| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
บารมี ๑๐ ทัศ...ตอนจบ
บารมี ๑๐ ทัศ
โดย หลวงพ่อเสือ
ตอนที่ผ่านมา
๑๐. อุเบกขาบารมี
อนุนยปฏิฆวิทฺธํสนี อิฏฺฐานิฏฺเฐสุ สตฺตสงฺขาเรสุ สมปวตฺติ อุเปกฺขาปารมี ฯ (จริยปิฏกอรรถกถา) การทำลายอารมณ์รักและชัง อันเกิดแก่สัตว์หรือสังขารธรรม เพื่อทรงไว้ซึ่งความสม่ำเสมอนั้น เรียกว่า อุเบกขาบารมี
อุเบกขาธรรม มีโลกธรรม ๘ คือ ลาภ อลาภ ยส อยส นินฺนํ ปสนฺนํ สุขํ ทุกฺขํ เป็นศัตรูคอยทำลายการทำจิตมิให้ลำเอียงนั้น ให้ล้มเหลวลง
ศัตรูเหล่านี้ย่อมสอดแทรกในอารมณ์ โดยมีสัตว์หรือสังขารธรรม คือ ขันธ์ ๕ รูปนาม เป็นสื่อชักนำมาให้เกิดความลำเอียงไป ถ้าเป็นอิฏฐารมณ์ ก็เป็นสื่อให้เกิดความชื่นชมยินดี หากเป็นอนิฏฐารมณ์ ก็เป็นสิ่งที่ให้เกิดความรู้วู่วามหมดความยั้งคิด ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจแห่งความหลง คือ โมหะ เมื่อจิตถูกครอบงำไว้ด้วยอำนาจแห่งโมหะแล้ว ก็ขาดสติที่จะพิจารณายับยั้งมิให้เหลิงไปตามอิฏฐารมณ์ และวู่วามไปตามอนิฏฐารมณ์ ที่กล่าวมาเช่นนี้ ดูเหมือนว่าเหมือนกับลักษณะของขันติบารมี
จะว่าเป็นอย่างเดียวกันก็ได้ หรือจะว่าเนื่องกันก็ได้กล่าวคือ ถ้าอดทนไว้ได้ ไม่หวั่นไหวเอนเอียงไปในความชอบ ความชัง ก็เป็นอุเบกขา ถ้าทนไม่ไหว และเอนเอียงไปในความชอบความชัง ก็ไม่ใช่อุเบกขาโดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2553 , 07:51:49 น.] ( IP = 61.90.101.67 : : )
สลักธรรม 1อุเบกขาบารมีนี้ เป็นบารมีที่ไม่เกี่ยวกับทานบารมี (เป็นเหตุ) เพราะผู้ที่มีจิตใจเป็นอุเบกขาได้นั้น ต้องกระทำตนให้เปรียบประดุจพื้นแผ่นดินรองรับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีทั้งนั้น โดยไม่มีอาการผิดแปลกแต่อย่างใด ปราศจากอาการยินดีหรือยินร้าย
เช่น ได้รับคำกล่าวสรรเสริญ ก็ไม่ตื่นเต้นยินดี เมื่อได้รับคำนินทาว่าร้าย ก็ไม่เกิดความสะดุ้งสะเทือนขึ้น อาการอย่างนี้ก็เป็นการยากที่ผู้ที่มั่งมีทรัพย์แต่อย่างเดียวจะวางเฉยต่ออารมณ์เหล่านี้ เหตุนี้ทานบารมีจึงไม่เป็นเครื่องอุปการะอุดหนุนให้เกิดอุเบกขาบารมีได้
มชฺณตฺตาการปวตฺติลกฺขณา อุเปกกฺขาปารมีฯ (จริยปิฏกอรรถกถา) อุเบกขาบารมีย่อมมีอาการให้สม่ำเสมอเป็นกลางๆ ไม่เอนเอียง เป็นลักษณะ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญอุเบกขาอันยิ่งในครั้งเสวยพระชาติเป็น พระพรหมนารทะ ซึ่งปรากฏในพระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๘ ชื่อขุททกนิกายชาดก ภาคที่ ๒ (สุตตันตปิฏก) เนื้อความย่อของชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือการวางเฉย มีเรื่องเล่าว่า
พระหรหมนารทะช่วยเปลื้องพระเจ้าอังคติราชให้กลับจากความเห็นผิด มามีความเห็นชอบตามเดิม (ความเห็นผิดนั้น เป็นไปในทางว่าสุขทุกข์เกิดเองไม่มีเหตุ คนเราเวียนว่ายตายเกิด หนักเข้าก็บริสุทธิ์ได้เอง ซึ่งเรียกว่า สังสารสุทธิ)โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2553 , 07:55:22 น.] ( IP = 61.90.101.67 : : )
สลักธรรม 2
ลำดับของบารมี
ตอนที่กล่าวถึงเนกขัมมบารมีอันเป็นลำดับที่ ๓ นั้นได้กล่าวว่าเนกขัมมบารมี เป็นหัวใจแห่งบารมี ๑๐ ทัศ ก็น่าจะสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ยกหัวใจขึ้นมาแสดงก่อนเป็นลำดับแรก แต่กลับแสดงทานบารมีและศีลบารมีก่อนเป็นลำดับที่ ๑ และ ๒ ที่เป็นเช่นนี้ ก็ด้วยเหตุว่า บุคคลทั้งหลาย ย่อมมีความตระหนี่เป็นนิสัยสันดาน ด้วยกันทั้งนั้นต่างกันแต่ว่ามีมากหรือน้อย การสร้างบารมีต้องทำลายความตระหนี่ให้ลดลงเสียก่อน
ดังนั้นจึงได้ทรงยกเอาทานเป็นปฐมบารมี การบริจาคทานนี้เอง ทำให้จิตน้อมเข้าหาศีลธรรมจรรยาประพฤติปฏิบัติตนให้มีกิริยาวาจาตามปกติ ไม่เป็นการทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนวุ่นวาย ดังนี้จึงได้ทรงเทศนา ศีล เป็นลำดับที่ ๒ เมื่อได้รักษาศีลไม่มีด่างพร้อยแล้ว ก็จะเกิดความสงบ ทำให้ตระหนักในความสับสนยุ่งยากของความเป็นอยู่ในโลก จึงคิดใคร่จะหลีกปลีกตัวให้พ้นจากความโกลาหลนั้นๆ พระพุทธองค์จึงทรงแสดง เนกขัมมะ เป็นลำดับที่ ๓
การใคร่หนีให้พ้นจากความสับสนยุ่งยาก จะมั่นคงอยู่ได้ก็ต้องมีปัญญาเข้าไปแจ้งในความจริงนั้นๆ จึงทรงเทศนา ปัญญาบารมี ในลำดับที่ ๔ ปัญญาที่เข้าไปแจ้งในความจริงนั้น ต้องประกอบด้วยความเพียรเป็นอย่างมาก ขนาดที่ถึงเนื้อจะเหือดเลือดจะแห้ง จนเหลือแต่เพียงหนัง เพียงเอ็น เพียงกระดูก ก็ไม่ละจากความเพียร ที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้น จึงได้ทรงเทศนาวิริยะเป็นลำดับที่ ๕ แม้จะเปี่ยมไปด้วยความพากเพียรดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หากขาดความอดทน ไม่ประกอบด้วยความอดทนแล้ว ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้จึงทรงยกขันติ มาแสดงเป็นลำดับที่ ๖
ความอดทนจะตั้งมั่นอยู่ได้โดยไม่โยกคลอน ในเมื่อถูกปฏิปักษ์ธรรมเข้าเบียดเบียนนั้น ย่อมต้องอาศัยความสัตย์ซื่อ ถือมั่นว่าจะเว้นจากความชั่ว อันเป็นปฏิปักษ์ที่ทำให้คลายความอดทน คลายจากคุณงามความดีทั้งหลาย จึงทรงเทศนาสัจจะเป็นลำดับที่ ๗ สัจจธรรม ก็จะมั่นคงอยู่ได้ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าอย่างแน่นอน ไม่ปรวนแปรไปเป็นอื่นจึงทรงแสดงอธิษฐานบารมีเป็นลำดับที่ ๘ การตั้งความปรารถนาดันแรงกล้าแน่นอน จะยืนยงอยู่ได้ ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่จะทำให้เกิดความวู่วามนั้น ย่อมต้องอาศัยความไม่โกรธเป็นหลัก จึงทรงเทศนาเมตตาเป็นลำดับที่ ๙ ความเมตตาจะคงอยู่ได้อย่างไม่ขาดสายก็ต้องอาศัยความวางเฉยต่อเหตุการณ์ของโลกเป็นเครื่องสนับสนุน ไม่ให้เอนเอียงไปในฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ พระพุทธองค์จึงทรงแสดง อุเบกขาบารมี เป็นลำดับที่ ๑๐ อันเป็นลำดับสุดท้ายโดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2553 , 08:02:26 น.] ( IP = 61.90.101.67 : : )
สลักธรรม 3บารมีทั้ง ๑๐ ประการนี้ ย่อมต่อเนื่องกัน ไม่ขาดจากกันไปได้ และไม่จำต้องเริ่มบำเพ็ญทานก่อน ดังที่ท่านปรมัตถทีปนีฏีกาจารย์ได้ขยายอรรถาธิบาย ของท่านอรรถกถาจารย์ว่ากุศลกรรมใดที่กระทำด้วย สมฺปชานกต คือเกิดมีปัญญาแจ้งในผลบุญแล้ว บารมีทั้ง ๑๐ ทัศ ย่อมบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวงโดยไม่จำต้องคำนึงว่าต้องเริ่มด้วยทานบารมีก่อน และได้ยกมหากปิชาดก คือ พญาวานรโพธิสัตว์ ที่ได้ช่วยชีวิตพราหมณ์หน่อเทวทัตนั้นมาประกอบด้วย ดังมีเรื่องโดยย่อว่า
ในสมัยหนึ่ง พราหมณ์หน่อเทวทัต ได้ตามหาโคที่หาย จนหลงไปในป่าลึกหาทางออกไม่ได้ มีความหิวโหยเป็นกำลัง ไปพบต้นอินทผลัมกำลังมีผลสุก จึงปีนขึ้นไปบนต้น เพื่อเก็บผลสุกมากินแก้หิว ด้วยความรีบร้อนจึงพลัดตกจากต้นอินทผลัมและหล่นลงไปในเหวขึ้นไม่ได้ พญาวานรโพธิสัตว์ผ่านไปทางนั้น เห็นพราหมณ์ตกลงไปในเหวลึกก็มีความสงสาร รับปากว่าจะช่วยให้ขึ้นมาจากเหว และนำไปส่งให้พ้นป่าลึกจนถึงต้นทางที่จะกลับบ้าน ก่อนที่จะนำพราหมณ์ขึ้นมาจากเหว ด้วยปฏิภาณอันเฉียบแหลม ได้ลองกำลังของตนด้วยการแบกก้อนหินที่มีน้ำหนักพอๆ กับพราหมณ์กระโดดดูก่อน เมื่อได้นำพราหมณ์ขึ้นจากเหวลึกได้แล้ว ก็มีความอ่อนเพลีย เพราะต้องใช้กำลังมาก จึงขอให้พราหมณ์ช่วยพิทักษ์ตนเพื่อจักได้นอนเอาแรงสักงีบหนึ่ง แล้วล้มตัวหลับบนตักพราหมณ์
พราหมณ์กลับคิดร้าย หมายจะเอาเนื้อลิงไปกำนัลแก่ภรรยา ก็คว้าก้อนหินมาทุบศีรษะพญาวานรที่กำลังหลับอยู่บนตักของตน แต่ทุบพลาดไปไม่ถูกที่เหมาะ พญาวานรจึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่ก็ศีรษะแตกเลือดไหลอาบไปทั่วร่าง แม้กระนั้นพญาวานรก็มิได้มีจิตโกรธเคือง ทั้งไม่ละเลยวาจาสัตย์ที่ได้กล่าวไว้ คงนำพราหมณ์ออกจากป่าลึกมาส่งจนถึงต้นทางที่จะกลับ
ชาดกเรื่องนี้พึงเห็นได้ว่า พญาวานรโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญบุญบารมีครบทั้ง ๑๐ ทัศ กล่าวคือ....โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2553 , 08:08:01 น.] ( IP = 61.90.101.67 : : )
สลักธรรม 4ความเมตตาปรานีต่อพราหมณ์ที่ตกอยู่ในเหวลึกนั้น ได้ชื่อว่า เมตตาบารมี
ก่อนที่จะนำพราหมณ์ขึ้นมาจากเหว พญาวานรได้ทดสอบกำลังของตนก่อนนั้น เป็นการใช้ปัญญา เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ นับว่าได้สร้างสมปัญญาบารมี
ด้วยปณิธานที่จะให้พราหมณ์ได้พ้นขึ้นมาจากเหว ต้องใช้ความเพียรไม่ใช่น้อย จึงเป็นการสร้าง วิริยบารมี
การถูกทำร้ายในขณะที่กำลังหลับ และผู้ทำร้ายก็คือผู้ที่ตนได้ช่วยด้วยความเมตตา และพากเพียรนั้นเอง ถึงกระนั้นพญาวานรก็หาได้โกรธเคือง กลับอดทนต่อความเจ็บปวดไว้ได้ ดังนี้ ดังนี้เป็น ขันติบารมี
และยังวางเฉยต่อเหตุการณ์ที่ผ่านไปเหมือนหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ได้ชื่อว่าเป็น อุเบกขาบารมี
ได้นำพราหมณ์ออกจนพ้นจากป่า ทั้งๆ ที่เลือดตกยางออกเช่นนี้ เป็นการเสียสละ เป็นการให้อภัยที่ยากจะหาผู้เสมอเหมือนได้ดังนี้เป็น ทานบารมี
ตลอดเวลานับแต่ถูกทำร้ายเป็นต้นมา พญาวานรไม่ได้เอ่ยวาจาหรือแสดงกิริยาท่าทางส่อไปในทางตัดพ้อต่อว่าเลย คงรักษากายวาจาไว้ได้อย่างปกตินับว่าเป็น ศีลบารมี
ความไม่โกรธ ไม่ตัดพ้อต่อว่า คงรักษากายวาจาได้เป็นปกติ ก็เป็นอันว่าตลอดเวลานั้น พ้นจากกิเลสกาม อันเป็นเครื่องเศร้าหมองจึงเป็น เนกขัมมบารมี
ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าอย่างแน่นอน ในอันที่จะนำส่งพราหมณ์ให้พ้นจากป่าเช่นนี้เป็น อธิษฐานบารมี
การกระทำที่สมกับวาจาที่ได้ลั่นไว้ว่า จะช่วยให้ขึ้นจากเหว พาส่งให้พ้นจากป่านั้น เรียกว่าสัจจบารมี
บารมีที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังจัดได้เป็น ๓ ชั้น คือ
ก. บารมี ๑๐ ทัศ หรือ บารมี
ข. บารมี ๒๐ ทัศ หรือ อุปบารมี
ค. บารมี ๓๐ ทัศ หรือ ปรมัตถบารมี
บารมี ๓ ชั้นนี้มี วัตถุ ทำให้แตกต่างกัน กล่าวคือ จำแนกเป็น
วัตถุภายนอก (พหิทฺธ) และ วัตถุภายใน (อชฺฌตฺติก)
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2553 , 08:16:40 น.] ( IP = 61.90.101.67 : : )
สลักธรรม 5การสร้างสมบารมีด้วยการให้วัตถุภายนอกล้วนๆ เช่น การให้ธนสารสมบัติ บุตรภริยา เหล่านี้ได้ชื่อว่า สร้างบารมี ท่านอรรถกถาจารย์ได้ให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับความแตกต่างกันนี้ โดยยกเอาทานบารมีเป็นที่ตั้งเป็นตัวอย่างแต่อย่างเดียว ส่วนบารมีอย่างอื่นที่เหลือนอกนั้น ให้พึงเข้าใจโดยอนุโลมตามแนวทางของทานบารมี
ปุตฺตทาร ธนาทิ อุปกรณ์ ปริจฺจาโค ปน ทานบารมีฯเจตนาที่สามารถสละให้ซึ่ง บุตร ภริยา ธนสารสมบัติ เป็นต้น นั้น เรียกว่า ทานบารมี
องฺคปริจฺจาโค ทานอุปปารมี ฯเจตนาที่สามารถ สละ อุทิศ ซึ่งส่วนต่างๆ ของร่างกายนั้น เรียกว่า ทานอุปบารมี
อตฺตโน ชีวิต ปริจฺจาโค ทานปรมตฺถปารมี ฯเจตนาที่สามารถ สละ อุทิศ ซึ่งชีวิตของตนนั้น เรียกว่า ทานปรมัตถบารมี
ผู้บำเพ็ญบารมีเพียงแค่ชั้น บารมี เรียกว่า บำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ การบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศนี้ ย่อมสาธารณะแก่บุคคลทั่วไปที่ปรารถนา โพธิญาณ ซึ่งได้แก่ อัครสาวก มหาสาวก และปกติสาวก
ผู้บำเพ็ญบารมีถึงชั้น อุปบารมี เรียกว่า บำเพ็ญบารมี ๒๐ ทัศ เพราะผู้บำเพ็ญบารมีมาถึงชั้นนี้แล้ว ย่อมต้องมีการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ มาแล้วอย่างมากมาย จึงสามารถบริจาคส่วนของร่างกายได้ การบำเพ็ญอุปบารมี หรือบารมี ๒๐ ทัศนี้ ย่อมสาธารณะแก่บุคคลที่ปรารถนา ปัจเจกโพธิญาณ
ผู้บำเพ็ญบารมีจนถึงชั้น ปรมัตถบารมี เรียกว่า บำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ อันเป็นการบำเพ็ญบารมีที่สุดยอดแล้ว การบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศนี้ย่อมสมบูรณ์เฉพาะแต่ผู้ที่ปรารถนา สัมมาสัมโพธิญาณ เท่านั้นโดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2553 , 08:21:48 น.] ( IP = 61.90.101.67 : : )
สลักธรรม 6อานิสงส์ของทานบารมี นั้น มี ๖ ประการ คือ
๑. อายุสมฺปทา (อายุยืน)
๒. รูปสมฺปทา (มีรูปงาม)
๓. กุลสมฺปทา (เกิดในตระกูลสูง)
๔. อิสฺสริยสมฺปทา (มียศและมีเกียรติ)
๕.อาเทยฺยวจนตา (ได้รับการยกย่องโดยทั่วไป)
๖.มหานุภาวตา (เป็นผู้ทรงอานุภาพ)
เรื่องบารมีนี้ ในพระอภิธัมมัตถสังคหะไม่ได้กล่าวไว้ด้วย จึงนำมาแทรกไว้ ณ ที่นี้แต่โดยย่อ ด้วยมีความมุ่งหมายว่า จะมีผลแก้ข้อข้องใจในบางท่านที่ว่าบุญบารมียังน้อยอยู่ จึงได้ลังเลใจจนถึงกับละเลยในการที่จะเจริญวิปัสสนาภาวนา
พุทธศาสนิกชนผู้มีบุญทั้งหลาย ที่ได้ศึกษาพระอภิธัมมัตถสังคหะมาจนถึงเพียงนี้แล้ว ไม่เป็นการสมควรเลยที่จะคาดคิดเอาเองว่ายังมีบุญบารมีน้อยอยู่ เพราะการคาดคิดเช่นนี้เป็นการเดาเอาโดยแท้ และเป็นการเดาที่ไม่เป็นคุณแก่ตนเลย แม้จะสมมติว่าบารมี ยังมีน้อยจริง ก็ไม่เป็นการสมควรละหรือที่จะเจริญวิปัสสนาภาวนา เพื่อสร้างสมบุญบารมีให้พอกพูนเพิ่มมากยิ่งๆ ขึ้นไป จะได้เต็มเปี่ยมในกาลภายหน้าที่ไม่เนิ่นนานัก
นักศึกษาพระอภิธรรมผู้มีปัญญาทั้งหลาย คงได้พิจารณาเห็นแล้วว่า สังขารนี้ไม่ยั่งยืน จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะพากเพียรให้ถึงซึ่งธรรมอันไม่จุติ ตัดขาดจากความเยื่อใยในสิ่งที่ผูกมัดอยู่เสียได้จนหมดสิ้นแล้ว ก็ไม่ต้องสืบต่อภพใหม่ชาติใหม่อีก จักเสวยแต่วิมุตติสุข อันประเสริฐสุดกว่าสุขทั้งปวง
มิฉะนั้นก็จะเป็นเหมือนอย่างที่ปรากฏในสัทธัมมัปปกาสินี ว่ามีเหมือนไม่มี ๔ ประการ คือ
ทุกฺขเมว น โกจิ ทุกฺขิโต ทุกข์มีจริง แต่คนเป็นทุกข์ไม่มี
การโก น กิริยา ว วิชฺชติ ผู้ทำไม่มี แต่การกระทำมีอยู่แท้
อตฺถิ นิพฺพุติ น นิพฺพุโต ปุมา ความดับมีอยู่ แต่ผู้ดับไม่มี
มคฺโค อตฺถิ คม โก น วิชฺชติ ทางมีอยู่ แต่ผู้เดินไม่มี
ดังนั้น จงเบื่อหน่ายในกามให้สมตามนัยที่ ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปท แสดงไว้ว่า อปฺปสฺสาทา ทุกฺขา อิทิ วิญฺญาย ปณฺฑิโต อปิ ทิพฺเพสุ กาเมสุ รติ โส นาธิคจฺฉติ ฯกามทั้งหลายมีความยินดีน้อย มีทุกข์น้อย บัณฑิตรู้อย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ยินดีในกามแม้เป็นของทิพย์โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2553 , 08:29:13 น.] ( IP = 61.90.101.67 : : )
สลักธรรม 7คำอธิบายเรื่อง ตถาคต
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกอันตถาคตรู้แล้ว ตถาคตปลีกออกได้จากโลก เหตุให้โลกเกิดอันตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตละเหตุที่ให้เกิดโลกได้ ความดับแห่งโลกอันตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตทำให้ความดับแห่งโลกแจ่มแจ้งแก่ตนได้ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งโลก อันตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตได้อบรมข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งโลกแล้ว สิ่งใดที่โลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม ที่ประชาพร้อมทั้งสมณพราหมณ์ ทั้งเทวดาและมนุษย์เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ทราบแล้ว รู้แล้ว บรรลุแล้ว แสวงหาแล้ว ครองตามแล้วด้วยใจ เพราะเหตุที่สิ่งนั้นๆ อันตถาคตตรัสรู้แล้ว จึงเรียกว่าตถาคต ดั่งนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่งตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในราตรีใด นิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในราตรีใด ข้อความทั้งหมดที่ตถาคตกล่าว พูด แสดง ระหว่างราตรีนั้นๆ (คือตั้งแต่ตรัสรู้แล้วจนถึงนิพพาน) ย่อมเป็นอย่างนั้นเทียว ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นจึงเรียก ตถาคต
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตพูดอย่างใด ทำได้อย่างนั้น ทำได้อย่างไร ก็พูดได้อย่างนั้น เพราะเหตุที่พูดได้ตามที่ทำ ทำได้ตามที่พูด ฉะนั้นจึงเรียกว่า ตถาคต
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นใหญ่ (โดยคุณธรรม) ไม่มีใครครอบงำได้ (โดยคุณธรรม)รู้เห็นตามที่แท้จริง เป็นผู้มีอำนาจ (โดยคุณธรรม) ฉะนั้นจึงเรียกว่า ตถาคต (อิติวุตตก ๒๕/๓๒๑)
เกาะชายสังฆาฏิพระพุทธเจ้ายังไม่ชื่อว่าอยู่ใกล้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้ว่าภิกษุ จับชายสังฆาฏิตามหลัง ย่างเท้าตามทุกก้าว แต่เธอมีความละโมบ มีความติดใจแรงกล้าในกามทั้งหลาย มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจอันเป็นโทษ ลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่นมีจิตหมุนไปผิด ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภิกษุนั้น ก็ยังอยู่ไกลเราโดยแท้ และเราก็อยู่ไกลภิกษุนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้นไม่เห็นธรรม ผู้ไม่เห็นธรรม ย่อมไม่เห็นเรา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้ว่าภิกษุนั้น อยู่ไกลตั้งร้อยโยชน์ แต่เธอไม่มีความละโมบ ไม่มีความติดใจแรงกล้าในกามทั้งหลายมีจิตไม่พยาบาท มีความดำริแห่งใจอันไม่เป็นโทษ มีสติตั้งมั่นมีสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว สำรวมอินทรีย์ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าอยู่ใกล้เราโดยแท้ และเราก็อยู่ใกล้ภิกษุนั้น ข้อนั้นเพราเหตุไร เพราะภิกษุนั้นเห็นธรรม ย่อมเห็นเรา...(อิติวุตตก ๒๕๑๓๒๑)
จบเรื่องบารมี ๑๐ ทัศ โดยสมบรูณ์
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 มิ.ย. 2553 , 08:36:25 น.] ( IP = 61.90.101.67 : : )
สลักธรรม 8![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2553 , 12:56:17 น.] ( IP = 125.27.173.235 : : )
สลักธรรม 9ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
โดย ธรรมะชนะทุกอย่าง [11 มิ.ย. 2553 , 09:05:27 น.] ( IP = 112.142.116.189 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |