มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คำถามเพื่อความสุข




คำถามเพื่อความสุข

ความสุข คือ ความสบายกาย และความสบายใจที่สัมผัสได้จากอารมณ์ที่มากระทบกับทวารทั้ง ๖

ความสุขพื้นฐานของมนุษย์ทั้งหลายก็คือ กามคุณ ๕ ที่ดีซึ่งเป็นความสุขทางกายที่ก่อให้เกิดความสุขทางใจในเวลาต่อมา เพราะรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสที่ดีย่อมยังพึงพอใจให้แก่จิตที่ได้รับรู้

กามคุณ ๕ ที่ดีเหล่านี้เมื่อมองในภาพรวมที่เป็นข้าวของเครื่องใช้แล้ว ก็จะถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทั้งหลายจะลุ่มหลง ไขว่คว้า และสรรหากามคุณที่ดีมาสนองความสุขทางกายตนตามความจำเป็นและเกินความจำเป็น บางคนนั้นมีการพัฒนาความสามารถในการแสวงหาและครอบครองสิ่งบำเรอความสุขชนิดเยี่ยมๆไว้ได้มากมาย แต่บางคนก็ไม่มีความสามารถแม้แต่น้อยนิดที่จะพัฒนาใจให้มีความสุขได้มากๆกับสิ่งที่มี เมื่อมีข้าวของเครื่องใช้มากขึ้นแต่กลับมีความสุขได้ยากยิ่งขึ้น เพราะไร้ความสามารถในการเสพสุขและตกอยู่ในกับดักของความต้องการที่ไม่รู้จักพอ มีความมุ่งหวังที่เพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดอันหมายถึงตัณหานั่นเอง

และในที่สุดเมื่อเกิดความทุกข์ใจมากๆเข้า ก็หมดความสุขจากปัจจัยภายนอกที่อยู่แวดล้อมกายในขณะนั้น การไร้ความสามารถที่จะครองใจให้มีความสุขกับสิ่งที่ตนมี จึงเป็นสิ่งผลักดันให้มีการไขว่คว้าความสุขชนิดใหม่ในระดับที่สูงขึ้นหรือประณีตขึ้นเช่น ความสุขทางใจ


วงจรของความต้องการเหล่านี้คือ วงจรของสังสารวัฏที่ทุกคนต่างมีในแต่ละวินาทีที่ผ่านไป เป็นวงจรของผู้ที่ขาดดุลยภาพในการดำเนินชีวิต เพราะมีความพร่องไม่เคยพอดี

โดย บุษกร เมธางกูร [10 พ.ค. 2553 , 13:44:31 น.] ( IP = 58.11.36.205 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

พระพุทธศาสนาสอนให้คนรู้จักสร้างอิสรภาพในความสุขจากปัจจัยภายนอก คือ ไม่ยึดติดกับวัตถุจนมากเกินไป ด้วยการให้มีเบญจศีลเพื่อความสุจริตไม่เบียดเบียนใครเพื่อสนองตอบความต้องการในกามคุณของตน และมีเบญจธรรมเพื่อป้องกันการล่วงศีลไว้อีกชั้นหนึ่งด้วยคุณธรรมที่มีความเมตาความปรารถนาดีต่อกันเป็นต้น

และในระดับที่สูงขึ้นกว่านั้นก็คือการสอนให้รู้จักมีความสันโดษ คือ ความยินดี ความพอใจ ตามที่มีและตามที่ได้มาโดยสุจริต ไม่คิดยินดีหรือเปรียบเทียบกับทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ริษยาใคร ไม่คิดอยากได้ในทางที่ผิด

สันโดษ มากจากภาษาบาลีว่า สันโตสะ แปลโดยรวมว่า ยินดี ชอบใจ พอใจ อิ่ม ใจ สุขใจกับของของตน ให้รู้จักพอ รู้จักประมาณ ความสันโดษไม่ได้ทำให้เกียจคร้านเพราะความยินดี ความสุขใจ ความพอใจที่จัดว่าเป็นสันโดษ และต้องมีลักษณะ 3 อย่าง คือ ยินดีตามมี ยินดีตามได้ ยินดีตามควร ( ควรแก่ฐานะ ควรแก่สมรรถภาพ ควรแก่ศีลธรรม) นี่คือความสุขอีกระดับหนึ่งที่ถอยออกมาจากปัจจัยภายนอกที่เป็นวัตถุสิ่งของหรืออามิสต่างๆ อันจะเป็นบันไดนำสู่ความสุขในระดับสูงคือ นิรามิสสุข

นิรามิสสุข เป็นความสุขภายในที่แท้จริงที่เกิดจากการเจริญอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา ที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุภายนอกมาสนองความอยาก เป็นความสุขขณะที่ใจไม่มีกิเลสเจือปน มีความสงบไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย มีอิสรภาพ และประกอบด้วยปัญญาเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง นี่คือเส้นทางการสร้างความสุขในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีผู้เดินผ่านพ้นไปแล้วอย่างนับไม่ถ้วน การเป็นพุทธศาสนิกชนจึงควรที่จะตั้งเป้าหมายให้สอดคล้องกับพระพุทธศาสนา นั่นคือ เป้าหมายแห่งความสุขทั้งในระดับต้นและระดับสูง ดังที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาแก่พระนางปชาบดีโคตมีว่า ...

" ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัดไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้ เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก เป็นไปเพื่อสันโดษไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ..."

โดย บุษกร เมธางกูร [10 พ.ค. 2553 , 13:49:11 น.] ( IP = 58.11.36.205 : : )


  สลักธรรม 2

จากพระธรรมเทศนาดังกล่าวย่อมชี้ชัดถึงวิธีการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชนที่ปรารถนาความสุขตามหลักการของพระบรมศาสดา และสำหรับเราผู้เป็นพุทธศาสนิกชนรุ่นหลัง จึงต้องมีความเพียรพยายามที่จะดำเนินตามทางแห่งความสุขเช่นนั้นให้ได้

ความรู้ที่เกิดจากการศึกษาพระธรรม ...ทำให้เรามีวิจารณญาณพอที่จะพิจารณาว่าสิ่งใดดีสิ่งใดชั่ว สิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ ความรู้ที่เกิดจากการฝึกหัดเจริญวิปัสสนากรรมฐาน...ทำให้เรามีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนกรรมให้กลายเป็นคุณมากกว่าโทษ ความรู้ทั้งสองประการนี้เป็นสิ่งที่เกื้อกูลและยังประโยชน์ให้แก่ชีวิตอย่างยิ่ง เพราะทุกขณะของชีวิตย่อมจะต้องกระทบอารมณ์ทางทวารต่างๆ อยู่เสมอๆ ในยามที่สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการเจริญสติปัฏฐาน ..เราก็จะไม่มีปัญหากับการกำหนดรู้อารมณ์ที่มากระทบด้วยสติปัญญาเท่าที่พึงมี หากในยามที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมกับการเจริญสติปัญญาตามฐานต่างๆ ...

เราก็จะต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีสะกัดกั้นกิเลสด้วยทำนบของบุญกิริยาวัตถุให้แคล่วคล่อง พยายามมองรอบตัวด้วยความสำรวม ไม่เปรียบเทียบวิบากคือความโชคดีโชคร้ายกับผู้ใด ไม่มองไกลออกไปนอกตนให้รับรู้ความเป็นตัวตนคนสัตว์มากขึ้น และเพียรติดเบรคให้ความคิดด้วยการถามตนเองเสมอว่า กำลังทำอะไรอยู่ ...เป็นกุศลหรืออกุศล และสิ่งที่จะโต้ตอบออกไปนั้น...เป็นกุศลหรืออกุศล เพียงคำถามไม่กี่คำนี้ ก็จะปรับเปลี่ยนชีวิตของแต่ละท่านให้มีความสุขเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในวันเวลาที่มี


ด้วยความปรารถนาดี

บุษกร เมธางกูร

โดย บุษกร เมธางกูร [10 พ.ค. 2553 , 13:53:20 น.] ( IP = 58.11.36.205 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org