วรรณนานิทเทสแห่งกัมมปัจจัย
โดย รสมน [5 พ.ค. 2553 , 09:30:29 น.] ( IP = 112.142.81.150 : : )
สลักธรรม 8โพชฌงค์ ๗
สตฺต ( เจ็ด ) + พุชฺฌ ( การตรัสรู้ ) + องฺค ( ส่วนประกอบ , องค์ )
สภาพธรรมที่เป็นองค์ของการตรัสรู้ ๗ อย่าง หมายถึง การอบรมวิปัสสนาภาวนา
จนสภาพธรรม ๗ อย่างมีกำลังมาก ใกล้ต่อการตรัสรู้ องค์ของการตรัสรู้ ๗ อย่าง
ได้แก่ ... ๑. สติสัมโพชฌงค์
๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
๓. วิริยสัมโพชฌงค์
๔. ปีติสัมโพชฌงค์
๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
๖. สมาธิสัมโพชฌงค์
๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์
เมื่อปัญญาที่เกิดพร้อมสติ ซึ่งระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูป-
ธรรมสมบูรณ์เป็นวิปัสสนาญาณแต่ละขั้นแล้ว ก็ประกอบด้วยโพชฌงค์ ๗ คือ
องค์ธรรมของการตรัสรู้อริยสัจจธรรม โพชฌงค์ ๗ คือ ...
๑. สติสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ สติเจตสิก
๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ ปัญญาเจตสิก
๓. วิริยสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ วิริยเจตสิก
๔. ปีติสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ ปีติเจตสิก
๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ กายปัสสัทธิเจตสิกและจิต-
ตปัสสัทธิเจตสิก
๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ เอกัคคตาเจตสิก
๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก
โดย รสมน [6 พ.ค. 2553 , 09:04:13 น.] ( IP = 222.123.105.123 : : )
สลักธรรม 9บารมี ๑๐ ประการ แสดงโดยนัยของพระสูตร บางบารมีไม่มี
องค์ธรรมที่เป็นเจตสิกปรมัตถ์เฉพาะเจาะจง แต่เป็นโสภณธรรมหลายประเภท
ที่เกิดร่วมกัน แต่บางบารมีก็มีตัวสภาพธรรมโดยตรง แต่มิได้หมายความว่า
จะไม่มีโสภณธรรมอื่นเกิดร่วมด้วย ดังนั้นคงไม่ต้องไปหาองค์ธรรมโดยเฉพาะ
ของแต่ละบารมี เพราะมิได้แสดงเจาะจงไว้ครับ
ขณะที่กุศลจิตเกิด ไม่ว่าจะเป็นไปในทาน ในศีล ในภาวนา ต้องโสภณเจตสิก
คือเจตสิกฝ่ายดีเกิดร่วมด้วยเสมอ
ตามหลักคำสอนแสดงว่า วิญญาณมีเพราะมีสังขารเป็นปัจจัยครับ
ตามหลักคำสอนแสดงว่า การกระทำใดๆที่เป็นบุญนั้น จะมีผลมากมีอานิสงส์มาก
ขึ้นอยู่สภาพของจิตเป็นสำคัญ ถ้ากระทำด้วยจิตที่ผ่องใสมีศรัทธาแรงกล้า มีปัญญา
เข้าใจในพระธรรมคำสอนอย่างถูกต้อง การกระทำนั้นย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก
ถ้าการกระทำใดทำไปโดยความไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่มีปัญญา ทำตามที่ผู้อื่นบอก การ
กระทำนั้นมีผลน้อย มีอานิสงส์น้อยกว่าข้างต้น แม้จะหล่อจะสร้างพระใหญ่โตสัก
เพียงใด ก็ไม่มีผลมากเหมือนผู้ที่มีปัญญาและประพฤติธรรมกระทำ อนึ่งการสร้าง
การสร้างพระปฏิมา พระพุทธรูป มีประวัติมานานแล้ว คือ ตั้งแต่หลังพระพุทธองค์
ปรินิพพานล่วงไปประมาณสี่ห้าร้อยปี ก็เริ่มมีการสร้างขึ้น แต่สิ่งสำคัญในพระพุทธ
ศาสนาไม่ได้อยู่ที่รูปวัตถุ สิ่งสำคัญอยู่ที่พระธรรมคำสอน ถ้าขาดการศึกษาขาดความ
รู้ความเข้าใจขาดการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน รูปวัตถุต่างๆ ก็ไม่มีความ
โดย รสมน [7 พ.ค. 2553 , 13:48:53 น.] ( IP = 222.123.0.53 : : )
สลักธรรม 10สิ่งที่มีจริง คือ จิต เจตสิก รูป ขันธ์ ๕ อายตนะ๑๒ ธาตุ ๑๘
ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ สังสารวัฏฏ์ ๓๑ ภพภูมิฯ ทั้งหมดนี้สรุปรวมลง
ใน นามและรูป ส่วนพระนิพพาน เป็นสภาพที่พ้นจากสภาพเหล่านั้น
เพราะมีนามรูปจึงมีวัฏฏสงสาร เมื่อพ้นจากวัฏฏสังสารจึงเรียกว่านิพพาน
แต่จะการพ้นจากนามรูปต้องอาศัยการรอบรู้นามรูป แทงตลอด และเบื่อหน่าย
ในนามรูปจึงหลุดพ้นจากนามรูป..
ข้อความในพระวินัยมีว่า ภิกษุลาสิกขากับเทวดาหรือสัตว์เดรัจฉาน ไม่ได้
คือการลาสิกขานั้นใช้ไม่ได้ หรือแม้จะลาสิกขากับชาวต่างชาติที่เขาฟังไม่รู้
ความหมายก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน ไม่ต้องพูดถึงการลาสิกขากับต้นไม้ แต่
ถ้าจะตะโกนลาสิกขา จะใช้ได้ต่อเมื่อมีคนได้ยินและเข้าใจภาษาและความหมายโดย รสมน [8 พ.ค. 2553 , 09:16:45 น.] ( IP = 112.142.193.121 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |