| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อยู่ดีมีความหวัง (๒)
อยู่ดีมีความหวัง
โดย..หลวงพ่อเสือ
ตอนที่ผ่านมา
เมื่อผู้ใดต้องการพบพระศรีอริยเมตไตรย เพื่อจะให้ท่านรื้อขนออกไปจากสังสารวัฏ ก็จำต้องประพฤติปฏิบัติในหนทางที่จะนำไปให้ได้พบกับท่าน เราได้รู้กันแล้วว่า พระพุทธเจ้านั้น ท่านจะต้องบำเพ็ญเพียรสร้างบารมีอย่างสูงส่ง
ได้ยินคนเป็นจำนวนมากพูดกันว่า บุคคลนั้น บุคคลนี้มีบารมีมาก มีบารมีสูงแล้วก็พากันไปกราบไหว้บูชาเพื่อจะขอบารมีท่านมาคุ้มครองปกป้องตนเองให้ประสบสิ่งอันเป็นสิริมงคล แต่แล้วก็หาทราบไม่ว่า บารมี คืออะไร จะเกิดมีขึ้นได้อย่างไร ไม่ทราบแม้แต่ว่าบารมีนั้น ทุกคนสามารถทำให้เกิดขึ้นในตนเองได้ ใครทำใครได้ และทำมากได้มาก
ในโลกนี้ไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า การบำเพ็ญเพียรเพื่อสร้างบารมีของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมากมายหลายร้อยพันชาติ โดยเฉพาะสิบชาติสุดท้ายที่เรียกว่า ทศบารมี ที่มี ทานบารมี ศีลบารมี ฯลฯ ที่เราได้อ่านเรื่องพระเจ้าสิบชาติกันนั้น เป็นการบำเพ็ญบารมีของพระองค์ท่านทั้งสิ้น
บารมี หมายถึง อำนาจอันเหนือใจ เป็นอำนาจเหนือใจที่มีกันอยู่โดยปกตินั่นเอง
เราต้องมาดูกันว่า ใจที่เป็นปกติเป็นอย่างไร ใจของคนเราที่เป็นไปโดยปกติก็คือใจที่เต็มไปด้วยความทะยานอยาก ความดิ้นรน และความงมงาย นี่คือใจที่เป็นไปตามปกติ พิสูจน์สำรวจดูว่าจริงหรือไม่ เราพร้อมที่จะพอใจในสิ่งที่ดีๆ เราพร้อมที่จะปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ดี ทุกคนออกมาจากท้องพ่อท้องแม่มีอาการเสมอเหมือนกันหมด และเอาอาการเช่นนั้นแสดงออกไปตลอดชีวิต คือ แบมือเหมือนกันหมดว่า สิ่งที่ดีๆ ฉันรับนะ พร้อมที่จะอยากได้ สิ่งที่ไม่ดี ฉันปกป้อง คุ้มครองตนเองให้พ้นจากสิ่งที่ฉันไม่ชอบ นั่นคือลักษณะปกติสามัญ เพราะความพอใจกับความไม่พอใจมาตัดสินอารมณ์ต่างๆ อยู่เสมอ เป็นปกติวิสัยของปุถุชนที่พร้อมจะเป็นไปกับความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่บารมีเป็นอำนาจที่เหนือใจปกติ ก็คืออำนาจอันเหนือกิเลสนั่นเองโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2553 , 08:21:14 น.] ( IP = 58.9.151.47 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1มาดูว่า บารมีทั้ง ๑๐ มีอะไรบ้าง
๑. ทาน คือ การให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองมีอยู่ให้แก่ผู้อื่นได้โดยไม่หวงแหน ทั้งการให้นั้นไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ทำไมจึงเป็นบารมี เพราะคนเรานั้นพร้อมจะแบมือรับ การหยิบออกให้ผู้อื่นนั้นยากเย็นเข็ญใจที่สุด จริงหรือไม่เรารักตัวเอง เป็นห่วงอนาคตของตัวเองอยู่เสมอ ฉะนั้น การที่เราหยิบของตนเองออกมาให้ผู้อื่นได้ ขณะนั้น ต้องมีอำนาจเหนือความโลภที่อยากจะได้ ฉะนั้น ทานจึงจัดเป็นบารมี เป็นอำนาจเหนือโลภะ ความปรารถนา ความหวงแหน ยึดมั่นในสิ่งต่างๆ เรียกว่าทานบารมี
๒. ศีล คือการงดเว้นประพฤติชั่วเด็ดขาด เช่น ศีล ๕ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติ
ผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่เสพสุรายาเมา ถามว่า ๕ อย่างนี้ที่กระทำลงไปได้เพราะอะไร ตอบว่าเพราะกิเลส
การฆ่าสัตว์ เกิดขึ้นมาได้เพราะอำนาจโทสะ หรืออำนาจของโลภะ โมหะ ได้ทั้งนั้น การลักทรัพย์ เพราะอำนาจของกิเลสโลภะ โทสะ โมหะ การประพฤติผิดในกาม คือการล่วงเกินบุคคลอื่น เกิดขึ้นมาได้เพราะอำนาจของกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ การพูดปด เกิดขึ้นได้เพราะอำนาจกิเลสโลภะ โทสะ โมหะ การเสพสุรายาเมา ก็เพราะอำนาจกิเลสโลภะ โทสะ โมหะ
เพราะฉะนั้น การที่งดเว้นจากการผิดศีลด้วยการสำรวมระวัง ก็มีศีลรักษาให้ชีวิตเป็นไปโดยปราศจากบาปอกุศลจึงเป็นอำนาจที่เหนือกิเลส เป็นบารมีที่เกิดจากศีล เรียกว่าศีลบารมีโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2553 , 08:25:54 น.] ( IP = 58.9.151.47 : : )
สลักธรรม 2๓.เนกขัมมะ คือ การละอารมณ์จากความกำหนัด ที่เคยมีความยึดติดและผูกพัน ตกเป็นทาสของสิ่งต่างๆ ได้โดยเด็ดขาด และอำนาจของเนกขัมมะนี้ก็คือ การไม่อ่อนข้อต่อตัณหา ตัณหาคืออะไร ตัณหาคือความทะยานอยาก อยากได้เห็น อยากได้ยิน อยากได้กลิ่น อยากได้รู้รส อยากได้สัมผัส สิ่งที่ดี อยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น นี่แหละคือความกำหนัดต่างๆ เราสามารถสละละออกจากอารมณ์ที่เป็นตัณหาทั้งสิ้นได้ เรียกว่าเนกขัมมบารมี เพราะเป็นอำนาจใจที่เหนือกิเลสโลภะ โทสะ โมหะ
๔.ปัญญา คือการสร้างความรู้จริงให้เกิดขึ้น ความรู้นี้คือรู้ความเป็นจริงตามสภาวธรรม
อันเป็นสัจธรรมของชีวิต โดยธรรมชาติวิสัยของคนเรานั้น ไม่ชอบขุดคุ้ยเรื่องของตนเอง แต่ชอบขุดคุ้ยเรื่องราวของคนอื่น ใครที่เรียนธรรมะแล้วไปเปรียบเทียบ ตำหนิติเตียนว่าคนอื่นผิดอย่างนั้น ผิดอย่างนั้น ผิดอย่างนี้ เป็นการเรียนที่ผิดทาง พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราเข้าใจเรื่องราวของชีวิต ด้วยการหันกลับมาดูตนเอง พิจารณา ศึกษาความเป็นไปในชีวิตของตนเอง ว่าอะไรถูก อะไรผิดเพื่อจะได้รู้จักตนเองและแก้ไขที่ตนเอง
ผู้ใดที่เรียนพระอภิธรรมอันเป็นคำสอนของพระองค์แล้ว จะรู้สึกเหมือนกับว่าได้เรียนกับพระองค์เฉพาะตัวทีเดียว ถ้าทุกคนมีความรักธรรมะอย่างลึกซึ้ง จะไม่ผิดหวังเลยว่าพระพุทธองค์ทรงทอดทิ้งเรา
ยกตัวอย่างเช่น ทรงสอนว่า ถีนมิทธะเป็นนิวรณ์ เครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุความดี ได้แก่ความง่วง ใครเป็นผู้ง่วงตัวเราเองที่เป็นผู้ง่วง ความรู้สึกอยากเป็นโลภะ โลภะเป็นกิเลส สภาวะของโลภะคือความอยาก ใครเป็นผู้มีโลภะ ตัวเราเองคือผู้มีโลภะ
การรู้เรื่องตนเองแต่ผู้เดียว เป็นปัญญาที่มีอำนาจเหนือกิเลส เหนือความปรารถนานานาประการ เหนือความอยากมี อยากเป็น อยากได้ เพราะเป็นการขุดคุ้ยเรื่องราวของตนเองที่เราเคยเอาตัวเองออกไปแสวงหา แต่การเรียนรู้เรื่องตัวเอง เป็นการหยุดการแสวงหา กลับมาแสวงหาภายในตัว จึงเป็นอำนาจเหนือกิเลส เรียกว่าปัญญาบารมีโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2553 , 08:29:45 น.] ( IP = 58.9.151.47 : : )
สลักธรรม 3๕.วิริยะ คือความเพียร ไม่ย่อท้อ ความย่อท้อเกิดขึ้นจากอำนาจของกิเลส คือโทสะ เกิดจากโมหะ คือถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอนซึ่งเป็นกิเลสทั้งสิ้น ทำให้ความเพียรหยุดลง วิริยะหมายถึงความเพียรที่จะทำคุณงามความดี เช่น เพียรสร้าง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้เกิดขึ้นในจิตใจ เพียรรักษาศีล เจริญภาวนา เพียรศึกษาเล่าเรียน อบรมบ่มนิสัย เพียรขับความจัญไรให้ออกไปจากตนเอง ความเพียรนี้ต้องมีอำนาจเหนือกิเลส จึงเป็นวิริยบารมี
๖. ขันติ คือความอดทน อดกลั้นต่อสภาวะเร้า ได้แก่สิ่งที่มากระทบใจ ตามธรรมดาวิสัยของคนเรา เมื่อมีอะไรมากระทบใจก็จะแสดงออกตอบสนองสิ่งเร้านั้น ด้วยการประทุษร้ายต่ออารมณ์ เช่น มีการกล่าววาจาหยาบคาย หรือเมื่อมีความอยากได้ ก็จะทำกิริยา วาจา แสดงความต้องการสิ่งที่ได้พบเห็น เป็นที่พอใจนั้น ทั้งมีกิเลส คือ โมหะเข้าร่วมด้วยทุกครั้ง ฉะนั้นการอดกลั้นการแสดงออกเพื่อตอบสนองสิ่งเร้าได้ จึงเป็นอำนาจเหนือกิเลส เป็นขันติบารมี อดกลั้นความปรารถนาของตนเองได้
๗. สัจจะ คือพูดแต่สิ่งที่จริง ตามความเป็นจริง รักษาวาจาสัตย์ของตนเองให้อยู่กับความเป็นจริงได้อย่างสม่ำเสมอ โดยปกติวิสัยของคนเราพูดเอาตัวรอด ทุกคนมีนิสัยพูดเอาตัวรอดทั้งสิ้น ไม่มีใครเคยพูดตำหนิตนเองให้คนอื่นฟัง หรือพูดว่าตนเองให้คนอื่นเห็นความไม่ดีของตน ที่มีการพูดดำหนิตนเองนั้นเป็นเพราะความสันทัดในขันธสันดานเท่านั้น ที่อุทานว่า ฉันท่าจะบ้า แต่ตามความเป็นจริงแล้วทุกคนจะไม่ต้องการให้คนอื่นเห็นความไม่ดีของตน การแสดงออกมากับบุคคลภายนอกไม่มีใครแสดงให้คนอื่นเห็นความไม่ดี เพราะทุกคนมีความลำเอียงเข้าข้างตนเองอยู่เสมอ นี่คืออุเบกขาที่ลูกยังทำไม่ได้เพราะยังเอาตัวเองเทียบกับคนอื่น เช่นเวลาเลือกของ ฉันเลือกเอาที่ดีก่อน เวลาล้างชามช่วยเขาล้าง แต่ต้องเลือกเอาที่สกปรกน้อย ล้างง่ายก่อน มีการเปรียบเทียบ เลือกคัด เข้าข้างตัวเองที่จะออกมาในการกระทำอยู่ตลอดเวลา ตามนิสัยของคนเช่นนี้จึงไม่มีใครจะพูดอะไรได้ตรงตามความเป็นจริงได้ตลอดเวลา ไม่สามารถจะรักษาวาจาสัตย์ตลอดไป เพราะฉะนั้น การพูดน้อยผิดน้อยนี้เป็นการสร้างสัจจะแห่งวาจาให้เกิดขึ้นมา
วาจาที่จะให้เป็นสัจจะนี้เป็นของยาก เพราะความไว การตอบโต้ไวเป็นอุปนิสัย การควบคุมจึงยาก เราควบคุมวาจาสัตย์ได้ยาก แต่เราสามารถควบคุมความไวได้ เมื่อความไวน้อยลง ความบกพร่องก็น้อยตาม ฉะนั้น ก่อนจะพูด หยุดสักนิดหนึ่ง คิดก่อนพูด แล้วพูดน้อย จะได้ผิดน้อย ไม่พูดเลย จะเป็นการควบคุมวาจาสัตย์ให้เกิดขึ้นได้ เป็นอำนาจเหนือกิเลส คือไม่พูดด้วยโลภะ ไม่พูดด้วยโทสะ ไม่พูดด้วยโมหะ เรียกว่า สัจบารมีโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2553 , 08:34:05 น.] ( IP = 58.9.151.47 : : )
สลักธรรม 4๘.อธิษฐาน คือเมื่อตั้งใจจะทำสิ่งใดแล้ว ต้องทำให้สำเร็จ จะเร็ว จะช้า จะนานแค่ไหนก็จะต้องเพียรพยายามกระทำให้สำเร็จให้ได้ เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง แต่ใจตั้งมั่นว่าจะต้องเพียรพยายามทำให้ได้สมความตั้งใจ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะนานเท่าใด
การอธิษฐาน กับ การขอ ไม่เหมือนกัน การขอเช่น ขอให้ได้ดีมีสุขโดยไม่ได้ทำอะไร บางคนขอให้คนอื่นได้รับความเดือดร้อน อย่างนี้ไม่ใช่อธิษฐาน เป็นกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ
แต่การอธิษฐาน คือ มีปัญญา มีสติ มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเข้าในการอธิษฐานนั้น เช่น ขออานิสงส์แห่งการกระทำคุณงามความดีทั้งหลาย จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเกิดในภพชาติใด ขอให้ยังชีวิตด้วยสติด้วยปัญญา นี่เรียกว่าอธิษฐาน มีอำนาจตัดกิเลสออกไป มีความดิ่งตรงต่อปรมัตถ์ สติสัมปชัญญะคุ้มครอง อย่างนี้เป็นแรงอธิษฐาน มีอำนาจเหนือกิเลส เรียกว่า อธิษฐานบารมี
๙. เมตตา คือความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งปวง ใครบ้างที่มีแล้ว บางคนมีเมตตา แต่มีเฉพาะของของฉัน และมีกับคนอื่นได้เป็นบางขณะ เมตตาจิตของเรานั้นมิได้สมบูรณ์ เราเมตตาคนใกล้ชิด เมตตาคนที่เรารัก หรือมิฉะนั้นก็เมตตาในขณะที่เกิดความสงสารขึ้นมาอย่างจับใจ แต่สรรพสัตว์ทั้งปวง เรามิได้มีให้ เพราะเรามีกิเลสร้อยรัดอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น การมีเมตตาจิต หมายถึงจิตที่ปรารถนาดีต่อเพื่อน ร่วมเกิดแก่เจ็บตายทั้งปวง เห็นอกเขา อกเรา เห็นทุกข์ของเขาก็เหมือนทุกข์ของเรา เห็นความเจ็บป่วยของเขาก็เหมือนความเจ็บป่วยของเรา เห็นความเสื่อมไปของเขาก็เหมือนกับความเสื่อมของเรา เพราะว่าเขากับเรามีชีวิตอยู่ในขันธ์ ๕ อันตกอยู่ใต้ลักษณะทั้ง ๓ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกัน ดังนั้น ผู้ที่เข้าถึงปรมัตถ์และเห็นความจริง จึงจะมีเมตตาได้มากขึ้น เมตตาจึงเป็นอำนาจเหนือกิเลส คือความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว จัดว่าเป็นเมตตาบารมี
๑๐.อุเบกขา คือความสงบเสงี่ยม มั่นคง และหนักแน่นอยู่กับสติ สัมปชัญญะเสมอ โดยปกติวิสัยของมนุษย์ปุถุชนทั่วไปมีความลำเอียงเข้าข้างตนเอง เข้าข้างคนที่ตนรักหรือสิ่งที่เป็นของตนอยู่เสมอ มักเพ่งโทษ หาข้อบกพร่องผิดพลาดของผู้อื่น ตำหนิติเตียนผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นความบกพร่องผิดพลาดของตัวเอง หรือของคนที่เรารัก สิ่งที่เป็นของเรา เรากลับมองข้ามหรือแม้จะเห็นก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เพราะทุกคนมีความลำเอียงอันเกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในชีวิต ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ทำให้มีความลำเอียงอยู่เสมอ ฉะนั้น ผู้ที่สละละออกจากความลำเอียงเข้าข้างตนเอง เข้าข้างผู้ที่ตนรักเสียได้ โดยอาศัยศรัทธา ๔ เป็นพลังช่วยเตือนใจให้ระลึกอยู่เสมอว่า ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำนั้นคือกรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้รับอยู่เป็นผลของกรรมในอดีตของเราเองทั้งสิ้น หาใช่มีผู้อื่นมาเป็นเหตุให้เราไม่ และ สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน ไม่มีใครสามารถดลบันดาลให้ใครได้รับสิ่งที่ดีที่ชั่ว ต่างคนต่างทำมาเอง ก็จะทำให้อุเบกขาเกิดขึ้นในจิตได้อย่างมั่นคง เป็นอุเบกขาบารมีได้โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2553 , 08:37:59 น.] ( IP = 58.9.151.47 : : )
สลักธรรม 5บารมีทั้งสิบนี้ต้องถูกสะสมไว้ในอดีตชาติที่ผ่านมา ชาตินี้จึงจะมีฉันทะที่จะสร้างเสริมต่อไปอีกได้ ถ้าในอดีตไม่มีอยู่บ้างแล้ว ก็ยากที่จะทำให้เกิดขึ้น อาศัยเหตุอดีตเป็นเหตุปัจจัย แล้วเราก็ต้องกระทำต่อในปัจจุบันชาติ เพราะว่าสิ่งที่กระทำในชาตินี้ก็จะเป็นอดีตของชาติหน้า เมื่อเราต้องการจะมีบารมีแก่กล้าในอนาคต เราก็ต้องรีบทำเสียตั้งแต่ปัจจุบันชาติ รีบทำ เพราะชาติหน้าลูกยังต้องเกิดแน่
นี่คือการสร้างทางเพื่อจะได้ไปพบพระศรีอาริย์ ไม่ใช่ด้วยการอธิษฐานขอแล้วก็รออยู่โดยไม่ได้ทำอะไร ความหวังต้องประกอบด้วยความเพียร มิฉะนั้น หวังมากก็ต้องผิดหลังมาก เราต้องพยายามรักษาสุคติภูมิเอาไว้ให้ได้ พระศรีอริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้ก็ต้องตรัสรู้ที่มนุษยภูมิ ฉะนั้นผู้ที่เกิดอยู่ในนรก เปรต อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉาน ย่อมไม่อาจจะฟังธรรมบรรลุธรรมในเวลานั้นได้
สัญญาณเตือนภัยเกิดขึ้นมามากแล้ว พ่อได้บอกว่าพระพุทธองค์ทรงทำนายว่าเมื่อกึ่งพุทธกาล พ.ศ. ๒๕๐๐ แล้ว เราจะพบกับสิ่งที่แปลกประหลาดมากขึ้น เช่น โรคภัยไข้เจ็บ เมื่อก่อนนี้โรคเรื้อนเป็นโรคที่น่าเกลียดน่ากลัว รักษาไม่ค่อยหายต้องเอาไปไว้ในชนบท ห่างไกลความเจริญ ให้รวมกันอยู่เป็นนิคมโรคเรื้อน ต่อมาโรคเรื้อนถูกกลบเกลื่อนความน่ากลัวด้วยโรคมะเร็ง เดี๋ยวนี้มะเร็งที่ว่าร้ายยังพ่ายแพ้โรคเอดส์ โรคนี้เป็นโรคของอำนาจกรรมโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2553 , 08:41:17 น.] ( IP = 58.9.151.47 : : )
สลักธรรม 6ภัยพิบัติกำลังเรียงคิวเข้ามา เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะหยุดยั้งห้ามแดดไม่ให้ออก ห้ามฝนไม่ให้ตกไม่ได้ฉันใด หยุดอำนาจกรรมก็ไม่ได้ฉันนั้น พระพุทธองค์ทรงทำนายว่าพระพุทธศาสนาจะสูญจะเสื่อม คำว่าเสื่อมก็เพราะทุกอย่างเมื่อขึ้นสูงสุดแล้วก็ต้องตกลงมา ทุกอย่างไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และบังคับบัญชาไม่ได้ เปรียบเสมือนโต๊ะหมู่บูชาตั้งพระพุทธรูปที่คนเคารพบูชาด้วยชีวิต มิมีใครกระชากให้ตกลงมาจากที่ก็จะกลิ้งตกลงมาเอง
ที่ทำนายไว้ก็เพื่อให้รู้แล้วรีบรักษาใจ ฝึกจิต ผลิตปัญญา คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป
ลูกจะแก่ลงไปกว่านี้อีกไหม แน่นอน เมื่อยังไม่ตายต้องแก่ลงไปอีกแน่ ชราลงๆ แล้วก็มรณะ อยู่ไม่ได้ เมื่อหมดกรรม หมดอายุขัย เราเรียนรู้แล้ว สิ่งของที่เราหาไว้ ทำไว้ ถ้ามันจะต้องบรรลัย นั่นก็เป็นสมบัตินอกกาย ตายแล้วเอาไปไม่ได้ เงินที่อยู่ในปาก สัปเหร่อยังเอาไป แม้แต่ฟันเลี่ยมทองยังแคะเอาไปเลย
มีสติระลึกรู้เหตุผลว่า ถ้าเราไม่ได้ทำอทินนาทานไว้ ก็จะไม่เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน นี่เราเป็นผู้ทำมาเอง อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้รู้ ตื่นจากความโสกะ ปริเทวะ แล้วทำใจแผ่เมตตาจบเรื่องให้ได้ ทำกรรมใหม่ให้ดี นี่คือหน้าที่ของลูก ไหว้เถอะลูก ใช้ธรรมะให้เป็น ธรรมะที่พ่อสอนให้ไปอุดรอยรั่ว ไม่ใช่ให้เอาไปปะ รูรั่วไม่ได้อุดให้แน่น เอามือจิ้มลงไปมันก็ยังเป็นรู ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงสอนนี้พ่อพยายามกลั่นออกมาจนง่าย บีบออกมาลูกนึกถึงผ้าที่เราพยายามบิดจนแห้งที่สุดเพื่อจะได้แห้งเร็ว นึกถึงรอยเกลียวซีลูก หัวใจพ่อไม่ต่างกับผ้าที่ถูกบิดนั้น เหมือนถูกบิดด้วยน้ำมือลูก แต่พ่อไม่เคยท้อแท้ เอาธรรมะไปใช้ให้ถูก เอาธรรมะไปต่อต้านกับความหลง ยึดติดต่อต้านความกลัวเท่านั้นเองแล้วปลูกฝังกรรมดีลงไปใหม่ ดิ้นทางโลกมามากแล้วนี่ ลองดิ้นออกจากกิเลสเสียทีซีลูก ไม่มีอะไรยากเลย ขอให้ใช้เป็น ตัวอุปาทานมันหลอกว่า เมื่อตอนแก่จะไม่มีใครเลี้ยง จะแก่ จะหง่อม จะช่วยตนเองไม่ได้ จะไม่มีญาติ ไม่มีมิตร ทุกวันนี้เรามีญาติหรือ มีใครช่วยหรือ กินเอง อึเอง เบ่งเอง จุกเอง ตัวเองแท้ๆโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2553 , 08:45:11 น.] ( IP = 58.9.151.47 : : )
สลักธรรม 7
พระพุทธองค์ทรงสอนทุกอย่าง ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ในสังสารวัฏ สอนให้อยู่ได้โดยปราศจากศัสตราวุธ ปราศจากทุกข์ภัย โดยให้เว้นจากการฆ่า เพื่อชีวิตจะได้ไม่ทุพพลภาพ ไม่มีรูปกายทราม มีกำลังกายแข็งแรง ไม่ป่วยเจ็บง่าย สอนว่าอย่าไปทำอทินนาทาน ชีวิตจะได้ไม่เหนื่อยมาก ไม่ต้องอดอยากยากจน ไม่ต้องทุรนทุรายอย่างทุกวันนี้ สอนว่า อย่าไปล่วงเกินผู้อื่น ชีวิตจะได้มีร่างกายเป็นปกติ ไม่ต้องเสื่อมตรงโน้นตรงนี้ ไม่ต้องหามาแต่งมาเติม สอนว่าให้กล่าววาจาดี ไม่มุสาวาท จะไม่เป็นที่รังเกียจของสังคมเพราะไม่มีกลิ่นตัว กลิ่นปากเหม็น สอนให้ทำสัมมาทิฏฐิให้เกิดในจิตใจ เว้นจากมิจฉาทิฏฐิ จะได้มีบุคลิกภาพทั้งกายทั้งใจไปในทางที่ถูกที่ควร
พระพุทธองค์ทรงสอนทุกอย่างที่จะอยู่ในสังสารวัฏอย่างสะดวกสบาย และยังสอนว่า แม้จะพยายามปลีกออกจากเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์แล้วก็ยังสุขไม่จริง มันเป็นสุขวิปลาส จึงทรงสอนให้ออกจากวิปลาสเพื่อไปจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง พ่อรักพระพุทธเจ้าที่สุดในชีวิต พ่อบูชาคุณงามความดี แต่พ่อมีชีวิตเพื่อลูก
ลูกรู้ไหม วันๆ หนึ่งหัวใจพ่อร้องไห้บ่อย บ่อยตอนไหน รู้ไหม ตอนที่พ่อทำภารกิจ สอนที่โน่น สอนที่นี่ ไปดูคนโน้น คนนี้ แต่พอจบหน้าที่แล้ว ก็จะทำสมาธิ เพื่อรักษาคุณภาพที่ไม่สามารถพ้นทุกข์อันนี้ไว้ เพื่อเป็นอุปกรณ์ที่พ่อจะต้องเดินทางเป็นคนสุดท้ายของสังสารวัฏที่พ่อตั้งใจไว้ จึงต้องพยายามทำสมาธิ พอทำสมาธิก็เห็นไปไกล หัวใจพ่อร้องไห้ทุกครั้งที่มีสัตว์โลกเกิดขึ้นมาในวินาทีนั้น วินาทีนี้ แต่พ่อจะไม่ท้อแท้เลย จะไม่ท้อถอย จะไม่น้อยใจ จะไม่ไหวตามเรื่องราวที่เป็นกฎของธรรมชาติทั้งสิ้น พ่อจะมั่นคงกับหน้าที่ของพ่อ เพื่อดูแลลูกๆ ของพ่อทุกคนให้พ้นจากการมีชีวิต
เมื่อผ่าน พ.ศ. ๒๕๓๔ ไปแล้ว ชีวิตจะลำเค็ญจะต้องยากลำบากกว่านี้ จงเตรียมสติ เตรียมปัญญาของตัวเองไว้ให้พร้อม กินแต่พอควร หาแต่พอควร อยู่แต่พอควร จะเพิ่มเติมอะไร จงถามตนเองว่า ควรหรือไม่ ชีวิตลูกก็อยู่ไปได้อีกไม่เกิน ๗๐ ปี แต่ชาติหน้า ชาติต่อๆ ไปที่จะมีอยู่อีก ลูกต้องไปเริ่มต้นใหม่ คือการเริ่มต้นของความทุกข์ ถ้าไม่มีทุนความรู้คือปัญญาไว้ ก็จะเริ่มต้นด้วยความหลงผิด สิ่งที่เรียนมาแล้วในชาตินี้ ตายแล้วเอาไปไม่ได้หมด เริ่มต้นใหม่ ต้องเรียน ก ไก่ข ไข่ กันใหม่ จะติดไปได้ก็คือความสันทัดจัดเจน เราสันทัดความเพียรพยายาม ความเพียรพยายามก็จะติดตามไปส่งเสริมสันทัดในความกรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความดีนี้ก็จะติดตามเราไป สันทัดจัดเจนในบุญ บุญก็จะอุดหนุนให้เราอยู่กับบุญตลอดไป สันทัดจัดเจนในการเจริญสติ เจริญปัญญาก็จะพาตนพ้นภัยพิบัตินานาประการ
ระหว่างวันจันทร์ถึงวันศุกร์ (หมายถึง ๘ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๓๓) พ่อจะใช้เวลา ๕ วันนี้บำเพ็ญกุศลของพ่อ เพื่อทำบุญของพ่อให้ถึง สร้างบารมีให้มาก พ่อยอมรับวิบากอย่างเต็มใจ รู้จักแจ้ง เพราะวาจาของพ่อยังไม่มีความศักดิ์สิทธิ์พอ อำนาจวาจาของพ่อยังสร้างเหตุน้อยเกินไป ลูกจึงยังไม่ค่อยเลื่อมใสในคำที่พ่อสอน พ่อจะสร้างกรรมดีใหม่ พยายามทำคุณงามความดี พ่อไม่ไปทำชั่ว ลูกก็เช่นเดียวกัน ห่างจากพ่อไป ขอให้มีใจสงบ ให้ประสบแต่ความสุข อย่าได้มีทุกข์อันร้ายแรงก้าวเข้ามาในชีวิต นึกคิดอะไรก็ขอให้สมความปรารถนา สิ่งใดที่ลูกต้องการ และความต้องการนั้นเกิดขึ้นด้วยปัญญา ทำให้เกิดความปรารถนานั้น ก็ขอให้สมมาดปรารถนาทุกประการ ขอให้ลูกสามารถประหารกิเลสอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ได้โดยเด็ดขาด ขอให้สามารถหลีก ละ ลด และเลิกกิเลสให้เบาบางลง และสำรอกกิเลสออกให้หมดจดโดยเร็วโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2553 , 08:48:52 น.] ( IP = 58.9.151.47 : : )
สลักธรรม 8
เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลูกทุกคนสละแล้วเพื่อดำรงประโยชน์ให้เกิดขึ้นในสถานที่นี้ ซึ่งกำลังขุดบ่อน้ำบาดาล ต้องใช้ปัจจัย จัดเป็นการช่วยเหลือในกิจการงานต่างๆ สร้างความเจริญในสถานที่นี้เพื่อพิทักษ์พุทธศาสนา ด้วยการกระทำตอบแทนพระคุณองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พยุงพระธรรมไว้ให้นานที่สุด นี่คือหน้าที่ของลูกพระตถาคต
ขอให้เจตนาในการกระทำจงเป็นพลวปัจจัยเกื้อหนุนกุศลทานบารมี ทำให้ลูกเป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้ อันเป็นบ่อเกิดแห่งความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ได้สมความปรารถนา ขอให้เงินทุกบาททุกสตางค์นี้จงกลับคืนไปย้อมจิตใจของลูกให้มีพรหมวิหาร ๔ มากกว่าเดิมร้อยเท่าทวีคูณ น้ำใจ ไม่ต้องพูด มันก็คือน้ำใจ เกิดขึ้นให้มากๆ เถิดลูกพ่อ น้ำคำ เป็นภัยมากกว่าภัยอื่นอีกเยอะแยะ ฉะนั้น คิดก่อนพูด พูดให้น้อย ผิดจะน้อย อย่าคิดมาก คิดให้น้อย แต่คิดให้ถูก อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับหมู่มิตรให้ระวังคำพูด เรื่องทุกอย่างจะไม่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน ยอมรับวิบาก เมื่อเราจะต้องเดินก้าวเข้ามาร่วมกัน และเขากับเราไม่เหมือนกัน ก็เพียรพยายามทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด ไม่จำเป็นไม่ต้องออกความคิด
ด้วยชีวิตทั้งรูป ทั้งนาม เพราะพ่อรักพระพุทธเจ้าที่สุด ขอเดินตามทางเยี่ยงท่าน ขอกระทำตามทางของพ่อ ด้วยความรักล้นใจที่มีต่อลูก พ่อจะต้องพยายามค้นคว้าพาลูกไปจากสังสารวัฏให้ได้ ขอกุศลผลบุญใดๆ ที่พ่อกระทำมา จงเป็นน้ำมนต์หลั่งล้นมาที่ใจลูก ชำระความสกปรกโสโครกให้หมดไป ย้อมใจให้สะอาด ให้ปราศจากความมัวเมา แล้วบรรเทาจากความทุกขเวทนาได้ทุกคน ชีวิตพ่อเสือขอเป็นน้ำทิพย์ที่พร่างพรมลงในจิตใจของลูก ขอให้ทุกคนรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นด้วยชีวิตพ่อแทนน้ำมนต์ รักพ่อ ศรัทธาพ่อ มีขันติ ลูกพ่อเสือต้องอดทนได้ ทนไม่ได้ไม่มี
ลูกพ่อเสือต้องไม่เบื่อบุญ
ลูกพ่อเสือต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ลูกพ่อเสือต้องเป็นพระอรหันต์ให้ได้
ขอให้สัมฤทธิ์สมความปรารถนาทุกคน จงปลอดภัยและแคล้วคลาดจากภยันตรายและภัยพิบัตินานาประการ เอาตัวให้รอดด้วยธรรมะของพระพุทธองค์ทุกคนนะ สิ่งที่จะพูดเป็นคำสุดท้ายก็คือ แม้จะเป็นคนสุดท้ายในสังสารวัฏพ่อก็ยอม ให้แล้วด้วยชีวิตทุกคนด้วยรักและห่วงใย จากพ่อเสือ.
![]()
![]()
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2553 , 08:54:58 น.] ( IP = 58.9.151.47 : : )
สลักธรรม 9
ค่ะ ลูกพ่อเสือคนนี้จะไม่อยู่กับความหวังโดตขาดความเพียร และจะใช้วิบากขันธ์ที่ยังสมบูรณ์อยู่นี้หมั่นเพียรในการสร้างสมบารมีธรรมให้มากและยิ่งๆขึ้นไปค่ะ
ขอนอบน้อมกราบระลึกในพระคุณของหลวงพ่อเสือที่ลูกรักและเคารพยิ่งค่ะโดย พี่ดา [29 เม.ย. 2553 , 10:01:42 น.] ( IP = 124.121.176.236 : : )
สลักธรรม 10![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [29 เม.ย. 2553 , 13:17:25 น.] ( IP = 125.27.182.135 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |