| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เล่าสู่กันฟัง (๒)
![]()
เล่าสู่กันฟัง (๒)
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
๑. ต้องมีปัญญา เราต้องเป็นคนรู้ ต้องฉลาดรู้ด้วย เช่น จะรู้ว่าไปที่ไหนแล้วจะไปสบาย ไปที่ไหนแล้วจะสงบ อย่างในนิทานชาดก ก็มีเรื่องนกเหยี่ยว จ่าฝูงของนกบอกว่าอย่าออกไปเที่ยวหากินไกลๆ ในที่ไม่คุ้นเคย เพราะเป็นลางร้ายและเป็นเรื่องที่ไม่ดี นกต่างๆ ก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง ก็ออกนอกสถานที่ไป เผอิญไปถูกเหยี่ยวเฉี่ยวเอาไปกินๆ มากมาย ก็มีนกอยู่ตัวหนึ่งซึ่งฉลาดใช้โอกาส ได้บินแฉลบออกไปนอกเส้นทาง แต่ก็โดนเหยี่ยวจับได้ นกฉลาดตัวนั้นก็ต่อรองว่า อย่าฆ่าฉันเลย ฉันจะพาไปในที่ที่มีนกอีกเยอะแยะ จะได้ไปกินมากกว่านี้ ไม่ต้องมาบินโฉบให้เหนื่อยเลย เจ้าเหยี่ยวได้ฟังอย่างนี้แล้วก็เชื่อ
เมื่อนกตัวนี้ได้กลับมาอยู่ในถิ่นของตน ก็รู้ทิศทางเข้าออก รู้ที่ที่มีมูลดินและมีโขดหิน นกฉลาดก็บินไปเกาะอยู่ที่มูลดินแล้วก็บอกนกเหยี่ยวว่า มาซิ ถึงเวลามากินฉันแล้วเลย เจ้านกเหยี่ยวก็ไม่รู้ว่าใต้มูลดินนั้นมีโขดหิน มันก็บินถลาลงมาแล้วอกก็กระแทกถูกหินจนตายไป ฉะนั้น การอยู่ในที่ที่สมควรเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด
การที่เรารู้คิดรู้ทำว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ ที่ไหนควรไป ที่ไหนไม่ควรไป อะไรควรฟัง อะไรไม่ควรฟัง แล้วก็รู้จักเลือกกระทำ
๒. ต้องมีตบะ ตบะคือเตาหลอม พระประธานต่างๆ ที่งดงามก็ต้องใช้เบ้าหลอม ในเบ้าหลอมมีความร้อนที่สามารถทำให้พระพุทธรูปสวยงามได้ ชีวิตเรานี้จึงต้องมีตบะ มีความอดกลั้น มีความอดทนต่อความลำบาก หลวงพ่อเสือท่านใช้คำว่า อุปสรรคท้าทายความสามารถ วิบากท้าทายปัญญา ท่านให้ลูกศิษย์มีความระลึกอยู่เสมอว่า ไม่มีใครไม่มีอุปสรรค เราจะต้องเป็นผู้ที่มีความอดทนและมีความคิดที่ถูกต้องอยู่ตลอดเวลา
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2553 , 21:52:34 น.] ( IP = 58.11.59.63 : : )
สลักธรรม 1
๓. ต้องมีอินทรีย์สังวร อินทรีย์สังวรนี้ก็คือ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อินทรีย์สังวร ถ้าไม่มีอินทรีย์สังวรแล้ว ตาก็จะเห็นรูปที่เราเลือกไม่ได้ หูก็ไปเลือกฟังที่เราเลือกไม่ได้ ท่านจึงบอกว่า ให้สำรวมอินทรีย์ทำตัวให้เหมือนเต่าที่หดหัวหดขาเข้ากระดองได้ เป็นการปิดตาปิดหู ไม่รู้ไม่เห็นเป็นดีที่สุด เมื่อจำเป็นจะต้องเห็น ให้เห็นเฉยๆ ไม่ต้องพูด เมื่อจำเป็นจะต้องพูด พูดให้น้อยที่สุด ผิดจะน้อยที่สุด คนเราไม่พูดเลยไม่ผิดเลย
๔. ต้องรู้ปล่อยรู้วาง (ต้องรู้ปล่อยรู้ถอย) อย่าเชื่อมั่นตัวเองเกินไป ต้องรู้จักปล่อยบ้าง รู้จักถอยบ้าง โบราณท่านกล่าวไว้ว่า รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ คนเราจะคบกันให้ยาวๆ ยืดๆ ท่านบอกให้บั่นๆ คำพูดตัวเองลงบ้าง ที่เห็นก็ยังมีอยู่มากนะแต่นั่นก็เป็นสิทธิส่วนตัว แต่ผู้ฟังเมื่อได้ฟังแล้วก็ระคายหู ฉะนั้น หากรักยาวก็ให้บั่นคำพูดไม่ดีมาพูดกันให้ดีๆ ไม่ต่อล้อต่อเถียงเล่นลิ้น รู้จักนิ่งเสียบ้าง รักที่จะคบกันยาวๆ ก็ให้อดทนให้ได้และอย่าไปยุ่งวุ่นวายกับเขามาก แต่ถ้าจะรักกันให้สั้น คบกันให้สั้น ก็ต่อความยาวสาวความยืดกันเข้าไป เดี๋ยวทะเลาะกันเอง
ในวันนี้ตั้งใจจะบอกทุกคนว่า แต่ละท่านต้องมีเป้าหมาย การเดินทางไปที่ไหนมันต้องมีเป้าหมายว่า เราอยากได้ประโยชน์อะไร จะไปที่ไหนก็ต้องหาประโยชน์ให้ได้ อย่าไปทำตามใครเขา เพราะการทำตามเขา..เราแย่ และพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเชื่อโดยอ้างตำรา อย่าเชื่อโดยตื่นข่าว อย่าเชื่อโดยผู้พูดน่าเชื่อ อย่าเชื่อโดยอนุมานเอา อย่าเชื่อโดยตรึกตามอาการ อย่าเชื่อเพราะว่าเขาเป็นครูของเรา อย่าเชื่อเพราะเป็นลัทธิที่ตนเองนับถือ แต่จะเชื่อเมื่อใด ให้เชื่อก็ต่อเมื่อธรรมเหล่านั้น ประกอบไปด้วยเหตุและผล ในโลกนี้มีแต่เหตุผลเท่านั้นที่เกิดขึ้น มีแต่เหตุผลเท่านั้นที่ปรากฏ และมีแต่เหตุและผลเท่านั้นที่ดับไป
ฉะนั้น การที่มาที่นี่ ดี เพราะที่นี่สอนพระอภิธรรมปิฏก ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต เพราะการที่เรารู้เรื่องราวชีวิต เป็นการรู้ทุกอย่างคือรู้เราเท่ากับรู้เขา พระอภิธรรมสอนเรื่อง จิต เจตสิก รูป และนิพพาน พระอนุรุทธาจารย์ท่านได้รจนา คัมภีร์พระอภิธรรมที่เขาเรียกพระอภิธรรมนิ้วก้อยที่เราเรียนกัน ๙ ปริจเฉท ซึ่งในนั้นก็คือการรวมเรื่องจิต เจตสิก รูป และนิพพาน ลงไป ถ้าหากเรามาเรียนกันอย่างละเอียดก็จะใช้เวลานานหลายปีอย่างน้อยก็สี่ปีครึ่ง โดย น้องกิ๊ฟ [4 มิ.ย. 2553 , 21:53:06 น.] ( IP = 58.11.59.63 : : )
สลักธรรม 2
เมื่อเราต้องใช้เวลามากขนาดนั้น ถ้าหากเราไม่มีเป้าหมายในการศึกษาและขาดศรัทธาด้วยแล้วก็จะเรียนไม่จบ และก็ต้องถามตนเองว่าเรียนไปทำไม ก็เพื่อที่จะรู้จักจิตของตนเอง
ได้รู้จักความโลภ ความโกรธ ความเห็นผิดที่มีอยู่ในตัวเอง การเรียนพระอภิธรรมเป็นการกระจายจิตใจของเราที่เคยมีอยู่ตีแผ่ออกมาให้เห็นชัด
เมื่อเรายังมีชิวิตอยู่โดยยังไม่สิ้นกิเลส ก็จะจำแนกออกมาได้ว่า สิ่งที่มีอยู่ในใจเขาเรียกว่าอกุศลมูล คือโลภมูลจิต ๘ โทสะมูลจิต ๒ โมหะมูลจิต ๒ ซึ่งโลภะ โทสะ โมหะ ท่านจัดว่าเป็นอกุศล อกุศลมีที่ไปคืออบายภูมิ ๔ คือ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน
พระพรหมไม่ได้ลิขิตแต่เราลิขิตชีวิตของเราเอง ถนนชีวิตมี ๗ สาย ทุกคนนั่งอยู่ในที่นี้เป็นเหมือนกันหมดเมื่อใดที่ท่านใกล้จะตาย วิถีนี้(มรณาสันนวิถี)ก็จะเกิดขึ้นเรียกว่า วิถีสะอึกกรรม เพราะว่าก่อนตายนั้นเราจะสำลักกรรมกันในช่วงมรณาสันนกาลมา พอมาถึงตรงชวนะสุดท้ายที่มี ๕ ชวนะ กรรมต่างๆ ที่กำลังส่งมา เช่น เราเป็นผู้มีความโลภมากแล้วโลภของเรานี้ประกอบไปด้วยความเห็นผิดมีความทุจริตอยากได้ของของผู้อื่นมาเป็นของตนเคยช่วงชิงวิ่งราวปล้นฆ่าเขาเพื่อให้ได้ของมาเห็นแต่สิ่งวัตถุภายนอก มีค่ากว่าชีวิตของตนเอง คือค่าของบุญบาป ช่วงที่ไม่รู้นี่แหละ เป็นการสำลักกรรม แล้วก็เข้าสู่ช่วงสะอึกกรรมในเฮือกสุดท้ายก่อนที่จะหมดกรรมคือตายแล้วเกิดทันทีเป็นเปรต นี่คือถนนสายที่หนึ่งที่โลภะนำเกิดเป็นเปรต โดย น้องกิ๊ฟ [4 มิ.ย. 2553 , 21:53:25 น.] ( IP = 58.11.59.63 : : )
สลักธรรม 3
ถ้าเป็นคนขี้โกรธ โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย อะไรก็โกรธ โกรธกระทั่งแดดที่ร้อน พอฝนตกก็บ่นฝนตกอีกแล้ว โกรธง่ายโกรธได้ทั้งที่มีคนชักชวน และไม่มีคนชักชวน พอสะอึกกรรมแล้วไปพวกนี้ก็จะไปลงนรกโทสะนำเกิดในนรก
ถ้าเผื่อเราต้องสำลักกรรม สะอึกกรรม และหมดกรรมไปด้วยโมหะ เช่นใครบอกอะไรว่าดีก็ดีด้วย บอกว่าชั่วก็ชั่วด้วย แต่ไม่รู้เลยว่า ดีชั่วที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร เขาบอกว่าปฏิบัติอย่างนี้ทำอย่างนี้ได้ก็เชื่อเขาโดยที่ไม่มีเหตุผลเพราะเป็นคนที่ถูกชักจูงได้ง่ายโดยขาดสติปัญญาบ่อยๆ และเป็นคนที่หลับใหลลืมหลงมากๆ พวกนี้เมื่อตายแล้วไปเป็นสัตว์เดรัจฉานสายที่สาม
ถ้าเราประพฤติอยู่ในธรรมมีศีล ๕ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่เสพสุรายาเมา แล้วยังมีเบญจธรรมคุ้มครอง จิตที่มุ่งในธรรม จิตที่คุ้นในธรรมเหล่านั้นจะมาปรากฏ แล้วเราก็เสพอารมณ์นั้น สะอึกสำลักไปเป็นมนุษย์สายที่สี่
สายที่ห้าหิริ-โอตตัปปะ จาคะ คือมีความเกรงชั่วกลัวผลบาป และมีจิตคิดบริจาคพร้อมบริจาคทุกเมื่อ จิตเหล่านั้นไม่หน่วงเหนี่ยวไม่ยึดถือ และมีปราการแห่งความกลัวบาปมากางกั้นอารมณ์เหล่านี้ที่เราทำอยู่เป็นอาจิณ เมื่อตายแล้วก็ไปเป็นเทวดา นับตั้งแต่กุศลต่างกันในเทวดาก็มีแยกกุศลต่างๆ กันอีกมีชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงสา ยามา ดุสิตา นิมมานนรตี ปริมิตตวสวัตตี แต่ถ้าหากทำฌานจิตให้เกิดขึ้นก็จะเป็น พรหม หรืออรูปพรหมได้ แต่ถ้าเผื่อทำพระนิพพาน ก็จะต้องเจริญเอกยมรรค นั้นก็คือสติปัฏฐาน ๔
ทำไมถึงต้องเรียนมาก ? ก็เพราะว่าจิตมีมากมาย
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มิ.ย. 2553 , 21:53:44 น.] ( IP = 58.11.59.63 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |