| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความสุขในเกลียวคลื่น
สลักธรรม 1ทุกชีวิตที่เกิดมาต้องผจญกับคลื่นชีวิต สุดแต่ว่าจะมากหรือน้อยต่างกัน บางคนทำกรรมชั่วมาหนักก็ต้องผจญชีวิตมาก บางคนทำบาปมาน้อย แต่ไม่มีใครสักคนเดียวเกิดมาโดยไม่พ่วงเอาทุกข์ติดตามมา ต้องมีทั้งนั้น จะมากจะน้อยต่างกันเท่านั้นเอง
บุคคลที่ตั้งตนเองอยู่ในความไม่ประมาทจึงจำเป็นต้องเพียรพยายามหาวิธีป้องกันมิให้ชีวิตของตนเองต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตต่อไป แม้จะยังต้องเผชิญอยู่ก็หาวิธีเตรียมตัวเตรียมใจอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่โง่ๆ บุคคลที่ตั้งตนเองอยู่ในความไม่ประมาทเช่นนี้ย่อมเป็นผู้ฝึกฝนตนเองให้มีแสงสว่างคือ ปัญญา เพื่อจะขจัดความมืดบอดของชีวิตคือโมหะออกไป ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้ไม่มีปัญญาเวลาสุขก็มัวเมา เวลาเศร้าก็มืดมน ส่วนผู้ที่มีปัญญาเวลาสุขก็ไม่มัวเมา เวลาเศร้าก็ไม่มืดมน
เราก็นำคำที่พระพุทธองค์ทรงบอกความจริงของชีวิตแต่ละคนมาตั้งคำถามดูว่า พอเวลามีความสุขเกิดขึ้น นี่เรามีไหม ยิ้ม ตอบในใจ มี ยิ้มหนักเข้า หัวเราะ มีไหม มีชื่นใจไหม ชื่นใจ แสดงว่ายังมัวเมาอยู่ เวลาเศร้านี่กลุ้มไหมกลุ้ม อึดอัดไหม อึดอัด แสดงว่ายังมืดมนอยู่
พระไตรปิฏกมีอยู่ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระพุทธองค์ทรงสอนมากเพราะอะไร ก็เพราะจริตแต่ละคนต่างกัน บางคนสงสัยตรงนี้ บางคนสงสัยตรงโน้น พระพุทธองค์ทรงรู้อัธยาศัยอ่อนแก่หย่อนตึงของเวไนยสัตว์จึงทรงสอนทุกอย่างบ้างก็สอนหลักนี้ บ้างก็สอนหลักโน้น เช่น สอนหลักนี้แล้ว พราหมณ์ผู้นี้ยังมีความสงสัยอยู่ พระพุทธองค์ก็ทรงเทศน์อีกแบบหนึ่ง พระอานนท์เป็นผู้มีความจำเป็นเลิศ ประกอบกับอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาก็จำ แล้วประมวลมาจนเป็นอรรถกถา อธิบายออกมาเป็นพระธรรมคำสั่งสอนจนทุกวันนี้ก็เพราะว่านานาจิตตัง แต่พระพุทธองค์มีจิตอันตั้งมั่นที่จะให้เวไนยสัตว์ยอมรับความจริงอันประเสริฐ จึงเกิดการสอนหลายๆ แบบ ที่จริงแล้วคือเรื่องราวของชีวิต ให้ยอมรับว่าในชีวิตเรามีจริงแท้และจริงเทียม จริงแท้ก็คือที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ จริงเทียมก็คือสิ่งที่เรารู้กันอยู่ทุกวันนี้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 พ.ค. 2553 , 08:41:03 น.] ( IP = 58.9.151.208 : : )
สลักธรรม 2คำสอนของพระพุทธองค์มีมากมาย แต่คำสั่งมีเพียงสามคือ ให้ละความชั่วทางกาย วาจา ใจ ให้ประพฤติความดีทางกาย วาจา ใจ และให้ทำจิตใจหนีจากมลทินให้หมดจดจากกิเลสนั่นเอง
แต่ทุกวันนี้ ยุคนี้ พุทธศาสนิกชนไม่ได้สนใจคำสั่ง ๓ ประการของพระพุทธองค์ ไม่ได้เอามาจ้ำจี้จ้ำไชถกเถียงกันเลย แต่เอาคำสอนมาถกเถียงกัน พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ อันนี้ไม่ใช่พุทธพจน์ ทำไมไม่สนใจคำสั่งของพระพุทธองค์ ถ้าเรายอมรับคำสั่งมาดำรงชีวิตด้วยการยอมสยบในคำสอน สยบเพราะอะไร มีเหตุผลเถียงท่านไม่ขึ้น เราได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง เมื่อท่านชี้ว่านี่ทางมรรคผล เราจึงเดินตามโดยศิโรราบ
แต่ทุกวันนี้เราไม่ได้เดินตาม เราไปพยายามเถียงตามเถียงตามอะไร ตามอดีต เถียงกับอดีต อดีตอันเป็นอดีตกาลของพระพุทธองค์ การผจญชีวิตจึงมีอยู่ไม่มีวันสิ้นสุด เราต้องแก้ไขที่เรา
กระแสชีวิตของคนเราในชาติหนึ่งๆ เริ่มต้นขึ้นเมื่อชีวิตได้อุบัติในครรภ์มารดาอันต้องประกอบไปด้วยเหตุปัจจัย คือ
- สตรีมีระดูงาม
-มีการผสมระหว่างเซลล์สืบพันธุ์ของบิดาและมารดา
-มีจิตมาปฏิสนธิ
เมื่ออุบัติขึ้นในครรภ์มารดาแล้วจากนั้นก็คลอดออกมาเป็นทารกแบเบาะ เป็นเด็ก เป็นหนุ่มสาว อยู่ในวัยกลางคน แก่เฒ่าชรา และตายไปในที่สุด จากเบาะสู่โลง จากโลงสู่เบาะแค่นี้ จากเบาะนิ่มๆ สู่โลงแข็งๆ จากอ้อมอกแม่ไปสู่อ้อมอกเตาไฟ ชีวิตดูแล้วมันน่าเกิดที่ไหนโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 พ.ค. 2553 , 08:45:42 น.] ( IP = 58.9.151.208 : : )
สลักธรรม 3ชีวิตของเราทุกคนตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดาต้องผจญอยู่กับความมืดปิดตาย คลุมด้วยความมืดแล้วก็ปิดตายประมาณ ๒๙๐ วัน บางคนยังไม่รู้เลยว่าตนเองอยู่ในครรภ์มารดากี่วัน คนเราไม่เคยถามที่มาของตนเอง ออกจากครรภ์มารดาพอเดินได้ก็ไปแล้ว ไปกับกิเลส
ชีวิตเริ่มต้นจากการที่เชื้อของบิดาและไข่ของมารดามาผสมกัน แล้วก็มีสัตว์จุติมาปฏิสนธิ สภาพในตอนแรกๆ ก็เป็นน้ำใสชนิดหนึ่งเท่ากับน้ำมันงาหยาดหนึ่งเท่านั้นเอง คือเอาขนของจามรีจิ้มในน้ำมันงาแล้วสลัดเจ็ดครั้ง ต่อมาอีก ๗ วันก็จะมีลักษณะเหมือนฟองน้ำ ต่อมาก็เจริญเหมือนเมือกไข่ อยู่มา ๗ วันก็แน่นเข้าเป็นก้อนไข่ มีสัณฐานดังไข่ไก่ อยู่ได้อีก ๗ วันก็แตกออกเป็น ๕ ปุ่ม ๕ แห่ง เขาเรียกว่าปัญจสาขา คือ ศีรษะหนึ่ง แขนสอง ขาสอง แต่ละคนเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น ตั้งแต่ตอนนี้ก็เป็นการขยายตัวออกเป็นอวัยะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ลูกนัยน์ตาอันเป็นที่ตั้งของประสาทตา มีจมูก มีหู มีลิ้น มีกาย มีประสาทต่างๆ ร่างกายก็ค่อยๆ ดำรงอยู่ได้ด้วยการหล่อเลี้ยงอาหารจากครรภ์มารดา ส่วนต่างๆ ของร่างกายถูกตรึงอยู่ในท่าต่างๆ เช่น ท่านั่งยองๆ ยกมือสองข้างขึ้นค้ำค้างไว้ กอดเข่าแน่น นี่แหละ ความรักตัวอุปาทานยึดมั่นเป็นอย่างนี้ หันหลังออกไปข้างพื้นท้องของมารดา แล้วหันหน้าเข้าข้างกระดูกสันหลังของมารดา ดูประหนึ่งวานรที่นั่งอยู่ในโพรงไม้เมื่อฝนตกแต่ละคนนี่คือวานรหนีฝนมากัน ๒๙๐ วัน
จากนั้นพังผืดก็คือรกนั่นเอง ที่ห่อหุ้มร่างกายอยู่มิอาจช่วยให้เหยียดขาออกมาได้ เพราะมันห่อเอาไว้คลุมเอาไว้ ความน่าเกลียดในท้องนี่มันมีหนักหนาเลย ไฟธาตุจากมารดาเผาให้ร้อนเกิดทุกขเวทนาดุจก้อนเนื้อนิ่งอยู่ในหม้อ ความรู้สึกตอนนั้นนะสำหรับผู้ที่มีอำนาจฌานจะมองแล้วหยั่งความรู้สึก รู้ว่าเด็กในครรภ์มารดาผจญกับคลื่นมรสุมชีวิตอย่างไร ท่านเปรียบว่าประดุจก้อนเนื้ออันนึ่งอยู่ในหม้อ ไม่ว่าจะเป็นคนดี คนจน คนรวย จะประเสริฐ เป็นใครมาจากไหน เมื่อตอนอยู่ในท้องต้องผจญกับความทุกข์เช่นเดียวกันทั้งนั้น
ที่จริงคนเรานี่เวลาร้อนมากๆ ตายไหม ตาย แต่มันมีกรรมพี่เลี้ยงอยู่ มันอุดหนุนให้สามารถทรงสภาวะนั้นได้ แต่ถ้ามีกรรมมาเบียดเบียนแล้ว ตัดรอน ตายไหม คนเราร้อนจัดตายไหม หนาวจัดตายไหม ตาย ฉะนั้น อำนาจกรรมที่รักษาชีวิตมิให้ตายได้ แต่อำนาจของวิบากกรรมต้องให้ทนต่อทุกขเวทนา ที่นั่งงอก่องอขิงเหมือนลิงหลบฝน แล้วก็มีการเผานึ่ง เนื้อเด็กอ่อนมากแต่ก็แสดงอะไรไม่ได้ จะดิ้นให้กว้างกว่านี้ก็ไม่ได้ ทุกข์ชนิดนี้พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการหยั่งลงสู่ครรภ์มารดา เรียกว่าทุกข์เบื้องแรก ทุกข์จากไออุ่นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 พ.ค. 2553 , 08:49:35 น.] ( IP = 58.9.151.208 : : )
สลักธรรม 4ถ้ามารดาล้ม หรือมารดาเดินไปมาก็ดี หมุนไปหมุนมาหรือลุกขึ้นนั่ง ยืน เดิน ชีวิตความจำเป็นที่ต้องอยู่ในครรภ์ก็ต้องเสวยทุกขเวทนาหนัก
ผู้ที่มีฌานท่านเห็นเลยว่า นั่งอยู่ในท่านี้ก็เหมือนกับเด็กที่กำลังหลับ จิตนั้นไม่สามารถทำงานอะไรได้มาก รับรู้อะไรไม่ได้ก็อยู่อย่างนี้ พอแม่ลุกขึ้นทีหนึ่งก็สร้างความหวาดผวาสะดุ้งตกใจ เหมือนมีแรงสะเทือนขึ้นมาทั่วสรรพางค์ดุจลูกทรายอ่อนอยู่ในมือนักเลงสุรา หรือดุจงูตัวน้อยอยู่ในมือของหมองู แล้วร่างกายทารกในครรภ์ก็ต้องซัดไปซัดมากลิ้งไปกลิ้งมาไม่อาจทรงอยู่ได้ ดูแล้วน่าลำบากและน่าเวทนายิ่งนัก
และเมื่อมารดากินของเย็นเข้าไป ทารกก็ต้องเย็นยะเยือกสยดสยองตาม เมื่อมารดากินของร้อนเข้าไป พวกน้ำพริกเผ็ดจัดๆ ทารกก็ต้องทุรนทุราย ดิ้นรนดุจห่าฝนถ่านเพลิงอันเรี่ยราดรดลงบนศีรษะ ทารกจะมีอาการเจ็บแสบทั่วสรรพางค์กายดุจคนต้องราชอาญา
ราชอาญาสมัยก่อนคือแล่เนื้อออกมาทาเกลือ แสบไปหมด แต่ทารกไม่มีโอกาสแสดงออก เพราะอะไรถูกคุมอยู่ในที่มืดไม่มีโอกาสร้องครวญคราง ทุกขเวทนาอันแสนสาหัสจากการผจญทุกข์ชนิดนี้มีอยู่ทุกรูปทุกนาม ที่นั่งอยู่ที่นี้ (ห้องฟังธรรม) ผ่านมรสุมอันนี้มาแล้วทั้งสิ้น แต่เพราะไม่เห็นทุกข์จึงอยากเกิดกัน ที่ชอบอธิษฐานกันนักว่า เจ้าประคุ้น ขอให้ชาติหน้าร่ำรวยแต่ซวยอยู่ตั้ง ๒๙๐ วันกว่าจะออกมาจากท้อง
เมื่อตอนทารกออกจากคุกมืด มีลมของมารดาพัด มีการกลับตัว มีเท้าอยู่เบื้องบน มีศีรษะอยู่เบื้องล่าง ตอนนั้นร่างกายของทารกถูกเบียดเสียดเหมือนช้างสารถูกอัดเป็นกระดาษแผ่นเดียว เสวยทุกข์แสนสาหัส มีเสียงร้อง การร้องของเด็กเป็นการแสดงว่าเริ่มหายใจอิสระ ไม่ต้องอาศัยการหายใจของมารดา หายใจนาทีละเท่าไร รู้หรือไม่ ทุกคนที่เคยเป็นเด็กมาหายใจนาทีละกี่ครั้ง เห็นไหม เรื่องตัวเองยังไม่รู้จัก แล้วจะไปรู้จักเรื่องใคร นี่คือทฤษฏี หายใจนาทีละ ๓๒ ครั้ง ระบบ การหายใจตอนนี้ต้องอาศัยจิตช่วย
ดังนั้น ภายหลังการคลอดออกมานี่งานก็มีมากขึ้น ต้องร้องไห้ ต้องหายใจ อาจเพิ่มนาทีเป็น ๑๐๐ ครั้ง ต้องมีการขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ๔-๕ ครั้ง โดยปกติแล้วก็ถ่ายปัสสาวะประมาณ ๑๘ ๒๐ ครั้ง ส่วนมากแม่ก็ไม่รู้ ตัวเราก็ไม่รู้ แม่ได้แต่นั่งซักผ้าอ้อมบ่นไปแต่ไม่รู้หรอกว่าซักผ้าอ้อมไปกี่ผืน สมัยนี้พวกมักง่ายใช้ผ้าอ้อมพิเศษใช้แล้วโยนทิ้ง การกระทำของร่างกายเหล่านี้ต้องอาศัยจิตของทารกช่วยทั้งนั้น ตรงนี้จะเน้นให้เห็นว่า จิตเริ่มทำงานตั้งแต่เกิดนอนหลับจิตก็ยังต้องทำงาน ฉะนั้น ใครที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตสงสารเถอะ จิตใจ มันบอบช้ำมาตั้งแต่เด็กแล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 พ.ค. 2553 , 08:55:30 น.] ( IP = 58.9.151.208 : : )
สลักธรรม 5![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [25 พ.ค. 2553 , 14:22:50 น.] ( IP = 125.27.180.66 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |