| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความดี ๑๐ ประการ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
เสียงเพลงนี้ได้กลับมาเตือนพวกเราให้รู้จักคุณค่าของแผ่นดิน ให้รู้จักคุณค่าขององค์พระประมุขที่เราได้อาศัยแผ่นดินไทยมาจนวันนี้ และเราต่างก็ทราบดีว่าขณะนี้พระองค์ยังมีอากาณประชวรอยู่ ฉะนั้น ด้วยความเป็นข้าแผ่นดินที่จงรักและภักดียิ่งชีวิต ให้ทุกคนรวมดวงใจที่จะสร้างกตัญญูแล้วน้อมแรงใจที่มีแรงกตัญญูนี้ส่งกระแสจิตพร้อมสวดคาถาโพชฌังคปริตร เพื่อส่งให้พระองค์ได้มีพระวรกายที่แข็งแรงขึ้น มีพระราชหฤทัยที่เปี่ยมสุขได้กลับคืนมาด้วยความตั้งมั่น ขอให้พวกทุกคนตั้งใจสวดพร้อมกัน
โพชฌังคปริตร
โพชฌังโค สติสังขาโต ธัมมานังวิจโย ตถา วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ โพชฌังคา จะตถาปเร สมาธุ เปกขโพชฌังคา สัตเตเต สัพพทัสสินา มุนินา สัมมทักขาตา ภาวิตา พหุลีกตา สังวัตตันติ อภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตน สัจจวัชเชน โสตถิ เต โหตุ สัพพทา
เอกัสมึ สมเย นาโถ โมคคัลลานัญจะกัสสปังคิลาเน ทุกขิเตทิสวา โพชฌังเค สัตตะเทสยิเต จะ ตัง อภินันทิตวา โรคา มุจจึสุ ตังขเณ เอเตนะสัจจวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพทา
เอกทา ธัมมราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะตัญเญวะ ภณาเปตวาน สาทรัง สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฎฐาสิ ฐานโส เอเตนะสัจจวัชเชนะโสถติ เต โหตุ สัพพทา
ปหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มเหสินัง มัคคาหตกิเลสา วะ ปัตตานุป ปัตติธัมมตังเอเตนะ สัจจวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพทา
ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมด้วยความจงรักภักดีแทบพระบาท กราบถวายกุศล กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แด่พ่อหลวงของแผ่นดินไทย ด้วยความจงรักและภักดีด้วยชีวิต โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2553 , 12:52:55 น.] ( IP = 125.27.183.123 : : )
สลักธรรม 2
ขออนุโมทนากํบทุกท่านที่ได้ร่วมกันสวดพระคาถาโพฌังคปริตรถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระประมุข ผู้เป็นพ่อของแผ่นดินของเราในวันนี้
เช้าวันนี้ได้ชวนท่านทำความดีให้เกิดขึ้น ขอบอกว่า บรรพบุรุษหรือครูบาอาจารย์ของเราท่านได้สั่งสอนให้เราทำความดี สอนให้เรามีทางเดินที่ดี และบ่มเพาะให้เราเป็นคนดี ก็เพราะท่านเหล่านั้นมีความหวังดี
เราอาจจะไม่รู้จักคำว่า "หวังดี" มากพอ แต่ก็อยากบอกทุกคนว่าที่พยายามตักเตือนท่านทุกอย่างก็เพราะหวังดี และก็ขอให้อย่าสิ้นหวัง อย่าสิ้นกำลังใจ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิต แต่เราจะไม่สิ้นหวังไม่สิ้นกำลังใจได้ก็ต่อเมื่อเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า "ที่กระทบคือวิบาก แต่ที่กำลังกระทำนั้นคือกรรม"
ในความรู้สึกของอาจารย์เองนั้นไม่อยากให้ใครกระทำผิด ๆ โดยเฉพาะคิดผิด แต่ที่ผิดไปแล้วก็ช่างเถอะ..มาเริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นเสียตั้งแต่วันนี้ด้วยความเป็นคนมีกตัญญู รู้คุณแผ่นดิน รู้คุณชาติ รู้คุณศาสนา รู้คุณของพระมหากษัตริย์ ก็คงบอกและเตือนได้แค่นี้
ในฐานะประชาชนชาวไทย ..นอกจากเราทำตนเองให้ดีแล้ว เราก็มีความดีต่อเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย มีความรู้สึกที่ดีนี้ด้วยระลึกถึงคุณของผู้มีพระคุณต่างๆ เราจะต้องเพียรกระทำคุณงามความดีให้มาก คิดให้ดี และในความคิดนั้นต้องมีความสุจริตในความคิดด้วย เมื่อก่อนนั้นหลวงพ่อเสือท่านเคยเตือนเราอยู่เสมอ ๆ ในวันนี้เราก็ควรนำคำสอนของท่านมาขบคิดเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ชีวิตและมีจิตใจพร้อมทำความดี
ความดีนั้นมีมากมาย แล้วเราจะทำความดีอย่างใดที่จะทำให้เราก้าวพ้นจากความวุ่นวายและความวิบัติไปได้? หลวงพ่อเสือท่านก็ให้ข้อคิดคือทางแห่งความดี ๑๐ ประการ ที่หลีกหนีออกจากวัฏฏะภัยไว้ตั้งนานแล้ว ท่านให้ทุกคนท่องและทำ เพราะถ้าใครทำได้คนนั้นจะและพ้นทุกข์ได้ หลักสิบประการนั้นก็คือ โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2553 , 12:53:21 น.] ( IP = 125.27.183.123 : : )
สลักธรรม 3
๑. ยึดมั่นกตัญญู
๒. ใฝ่รู้ใฝ่เรียน
๓. พากเพียรสม่ำเสมอ
๔. อย่าให้ชีวิตเผลอไปจากสติ
๕. ดำริด้วยปัญญา
๖. คบหาคนดี
๗. มั่งมีน้ำใจ
๘. พูดคำว่า "ไม่เป็นไร" ให้เป็น
๙. เยือกเย็นในทุกสถาน
๑๐. ประหานกิเลสอยู่เสมอ
วันนี้ได้นำมาเขียนไว้บนกระดานอีกครั้ง เพื่อให้ทุกคนระลึกถึงอดีตว่าเราได้ผ่านคำสอนมา แล้วเราก็ได้ระลึกว่าเราทำหรือยัง? แล้วเราก็จะได้ระลึกว่าเราทำได้มากน้อยเท่าไร? แล้วข้อไหน? ที่ยังทำไม่ได้
ข้อที่ ๑ ยึดมั่นกตัญญู เป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่ดีหรือเป็นพื้นฐานของการเกิดที่ดี คนเราลองมีความกตัญญูแล้วโบราณท่านบอกว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เช่นกตัญญูต่อบิดามารดา ครูอาจารย์ เป็นต้น ฉะนั้น เราต้องมีความกตัญญูพื้นฐานข้อที่ ๑
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2553 , 12:53:52 น.] ( IP = 125.27.183.123 : : )
สลักธรรม 4
ข้อที่ ๒ ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ความรู้ทำให้เรามีตราชู ทำให้เรามีความคิดริเริ่ม ท่านมาที่นี่ก็มาใฝ่รู้ใฝ่เรียน ทุกคนเรียนความรู้ทางโลกมามากผ่านมามากแล้ว แต่การที่เราไม่ได้เรียนทางธรรมะ คือการที่ไม่ได้เรียนเรื่องชีวิตของตัวเองก็จะทำให้ไม่มีที่พึ่งพาชีวิตที่ดีที่สุด
ชีวิตเราทุกวันนี้ เราพึ่งหลักธรรมน้อยมาก แม้กระทั่งเราบอกว่าเราเรียนจบมาแล้ว ๙ ปริจเฉทจบไม่รู้กี่ครั้งแล้ว หรือแม้กระทั่งผู้ที่มายืนสอนเอง รู้แตกฉานพอสมควร แต่เวลาวิบากเข้ามาเราก็มีธรรมะเป็นที่พึ่งได้น้อย จิตของเรามันไหวและเอนเอียงง่าย เพราะว่าโลกธรรมมันฉุดรั้งชีวิตเราอยู่เสมอ
ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ มันคอยฉุดรั้งทำให้เราคลั่งอยู่กับอารมณ์ อารมณ์ดีเราก็คลั่ง อารมณ์ไม่ดีเราก็คลั่ง ความสุขเราก็คลั่ง ความทุกข์เราก็คลั่ง แล้วเราก็คลั่งไคล้อยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธัมมารมณ์ต่าง ๆ เสมอ
การที่เราได้มาศึกพระอภิธรรมได้มาเรียนปริจเฉทที่ ๑ ถึง ปริจเฉทที่ ๙ เท่ากับเราเป็นผู้ใฝ่รู้และก็ใฝ่เรียน แต่ใฝ่รู้ใฝ่เรียนอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีข้อที่ ๓ คือ ความพากเพียรสม่ำเสมอ เพื่อความรู้นั้นเกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ๆ
เมื่อเราเรียนมากยิ่งขึ้นแล้วอย่างเรื่องเจตสิกเราก็รู้หมดทั้งที่ฝ่ายไม่ดีและฝ่ายดี ในฝ่ายดีอย่างโสภณเจตสิกโดยเฉพาะสติเจตสิก .. สติเป็นสภาพธรรมที่ระลึกรู้ ฉะนั้น เราจะต้องมีชีวิตอย่างข้อที่ ๔ คือ ไม่เผลอไปจากสติ และข้อที่ ๕ ดำริด้วยปัญญา
คือเป็นคนมีความกตัญญูแล้วเรียนให้รู้ว่าอะไรควรทำอะไรควรละ แล้วก็เพียรละเพียรกระทำอยู่สม่ำเสมอ ประคองชีวิตไม่ให้เผลอไปจากสติ แล้วก็มีชีวิตดำริด้วยปัญญา นี่คือยันต์ป้องกันชีวิตภายใน พออยู่ภายนอกเราต้องเลือกคบหาคนดีโดยเฉพาะสัตตบุรุษ
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2553 , 12:54:18 น.] ( IP = 125.27.183.123 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อเช้านี้ได้หยิบหนังสือเล่มเก่าแก่มากมาอ่าน ท่านอูถั่นชาวพม่าได้เขียนเกี่ยวกับคำถาม-ตอบไว้ โดยท่านได้นำพระพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้ามาเล่าให้ฟังว่า
พระอานนท์ได้ทูลถามว่า การมีครูที่ดีเพียงคนเดียวนี้เท่ากับช่วยพาไปสู่ทางพ้นทุกข์ได้ครึ่งหนึ่งแล้วใช่ไหม?
พระพุทธเจ้าตอบพระอานนท์ว่า ดูกร! อานนท์ กล่าวอย่างนั้นไม่ได้ การมีครูที่ดีเท่ากับเป็นการได้พาชีวิตของพ้นภัยจากวัฏฏะได้เลย ฯลฯ
ก็จะเห็นว่า เมื่อใดมีกัลยาณมิตร มีคนดีให้เราเอาตัวเองเข้าไปคลุกคลีแล้วเราก็จะได้สิ่งดีกลับคืนมา ก็คือความรู้จากท่าน ได้รับการแนะนำแนวทางชีวิตจากท่าน แล้วเราก็รู้แล้วว่า คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล
ตอนนี้เราต้องเพียรพยายามเตือนตนเสมอด้วยว่า "คนพาลคือใคร?" คนพาลคือคนที่มีจิตใจขุ่นมัวเป็นปกติวิสัย เราจึงต้องไม่เป็นคนพาลและต้องไม่คบคนพาลด้วย คนใดที่มีจิตใจขุ่นมัวเป็นปกติวิสัย เมื่อเรารู้แล้วก็ต้องเพียรพยายามปลีกออกมา เราจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ที่เดือดร้อนวุ่นวายอยู่นี้ก็เพราะ ความเร่าร้อน ความลุ่มหลง และความไม่มีปัญญา เราจึงต้องคบหาคนดี
นอกจากนี้ตัวเราเองก็ต้องมั่งมีน้ำใจ และน้ำใจก็ต้องคู่กับน้ำคำด้วย มีน้ำใจอย่างเผื่อแผ่ คือ มีเมตตา กรุณา มุทิตาต่อผู้อื่น โบราณท่านบอกว่า น้ำบ่อน้ำคลองก็เป็นรองน้ำใจ น้ำบ่อจะใสสะอาดอย่างไรก็แล้ว น้ำคลองจะมีมากขนาดไหนก็เป็นรองน้ำใจ เพราะน้ำใจมีค่ากว่าเงินมากเป็นหนักหนา
และการที่คนเขาหยิบยื่นความสุขให้แก่เรา หรือเปิดทางให้เราได้รับความสุขนี้ เราก็ต้องรู้จัก "ขอบคุณ" ให้เป็น เพราะคำขอบคุณที่เปรียบเสมือนหยดน้ำเล็ก ๆ นี้ก่อให้เกิดความสมานฉันท์กันได้ ฉะนั้น หมั่นถามตัวเองว่า เมื่อใครให้อะไรหรือทำอะไรให้เรา เราเคยขอบคุณเขาไหม?
บางครั้งได้อยู่ในสถานการณ์ของผู้ให้กับผู้รับที่แห้งแล้งเหลือเกิน คือผู้ให้พร้อมที่จะให้ แต่ผู้รับแม้จะยังไม่ต้องการแต่ก็ไม่กล่าวขอบคุณเขา จึงอยากบอกด้วยความเป็นครูว่า "ขอบคุณเขาบ้างเถิด" คำขอบคุณนั้นสำคัญนะ ควรจะมีบ้างในชีวิตของเรา คำว่าขอบคุณเป็นคำที่งามด้วย
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2553 , 12:54:55 น.] ( IP = 125.27.183.123 : : )
สลักธรรม 6
นอกจากมั่งมีน้ำใจและน้ำคำแล้ว พูดคำว่า "ไม่เป็นไร" ให้เป็น เราจะต้องไม่เป็นไร เพราะ"ไร"เป็นสัตว์เดรัจฉาน อย่าเกาะผ้าอยู่ข้างหน้าเป็นเล็นเป็นไร เช่น กับข้าวมีอยู่มันเผ็ดบ้าง ก็บอกไม่เป็นไรทานได้ ถึงแม้ว่าจะเผ็ดแล้วเราจะไปคายทิ้งที่อื่น ก็ต้องพูดว่าไม่เป็นไรไว้ก่อน อร่อยหรือไม่อร่อย อิ่มได้เหมือนกัน เค็มไปจืดไป เปรี้ยวไป หวานไป ..ไม่เป็นไร ให้เป็น ส่วนมากพอใช้คำว่าเป็นไรปุ๊บนี้มันแสดงออกถึงจิตที่จู้จี้ ขี้บ่น
หลวงพ่อท่านจึงสอนให้ไม่เป็นไร ถึงแม้ตัวเองก็เป็นคนที่มีผู้มาให้ของบ่อยๆ แม้สิ่งนั้นจะไม่พึงปรารถนาแต่เมื่อเขาตั้งใจนำมาให้แล้วก็ต้องขอบคุณเขา อย่างเมื่อเช้านี้มีพี่คนหนึ่งนำยาสมุนไพรมาให้ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ชอบรสขม แต่ดูความตั้งใจของพี่เขาที่เขาตั้งใจเด็ดใบสมุนไพรมาตั้งจากบ้าน แล้วเขาก็นำไปลวกน้ำร้อนให้ด้วยตนเองเลย ส่วนพี่อีกคนก็เชียร์ว่า หวานเป็นลมขมเป็นยา จึงได้ทานสมุนไพรนั้นลงไปเพื่อให้พี่เขาเห็นว่าสนองน้ำใจแล้วขอบคุณพี่เขาด้วยน้ำคำ
สิ่งเหล่านี้เป็นทฤษฎีแห่งชีวิตที่จะทำให้ชีวิตเรานี้มีคุณภาพ และมีคุณค่าอยู่ด้วยกันฉันมิตร คิดด้วยกันด้วยความหวังดี หลวงพ่อของเราจึงเพียรอบรมให้เราพูดคำว่า "ไม่เป็นไร" ให้เป็น
นอกจากนั้นก็ให้เยือกเย็นทุกสถาน ส่วนมากเราถึงจุดเดือดง่าย จุดเยือกแข็งของเราไม่ค่อยมี ต้องเยือกเย็นในทุกสถาน แล้วก็ต้องมีข้อที่ ๑๐ คือ ต้องประหานกิเลสอยู่เสมอ สิบข้อนี้เป็นบันได้ให้ไปพระนิพพาน แต่อาจมีคนแย้งว่า ไม่ใช่สติปัฏฐานหรือที่เป็นบันไดให้ไปพระนิพพาน ในสิบข้อนี้สติปัฎฐานก็คือ อย่าให้ชีวิตเผลอไปจากสติ ดำริด้วยปัญญา
ในสิบข้อนี้มีข้อที่ยากที่ยากสำหรับเรา คือ ไม่เผลอไปจากสติ ดำริด้วยปัญญา คบหาคนดี เยือกเย็นในทุกสถาน และประหานกิเลสอยู่เสมอ
เพราะการอย่าให้ชีวิตเผลอไปจากสตินั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก และการดำริด้วยปัญญานั้นก็เป็นเรื่องยาก เพราะจะไปที่ไหนก็แล้วแต่ต้องมีปัญญานำไปเหมือนถือไฟฉายไปตลอด แต่เราดูกันง่ายๆ เลยว่า เวลาไฟดับเท่านั้นเราจึงจะถือ คือเมื่อมีเรื่องราวจนเต็มที่แล้วเราจึงจะคิดใช้ปัญญา ฉะนั้นในเวลากลางวันเราก็ต้องถือไฟฉายด้วยเพื่อให้มีไฟเย็น
การคบหาคนดีในสังคมยุคนี้ทำได้ยากเพราะคนดีมีน้อย พระพุทธพจน์ยืนยันเลยว่า การคบคนดีเป็นมงคลแก่ชีวิต เอตัมมัง คะละมุตตะมัง เมื่อยังมีอยู่ใกล้ๆเรา ก็ควรรีบคบและทำความคุ้นกับท่านเหล่านั้น
ในเรื่องยากเหล่านี้หากเราไม่เพียรพยายามทำอีก เราก็หนีไม่พ้นแหล่งกำเนิด ๔ ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปในครรภ์มารดา ฟองไข่ ของโสโครก โอปปาติกะ .. เราไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น บางคนก็สงสัยว่าอาจารย์เป็นอะไร ถึงได้พันนิ้วมา ก็เพราะช่วงก่อนสงกรานต์ถูกประตูรถหนีบนิ้วจนกระดูกปลายนิ้วแตกละเอียดต้องเข้าเฝือก ..นี่คือวิบากที่เราไม่รู้ว่าจะส่งผลมาเมื่อไร
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2553 , 12:55:53 น.] ( IP = 125.27.183.123 : : )
สลักธรรม 7
การที่พยายามบอกทุกคนให้ทุกคนมั่งมีน้ำใจ น้ำคำ เอาคำของหลวงพ่อมาเตือนนี้ก็เพราะเราทุกคนมีหน้าอยู่ ๓ หน้า คือ หน้านอก หน้าใน หน้าที่
หน้านอก บอกความงาม หน้านี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะถ้าเขารักษาศีลกันมามาก ๆ เป็นคนเยือกเย็น หน้าเขาก็จะสวยอย่างที่เราเห็นเด็ก หรือวัยรุ่น หรือนางสาวไทย นี่เป็นหน้านอกที่บอกความงาม
หน้าใน บอกความดี ดังคำสุภาษิตว่า คนจะงามงามน้ำใจใช่ใบหน้า คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน คนจะรวยรวยสินทานใช่บ้านโต เพราะฉะนั้น ทุกคนมีหน้าในที่จะต้องทำความดี ทำความดีอะไรเล่า? ก็เช่น ๑๐ ข้อนี้ที่เป็นการแสดงออกถึงหน้าใน
หน้าที่ บอก ความสามารถ จะเห็นได้ว่า ชีวิตเรามีหน้าที่ทุกคน ขณะนี้เรามีหน้าที่เป็นผู้ฟังเราก็ฟังด้วยความตั้งใจ แล้วเราก็เก็บเล็กผสมน้อยเข้ามาปรับปรุงตัวเรา แล้วเราก็จะมีความสามารถที่จะก้าวข้ามพ้นเครื่องกีดขวางได้
ฉะนั้น หน้านอกบอกความงาม หน้าในบอกความดี หน้าที่บอกความสามารถ เป็นหน้าเฉพาะตนจริง ๆ หน้านอกบอกความงามนั้นได้มาจากอดีต หน้าในบอกความดีเป็นที่ปัจจุบัน และเราคนเดียวที่มีหน้าที่ที่บอกความสามารถ ถ้าเรามีความเพียร เรามีความสามารถเพียงไหน สิ่งนั้นก็อยู่ที่เราคนเดียว ตรงนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า อตฺตาหิ อตฺตโนนาโถ โกสินาโถ ปะโรสิยา ตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งให้เราได้
ก็ขอเตือนอีกนิดหนึ่งว่า วันเวลามัน เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะอยู่ภายใต้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ วันเวลานำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งชีวิต ชีวิตของเราก็เปลี่ยนแปลงจากเด็กไปสู่ผู้ใหญ่ จากผู้ใหญ่ก็ไปสู่ผู้ชรา จากผู้ชราก็ไปสู่ผู้ตาย
เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลง ชีวิตก็เปลี่ยนไป ความคิดก็เปลี่ยนไป เมื่อเราเห็นว่าชีวิตเปลี่ยนแปลง เพราะเราเจออะไรมากมาย รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ เราเจอวิบากสารพัด เราเจอคนสารพัดสารเพ ความคิดเปลี่ยนแปลง ฉะนั้น การที่ท่านมาที่นี่ความคิดท่านก็เปลี่ยนไป จากเชื่อบุญเชื่อบาปน้อย ๆ ก็เชื่อมากขึ้น จากการที่ไม่กลัวตาย ไม่กลัวเกิด ชีวิตกลัวมากขึ้น ความคิดที่เปลี่ยนไปจึงทำให้ภพภูมิเปลี่ยนแปลง โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2553 , 12:56:16 น.] ( IP = 125.27.183.123 : : )
สลักธรรม 8
ฉะนั้น เราจะเห็นว่า เมื่อเรามีความคิดดี แล้วนำมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเราได้ เปลี่ยนความคิดมิจฉาทิฏฐิให้มีเป้าหมายคือมีสัมมาทิฏฐิ มีความดำริด้วยปัญญา ใฝ่หาคุณธรรม ใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ๆ ก็ ไม่ต้องกลัวเลยที่จะตกต่ำ แต่ภพภูมิท่านเปลี่ยนแปลงแน่ และจากปุถุชนท่านเปลี่ยนเป็นกัลยาณชน จากกัลยาณชนก็เปลี่ยนเป็นอริยชน อริยชนก็คือพระโสดาบัน พระโสดาบันก็เป็นพระสกทาคามิ เป็นพระอนาคามี และเป็นพระอรหันต์ ภพภูมิก็เปลี่ยนไปคือสิ้นภพสิ้นชาติ
แต่ความคิดเราเปลี่ยนไปในทางไม่ดี ภพภูมิเราก็เปลี่ยนไปในทางไม่ดี อยากจะเตือนคำนี้อีกคำหนึ่งว่า จงระวังให้มากเลย "อย่าไปประทุษร้ายกับผู้ไม่ประทุษร้ายตอบ" บาปมหันต์ เรานึกได้เลยว่าใครประทุษร้ายกับเราบ้าง ทั้งคนที่เรารู้จักและไม่รู้จัก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระคุณกับเราเหลือประมาณ บุญของเราที่เราได้อยู่ในแผ่นดินไทย พระองค์ท่านมีแต่เจือจานให้ พระองค์ไม่เคยมาตำหนิเราสักคนเดียว เราจะหยิบแบงค์เอาพระเศียรของท่านใส่ขึ้น ใส่ลง ใส่กระเป๋ากางเกง เราก็ไม่เคยถูกว่า พระองค์จึงเป็นผู้ไม่ประทุษร้ายต่อเรา เพราะฉะนั้น อย่าไปประทุษร้ายท่านแม้กระทั่งความคิด
หรือแม้กับครูบาอาจารย์ท่านก็ไม่เคยประทุษร้ายเรา เราก็อย่าคิดประทุษร้ายกับท่าน วันนี้วันที่ ๒๕ พรุ่งนี้เป็นวันที่ ๒๖ เมษายน ถ้าหากหลวงพ่อแสวงยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็จะมีอายุครบ ๘๘ ปีของท่าน
แต่ในวันพรุ่งนี้เป็นวันที่หลวงพ่อแสวงจากไปครบ ๙ ปีแล้ว การที่ครูบาอาจารย์จากเราไปนาน แล้วเราจำท่านได้ เราระลึกถึงคุณท่าน รู้ว่าวันเกิดท่านเราเคยทำอย่างไรก็ทำอยู่ รู้ว่าถ้าท่านอยู่ ท่านจะเป็นแสงสว่างแห่งชีวิต วันที่ท่านจากไป ก็เหมือนกับท่านได้ทิ้งร่องรอยจารึก ร่องรอยกรรมที่ให้เราได้เห็น
ฉะนั้น บทเรียนของครูทุกคน บทเดินทางของใครของบรรพบุรุษของเรา เราควรจะนำมาเป็นเยี่ยงเป็นอย่าง ก้าวเดินแบบท่านแล้วเราก็จะได้เกิดความเจริญความก้าวหน้าแบบท่าน
โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2553 , 12:57:16 น.] ( IP = 125.27.183.123 : : )
สลักธรรม 9
ถาม ในการปฏิบัติ รู้สึกว่า บางครั้ง นั่ง นอน เดิน เปลี่ยนอิริยาบถไม่รู้สึกทุกข์มากเท่าไร? บางครั้งช่วงเปลี่ยนอิริยาบถ ความรู้สึกตัวน้อยไปนิดหนึ่ง วันแรกสบาย วันที่สองมีความทุกข์มากขึ้น แต่เริ่มอยู่กับตัวมากขึ้น แล้วก็มีเวลาที่จะปฏิบัติมากขึ้น และก็มีอิสระแก่ตัวเองในการปฏิบัติ
ตอบ ก็ขอให้ดำเนินตอนนี้ต่อไป แล้วก็ใช้เวลาทำตรงนี้ให้คบให้คุ้น เพราะว่า ในการปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์นี้จะต้องคบให้คุ้น ซึ่งจะขอเล่าว่า เมื่อวันก่อนได้ทำฟันขูดหินปูน ซึ่งคุณหมอที่ทำฟันนี้มีความสนใจธรรมะและได้ให้หนังสือธรรมะไปหลายเล่มแล้ว
คุณหมอถามว่า "ผมอยากจะถามอาจารย์จริง ๆ เลยว่า ผู้บรรลุแล้วเป็นอย่างไร? "
ได้ตอบไปว่า "ขอเรียนให้ทราบนะ ว่า ผู้ที่พูดเองก็ไม่ได้เป็นผู้บรรลุนะ ไม่ทราบว่าสภาพธรรมนั้นเป็นอย่างไร? อยากจะถามคุณหมอว่า ที่ถามนั้นถามเพื่ออะไร"
คุณหมอตอบว่า "เพราะไปเจอผู้บรรลุปลอม ๆ มา อาจารย์เป็นผู้สอนการปฏิบัติจริง ๆ แล้วพระพุทธเจ้าสอนอย่างไร?"
ตอบคุณหมอไปว่า "ทุกวันนี้ชีวิตของคนเราเป็นทุกข์ แต่เราไม่รู้จักความทุกข์ สิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตนั้นเป็นทุกข์ เราไม่รู้เราจึงคิดว่าชีวิตนั้นเป็นสุข นอกจากหลงแล้วเราก็ไปจากทุกข์นั้นไม่ได้เพราะความไม่รู้ "
ในขณะที่ตอบคำถามนั้นก็ได้สังเกตเขาอยู่ก็เห็นว่า เขานั่งไขว่ห้างคุยไปก็เช็ดเครื่องมือแพทย์ไป และเขาก็ยกขาลง พอเขายกขาที่ไขว่ห้างลงก็เลยถามว่า "คุณหมอเปลี่ยนอิริยาบถทำไม ทำไมไม่นั่งไขว่ห้างต่อ"
เขาตอบว่า "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน "
จึงอธิบายว่า "นี่ไงคุณหมอทำอะไรในพฤติกรรมของชีวิตคุณหมอไม่ค่อยรู้เลยว่าทำเพื่ออะไร? คุณหมอลองย้อนกลับซิว่าคุณหมอเปลี่ยนท่าเพื่ออะไร? ก็เพราะมันเมื่อยใช่ไหม .. นี่ไงคะ มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ทุกข์มันรุกเร้าเข้ามาทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่งท่าไหน ยืนท่าไหน เดินท่าไหน ฉะนั้น ตรงนี้แหละหัวต่อของชีวิตคือ ของรูปธรรมกับรูปธรรมเท่านี้เอง แต่เพราะคุณหมอยังไม่เคยสังเกต พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ ๒๔ ชั่วโมงนี้จึงเต็มไปด้วยความทุกข์ทั้งสิ้น"
จากนั้นคุณหมอก็เล่ามาว่าไปปฏิบัติที่โน่นที่นี่มา ก็เลยบอกไปว่า "เอาอย่างนี้นะคะคุณหมอ คุณหมอมีทฤษฎีเยอะแยะมากมายแล้ว ให้ปักกลดกลางกรุงเลยดีกว่า เพราะไม่ว่าครูคนไหนจะสอนดีขนาดไหน? แต่ละพระเกจิอาจารย์ท่านก็มีดีของท่าน และถูกจริตเราบ้าง ไม่ถูกจริตเราบ้าง ฉะนั้นคุณหมอก็มีวิธีการแล้วคือได้เรียนรู้มาหรืออ่านหนังสือของท่านแล้ว แม้จะตอบให้คุณหมอฟังเกี่ยวกับการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าโดยอธิบายจนหมด แต่คุณหมอไม่ได้หยิบพุทธวิธีนี้ไปเพียรปฏิบัติ คุณหมอก็ไม่มีทางเจริญก้าวหน้าไปสู่ความเป็นอริยบุคคลอย่างที่คุณหมอถามว่าเป็นอย่างไร?
แล้วเราก็จะเป็นผู้ไม่รู้อย่างนั้น แล้วก็นึกว่าคนอื่นเป็น เราเรียกคนโน้นว่าท่านได้ คนนี้ว่าท่านได้ ทำไม? ไม่ทำตนเองให้เป็นท่านล่ะ ? การทำตนเองให้เป็นท่านก็คือทำความเพียรเพื่อล้างกิเลส อันนี้ยกตัวอย่างมาให้คุณหมอเห็นว่า ความสำเร็จอยู่ที่ความเพียร เมื่อเรามีหลักฐานและหลักการแล้วนี้ ไม่เป็นเรื่องยาก วิปัสสนาไม่ได้เป็นเรื่องยาก ๆ เมื่อเข้าใจแล้วเดินไปทำให้คุ้น"โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2553 , 12:58:14 น.] ( IP = 125.27.183.123 : : )
สลักธรรม 10
อุปมาว่า คนเราไม่ได้ชอบความสกปรก คุณหมอเคยเหยียบขี้หมาไหม? เคย แล้วคุณหมอตั้งใจเหยียบหรือเปล่า? ไม่ได้ตั้งใจครับ แต่เผลอ นี่ไงคะ เผลอ คำว่าเผลอ คือการขาดสติ ถ้าเผื่อเรามีสติ เราจะเดินไปเหยียบไหม?
ผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลเหมือนกับการเห็นของมูตรคูถ อันนั้นแล้ว ความที่น่าเกลียด สกปกรกนี้ จิตก็ไม่ไปข้องไปยินดี แล้วสิ่งที่มูตคูตรสกปรกนี้ก็คือกาย เวทนา จิต ธรรมของเราที่สกปรก ของมูตคูตรในที่นี้คือไม่มีสาระแก่นสาร เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็จะไม่ไปยึดครอง"
ฉะนั้น ผู้ที่บรรลุต่าง ๆ เขาก็จะไม่ยึดครองขันธ์ ๕ เพราะสามารถชำระสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตรามาสออกได้ จิตใจก็เบาบางจากอัตตานุปาทาน ก็จะทำให้ชีวิตนั้นอยู่ง่าย กินง่าย ใช้ชีวิตง่าย ไม่มีพิธีรีตรอง ไม่ปักรั้วอะไรที่จะทำให้มีมากกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา
กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน มีสติสัมปัชชัญญะการพิจารณา กาย
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีสติสัมปัชชัญญะพิจารณา เวทนา
จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน มีสติสัมปัชชัญญะการพิจารณา จิต
ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน มีสติสัมปัชชัญญะการพิจารณา ธรรม
ไม่ว่า กาย เวทนา จิต ธรรม ก็ยังเป็นฐานอยู่ เราอาศัย ๑ ใน ๔ นี้ อันใดอันหนึ่งนี้เห็นเข้าไปอีกทีหนึ่ง เห็นเข้าไปว่ากายนี้ไม่เที่ยง กายนี้แหละเป็น อนิจจัง กายนี้แหละเป็นทุกขัง กายนี้แหละเป็นอนัตตา เวทนา ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิต ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธรรมก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อได้ตรงนี้แล้วสิ่งที่เป็นยานพาหนะนำออกจากวัฏฏสงสารก็คือ ไตรลักษณ์ โดย น้องกิ๊ฟ [27 เม.ย. 2553 , 12:58:46 น.] ( IP = 125.27.183.123 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |