มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะ




ความเป็นพาลคือการไม่รู้ความจริง ขณะที่เป็นอกุศลจิตไม่รู้ความจริง ไม่รู้ว่าสิ่งใดถูก

สิ่งใดผิด พาลจึงไม่ได้ห่างไกลตัวเลย คือที่กำลังมีในขณะนี้ ขณะที่ไม่รู้ความจริง ขณะ

ที่เป็นอกุศลธรรม พาลจึงเป็นเพียงการสมมติขึ้นจากสภาพธรรมที่มีจริงคืออกุศลจิต

อกุศลเจตสิกและอกุศลธรรม จะหาพาลจากที่ไหนก็จากใจของแต่ละคน แล้วเราควร

จะไล่พาลใครดี ?
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จอง

เวร ทรงสอนให้มีเมตตาในบุคคลอื่น การไล่คนพาลจึงไม่ใช่การไล่คนอื่น แต่ไล่พาล

คืออกุศลธรรมของตนเองที่มีอยู่

โลกย่อมดำเนินไปอยู่แล้วเป็นปกติ เข้าใจว่าผิดปกติเพราะหลงในเรื่องราวและยึดถือ

ว่ามีเรา มีสีตว์ บุคคล ไม่มีใครจัดการอะไรได้ เราลืมความเป็นอนัตตาและจะเป็นผู้-

จัดการโลก แต่ลืมประโยชน์สูงสุดคือความเข้าใจพระธรรมและการขัดเกลากิเลสทุก

ประการ หากมีความเห็นถูกจริงๆแล้วจะไม่สำคัญว่ามีสัตว์ บุคคลที่เป็นคนพาล แต่เป็น

เพียงสภาพธรรมที่เป็นอกุศลธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละจิต จึงไม่มีสัตว์

บุคคลที่จะไปไล่ ประโยชน์คือ ไล่พาลที่มีในใจของแต่ละคน ความถูกต้องจึงไม่ต้อง

ไปหาที่อื่น หาที่ใจของแต่ละคน แค่นี้ก็เบาด้วยความเข้าใจพระธรรมครับ

โดย รสมน [26 เม.ย. 2553 , 10:23:57 น.] ( IP = 114.128.114.233 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 11

ตามหลักพระธรรมแสดงว่า สิ่งใดที่เป็นอารมณ์ของจิต สิ่งนั้นชื่อว่าอารมณ์

เมื่อจำแนกโดยประเภทใหญ่ๆ มี ๓ คือ ๑. รูป ๒. นาม ๓. บัญญัติ

โดยกาลมี ๓ คือ อดีต อนาคต ปัจจุบัน +กาลวิมุติ

โดยทวารอารมณ์มี ๖ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ + ทวารวิมุติ

และยังมีโดยนัยยะอื่นๆอีก

สำหรับจักขุวิญญาณ ตามคำถาม ควรแยกเป็นขณะว่า ขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น

ขณะนั้นมีสีเป็นอารมณ์ จิตเห็นเป็นสภาพรู้ ไม่ใช่อารมณ์ แต่วิถีจิตทางมโนทวาร

รู้จิตเห็นเป็นอารมณ์ได้ ขณะนั้น จิตเห็น เป็นอารมณ์ครับ

โดย รสมน [9 พ.ค. 2553 , 09:48:22 น.] ( IP = 222.123.194.74 : : )


  สลักธรรม 12

ขันติบารมีนั้น ควรจะอบรมให้มีมากขึ้นในชีวิตประจำวัน

เพราะนอกจากจะอดทนต่อสภาพสิ่งแวดล้อมหรือที่อาศัย

ยังต้องอดทนต่อบุคคลซึ่งมีอุปนิสัยต่างๆ

บางคนเป็นคนที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างเร็ว ก็ต้องอดทนต่อคนที่ทำอะไรช้า

หรือพบคนที่มีอุปนิสัยไม่เหมาะไม่ควร ก็จะต้องอดทนต่อความไม่ดี

ความเหมาะไม่ควร โดยไม่บ่นว่า แต่สติสัมปชัญญะจะระลึกได้ที่จะไม่วิจารณ์

ไม่ตำหนิ และคิดด้วยเมตตาที่จะสอน เกื้อกูล แนะนำในโอกาสหรือในกาลนั้น

ฉะนั้น ในวันหนึ่งๆ ควรอบรมขันติบารมีให้เจริญขึ้น....



....ถ้ามีใครทำให้เสียหาย ทำให้เดือนร้อน แทนที่จะโกรธ

ให้รู้ว่าเป็นการเพิ่มขันติบารมีให้สมบูรณ์ขึ้น"

โดย รสมน [10 พ.ค. 2553 , 08:51:56 น.] ( IP = 112.142.141.124 : : )


  สลักธรรม 13

สงบไม่ได้หมายความถึงอาการภายนอกที่ดูสงบนิ่งที่ดูได้จากทางตา แต่ความสงบ

เป็นนามธรรมที่เกิดทางใจและความสงบก็ไม่ได้หมายถึงจิตใจที่จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ไม่วอกแวกไปในสิ่งใด แต่ความสงบคือความสงบจากกิเลส สงบจากโลภะ โทสะและ

โมหะ สงบจากอกุศลนั่นก็คือจิตเป็นกุศลจึงชื่อว่าสงบ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกล่าวถึงการ

ออกไปข้างนอก เข้าสังคม ขณะนี้เองสงบหรือไม่ ขณะใดที่ไม่เป็นไปในกุศล คือไม่เป็น

ไปในทาน ศีลหรือการอบรมวิปัสสนา ขณะนั้นก็เป็นอกุศลโดยมาก ขณะนั้นจึงไม่สงบ

ความไม่สงบหรืออกุศลจึงมีหลายระดับทั้งที่ไม่ล่วงออกมาทางกาย วาจา เพียงแต่

อยู่ในใจก็เป็นอกุศลแล้ว หรืออกุศลที่ล่วงออกมาทางกาย วาจา มีการดื่มสุรา เป็นต้น

ก็เป็นอกุศลที่มีกำลังมากขึ้น แต่ขึ้นชื่อว่าอกุศลแล้วสงบไมได้เลยครับ

อกุศลจิตเป็นปกติในชีวิตประจำวัน การอบรมปัญญาที่ถูกต้องคือรู้ความจริงของอกุศล

ที่เกิดแล้วว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ละความเห็นผิดว่าเป็นสัตว์ บุคคลตัวตนก่อน นี่คือ

กิเลสที่ต้องละเป็นอันดับแรกครับ

โดย รสมน [11 พ.ค. 2553 , 08:40:44 น.] ( IP = 222.123.2.89 : : )


  สลักธรรม 14

รูปารมณ์กระทบจักขุปสาทและมีอายุดำรงอยู่ ๑๗ ขณะของจิตครับ และรูปทุกรูป

มีอายุ ๑๗ ขณะของจิตเหมือนกัน ส่วนวิถีจิตจะเกิดถึงวาระไหนขึ้นอยู่ที่รูปที่มากระทบ

นั้นปรากฏชัดหรือไม่..

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 591
๑๐. สุปุพพัณหสูตร

ว่าด้วยเวลาที่เป็นฤกษ์ดี

[๕๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริต ด้วยกาย

ด้วยวาจา ด้วยใจ ในเวลาเช้า เวลาเช้านั้น ก็เป็นเวลาดีของสัตว์

เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ใน

เวลากลางวัน เวลากลางวันนั้น ก็เป็นเวลาดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์

เหล่าใดพระพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในเวลาเย็น เวลา

เย็นนั้น ก็เป็นเวลาดีของสัตว์เหล่านั้น.

(นิคมคาถา)

กายกรรม วาจากรรม มโนกรรม

ความปรารถนาของท่าน เป็นประทักษิณ

เป็นฤกษ์ดี มงคลดี แจ้งดี รุ่งดี

ขณะดี ครู่ดี และเป็นการบูชาอย่างดีใน

พรหมจารีทั้งหลาย คนทำกรรมอัน

เป็นประทักษิณแล้ว ย่อมได้ประโยชน์อัน

เป็นประทักษิณ ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้มี

ประโยชน์อันได้แล้ว ถึงซึ่งความสุข งอก

งามในพระพุทธศาสนา เป็นผู้หาโรคมิได้

สำราญกายใจ พร้อมด้วยญาติทั้งปวง

เทอญ.

จบสุปุพพัณหสูตรที่ ๑๐

โดย รสมน [12 พ.ค. 2553 , 11:52:27 น.] ( IP = 114.128.58.28 : : )


  สลักธรรม 15

ขอเรียนว่า ปัญญาตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามีหลายระดับ โดยนัยต่างๆ

เป็นต้นว่า สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา โลกียปัญญา

โลกุตตรปัญญา กัมมสกตาปัญญา วิปัสสนาปัญญา มรรคปัญญา เป็นต้น

แม้พระโพธิสัตว์ก็มีหลายประเภท คือสาวกโพธิสัตว์ ปัจเจกโพธิสัตว์ สัมมาสัมพุทธ

โพธิสัตว์ พระสัมมาสัมพุทธโพธิสัตว์ในพระชาติสุดท้ายท่านก็มีปัญญามาก แต่

เมื่อท่านยังไม่ตรัสรู้ปัญญาก็ยังเป็นโลกียปัญญาอยู่
ตามหลักพระธรรมแสดงว่า การให้ทานที่มีผลมากมีอานิสงส์มาก ขึ้นอยู่ที่ ผู้ให้

ผู้รับ ไทยธรรม ถ้าผู้ให้มีปัญญา และประพฤติธรรม ผู้รับมีคุณธรรม ไทยธรรม

ที่ให้ได้มาโดยธรรม ผลย่อมมีมาก และยังมีเรื่องของเจตนาก่อนให้ ขณะให้ และ

ให้แล้ว มีใจยินดีก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบการให้ของบุคคล ๒ คน ทุก

อย่างเหมือนกันแต่ต่างตรงที่ปริมาณหรือจำนวนของไทยธรรม

โดย รสมน [13 พ.ค. 2553 , 10:53:30 น.] ( IP = 117.47.154.180 : : )


  สลักธรรม 16

ความเจริญของพระพุทธศาสนาคือใจของแต่ละบุคคลที่เจริญในคุณธรรม เจริญใน

ความดี เจริญด้วยปัญญา ความเจริญพระพุทธศาสนาจึงไม่ได้หมายถึงศาสนาวัตถุที่มี

จำนวนมากมาย หากแต่ว่าหมายถึงใจของแต่ละคนที่เข้าใจคำสอนและน้อมประพฤติ

ปฏิบัติตาม อันทำให้กุศลจิตและกุศลธรรมต่างๆมีความเจริญขึ้น ทั้งการให้ทานการ

รักษาศีลและความเมตตารวมทั้งความเข้าใจพระธรรมในหนทางที่ถูกต้อง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสังขารธรรมที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งก็ต้องมีความแตกดับ เสื่อมไป

เป็นธรรมดา พระพุทธศาสนาก็เช่นกันนับจากสมัยพุทธกาล ความเสื่อมก็มีมาเรื่อยๆอัน

เนื่องมาจากขาดความเข้าใจพระธรรมและไม่น้อมประพฤติปฏิบัติตาม เพราะเหตุนั้นใจ

ของบุคคลจึงมากไปด้วยความไม่รู้และกิเลสมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคุณธรรมเสื่อม ศาสนา

ก็เสื่อม พระศาสนาจึงเสื่อมลงตามใจของแต่ละบุคคล ความเสื่อมของพระพุทธศาสนา

จึงไมได้เสื่อมเพราะศาสนาวัตถุมีจำนวนน้อยลงเป็นเหตุ แต่พระศาสนาเสื่อมที่ใจของ

แต่ละคนที่ขาดความเข้าใจและโสภณธรรม สภาพธรรมฝ่ายดีลดน้อยลง มีเมตตาและ

ปัญญา เป็นต้น
ในสมัยพระพุทธเจ้าในอดีต มีตัวอย่างมากมายให้เป็นอุทาหรณ์ถึงความเสื่อมของ

พระพุทธศาสนาที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว ซึ่งหากเราได้ศึกษาได้อ่าน

ทำความเข้าใจในเรื่องความเสื่อมของพระพุทธศาสนาในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆว่าเป็น

ธรรมดา ก็จะทำให้เข้าใจสังคมในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีว่าทุกอย่างเป็นธรรมและเป็น

ธรรมดาว่าถึงเวลาที่พระพุทธศาสนาเสื่อมไปก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น ไม่ใช่เสื่อมเพราะ

ใครเพราะใจของแต่ละคนนั่นเอง

เรื่องที่ข้าพเจ้าจะเล่าต่อไปในพระไตรปิฎกแสดงถึงความเสื่อมของพระศาสนาของ

พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะคือเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 ในกัปนี้ พระพุทธเจ้าของ

เราคือพระพุทธเจ้าสมณโคมเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 ในกัปนี้ ศาสนาของพระพุทธ

เจ้ากัสสปะเสื่อมลงเพราะอาศัยภิกษุผู้ไม่คำนึงถึงพระศาสนาเพราะได้ลาภ สักการะ

จากภิกษูไม่ดี ภิกษุผู้ถูกประจบจากภิกษุไม่ดีจึงไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ลำเอียง

เพราะรักจึงทำให้พระศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะเสื่อมนั่นเอง

โดย รสมน [14 พ.ค. 2553 , 09:53:23 น.] ( IP = 114.128.62.236 : : )


  สลักธรรม 17

สิ่งที่มีจริง คือ จิต เจตสิก รูป ขันธ์ ๕ อายตนะ๑๒ ธาตุ ๑๘

ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ สังสารวัฏฏ์ ๓๑ ภพภูมิฯ ทั้งหมดนี้สรุปรวมลง

ใน นามและรูป ส่วนพระนิพพาน เป็นสภาพที่พ้นจากสภาพเหล่านั้น

เพราะมีนามรูปจึงมีวัฏฏสงสาร เมื่อพ้นจากวัฏฏสังสารจึงเรียกว่านิพพาน

แต่จะการพ้นจากนามรูปต้องอาศัยการรอบรู้นามรูป แทงตลอด และเบื่อหน่าย

ในนามรูปจึงหลุดพ้นจากนามรูป..

โดย รสมน [15 พ.ค. 2553 , 11:02:57 น.] ( IP = 114.128.102.225 : : )


  สลักธรรม 18

จักขุทวารวีถี มีรูปมาสู่คลอง ต่ำสุด 5 ขณะ (โวฏฐัพพนวาระ) สูงสุด 14 ขณะ
(ตทาลัมพนวาระ) ไม่ขาด ไม่เกินไปกว่านี้ ครับ.


รูปที่มีอายุ 17 ขณะจิต เข้ามาสู่คลองจักขุทวาร ขั้นต่ำ 5 ขณะจิต
ครับ.
วิถีจิตมีสนิทัสสนรูปเป็นอารัมมณชาติปัจจัย แต่สนิทัสสนรูปอาจจะไม่ได้มีวิถีจิตนั้น

เป็นปัจจัยเลยก็ได้, อายุรูปจึงไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับคลองจักขุ แต่จำนวนจิตที่เกิดได้

ต่างหากที่ขึ้นอยู่กับอายุรูปเพราะทวารวิถีนั้นอาศัยรูปเป็นอารัมมณชาติปัจจัยอยู่ ครับ.

เช่น จักขุทวารวิถีเกิดเห็นสีต้นไม้ จากตัวอย่างนี้ ถ้าต้นไม้โดนตัดไปก่อน อายุของ

จักขุทวารวิถีจะไม่มีเลย นี่แสดงว่า อายุทวารวิถีขึ้นอยู่กับอายุรูป, แต่แม้จักขุทวารวิถีจะ

ไม่เกิด ต้นไม้ก็ยังอยู่ได้ นี่แสดงว่า อายุรูปไม่ขึ้นอยู่กับอายุทวารวิถี. สีต้นไม้จึงไม่ได้มี

จิตเป็นปัจจัยเลย แต่จิตต่างหากที่อาศัยสีต้นไม้เป็นปัจจัย.

จิตเกิดแล้ว ต้องมีอายุครบ 3 อนุขณะ, รูป 22 ที่เกิดอยู่ (เว้น วิญญัติ 2 ลักขณะ 4)

ก็ต้องมีอายุครบ 51 อนุขณะจิต(17ขณะจิต) เช่นกัน, เพียงแต่รูปนั้นมีความเป็นขันธ์ที่

แตกต่างกัน (ขันธ์ 11 = ขันธ์อดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด

เลว ประณีต ใกล้ ไกล) ทวารวิถี 6 จึงไปรับรู้ได้ ต่างกัน คือ ชัดบ้าง จางบ้าง ฝ้าฝาง

บ้าง มืดตื้อไม่รู้เลยบ้าง เท่านั้นเอง ครับ.

แก้ความคลาดเคลื่อนก่อน, รูปที่เกิด(หรือแม้ดับไปแล้ว หรือแม้ ยังไม่เกิดก็ตาม

แล้วมาเป็นอารมณ์) ทางมโนทวาร ท่านเรียกว่า มาปรากฎทางมโนทวาร เพราะไม่

เหมือนกับรูปที่มากระทบกับปสาทรูป ซึ่งต้องกระทบรูปด้วยกัน, แต่รูปทางมโนทวารไม่

ได้มากระทบกับจิต แต่มาปรากฎให้จิตได้รับรู้.

รูปที่ไม่ใช่ปัจจุบันนารมณ์ของมโนทวารจะไม่มีการนับขณะ เพราะไม่ขึ้นอยู่กับอายุ

แต่อย่างใด(เนื่องจากมันไม่ได้เกิดอยู่), เช่น เชิงสะพานปากซอยมูลนิธิ เมื่อ 3 ปีก่อนไม่

มีตึก, เรานึกถึงสภาพสีเมื่อ 3 ปีก่อนนั้น ตอนนั้นจะไปนับอายุไม่ได้ เพราะสีนั้นดับไป

หมดแล้ว แต่ถ้าไปเห็นตึกสร้างใหม่นั่นตอนนี้ หรือ คอมพิวเตอร์ที่กำลังอ่านกันอยู่ตอน

นี้ อย่างนี้จึงจะเอา 17 ขณะจิตตั้ง เพราะรูปที่เกิดอยู่มีอายุ 17 ขณะแน่นอน แล้วเอาไป

ลบกับสมรรถภาพของจิตว่าจะรูปรูปนั้นได้กี่ขณะ ครับ.

โดย รสมน [16 พ.ค. 2553 , 09:02:13 น.] ( IP = 222.123.107.205 : : )


  สลักธรรม 19

การพิจาณาว่าล่วงศีลหรือไม่ล่วงอยู่ที่การครบองค์ ตัวอย่างศีลข้อที่ ๓

มีองค์ดังนี้


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 549

กาเมสุมิจฉาจารนั้น มีองค์ประกอบ ๔ อย่าง คือ

เป็นบุคคลต้องห้าม ๑

จิตคิดจะเสพในบุคคลต้องห้ามนั้น ๑

การประกอบการเสพ ๑

การยังมรรคให้ดำเนินไปในมรรคหรือหยุดอยู่ ๑


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ -หน้าที่ 291

๑. อคมนียวัตถุ (วัตถุที่ไม่ควรเกี่ยวข้อง)

๒. ตสมึ เสวนจิตตํ (มีจิตคิดเสพในอคมนียวัตถุนั้น)

๓. เสวนปฺปโยโค (พยายามเสพ)

๔. มคฺเคน มคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ (การยังมรรคให้ถึงมรรค)

โดย รสมน [17 พ.ค. 2553 , 09:55:55 น.] ( IP = 114.128.59.158 : : )


  สลักธรรม 20

แต่ละคน คิดไม่เหมือนกันเลย ตามเหตุ ตามปัจจัยที่ได้สะสมมา

เช่น เห็นดอกไม้ท่านหนึ่งพอใจว่าสวย.... อีกท่านหนึ่งว่าไม่สวย

ฉะนั้น สวยหรือไม่สวย จึงเป็นความคิดของแต่ละคน.


โลกที่แท้จริง จึงเป็น "โลกของความคิด" ของแต่ละบุคคล

เมื่อสติ-ระลึก-รู้-ลักษณะของนามธรรม และ รูปธรรม จริงๆ

ก็จะรู้ชัดว่า ขณะนั้น เป็นนามธรรม ที่กำลังคิดเรื่องต่างๆ เท่านั้น

ไม่ว่าจะคิดอะไร ก็ตาม.


เมื่อ รู้ "ลักษณะ" ของนามธรรมที่ "คิด"

ก็รู้ว่า เรื่องราวที่เป็นคน สัตว์ต่างๆ ไม่มีจริงๆ


ขณะที่เป็นทุกข์ กังวลใจ....ก็รู้ว่า ทุกข์เพราะความคิด

ขณะที่เป็นสุข...ก็โดยนัยเดียวกัน

ขณะที่ดูโทรทัศน์เรื่องที่ชอบใจ...ก็เป็นสุข เพราะคิดตามภาพที่เห็น.


ฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม..........

ก็ อยู่ใน "โลกของความคิด" นั่นเอง.


โลกแต่ละขณะ

จึงเป็นนามธรรม-ที่เกิดขึ้น-รู้อารมณ์-ที่ปรากฏ

ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย.......

แล้วก็ "คิดนึก"ต่อ ทางใจ เป็นเรื่องราวต่าง ๆ

เท่านั้นเอง.

โดย รสมน [18 พ.ค. 2553 , 09:54:43 น.] ( IP = 114.128.162.19 : : )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org