มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้มีชัย




ผู้มีชัย

โดย..หลวงพ่อเสือ


คนที่มีชีวิตอยู่ในโลก จะมีความผาสุกได้ นอกจากจะต้องอาศัยฐานะการเงินและความรอบรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงชีพในเรื่องวิชาชีพแล้ว ปัจจัยที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ การู้จักเอาชนะอารมณ์ของตัวเองให้ได้ นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด

คนที่ไม่สามารถเอาชนะอารมณ์ของตัวเองได้ แม้จะมีเงินทอง มากมายล้นฟ้าขนาดไหน หรือมีฐานะความเป็นอยู่ มั่งมีศรีสุข ขนาดไหนก็ตามย่อมไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย ชีวิตก็จะไม่พบความสุขได้โดยสมบูรณ์ คือเป็นแค่สุขเวทนา เป็นความสุขจอมปลอมอยู่วันยังค่ำ

ฉะนั้น การรู้จักเอาชนะอารมณ์ของตัวเอง เป็นเรื่องที่ทุกคนควรต้องฝึกฝน ควรจะต้องเพียรทำให้เกิดขึ้นในกายตน ในจิตตนให้ได้

ทางโลก คำว่า “อารมณ์” มีความหมายคนละอย่าง กับทางธรรม คำว่าอารมณ์ ในความหมายที่ถูกต้อง หมายถึงอารมณ์ที่ใคร่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น คิดขึ้นมาภายในจิตใจ เรียกว่าธรรมารมณ์ การที่เราจะเอาชนะอารมณ์ จึงหมายถึงรู้จักเอาชนะเครื่องเร้าต่างๆ ให้ได้ คำสอนในสมัยโบราณ มีว่า “จงเอาชนะตนเองให้ได้” ก็ตรงกับสภาวะที่ว่า จงเอาชนะอารมณ์ที่เกิดขึ้นที่ตนให้ได้ นั่นเอง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ค. 2553 , 09:16:28 น.] ( IP = 58.9.149.173 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

โดยธรรมดาทุกคนมีสภาพคล้ายคลึงกันก็คือ ต่างก็ตกเป็นทาสของอารมณ์ไม่มากก็น้อย มีกันทุกคน ไม่มีคนใดเลยที่ไม่ตกอยู่ภายใต้ธรรมชาติของอารมณ์ มีเพียงบุคคลประเภทเดียวเท่านั้นที่ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ นั่นก็คือ พระอรหันต์

แม้พระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ตราบใดที่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ก็ยังไม่สามารถพ้นไปจากอำนาจของอารมณ์ได้โดยเด็ดขาด ต่างกับปุถุชนตรงที่ยังมีโอกาสที่จะชนะอารมณ์ได้มากแล้วเท่านั้น

ปุถุชนแปลว่า ผู้หนาแน่นด้วยกิเลส การตกเป็นทาสของอารมณ์นั้น มีน้อยจนแทบจะสังเกตไม่ได้เลย หรือบุคคลธรรมดามองไป ก็จะไม่เห็นเลยว่า ผู้ที่ได้เป็นพระโสดาบัน ยังมีกิเลสหลงเหลืออยู่ แต่ในความจริงยังมีอยู่ ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์

ปัญหาสำคัญจึงเกิดขึ้นมาว่า ทำไมคำว่า “อารมณ์” จึงมีอิทธิพลเหนือจิตใจคนทั้งปวง เหนือจิตใจสรรพสัตว์ต่างๆ ปัญหานี้จะเข้าใจและสามารถคลี่คลายได้ไม่ยาก หากเข้าใจว่า ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ย่อมเป็นไปตามความหมายที่เกิดขึ้น กับคำว่า “อุปาทาน” อุปาทาน แปลว่า การยึดมั่นถือมั่น

คำว่า “อารมณ์” ในความหมายที่ลึกซึ้ง จึงได้แก่ ความหมายต่างๆ ที่สุดแต่จะยึดมั่นถือมั่นกันไป เพราะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบนั้น จิตของเรามีหน้าที่เป็นตัวรู้ รู้แล้วยังสามารถนำสิ่งเหล่านั้น เข้าไปยึดนำครอบคลุมจิตใจให้เกิดอุปาทานยึดมั่นถือมั่นอย่างมากมายมหาศาลเรามาดูว่า แม้กระทั่งอุปาทานตัวนี้ยังเข้ามาใช้อยู่ในสมมุติสัจจะซึ่งเคยเรียนมาแล้ว เช่น คำว่า “ฉัน” บางคนก็ใช้เรียกตัวเองว่า ฉัน บางคนก็เรียกตัวเองว่า กู บางคนก็เรียกคนอื่นว่าท่าน เรียกว่า เธอ บางคนก็เรียกว่า เอ็ง ว่ามึงสารพัด เป็นสรรพนามทั้งสิ้น และตัวสรรพนามต่างๆ เหล่านี้ เรารู้สึกว่าเป็นคำหยาบก็มี เป็นคำสุภาพก็มี ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำพูดออกมาแล้ว เป็นคำหยาบ เป็นคำสุภาพ แต่ขึ้นอยู่กับ ความยึดถือที่ถูกอบรมกันมา

ดังนั้น อุปาทาน จึงเป็นตัวการสำคัญทำให้อารมณ์เกิดขึ้น เกิดความพอใจและไม่พอใจ การเอาชนะอารมณ์ตัวเองได้ จึงเป็นวิธีการที่ถูกต้อง ควรทำให้เกิดขึ้นที่ตนและสามารถปลูกฝังได้ ไม่มีใครทำอะไรไม่ได้และแก้ไขไม่ได้ อยู่ที่การพัฒนา มันจะเกิดความเคยชิน เมื่อเราสามารถถ่ายถอนความยึดถือ ยึดมั่นออกไป เมื่อเรากระทบอารมณ์อะไร เราจะรู้ในความจริงนั้น เช่น...

เมื่อได้ยินเสียงเขาเรียกตัวเองเป็นถึงพันเอกเขาเรียกว่าผู้พันอยู่ตลอดเวลา ท่านครับ ท่านขอรับ มาวันหนึ่ง ลูกน้องคนหนึ่งเกิดเมา แล้วเดินมาหาเรา พูดว่า “เฮ้ย มึงไปไหนมา” เราได้ยินแล้วเกิดความโกรธขึ้นมา โดยความจริงแล้ว เราไม่รู้เลยว่า เราเป็นผู้โกรธเอง เรากลับไปโกรธที่เขา ว่าเขาพูดคำหยาบพูดจาไม่เพราะ แต่ความจริงแล้วคำว่า “มึงไปไหนมา” อยู่ในสัญญาที่เรายึดมั่นว่า เป็นของไม่ดี และยึดมั่นอีกอย่างหนึ่งคือ สักกายทิฏฐิ ยึดมั่นว่า เราเป็นถึงผู้พัน ทำไมมาเรียกเราอย่างนี้ เกิดขึ้นจากอุปาทาน ใช่ไหมลูก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ค. 2553 , 09:21:15 น.] ( IP = 58.9.149.173 : : )


  สลักธรรม 2

อารมณ์ที่ว่านี้ เป็นอารมณ์ที่เราจะต้องรู้ให้มากขึ้น เพราะมันแบบซ่อนเร้น ปิดบังความจริง ไม่เปิดเผยความจริง นอกจากมีปัญญาเท่านั้น ก็จะเห็นความจริงว่า ธรรมชาติชนิดนี้ เป็นธรรมชาติที่หลอกลวงทั้งกาย หลอกลวงทั้งใจอยู่ตลอดเวลา เราควรจะรีบแก้ไขด้วยการ หลีก ละ ลด จึงจะสามารถเลิกได้ จงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแล้วหยุดแค่นั้น ระหว่างยืนอยู่บนหน้าที่ ก็ต้องรู้ว่านี่หน้าที่ทางโลกียะ นี่ตำแหน่งทางโลกียะ นี่คำพูดในโลกียะ ซึ่งไม่สามารถพ้นทุกข์ไปได้เลยในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข

เราควรจะคลี่คลายปัญหา ให้ถูกต้อง ในสภาพความเป็นจริง เราจะได้ไม่มัวหมอง แทนที่เราจะไปนั่งนึกว่า ทำไมวันนี้เขาทำผิดระเบียบวินัย วันนี้จะต้องโดนลงโทษแน่ เพราะมีความผิดถึง 2 ข้อ

1. เมาในเวลาราชการ
2. เรียกเราว่ามึง

โทษความผิดไปที่ผู้อื่น ทั้งๆ ที่สภาพที่เขาเมานั้น เขาจะต้องถูกสอบสวนเอง เพราะมีระเบียบวินัยใช้เป็นข้อบังคับอยู่แล้ว แต่จะต้องไม่เอาอารมณ์ที่ตัวเองโกรธเคือง เข้าไปใช้ในหน้าที่ เมื่อเราเรียนรู้เรื่องความจริงแล้วว่า สิ่งที่เราเก็บเข้าไว้ มันเกิดอุปาทานยึดมั่นทำให้เราถูก
ความโกรธเข้ามาครอบงำ เราจะได้รู้ว่า สัญญาอันวิปลาสต่างๆ มันหล่อหลอมใจเราขนาดนี้ เราจะได้รู้จักว่า มึงก็มึง มึงก็ดับไป ผ่านไปแล้วก็ดับไป ใครจะเรียกเราท่าน เรียกเราคุณ ก็ไม่สุขด้วย ไม่ยึดมึง ไม่ยึดกู ก็ไม่ทุกข์ด้วย ไม่มีสุขอะไร จะบรมสุขเท่า พระนิพพาน เพราะไม่มีทั้งสมมุติและปรมัตถ์แล้ว แต่คงสภาพความเป็นจริงแห่งความเที่ยง ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องตาย พ้นจากสังสารวัฏ

เราจะทำอย่างไรในการที่จะเข้าสู่ทางมรรคผล เพื่อจะได้ไม่มาคลุกเคล้าปนเปในสิ่งที่ไร้สาระจำเจ ซ้ำๆ ซากๆ ก็เริ่มจากการให้ ทานบารมี บารมีคืออำนาจของใจ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ค. 2553 , 09:25:11 น.] ( IP = 58.9.149.173 : : )


  สลักธรรม 3

ทาน หมายถึง การให้ ให้ในสิ่งที่ควรให้ แก่ผู้ที่ควรให้ นอกจากนั้น ทานยังมี 2 ประเภท คือ

1. ทานของสัตบุรุษ
2. ทานของอสัตบุรุษ


ทานของสัตบุรุษ มี 2 นัย คือ

นัยที่ 1 ประกอบด้วย

- ให้ทานด้วยความเคารพ หมายถึงให้ด้วยความเต็มใจผู้ที่เป็นสัตบุรุษจะไม่ให้ด้วยความ
เกรงกลัวหรือให้ด้วยความจำใจ เวลาให้ ก็ให้ด้วยกิริยาอ่อนน้อม ยิ้มแย้มแจ่มใส
- ให้ทานด้วยความยำเกรง หมายถึง เคารพในทานของตัวเอง และเคารพในผู้รับ การให้
เลือกให้แต่ของที่ดี ของมีประโยชน์ ของสะอาด

การเคารพในผู้รับ ได้แก่การเลือกให้แก่ผู้ที่สมควร เป็นผู้มีศีล มีคุณธรรม ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าถ้าผู้รับเป็นคนธรรมดา ไม่มีศีล ไม่มีธรรม หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน จะไม่ให้ ไม่ใช่อย่างนั้น และควรให้ทุกครั้งเมื่อมีโอกาสจะให้ได้ ควรให้แต่ของที่ประณีต เพราะจะเป็นกุศล เป็นของดีติดตามตัวเองไป

- ให้ด้วยมือของตัวเอง หมายความว่า เป็นผู้รู้ตลอดเวลาว่า ชาตินี้เราเกิดมาเป็นมนุษย์ มีมือ มีเท้า มีอวัยวะครบถ้วน เราจึงควรทำทานด้วยมือของตัวเอง ไม่ควรใช้คนอื่นทำแทนบ่อยๆ หรือเสมอไป ถ้ามีความจำเป็นเกิดขึ้น ก็ใช้เป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว ควรทำด้วยมือของตัวเอง เพราะบุญจะเกิดตั้งแต่ตอนตั้งเจตนาจนถึงขณะที่กำลังกระทำด้วยในวัฏฏะอันยาวนาน เราไม่สามารถคาดคะเนได้ว่า จะเกิดอีกกี่ภพกี่ชาติ เราไม่อาจทราบได้แน่ว่า เราจะเกิดเป็นคนมือขาดเท้าขาด หรือจะมีอวัยวะครบถ้วนทุกชาติไป การเกิดในอนาคตอาจมีมือไม่ครบ อวัยวะไม่ครบ มือด้วน แขนกุด ตั้งแต่กำเนิด แม้จะมีสมบัติเงินทองใช้มากมาย อยากทำให้มือตัวเองงอก ก็สุดความสามารถ จำเป็นต้องอาศัยผู้อื่นแทนเสมอไป นื่คือความรู้สึกของสัตบุรุษว่า ในเมื่อมีครบแล้วต้องรีบทำ เพราะไม่สามารถจะคะเนได้ว่า อนาคตจะมีอย่างนี้อีกหรือไม่

- ให้ทานโดยไม่ทิ้งขว้าง หมายถึง ไม่ทิ้งขว้างการให้ ให้โดยสม่ำเสมอ และให้เป็นประจำ สุดความสามารถ

- ให้ทานโดยเห็นผลในอนาคต หมายถึง ให้เพราะเชื่อว่าทานมีผลจริง ทานทำให้เกิดในสุคติภูมิได้จริง แม้เป็นมนุษย์ ก็จะเป็นมนุษย์ที่มั่งคั่งบริบูรณ์ไม่ขาดแคลน เมื่อไม่ขาดแคลน ความทุกข์ก็น้อยกว่า ผู้ที่ขาดแคลนหรือเชื่อว่าทานสามารถขัดเกลาความตระหนี่ถี่เหนียว และเป็นบันได ก้าวไปสู่สวรรค์ และมรรคผลนิพพานได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ค. 2553 , 09:29:35 น.] ( IP = 58.9.149.173 : : )


  สลักธรรม 4

นัยที่ 2 ประกอบด้วย

- ให้ทานโดยมีศรัทธา ผู้ที่เป็นสัตบุรุษย่อมให้ทานเพราะเชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องวิบากกรรมว่ามีจริงจึงให้ ไม่ใช่ให้โดยไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร
- ให้ทานด้วยความเคารพ หมายถึง มีกิริยา มารยาทอ่อนน้อมต่อผู้ที่ได้รับ ด้วยการให้
ด้วยความจริงใจ
- ให้ทานตามกาลอันควร กาลอันควรในหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ มี 5 กาล ได้แก่

1.อาคันตุกทาน คือ ทานที่ให้แก่ผู้มาสู่ถิ่นตน ผู้นั้นอาจจะเป็นผู้ที่มาใหม่ และไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคยกับสถานที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ คือมาจากต่างถิ่นนั่นเอง เป็นการสงเคราะห์ แนะนำหรือไม่ก็ให้ที่พักพิง หรือให้อาหาร เพื่อให้เขาได้รับความสะดวก

2.คมิกทาน คือ ทานที่ให้แก่ผู้ที่เตรียมตัวจะเดินทางไปที่อื่น เช่น ช่วยค่าพาหนะ หรือให้เครื่องอุปโภค บริโภค ที่เหมาะสมแก่ผู้ที่กำลังจะเดินทาง

3. ทุพภิกขทาน คือ ทานที่ให้ในสมัยข้าวยากหมากแพง เช่น ได้ข่าวว่าเกิดอุทกภัยหรืออัคคีภัย มีผู้ได้รับความเดือดร้อนไร้ที่อยู่ ไร้อาหาร ไร้เครื่องนุ่งห่ม ก็มีการบริจาคออกไป

4.นวสัสสทาน คือ การให้ข้าวใหม่แก่ผู้มีศีล
5.นวผลทาน คือ การให้ผลไม้แก่ผู้มีศีล

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ค. 2553 , 09:50:05 น.] ( IP = 58.9.149.173 : : )


  สลักธรรม 5

การให้ข้าวใหม่ก็ดี การให้ผลไม้ที่ออกใหม่ตามฤดูกาลก็ดี จัดเป็นกาลทาน เพราะอาหารประเภทนี้ ไม่ได้มีอยู่ตลอดปี ข้าวใหม่มีปีละ 2 ครั้ง เงาะปีหนึ่งมีครั้งเดียว เป็นของดี นานๆ มีทีก็บริจาคไป

ให้ทานด้วยมีจิตอนุเคราะห์จึงให้ เมื่อเห็นผู้ที่ได้รับความลำบากยากแค้นต่างๆ เกิดขึ้นที่ใดก็แล้วแต่ คิดช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ โดยไม่หวังผลตอบแทน และโดยไม่คิดว่าเมื่อเราช่วยเขาแล้ว เขาจะตอบแทนคุณอะไรเราบ้าง มีแต่น้ำใจออกให้ โดยไม่คิดผลประโยชน์ เป็นการให้ ด้วยการอนุเคราะห์

- ให้ทานด้วยการไม่กระทบตนเองและผู้อื่น หมายถึง ไม่กระทบคุณธรรมความดีของตนเองและไม่กระทบคุณธรรมความดีของผู้อื่น เช่น ทำบุญมากแล้วชอบข่มผู้อื่น ชอบกล่าววาจาดูหมิ่นผู้ที่ทำน้อยกว่า อย่างนี้เรียกว่า ทำให้คุณงามความดีของตัวเองนั้นลดน้อยลงทุกที เพราะว่า การที่เราทำทานนั้นอุตส่าห์ละความตระหนี่ถี่เหนี่ยว นำทรัพย์สินข้าวของออกมาบริจาค ซึ่งเป็นบุญอยู่แล้ว กลับมาทำร้ายตัวเอง ทำร้ายความดีของตัวเองด้วยการเพิ่มโลภะ เพิ่มมานะ (ความถือตัว) เพิ่มตัณหา ให้แก่ตัวเองคือดูหมิ่นผู้อื่น ทำให้ผู้อื่น เสื่อม จากคุณงามความดี เพราะเกิดความเศร้าหมองจิต

นี่คือการทำกุศลของสัตบุรุษ ซึ่งตรงกันข้ามกับอสัตบุรุษที่มักจะให้โดยไม่ศรัทธา ไม่ให้โดยความเคารพ แล้วส่วนมากก็ไม่ได้ให้ด้วยของตนเอง เช่นเห็นขอทานมีน้ำเหลืองไหลก็ให้ด้วยความกลัว “เจ้าประคู้น ขออย่าให้ฉันเป็นอย่างนี้เลย” กลัวแล้วจึงให้ ไม่ได้มีจิตอนุเคราะห์ เมตตาสงสารแล้วให้

ทานนั้นเป็นบาท เป็นบันได สำหรับจะก้าวไปสู่ความดีอย่างอื่น เพราะเมื่อรู้จักเสียสละสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวเองออกไปได้แล้ว การสละเพื่อชนะอารมณ์ก็สามารถทำได้ไม่ยาก

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ค. 2553 , 09:54:18 น.] ( IP = 58.9.149.173 : : )


  สลักธรรม 6



กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ ...สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [3 พ.ค. 2553 , 11:38:30 น.] ( IP = 125.27.182.147 : : )


  สลักธรรม 7


มาศึกษาหาความรู้เพื่อนำไปปรับปรุงตนให้เป็นผู้มีชัยค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ
ที่นำธรรมะที่มีค่ายิ่งต่อชีวิตมาฝากเป็นประจำ


นุสาธุ สาธุ สาธุค่ะ

โดย พี่ดา [3 พ.ค. 2553 , 14:06:19 น.] ( IP = 124.121.172.204 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณค่ะ

โดย เซิ่น [6 พ.ค. 2553 , 22:51:20 น.] ( IP = 58.8.50.16 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org