| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สโรชินี ..ตอนที่ ๒
สโรชีนี
โดย...หลวงพ่อเสือ
ตอนที่ผ่านมา
ทุกวันนี้เราได้รับเงินเดือนกัน มีรายได้กัน แต่เราจัดสรรเงินไม่เป็น การจัดสรรเงินไม่เป็นก็ทำประโยชน์ที่ดีไม่เป็น ฉะนั้น การจัดสรรทรัพย์ของตนให้เป็น คือเมื่อได้ทรัพย์มาแล้ว รู้จักจัดสรรทรัพย์นั้นโดยแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ในภาษาธรรมะเรียกว่า โภควิภาค ๔
ส่วนที่ ๑ แยกออกมาเป็นส่วนที่ใช้จ่ายเลี้ยงตนเอง ส่วนที่ ๒ แยกออกมาเป็นส่วนที่สำหรับเลี้ยงคนที่ควรเลี้ยง และทำให้เกิดประโยชน์ เช่น บิดา มารดา ครูอาจารย์ ส่งเสริมพี่น้อง ญาติต่างๆ ส่วนที่ ๓ ใช้เป็นทุกนในการประกอบการงาน ส่วนที่ ๔ เก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น
แยกออกมาให้ได้ แล้วเราจะสามารถใช้เงินให้เป็นประโยชน์ เมื่อเราสามารถใช้เงินเป็น ความสุรุ่ยสุร่ายก็ไม่เกิดขึ้น เราก็สามารถมีทุนทรัพย์สำหรับใช้จ่ายในคราวจำเป็น
การจับจ่ายใช้สอย ต้องคิดเสมอว่า การที่มีความเพียรพยายามแสวงหารักษาทรัพย์ไว้ เพื่อจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นนั้น ถ้าไม่รู้จักใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ขึ้นแล้ว การหาทรัพย์หรือการมีทรัพย์ก็ปราศจากคุณค่าทันที จะจับจ่ายใช้สอยอย่างมีคุณค่าตรงไหน คือ ทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก เอาหลักอันนี้ไปใช้ในการแสวงหา จบแล้ว จะซื้อเมื่อจำเป็น ไม่จำเป็นไม่ต้องซื้อ จะหาเมื่อจำเป็น ไม่จำเป็นไม่ต้องหา จะจ่ายเมื่อจำเป็น ไม่จำเป็นไม่ต้องจ่าย ความไม่จำเป็น เอาออกให้หมด นี่คือวิธีการจัดการจับจ่ายใช้สอยให้ถูกต้อง
นี่แหละ คือประโยชน์ที่ลูกจะสามารถนำไปปูรากฐานในปีนี้ ดำเนินชีวิตได้ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นสิน สามารถมีเงินพอที่จะก่อสร้างตัวเองให้ตั้งตนมีหลักฐานได้ สามารถใช้เงินนั้นบริหารจิตใจให้สูงขึ้นได้
ทำไมจึงว่า เงินบริหารจิตใจได้ เพราะจิตของเราเป็นตัวรู้ จิตของเรานี่สะสมไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง บริหารแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง บริหารความตระหนี่ถี่เหนียว คือ มัจฉริยะ ถ้าเรามีทุนสำหรับตัวเองก้อนหนึ่ง ก็สามารถเอาทุนนั้นบริหารจิตใจให้เป็นผู้เสียสละได้ ใช่ไหมลูก นี่คือเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่จะให้ในปีใหม่โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ค. 2553 , 07:45:05 น.] ( IP = 58.9.151.111 : : )
สลักธรรม 1ประโยชน์สำหรับอนาคตชาติอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเราได้เจริญชีวิตด้วยการเผื่อแผ่ทรัพย์ที่ตนเองหาได้มาเป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นแล้ว ต่อไปก็คือ รักษาศีล รักษาความสงบเรียบร้อยเป็นปกติของชีวิตเอาไว้ ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เจริญสมาธิไว้ เพื่อควบคุมจิตใจให้ห่างไกลจากความฟุ้งซ่าน นึกคิดในเรื่องราวที่ไม่เป็นประโยชน์
มาพูดเรื่องศีลเสียก่อน ศีลคืออะไร ศีล คือ ข้อปฏิบัติที่จะทำให้ชีวิตดำเนินไปอย่างเป็นปกติไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น โดยเฉพาะศีล ๕ ทุกคนจำเป็นต้องมีไว้เพื่อรักษากายและวาจาให้อยู่ในสภาวะที่ดี ที่สงบ ศีล ๕ มีการงดเว้นจากการฆ่า การเบียดเบียนชีวิตคน หรือสัตว์ให้ตายไป มีการงดเว้นจากการลักทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน มีการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม มีการงดเว้นจากการพูดถ้อยคำอันไม่สุจริต มีการงดเว้นจากการดื่มสุรายาเมา ซึ่งทั้ง ๕ ข้อนี้ เมื่อเกิดการกระทำขึ้นแล้ว เป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสิ้น
ที่ว่าเบียดเบียนตนเองก็เพราะว่า กรรมที่เราได้ทำลงไปแล้ว ย่อมมีผลย้อนมาถึงตัวเองจนได้ ไม่เป็นการย้อนมาในปัจจุบันก็ต้องย้อนมาเป็นผลในอนาคต
ฉะนั้น การรักษาศีลจึงเป็นการรักษากาย รักษาวาจาของตนไว้ในลักษณะที่เป็นปกติ พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ศีลนั้นเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ อาภรณ์ก็หมายถึงเครื่องแต่งตัว เช่นเสื้อผ้า เป็นต้น คนที่สวมใส่เสื้อผ้าสวยงามจึงเหมือนกับผู้ที่รักษาศีลได้อย่างบริสุทธิ์ ผู้ที่รักษาศีลได้บ้างเป็นบางข้อก็เรียกว่าเป็นคนสวมเสื้อผ้าที่เก่าขาด ต้องเย็บต้องปะ ไม่สวยไม่งาม แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าที่จะไม่สวมเสื้อผ้าเสียเลย
คนที่รักษาศีลได้ครบทั้ง ๕ ข้อ จัดว่าเป็นมนุษย์ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่รักษาได้เพียง ๔ ข้อ มีความเป็นมนุษย์เพียงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ที่รักษาได้เพียง ๓ ข้อ ต้องลดลงมา มีเพียงหกสิบเปอร์เซ็นต์ ที่มีอยู่เพียง ๒ ข้อ ลดลงมาอีกเหลือสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าเหลือเพียง ๑ ข้อ ก็เหลือเพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่รักษาไม่ได้เลย ก็ไม่เหลือความเป็นมนุษย์เลย มนุษย์เราถือว่าดีกว่าสัตว์ตรงไหน ตรงที่เราสามารถรักษาศีลได้ ทำบุญอื่นๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งสัตว์ไม่สามารถทำได้ ถ้าเราไม่ทำบุญอะไรเลย เราก็มีความคล้ายคลึงกับสัตว์เสียแล้ว โดยเฉพาะการรักษาศีลนี้ สัตว์ทำไม่ได้แน่นอน
ประโยชน์ของศีลที่จะได้ในอนาคตก็คือ เป็นผู้มีความราบรื่นในชีวิต ปราศจากอันตรายต่างๆ เป็นผู้มีจิตใจสงบร่มเย็นเป็นจิตใจที่สงบสุข ปราศจากความเร่าร้อนโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ค. 2553 , 07:48:26 น.] ( IP = 58.9.151.111 : : )
สลักธรรม 2ใครบ้างที่ไม่เชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิดมีอยู่จริง เพราะเราเชื่อว่า การเกิดต้องมีอยู่แน่นอน และสิ่งที่เราจะต้องได้รับในอนาคตชาติก็คือ ผลที่เกิดจากการกระทำไว้ในชาตินี้ จะสุขสบายหรือจะทุกข์ยากลำบาก ก็เพราะเหตุที่เราสร้างไว้ในปัจจุบันนั่นเอง เราจึงต้องดำเนินชีวิตในทางที่ดีไว้เพื่อผลดีในอนาคต
ความเชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิด จะสร้างความรู้จักเหตุ รู้จักผลได้ แต่ต้องเป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยศรัทธาอันประกอบด้วยปัญญา
เราจะต้องตั้งตนไว้ชอบ ประกอบไปด้วยคุณธรรม นำชีวิตตรงต่อมรรคผลนิพพานให้ได้ แต่เพราะเราเชื่อโดยขาดศรัทธาอันประกอบด้วยปัญญา จึงไม่สามารถรู้แน่ชัด จึงมีการกระทำดีบ้าง ชั่วบ้าง คละเคล้าไปด้วยความชำนาญ พ่อมานี่ ไม่ใช่มาอวดอิทธิปาฏิหาริย์ ไม่ใช่มานั่งพูดสอนเพื่อให้ลูกศิษย์ ยกเป็นครู ไม่ต้องการ แต่ต้องการเพียงให้ทุกคนเข้าใจปัญหาของตนเองว่า ชีวิตคืออะไร มีอะไรบ้างภายใต้คำว่าชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตทุกอย่างนั้น มันมีอยู่จริงหรือไม่ นี่คือจุดหมายที่ลงมาสั่งสอน
ชีวิตของคนเรา พระพุทธองค์ซึ่งเป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทรงเปรียบเทียบชีวิตของเราเหล่าเวไนยสัตว์ ผู้ที่สามารถจะเดินทางได้นี่เปรียบเสมือนดอกบัว เรียกว่า สโรชา หรือ สโรชินี เอาดอกบัวมาเป็นเครื่องเปรียบเทียบสติปัญญา และความพากเพียรของบุคคลแบ่งออกเป็น ๔ จำพวก
พวกแรก บัวที่อยู่ในโคลนตม
พวกที่ ๒ บัวที่อยู่ใต้น้ำ
พวกที่ ๓ บัวที่ปริ่มน้ำ
พวกที่ ๔ บัวที่โผล่พ้นน้ำโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ค. 2553 , 07:53:50 น.] ( IP = 58.9.151.111 : : )
สลักธรรม 3บัวพวกแรก บัวที่อยู่ในโคลนตม เปรียบได้แก่ พวกที่มืดบอดทางความคิด ปิดประตูตัวองไว้ บอดทางความคิดหมายถึงอะไร คือไม่พยายามเรียนรู้ที่มา ที่ไป ไม่รู้ว่า เรามาทำไม ไปไหน และจะไปไหน นี่แหละ มืดบอด นะลูกนะ ลองถามตัวเองดูซีว่า เราจะไปไหน
ไหน ใครคิดว่าจะไปสวรรค์ ยกมือขึ้น
ใครว่าจะไปเป็นมนุษย์ ยกมือขึ้น
ใครว่าจะไปเป็นพรหม ยกมือขึ้น
ใครจะไปเป็นพรหมลูกฟัก
ใครจะไปเป็นนกบ้าง อยากเที่ยวไปในที่ต่างๆ ให้เหมือนวิหคเหินลม
และ คำนี้ไม่อยากถามเลย เพราะมันตรงข้ามกับการกระทำ ไหน ใครอยากไปนิพพาน พวกที่มืดบอดต่อความคิดนึก ไม่รู้ว่าตัวเองมาเพราะอะไร จะมาด้วยจิตดวงไหน อกุศลหรือ ผิดไปแล้ว มนุษย์นี่ต้องมาด้วยจิตกุศลต่างหากทำไมเราจึงต้องมา เพราะเรามีกรรม มีจิต มีอุตุ (ความร้อน) มีอาหาร มีตัณหา มีราคะ มีอุปาทาน
พวกที่หนึ่งนี่ปิดประตูความคิด ปิดประตูตัวเองไว้ในความมืดมน ไม่รู้ว่าเราจะไปไหน ทำอย่างนี้ดีหรือชั่ว เกิดผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ ไม่เคยพิจารณา ใคร่ครวญ ทบทวน แล้วจึงค่อยตัดสิน ด่วนได้ ฉิบหายช่างมัน นี่คือพวกที่เหมือนบัวอยู่ในโคลนตม
พวกที่ ๒ บัวใต้น้ำ เปรียบเสมือนพวกที่พอจะมองเห็นแสงแห่งปัญญา แต่ยังพอใจกับความเพลิดเพลิน ทำทองไม่รู้ร้อน พวกนี้เยอะเหลือเกิน ชอบเที่ยว ชอบกิน ชอบสะสม สะสมโน่น สะสมนี่ สตางค์ก็มีอดๆ อยากๆ เก็บไว้ แบ๊งก์เก่า เหรียญเก่าๆ ไม่รู้เก็บไปทำไม รู้ว่าตายแล้วเอาไปไม่ได้สักอย่างเดียว แต่ไม่ซื้ออย่างเดียว ซื้อหลายอย่าง ยังอุตส่าห์สะสม
พวกที่ ๓ บัวปริ่มน้ำ คือ พวกที่พยายามที่จะแสวงหาความรู้และทางสว่างให้ตนเอง พยายามหาเหตุหาผลว่ามันเป็นเพราะเหตุอะไร
พยายามแสวงหาทางสว่างให้แก่ตนเอง เช่น นั่งปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน รู้สึกหงุดหงิด กลุ้มใจ รู้ว่านามทุกข์แล้วแก้ไข หาทางแก้ไขทุกข์ให้แก่ตนเอง ลุกขึ้นไปเปลี่ยนอิริยาบถ ไม่ใช่ต้องทนไปก่อน ลุกไม่ได้ อาจารย์ห้าม พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องทุกข์ให้รู้จัก แล้วหลีกไปเสียจากทุกข์ ใช่ไหมลูก นี่ต้องรอให้ทุกข์มากๆ แล้วจึงไป อย่างที่ปวดอุจจาระก็ดี ปวดปัสสาวะก็ดี ยังไม่ไป ทนไว้ เพราะยังปวดน้อยอยู่ กว่าจะปวดมาก ห้องน้ำเต็ม จะทำอย่างไรเราต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง หาทางออกให้แก่ตนเอง
พวกที่ ๔ เป็นพวกสุดท้าย บัวพ้นน้ำ คือ พวกที่มีความพากเพียรสูง หลุดพ้นจากความมัวหมองของกิเลสซึ่งเปรียบเหมือนโคลนตมนั่นเอง บานชูช่อรับแสงตะวัน เปรียบเสมือนคนผู้ได้ยิน ได้แสงอันเจิดจ้าของธรรมะ พร้อมที่จะละตัณหาทั้งปวงโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ค. 2553 , 07:59:28 น.] ( IP = 58.9.151.111 : : )
สลักธรรม 4
สโรชา จึงเป็นแนวปฏิบัติธรรมอันเป็นเครื่องระลึกรู้ถึงบัวสี่เหล่า เป็นเครื่องทำให้เราสำเหนียกกว่า เราควรจะเลือกวางตนเองอยู่ในบัวเหล่าใด เพื่อความหลุดพ้นแห่งจิต
พระพุทธองค์ทรงสอนเพื่อเพื่อนมนุษย์ทั้งปวง ด้วยความรักและความปรารถนาดี นี่คือ สโรชา หรือ สโรชินี
ปีใหม่แล้ว จะแสวงหาอะไร ต้องแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐ จะบอกว่าปัญญาก็ยังไม่ถูกต้องนัก เพราะปัญญานี่ แสวงหากันอยู่ทุกวัน แต่ไม่เอาปัญญาไปใช้ ปีหน้าต้องแสวงหาอะไรที่ประเสริฐ คือ มรรค ผล นิพพาน โดยไม่ต้องมีการเกิด ไม่ต้องมีร่างกายที่ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม
ไฟ อันมีแต่ความทุกข์ฝ่ายเดียว
พระนิพพานเป็นความสุขอันมั่นคง เป็นความสุขอันนิรันดร์ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว ความมั่นคงในสภาพปราศจากความทุกข์ ปราศจากความต้องการ ไม่ต้องหาเงิน ไม่ต้องหาลาภ หายศ หาสรรเสริญ หาสุข ปราศจากความเจ็บป่วย ปราศจากคำพูดนินทาสรรเสริญ ปราศจากความทุกข์ทั้งปวง ทุกอย่างสิ้นหมด การแสวงหาสิ่งที่ไม่ประเสริฐ คือ แสวงหาสิ่งที่ไม่มั่นคง เพราะฉะนั้น เราต้องแสวงหาสิ่งที่มั่นคง พระธรรมมั่นคงไหม มั่นคง เพราะฉะนั้น พระธรรมประเสริฐไหม
สิ่งที่ได้มาแล้วไม่มั่นคง ได้แล้ว ยุบ แหว่าง หมดไปแล้วหนอ นี่ไม่ประเสริฐ ฉะนั้น สิ่งที่บุบสลายได้ สูญหายไปได้ เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกข์ร้อนใจ เป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ ปีหน้าต้องแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐ คือ แสวงหาทางหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เพราะการเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์ ด้วยการเป็นผู้ควรแก่การยอมรับฟัง เป็นผู้ควรแก่การน้อมความดีเข้ามาหา ดังที่กล่าวว่า
อันเพชรนิลจินดามีค่ามาก
แต่ถ้าหากไก่เห็นแล้ววางเฉย
คนใจต่ำยกธรรมะก็ละเลย
ยิ่งทำเฉยไม่สนใจเช่นเดียวกัน
การแสวงหาทางหลุดพ้นจากการมีชีวิตอันเต็มไปด้วยความทุกข์นี้ เราต้องเข้าใจว่า เรามีการเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน ฉะนั้น ความเคยชินในชาตินี้จึงมีความสันทัดแตกต่างออกไป บ้างเป็นนักเขียน บ้างเป็นนักร้อง บ้างเป็นหมอสารพัดที่จะมีความชำนาญแตกต่างกัน ใครเป็นผู้ให้มา ถ้าตนเองไม่ได้เก็บสมบัติของตนเองมา ใครเป็นผู้ฝึกฝนความชำนาญเหล่านั้น เราเอง ดังนั้น ความชำนาญเหล่านี้จึงติดตามเรามาในชาตินี้และชาติต่อๆ ไป ถ้าเราไม่รู้และไม่ยอมรับรู้ว่า ความชำนาญเช่นใดจะทำให้ชีวิตนั้นมีประโยชน์ ความชำนาญเช่นใดจะทำให้ชีวิตนี้จมปลักอยู่กับความทุกข์ เราก็จะต้องเป็นผู้เวียนว่ายตายเกิด ใช้ความชำนาญแก้ไขเรื่องราวสารพัดอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในสังสารวัฏ คือรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันมิรู้จบ เราจะต้องทำงาน จะต้องเห็น จะต้องได้ยิน จะต้องได้กลิ่น จะต้องได้รู้รส จะต้องได้สัมผัส จะต้องคิดนึกต่างๆ จำเจซ้ำๆ ซากๆ และไม่มีใครช่วยใครได้ ไม่มีอะไรดลบันดาลให้ใครเป็นอย่างไรได้ ไม่มีอะไรเก่งเกินกรรม ดังนั้น อิทธิปาฏิหาริย์ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ค. 2553 , 08:04:35 น.] ( IP = 58.9.151.111 : : )
สลักธรรม 5อำนาจจิตเกิดจากการผลิตขึ้นมาเอง ทำทุกอย่างจนเกิดความคุ้นเคย ความเคยชินแล้ว ไม่ใช่เป็นของยากเลย เสื้อผ้าอาภรณ์ ลูกปัดที่ลูกสวมใส่อยู่ มีสีมีสัน เกิดขึ้นได้อย่างไร มีมาได้อย่างไร เป็นเพราะมีผู้ผลิตขึ้นมา มีผู้คิดทำขึ้นมา แล้วผู้ที่คิดทำนั้นต้องเป็นผู้มีชีวิต
คำว่าชีวิตต้องประกอบไปด้วย ๕ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นคนไทย จีน แขก ฝรั่ง สัตว์เดรัจฉานทุกชนิด ย่อมต้องมี ๕ อย่าง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ อย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิสูจน์ คือ
๑. ต้องมีรูป คือ สิ่งที่เรามองเห็นได้ทางตา รูปจะบ่งลอกลักษณะให้มีความแตกต่างออกไป และลักษณะอันแท้จริงของรูปก็คือ ต้องย่อยยับ เสื่อมไปด้วยอำนาจของความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ตลอดเวลา ศีรษะจรดปลายเท้า อวัยวะน้อยใหญ่ เช่น มือ เท้า นิ้ว จมูก ต่างๆ เป็นรูป ที่เราเรียกชื่อต่างๆ นั่นคือสมมุติ เพื่อให้เกิดความแตกต่างกันในอวัยวะเท่านั้น แท้ที่จริงก็คือรูปๆ หนึ่ง
๒.ต้องมีเวทนา คือ การเสวยอารมณ์เป็นสุขได้ เป็นทุกข์ได้ เฉยๆ ได้ โทมนัสได้ โสมนัส ได้ เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้กระทบกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ใครกระทบแล้วเฉยๆ ไม่เกิดสุข ทุกข์ได้ คนและสุนัขก็ทุกข์ได้ สุขได้ ชีวิตเกิดมาต้องมีแล้ว สุข ทุกข์
๓. ต้องมีสัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ จำหน้าพ่อจำหน้าแม่ จำเสียงที่ชอบ จำเสียงที่ไม่ชอบ สุนัขจำเจ้าของได้ กลับบ้านถูก จำอาหารได้
๔.ต้องมีสังขาร คือ ธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่งให้เป็นไปตามตัวปรุงแต่ง เวลาคนเราพบเห็นของชิ้นเดียวกัน เป็นสีน้ำเงิน บางคนชอบสีน้ำเงิน บางคนก็ไม่ชอบสีน้ำเงิน ทำไมล่ะ จึงมีชอบ มีชัง เพราะมีตัวปรุงแต่ง โลภะเข้าปรุงแต่งก็ทำให้เกิดความชอบ โทสะเข้าปรุงแต่งก็เกิดความรู้สึกไม่ชอบ
๕.ต้องมีวิญญาณ คำว่าวิญญาณไม่ใช่ผีกระสือ ผีกะหังที่ล่องลอย ทุกคนที่นั่งอยู่นี่ต้องมีวิญญาณ ถ้าไม่มีวิญญาณก็กลายเป็นซากศพ วิญญาณแปลว่าจิต จิตคือตัวรู้อารมณ์ได้ รู้โกรธ รู้เบื่อ รู้เมื่อย รู้หิว รู้ร้อน รู้หนาว ตัวรู้อารมณ์ได้ต้องมีคู่อยู่กับชีวิต คนตายแล้วหยิกก็ไม่เจ็บ ตีก็ไม่เจ็บ เพราะไม่รู้สึกอะไรแล้ว ตัวรู้ตายแล้ว
ฉะนั้น ชีวิตต้องมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อแยกแล้วจะมี ๒ ประเภท คือ ประเภทรูปธรรม กับประเภทนามธรรม ประเภทรูปธรรมมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อของเรา ประเภทนามธรรมมองไม่เห็นแต่เป็นของมีจริง เช่น สัญญา ความจำได้ เวทนา ความสุข ทุกข์ ความยินดี ความเสียใจ ตัวรู้ของเรามีอยู่ในชีวิต แต่เรามองไม่เห็น เรียกว่านามธรรม ชีวิตหนึ่งต้องมีรูป ๑ นาม ๔ ประชุมกันแล้วเป็น ๕ เรียกว่าขันธ์ ๕ ไม่ว่าคน หรือ สัตว์ ต้องมี ๕ เสมอ ยกเว้นแต่อรูปพรหม อันนี้เป็นสัจธรรมโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ค. 2553 , 08:09:34 น.] ( IP = 58.9.151.111 : : )
สลักธรรม 6
ธรรมะของพระพุทธองค์คงทนต่อการพิสูจน์ ท้าทายให้พิสูจน์ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ภพ กี่ชาติ เรามีชีวิตมาในอดีตก็ต้องมี ๕ อย่าง เราเป็นเด็กเล็กออกจากครรภ์มารดามาใหม่ๆ นี่ก็มีรูป เรามองเห็นแล้ว แต่เราเรียกว่าเด็กทารก ร้องไห้ได้ หัวเราะได้ เวลาเด็กร้องไห้ แม่อุ้มขึ้นมากอดแล้วเงียบได้ ทำไมเอานมใส่ปากซอบ เพราะรู้ว่าเป็นรสชาติที่ดี เอาน้ำใส่กลับบ้วนออกมา จำได้ว่ารสนมต่างกับรสน้ำ เห็นไหม ทำให้เกิดพอใจได้เสียใจได้ ทำไมรู้ล่ะ ก็เพราะมีจิต ๕ อย่าง มีมาเลย นี่คือปรมัตถธรรมที่จริงแท้ แน่นอน
ธรรมชาติทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง
ธรรมชาติทั้งหลายล้วนทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เป็นทุกขัง
ธรรมชาติทั้งหลายล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน และไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร
ชีวิตของคนเราแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นใด ผิวพรรณใด เพศใด วรรณะใด ต้องตกอยู่ภายใต้ลักษณะทั้ง ๓ คือ อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ และ อนัตตลักษณะ เพราะความไม่รู้จัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชีวิตจึงท่องเที่ยวด้วยความเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เราก็ดิ้นรนไขว่คว้าตามกิเลส ตัณหา กิเลสคือ เครื่องเศร้าหมองของจิตใจ ตัณหาคือต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ จึงต้องเผชิญกับความทุกข์โดยไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักหย่อน
พระพุทธองค์ได้ทรงสอนวิธีการปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์ไว้ ๒ วิธีคือ
๑. สมถกรรมฐาน คือ การทำสมาธิ ซึ่งเป็นทางที่ทรงสอนเพื่อให้ บรรเทาทุกข์ การบรรเทาก็หมายถึงการแก้ไขเพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น
๒. วิปัสสนากรรมฐาน คือ การปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความ สุขเกษมศานต์ คือสุขอันสถาพร เป็นความสุขที่เกิดจากการหลุดพ้นความทุกข์ จากการเวียนว่ายตายเกิดที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง
ขณะที่ทุกคนนั่งอยู่ที่นี่ ฟังธรรม ป่านนี้ในโรงหนัง คนกำลังหัวเราะก็มี ร้องไห้ก็มี บางคนกำลังจั่วไพ่ ที่กำลังตกปลาอยู่ก็มี ยิงนกก็มี กำลังด่ากันก็มี กำลังใกล้ตายก็เยอะ เวลานี้ ขณะนี้ตายไปแล้วไม่รู้กี่ศพ แล้วเราล่ะ กำลังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ ตักตวงคุณงามความดีให้มากที่สุด เพื่อลูกจะได้ไม่ต้องมายืน เดิน นั่ง นอน ซ้ำๆ ซากๆ ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ น่ากลัวนะลูกนะ
ชีวิตพ่อเสือ ไม่มีอะไรหรอกลูก อยากให้ลูกของพ่อทุกคน มีฐานะมั่นคงด้วยสมาธิและปัญญา เพื่อพาตนให้พ้นจากกิเลสตัณหา อยากให้ลูกทุกคนปลดหนี้ปลดสินให้หมด แล้วก็มีความปรารถนาสูงที่สุดคือ อยากให้ลูกของพ่อทุกคนเป็นพระอรหันต์ ความปรารถนาอันสูงสุดนี้ พ่อก็ขอเริ่มต้นด้วยคำว่า พ่อขอวิงวอนเหลือเกิน จนสุดหัวใจว่า ละความชั่วเถิด ทำความดีไป อะไรที่เป็นเรื่องชั่ว ละออกมา โดยต้องเริ่มต้นเสียแต่วันนี้ นะลูกนะ ทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก วันใดก็แล้วแต่ เวลาลูกคิด เวลาลูกโกรธขึ้นมา หรือเวลาอยากได้อะไรที่มันเกินไป ขอให้แรงจิตของพ่อเป็นเสียงวิงวอนเข้าไปหยุดยั้งความชั่วของลูกได้ทุก และสามารถกระทำชีวิตไปสุดทางพ้นทุกข์ เป็นเสมือนบัวบานที่เกิดขึ้นจากแสวงสว่างจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ได้โดยทั่วหน้ากันทุกคนเทอญ.
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ค. 2553 , 08:19:16 น.] ( IP = 58.9.151.111 : : )
สลักธรรม 7กราบขอบพระคุณค่ะ โดย เซิ่น [18 พ.ค. 2553 , 09:51:55 น.] ( IP = 61.90.20.213 : : )
สลักธรรม 8
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [19 พ.ค. 2553 , 09:17:03 น.] ( IP = 125.27.173.68 : : )
สลักธรรม 9
กราบขอบพระคุณค่ะโดย พี่ดา [19 พ.ค. 2553 , 17:34:36 น.] ( IP = 124.121.179.174 : : )
สลักธรรม 10กราบขอบพระคุณค่ะ
โดย abctoy - [22 พ.ค. 2553 , 12:10:58 น.] ( IP = 118.172.252.175 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |