มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ระลึกถึงกุศล






ระลึกถึงกุศล

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร



บัดนี้เราก็คงจะมีความมุ่งหมายที่คล้ายคลึงกันแล้ว เพราะจากการที่ได้ศึกษาเล่าเรียน เพียรรู้ในเรื่องของชีวิต ก็จะต้องเพียรพยายาม สร้างศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ให้มั่นคงตรงต่อทางเดินอันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว

ขออนุโมทนากับทุกท่านที่มาร่วมสวดมนต์ในเช้าวันนี้ และหลังจากพาท่านสวดมนต์แล้ว ได้ตั้งใจพาท่านแผ่เมตตาบทใหม่ด้วย ถามว่า วันนี้ทำไมต้องแผ่เมตตาแบบนำสวดเช่นนี้ ก็เพราะว่าเมื่อวานได้มีโอกาสคุยกับลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งเป็นกรรมการของมูลนิธิด้วย ซึ่งเขาก็ปรารภขึ้นว่า “แปลกจัง ปลายชีวิตของคนที่รู้จักๆ ค่อนข้างลำบาก คือปลายชีวิตแย่ๆ กัน คือไม่สุขเท่าเดิม และไม่มีความสะดวกเท่าเดิม “ ก็เลยบอกกับน้องเขาว่า “เหตุผลก็คือ พวกแต่ละคนและสัตว์โลกทั้งหลายนั้นโดยส่วนมากเป็นผู้ที่ไม่ชอบสร้างกุศลอปรเจตนา หรือไม่ชอบสร้างบุญภายหลังการกระทำ”

คนส่วนมากเมื่อมีใครชวนไปใส่บาตรเขาก็จะไปใส่บาตร หรือชวนไปสวดมนต์ก็จะไปสวดมนต์ เพราะมีส่วนที่ชอบทำ แต่ถามว่า “ชอบแผ่เมตตา อุทิศกุศลให้ผู้อื่นแล้วระลึกนึกถึงกุศล ที่ตนเองทำหรือไม่” ตอบได้เลยว่า โดยเฉลี่ยแล้วบุคคลทั้งหลาย ไม่ค่อยนึกถึงบุญเก่าหรือบุญที่ได้ทำไป มุ่งแต่จะไปข้างหน้า ซึ่งในเรื่องของบุญนั้นมี ๓ กาล คือ

บุญที่เกิดขึ้นก่อนการกระทำ เรียกว่า บุพพเจตนา

บุญที่เกิดขึ้นในขณะกระทำ เรียกว่า มุญจเจตนา

บุญที่เกิดขึ้นภายหลังการกระทำ เรียกว่า อปรเจตนา

และยังมีกาลพิเศษอีก เรียกว่า อปราปรเเจตนา

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [6 พ.ค. 2553 , 14:34:55 น.] ( IP = 125.27.182.234 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


เช่น ขณะที่เช้าวันนี้เราจะไปใส่บาตร เตรียมกับข้าวเรียบร้อยแล้ว ตรงนั้นคือ บุพพเจตนาเกิดขึ้น แล้วเราก็มีการกระทำดำเนินชีวิตไปใส่บาตรตรงนั้นเรียกว่ามุญจเจตนา เมื่อพระผ่านไปแล้ว เราก็มีความสมปรารถนาที่เราตั้งใจใส่ไปแล้วเรียกว่า อปรเจตนา เมื่อกลับเข้าบ้านตอนเย็นแล้วเราก็นึกไปถึงเมื่อเช้าใส่บาตร ตรงนั้นก็เรียกว่า อปราปรเจตนา คือมากกว่าภายหลังการกระทำที่ลึกเข้าไปอีก

และในเรื่องของบุญนั้นย่อมต้องให้ผลในช่วงอายุของคนเรา ขณะนี้เรามีอายุ ๗๕ ปีเป็นขัยอายุ ให้แบ่งช่วงอายุออกเป็น ๓ ช่วง จะได้ช่วงละ ๒๕ ปี

บุญที่เกิดขึ้นก่อนการกระทำ บุพพเจตนา มีพลังมาให้ผลตอนต้นชีวิตช่วงแรก (๑-๑๕ ปี) จึงจะเห็นได้ว่าเด็กบางคนเกิดมาก็สบายมาตั้งแต่เด็กๆ เลย ออกจากท้องพ่อท้องแม่มาจนมาถึง ๒๕ ปี คืออุปถัมภกกรรมสิ่งแวดล้อมเขาดีตลอด แต่บางคนก็ไม่ดีเลย เกิดมาก็ลำบากตั้งแต่อยู่แบเบาะ พ่อแม่ต้องอุ้มไปเป็นเพื่อนขอทาน

เราจะเห็นได้ว่า ชีวิตมีความแตกต่างกันก็เพราะบุญหรือบาปที่ตั้งใจทำ มีกำลังต่างกัน กรรมของคนเราต่างกัน พระท่านจึงสอนว่า จงมีศรัทธาและความตั้งใจในการกระทำทั้งปวง แม้กระทั่งนึกคิดก็ให้ผลได้

เราลองมาตัดสินตัวเราเองก็ได้ว่า ตอนเล็กๆ เราเป็นอย่างไร? ค่อนข้างลำบากหรือสบาย เมื่อเราสำรวจแล้วพบว่าชีวิตเราค่อนข้างลำบากตอนเด็กๆ เราก็จะได้รู้ว่าความลำบากมาจากอำนาจกุศลปุพพเจตนาของเราขาดไป เราจึงต้องตั้งใจเริ่มต้นใหม่ในชาตินี้ว่า เราจะต้องทำบุญให้ครบ ๓ กาล มีความตั้งใจเหมือนเรามีความตั้งใจมานั่งอยู่ที่นี่รอการสวดมนต์พร้อมกัน มีปุพพเจตนาที่จะมาสวดมนต์

โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ค. 2553 , 14:35:34 น.] ( IP = 125.27.182.234 : : )


  สลักธรรม 2


ส่วน มุญจเจตนา ก็คือในขณะกำลังกระทำ เมื่อเรามีความตั้งใจมาก่อนแล้ว ในขณะที่กระทำก็ต้องมีความตั้งใจเต็มที่สมบูรณ์พร้อมทั้งกาย วาจา ใจ บุญนั้นก็จะให้ผลตั้งแต่อายุ ๒๕ -๕๐ ปี คือ ทำให้บุคคลผู้นั้นทรงด้วยอำนาจกุศลหล่อเลี้ยงหรืออุดหนุนตั้งแต่ในช่วงอายุ ๒๕ ปี เรียกว่าเบญจเพส แต่พอหลังจากเบญจเพสจบจากมหาวิทยาลัยและเริ่มทำงาน สะดวกไปถึงใกล้เกษียณ

เราก็มาสำรวจตัวเอง ว่าตั้งแต่ ๒๕ – ๕๐ ปี เราสบายทำงานราบรื่น นายก็รัก ลูกน้องก็หวังดี หรือว่านายก็จิกหัว ลูกน้องก็นัวเนียหาเรื่อง อยู่ที่เรา เราจึงต้องมองกรรมตัวเองให้ออก ถ้าเผื่อดีทำต่อ ถ้าไม่ดีก็แก้ไข ตั้งใจทำกุศลให้มั่นคง อ่านตัวเองออก และเราก็บอกตัวเองได้

อปรเจตนา และอปราปรเจตนา ก็จะให้ผลตอนตั้งแต่อายุ ๕๐ ปีไปจนถึงอายุ ๗๕ ปี บางคนตอนแก่สบาย ลูกเต้าเอาใจใส่ เช่น คุณยายค่ะ คุณย่าขา คุณตาค่ะ คุณลุงขา คุณปู่คะ แต่กับอีกคนพอตอนเริ่มแก่ปุ๊บ ลูกก็บอกว่าเตรียมย้ายไปอยู่บ้านคนชราได้แล้ว หรือพออายุมากขึ้นเรามีอายุมากขึ้นก็เจอแต่ปัญหาหรือเรื่องที่หนักขึ้นๆ ที่นี้เรารู้แล้วว่าบุญเก่าของเราในด้านอปรเจตนาของเราเสีย

ฉะนั้น ความเสียหรือได้นี้ ไม่มีใครให้เรามาหรอก แต่เราให้ตัวเราเอง เราทำทั้งบาปและบุญมา แระในการทำบุญเราก็มีเจตนาเสียไปไม่ครบทั้งสามกาล ฉะนั้น พอผลบาปส่งมาก็ไม่มีอะไรที่จะมาช่วยมาสกัดกั้น

เมื่อวานก็ได้คุยกับน้องเขาว่า “ก็จะได้เห็นว่า เราไม่ค่อยได้แผ่เมตตา และเราไม่ค่อยนึกถึงบุญเก่า คือมีชีวิตที่โลกธรรมนำไป” นอกจากนี้ก็ได้แลกเปลี่ยนทัศนะกันอีกหลายอย่างซึ่งน้องเขาบอกว่า “มีความหวังว่าถ้าในชาติหน้าต่อๆ ไปเขาก็ขอเจอหลวงพ่อเสือ ระหว่างทางที่จะไปมรรค ผล นิพพาน ขอเจอครูบาอาจารย์มีหลวงพ่อเสือให้นำทางไป และในชาติสุดท้ายนั้นก็ขอให้ได้พบพระพุทธเจ้าฟังธรรมแล้วก็บรรลุสำเร็จเลยทีเดียวเลย”


โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ค. 2553 , 14:36:18 น.] ( IP = 125.27.182.234 : : )


  สลักธรรม 3


ซึ่งเป้าหมายเช่นนี้ต่างกับตัวเองจึงบอกน้องเขาไปว่า “ตัวเองไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย มีความรู้สึกว่าในระหว่างทางเดิน ทุกคนต่างก็เป็นผู้มีคุณ น้องๆ พี่ๆ ทุกคนในห้องนี้เป็นผู้มีพระคุณ ทำให้ตัวเองนี้สามารถอยู่วันนี้ได้ทำหน้าที่คุณงามความดีได้ ฉะนั้น อยากจะตอบแทนพระคุณ แต่ก็ต้องขอให้ว่าให้บารมีถึงพร้อมก่อน จะได้มีโอกาสพูดก็จะแนะนำได้เต็มที่ แต่ตอนนี้วาจายังไม่ศักดิ์สิทธิ์

จึงตั้งเป้าหมายว่า จะมาบอกน้องถ้าเป็นพระโสดาบันแล้ว เพราะมองว่าชีวิตเหมือนมีแม่น้ำใหญ่อยู่ ๔ สาย คือมองเห็นแม่น้ำกว้างๆ และเห็นตัวเองสกปรกคือชีวิตของปุถุชนมันสกปรกไปด้วยมูตรคูถและก็จมอยู่ในวังวนแม่น้ำของตัณหา ทุกวันนี้ตัวเองก็รู้ว่าตัวเองว่ายน้ำโผล่ขึ้นมาหายใจบ้าง ตกอยู่ในตะกอนห้วงน้ำแห่งตัณหาบ้าง แต่ก็มองเห็นฝั่งว่าจะขึ้นฝั่งก็ต้องได้นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคหญาณ สัมมาสนญาณ อุทยัพพยญาณ ไปจนถึงโคตรภูญาณ ขั้นที่ ๑ ก็คือการข้ามโคตรปุถุชน ก็เหมือนการได้ขึ้นฝั่ง

จึงขอว่า ขอให้ได้เป็นพระโสดาบัน แล้วก็ขอเป็นพระโสดาบันนานหน่อย เพื่อจะมองให้เห็นว่าทำอย่างไรถึงว่ายออกจากตรงนี้มาได้ แล้วรู้ได้ว่ามันสกปรกอย่างไร คือเข้าไปศึกษาอดีตแล้วจะกลับมาบอกน้องๆ พี่ๆ ญาติๆ ว่าเชื่อเถอะนะ ทำอย่างนี้เถอะ อย่างนี้เถอะแต่อย่าทำอย่างนี้เพราะมันสกปรก จึงคิดว่าเมื่อเป็นพระโสดาบันแล้ววาจาต้องศักดิ์สิทธิ์กว่าปัจจุบันแน่ คงจะมีใครเชื่อบ้าง

เมื่อเหลียวหลังกลับไปมองแล้วว่าเราเพิ่งขึ้นจากความชั่วมาแต่ก็ยังสกปรกอยู่เหมือนเพิ่งขึ้นมาจากโคลน ก็มีแม่น้ำอีกสายหนึ่งที่ ต้องเข้าไปอาบน้ำไปชำระอีก และก็มองเห็นฝั่งอีกทีข้ามโคตรอีกครั้งให้ได้ เพื่อจะเป็นพระสกทาคา เมื่อเป็นพระสกทาคาแล้ว ขออยู่บนฝั่งอีกนานหน่อย เพื่อจะไปบอกอีกว่า เมื่อสักครู่ได้อาบน้ำแล้วแต่ยังสกปรกอยู่นะ มาอาบน้ำกันต่อเถอะ และจะทำอย่างนี้อีกขั้นหนึ่ง ก็คืออาบน้ำไม่พอแล้ว ก็ยังต้องฟอกสบู่ เพราะความเหม็นมันยังอยู่ เพื่อจะได้เป็นพระอนาคามี และค่อยข้ามอีกครั้งนึงไปเป็นพระอรหันต์

โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ค. 2553 , 14:36:48 น.] ( IP = 125.27.182.234 : : )


  สลักธรรม 4


นี่คือสิ่งที่ตัวเองอธิษฐานอย่างนี้ ไม่กลัวว่าจะนานแต่ขอเป็นคนมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ ขอให้พูดแล้วให้คนเชื่อ เพราะว่าใจนั้นปรารถนาดีอยู่แล้ว

การอธิษฐานอย่างที่น้องเขาอธิษฐานนั้นเป็นแบบผู้บรรลุเร็ว ผู้บรรลุเร็วต้องสร้างอำนาจกุศลมากๆ ต้องเก่งและแกร่ง และมีแรงกรรมอย่างมากในฝ่ายกุศล ถึงจะเป็นผู้บรรลุเร็วได้ เมื่อวางอนาคตตนเองไว้อย่างนั้นแล้ว ปัจจุบันต้องเร่งแล้ว ต้องสร้างทุนอย่างมหาศาล เพราะผู้บรรลุเร็วนั้น จะต้องเป็นผู้มองดีมีไหวพริบ ปฎิภาณต้องกว้างไกล ส่วนผู้ที่บรรลุช้าก็ไม่เป็นไร ขอให้บรรลุเถอะ

ก็เลยอธิบายความรู้สึกของตัวเองให้ฟังว่า ตอนนี้ยังขาดผู้ที่เลื่อมใสในคำพูด ก็ขอกล่าวย้อนถึงเมื่อวานว่า ได้สวดมนต์และพยายามบอกน้องๆ พี่ๆว่า การสวดมนต์เป็นโอกาสที่สำคัญนะ เป็นเรื่องดีมากๆ ชีวิตจะมีคุณค่าของชีวิตเมื่อใช้โอกาสให้สมโอกาส

เมื่อยังมีสภาคือที่ประชุมกันอยู่นี้ เป็นที่ทำกุศลกรรม เมื่อทุกคนพร้อมและน้อมไปในเรื่องเดียวกันว่า จะสวดมนต์บทนี้นะ และเปล่งเสียงกันออกมา ก็ควรออกให้เต็มเสียง เพราะว่าเรายังมีโอกาสยังมี เสียงอยู่ แต่เราไม่รู้เลยว่าในอนาคตเราจะถูกเจาะคอต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรือไม่ ถ้าหากถูกเจาะคอ เสียงที่จะสวดมนต์ก็จะไม่เพราะ การสวดมนต์เป็นการสร้างเสียงพิณให้กับชีวิต คือทำให้เป็นคนมีเสียงไพเราะ เมื่อเรายังมีโอกาสอยู่ วันนี้เรายังพูดได้ก็ทำให้เต็มที่

โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ค. 2553 , 14:37:19 น.] ( IP = 125.27.182.234 : : )


  สลักธรรม 5

อย่างพี่คนหนึ่งบางคนเขาก็อยากทำดีแบบนี้ อยากสวดมนต์อย่างที่เราสวดกันได้ทุกบท แต่เขาก็สวดไม่ได้เพราะมีอุปสรรค อ่านภาษาบาลีและ ภาษาไทยไม่ออก นี่แหละก็จะเห็นว่า ถึงจะมีความตั้งใจดีแต่ก็มีอุปสรรค แต่เขาก็พยายามตั้งใจฟัง หลับตาน้อมใจฟัง ซึ่งต่างจากพวกเราที่เราอ่านได้มีเสียงแต่ทำไมเราไม่ทำ ตอนนี้พี่คนนั้นเขาก็พยายามจดจำจนสวดได้หลายบทแล้ว จากไม่ได้เลย ได้หลายบทแล้ว นี่คือ ความเพียร วิริเยนะ ทุกขมัจเจติ ทุกอย่างจะสำเร็จลุล่วงได้ด้วยความเพียร

หรืออย่าคุณป้าคนหนึ่งถามว่า คุณป้าเขาอยากจะนั่งสวดมนต์อยู่บนเก้าอี้ที่สูงกว่าคนอื่นหรือเปล่า เปล่าเลยแต่มันมีอุปสรรค ป้าเขาอยากนั่งพับเพียงเรียบร้อย แต่ก็ทำไม่ได้เพราะร่างกายมีปัญหา ฉะนั้น ในขณะที่เรา มีโอกาสนั่งพับเพียบเรียบร้อย ทำไมเราไม่ทำ

การไหว้พระสวดมนต์มีอานิสงส์มาก ถามว่าเราจะต้องมีดอกไม้ธูปเทียนหรือไม่ ตอบว่าได้ทั้งสองอย่าง เพราะ การตั้งใจทำบุญนั้นได้กุศลอยู่แล้ว ย่อมมีผลของบุญเต็มที่ จะมีดอกไม้หรือไม่จุดธูปจุดเทียนก็ได้บุญ ถ้าเราอยากได้บุญสวดมนต์ก็ตั้งใจ แต่ถ้าอยากได้อานิสงส์ก็ต้องมีดอกไม้ธูปเทียน เพราะมีอานิสงส์ของการถวายของ จึงมีพิธีกรรมที่มีดอกไม้ไหว้พระ

ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของความงาม การที่เราจะบูชาพระพุทธเจ้า จึงได้มีการเลือกดอกไม้ จัดดอกไม้ ทำแจกันดอกไม้เพื่อนำของที่สวยงามที่สุดบูชาพระพุทธเจ้า แล้วทำไมต้องมีเทียนสองเล่ม เทียนก็เป็นสัญลักษณ์ของความสว่าง จงน้อมจิตว่า เทียนเล่มที่หนึ่ง ขอให้เรามีความสว่างไสวในคันถธุระ จุดเทียนเล่มที่สอง ขอให้มีความสว่างไสวเหมือนแสงเทียนในวิปัสสนาธุระ

ส่วนธูปทำมาจากกำยานโบราณซึ่งเป็นของหอม เราได้น้อมนำของหอมบูชาพระพุทธเจ้า อานิสงส์นี้ ก็จะกลับมาหาผู้ปฏิบัติ ทำอยู่เสมอๆ ประพฤติอยู่เสมอๆ


โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ค. 2553 , 14:37:47 น.] ( IP = 125.27.182.234 : : )


  สลักธรรม 6


ยกตัวอย่างเช่น นางสาตกี เป็นผู้ที่ยากจนเข็ญใจ ตั้งใจจะไปไหว้พระเจดีย์แต่ไม่มีอะไรจะนำไปไหว้ ก็เห็นดอกบวบขมอยู่ข้างทาง เลยตัดดอกบวบขมไปบูชาพระเจดีย์ ด้วยความที่มีความศรัทธาและมีความยินดีที่จะเดินไปบูชา แต่ก็เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกวัวขวิดตาย พอนางตายแล้วก็เกิดทันทีโดยได้ปฏิสนธิในสวรรค์เป็นเทพธิดาที่วิมานสีเหลืองอร่ามเป็นทอง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก็เป็นสีทอง พระอินทร์ได้ถามนางว่า ทำไมวิมานของนางจึงได้สวยเหลืองอร่ามเป็นทองขนาดนี้ นางทำบุญอะไรมา นางสาตกีก็ตอบว่า อย่าให้เล่าเลยอายนางรู้แค่ว่านางยังไม่ได้ทันทำเลย เพียงแต่ตั้งใจที่จะถวายเท่านั้นเอง พระอินทร์ก็บอกว่า บอกมาเถอะ เล่ามาว่าทำอะไรก่อนตายมานี่วิมานถึงได้สวยขนาดนี้ นางก็บอกว่า นางเห็นพระเจดีย์แล้วนึกอยากจะบูชาพระเจดีย์ ด้วยดอกไม้แต่ไม่มีดอกไม้พอดีเหลือบไปเห็นดอกบวบขมสีเหลืองก็เลยตั้งใจเด็ด

นี่แค่ปุพพเจตนานะซึ่งยังไม่ทันจะมุญญจเจตนาเลย ตายไปยังมีวิมานสวยงามขนาดนี้ ถ้าหากนางได้บูชาพระเจดีย์อย่างที่ตั้งใจแล้วละก็จะได้รับผลขนาดไหน ฉะนั้น เรื่องบุพพเจตนาการถวายดอกไม้มีอานิสงส์ทำให้รูปสมบัติทั้งหมดนี้งดงาม เราก็พิจารณาหาดอกไม้ถวายพระ และเราอยากมีแสงสว่างในชีวิต เราก็จุดธูปจุดเทียน แล้วน้อมใจมาปลงได้คือเมื่อเราถวายดอกไม้พระสวยสดงดงาม แล้วเอาดอกไม้มาเป็นมรณานุสสติได้พรุ่งนี้เราเข้าไปอีกดอกไม้ที่เคยสวยก็เหี่ยวแล้ว ก็เหมือนรูปกายของเรา ดูสดใสตอนเช้าตอนบ่ายโทรมตอนเย็นแย่ หรือชีวิตของเราก็ต้องเสื่อมชรา มรณะไป

ฉะนั้น เราจะสามารถมองให้เห็นภาพก็คือ ธรรมชาติของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่สวยก็ได้ และก็จุดธูปจุดเทียน เราจะมาซื้อดอกไม้ถวายพระกัน

และถ้าหากเราไม่มีดอกไม้ธูปเทียนก็ไม่เป็นไร ท่านบอกว่า การนั่งเรียบร้อย การพนมมือขึ้นให้สวย ไว้ที่อกเหมือนมือของเราสิบนิ้วประนมก้มสู่พระบารมี นิ้วมือของเรามือที่ประนมไหว้อยู่สวดมนต์อยู่นี่แหละก็ไม่ต่างกับดอกไม้แล้ว เสียงที่พูดภาษาบาลี กล่าวสวดมนต์เป็นแสงสว่างเปรียบเสมือนเทียนแล้ว แล้วใจที่ตั้งมั่นเปรียบเสมือน ธูป ถ้าเผื่อเราไม่มีดอกไม้ธูปเทียน เราก็สามารถดอกไม้ธูปเทียนแห่งใจชีวิตเราถวายได้ เราจะต้องสำรวม เราจะต้องทำนะ และใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว

อยากจะบอกตรงนี้ไว้ว่านับวันเราเหลือเวลาน้อยลง เราให้อะไรกับตัวเองบ้าง อย่าเบื่อ เพราะเราทุกคนอยากเป็นพระทั้งสิ้นโดยเฉพาะเป็นพระอริยบุคคล ถามตนเองบ่อยๆ ว่า เราทำคุณให้กับชีวิตตนเองเราหรือยัง

ขอความเจริญความผาสุก ความมีสติความมีปัญญา ความตั้งใจในการกระทำคุณงามความดีทั้งปวงจงบังเกิดขึ้นกับท่าน ขออย่าได้มีอุปสรรค ขออย่าให้ได้มีอคติกับสิ่งดีๆ ขอให้สามารถมีใจเบิกบาน สร้างทานมัยจนถึงปัญญาบารมี ได้สมบูรณ์แบบทุกๆ ท่าน ขอกุศลผลบุญที่ได้ร่วมกันทำมา จงร่วมกันช่วยกันมีชีวิตที่สะสางกิเลส และสะสมบารมีเพื่อเดินทางข้ามโคตรปุถุชนสู่อริยชนได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ค. 2553 , 14:39:32 น.] ( IP = 125.27.182.234 : : )


  สลักธรรม 7

กราบอนุโมทนาค่ะ

โดย นภนุช เขมพินิจ [6 พ.ค. 2553 , 20:21:24 น.] ( IP = 125.25.5.23 : : )


  สลักธรรม 8


อปรเจตนา และอปราปรเจตนา มักจะถูกลืมไปเลย ทั้งๆที่มีผลต่อชีวิตมากมายมหาศาล

ก็คงจะต้องคอยเตือนใจตนเองให้หมั่นระลึกถึงกุศลที่กระทำมาบ่อยเสียแล้ว

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากๆค่ะ ที่นำเกร็ดความรู้หลายๆอย่างมากล่าวเตือนศิษย์ด้วยความรักความเมตตาเป็นประจำ......กราบอนุโมทนาค่ะ

และขอบพระคุณ-อนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมของน้องกิ๊ฟด้วยค่ะ

โดย พี่ดา [7 พ.ค. 2553 , 09:53:09 น.] ( IP = 124.121.177.50 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ในคำสอนคำแนะนำต่างๆ ค่ะ

และขออนุโมทนาในสิ่งที่อาจารย์ตั้งเป้าหมายอธิษฐานไว้ค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟค่ะ

โดย เซิ่น [7 พ.ค. 2553 , 11:33:58 น.] ( IP = 58.8.51.11 : : )


  สลักธรรม 10


ขอบคุณ น้องกิ๊ฟมากค่ะ

เข้ามาอ่านครั้วใด ใจก็นึกถึงความบกพร่องของตนเอง แต่ก็ยังโชคดีที่มีท่านอาจารย์มาคอยเตือนให้เราได้มีโอกาสนำไปปรับปรุงตนเอง

ยิ่งอ่านมาถึงตอนที่อาจารย์มีเป้าหมายจะมาบอกและช่วยเหลือพวกเราแล้ว
ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณในความเมตตาของท่านอาจารย์ที่มีต่อลูกศิษย์ตลอดมา

โดย วยุรี [10 พ.ค. 2553 , 17:46:33 น.] ( IP = 58.11.36.205 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org