| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ปฏิบัติวิปัสสนาเพื่ออะไร? (๑)
สลักธรรม 1
ธรรมชาติของความพอใจกับไม่พอใจ เป็นตัวเข้ามาสิงสู่จิตใจของเราตลอดเวลา ความรู้สึกอย่างนี้ในภาษาธรรมะเขาก็เรียกว่า โลภะมูลจิตกับโทสะมูลจิต และความพอใจกับไม่พอใจก็มีมูลรากของโมหะ
คนเราจะโลภได้ต้องมีความเห็นผิดว่าสิ่งนั้นดี แท้จริงสิ่งนั้นดีไม่จริง เช่น ตอนนี้จะมีเงินมากเท่าไหนก็ตาม แต่เราถูกไล่ไปให้อยู่ที่เยอรมัน เขาไม่ให้กลับแผ่นดินไทยอีกแล้ว เงินไทยที่เรามีก็ไม่มีความหมายเพราะเราต้องใช้เงินยูโร เราเคยเห็นว่าเงินนั้นดี แต่ก็ดีเฉพาะที่ ตอนหิวข้าวก็ไม่ได้กินเงินแต่ต้องกินข้าว ฉะนั้น ต้องมีความเห็นผิดเป็นมูลฐานจึงโลภได้ โกรธได้
การปฏิบัติวิปัสสนานั้นมุ่งเพื่อทำลายกิเลส เราจึงต้องรู้ว่ากิเลสเข้ามาอย่างนี้ อย่าไปปฏิบัติเพื่อหาโลภะหรือจับเจ้าโทสะ เพราะกิเลสมันแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ตลอดเวลา มาร่วมกับเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การได้รู้รส การสัมผัสถูกต้อง เย็นร้อน อ่อนแข็งหย่อนตึง
สภาพรูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฎฐัพพารมณ์ และธรรมารมณ์ มากระทบแล้วเรามิได้เฉยๆ แต่จิตเราสนองตอบสิ่งเร้าด้วยอำนาจถูกปรุงแต่งคือกิเลสที่พระท่านกล่าวว่า อวิชชา ปัจจยา สังขารฯ เพราะมีโมหะเป็นมูลไม่รู้เบื้องต้นไม่รู้เบื้องปลาย เมื่อมีอวิชชาเข้ามาปรุงแต่ง ก็ทำให้เราพอใจกับไม่พอใจ โมหะกับอวิชชานี้เรียกต่างกันแต่มีความหมายเหมือนกัน
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2553 , 12:30:26 น.] ( IP = 125.27.173.235 : : )
สลักธรรม 2
การปฏิบัติธรรมมุ่งทำลายอภิชฌาและโทมนัส เช่น ที่บอกว่าให้ กำหนด เวลาเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืดมากระทบลิ้น แทนที่จะเป็นเราจะพอใจหรือไม่พอใจ แต่จะทำอย่างไรในเมื่อยังมีเรา ยังมีสัญญาวิปลาสอยู่ ท่านจึงบอกว่าให้ รื้อสัญญา กำหนดนามลงไป เช่น นามรู้สึก หรือกำหนด รูปเปรี้ยว เป็นการใช้สัญญาใหม่ที่ไม่วิปลาส
สมมุติว่า คุณชื่อ สุธน แล้วให้เปลี่ยนเป็นชื่อ มโนราห์ แต่พอเดินออกไปจากห้องมีคนทักว่าคุณสุธนวันนี้มาแต่เช้าเลย คุณก็ตอบว่า ครับ เพราะยังมีสัญญาคือชื่อสุธนอยู่ ยังมีสัญญาวิปลาส สัญญาที่ยังคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะแม้ว่าจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อแล้วก็ตาม แต่เมื่อใดที่ทั้งห้องเรียกคุณว่ามโนราห์จนคล่องปาก และคุณก็ใช้แต่ชื่อมโนราห์ๆๆๆๆ ก็เท่ากับสุธนไม่เกิดขึ้น ชื่อใหม่ก็จะมีอำนาจมากกว่าชื่อเก่า เพราะธรรมชาติของจิตรับรู้ทีละอย่าง
หรือเปรียบอีกชนิดหนึ่งหลวงพ่อท่านเคยบอกว่า ไม่ต้องไปฆ่าม้าตัวที่เก่งกว่า แต่ให้จ๊อคกี้ฝึกม้าอีกตัวหนึ่งที่ไม่เก่งบ่อยๆ ส่วนม้าตัวที่เก่งนั้นก็ไม่ต้องพามันออกไปเดิน เมื่อฝึกม้าตัวที่ไม่เก่งทุกวันๆ ในที่สุดก็วิ่งเข้าวินได้ เพราะอะไรไม่ได้ใช้มันก็เสื่อมตามหลักวิทยาศาสตร์ เมื่อเราฝึกตัวนี้อีกตัวหนึ่งก็เฉื่อยชาลงแล้ว ฉันใดฉันนั้น ในการปฏิบัติวิปัสสนา การเรียกชื่อให้ถูกต้อง จึงสำคัญที่สุด
ชื่อถูกต้อง นี้เราไม่ได้ตั้งเอง เพราะในปริยัตินั้นมีแต่รูปมีแต่นาม ได้แก่ จิตเป็นนามธรรมมีสภาพที่รู้อารมณ์ เห็นได้ ได้ยินได้ ไม่เคยเห็นแต่จิตมีจริง ส่วนสิ่งใดสามารถจับต้องได้ เสื่อมสลายได้ด้วยอำนาจเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง เช่นร่างกายเรานี้เรียกว่ารูปธรรม ฉะนั้น ชีวิตเราจึงมีแต่รูปมีแต่นาม จิตเป็นนาม เจตสิกเป็นนาม ร่างกายเป็นรูปธรรม
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2553 , 12:31:26 น.] ( IP = 125.27.173.235 : : )
สลักธรรม 3
และในคำสอนแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้นก็คือเรื่องของรูปนาม เมื่อเราเรียนในปริจเฉทต่างๆ ย่อลงมาแล้ว จิตจะมี ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวง จัดว่าเป็นนามธรรมแค่อย่างเดียว เจตสิกก็เหมือนกันมีถึง ๕๒ ประเภทแต่ก็คือนามธรรม รูปก็คือสภาวะของรูปธรรม คั้นหัวกะทิปริยัติออกมาแล้วก็เหลือรูปกับนาม ชีวิตของเรานี้มีแค่ฐาน ๔ อย่าง คือ
ฐานกาย ... เดิน ยืน นั่ง นอน เหยียดคู้ ก้ม เงย กายนี้เป็นรูปธรรม
ฐานเวทนา ... ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ พอใจ ไม่พอใจ เสวยอารมณ์เป็นเวทนา เป็นนามธรรม
ฐานจิต ... เป็นนาม
ฐานธรรม ... เป็นทั้งรูปทั้งนาม ธรรมที่เป็นนามมีรัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง ที่มีกันมาตั้งแต่เล็กๆ ส่วนรูปก็คือมีรูปทางใจ ไม่ใช่รูปที่เราเห็นอย่างนี้ เช่นเรานึกถึงวัดพระแก้ว รูปวัดพระแก้วมาปรากฏให้เรารู้ ความรู้สึกอย่างนั้นคือรูปธรรมที่เกิดขึ้นทางใจ ฉะนั้น ธรรมก็คือ นามและรูปทางใจ
วิปัสสนากรรมฐานนั้นถ้าเข้าใจแล้วก็ง่ายกว่าสมาธิมาก เพราะสมาธิซึ่งมีถึง ๔๐ บรรพ แต่วิปัสสนามีฐานที่ตั้งเพียง ๔ คือ กายรูป เวทนานาม จิตนาม ธรรม-รูปนาม ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม เป็นของจริงที่คงทนต่อการพิสูจน์
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2553 , 12:31:47 น.] ( IP = 125.27.173.235 : : )
สลักธรรม 4
กาย เวทนา จิต และธรรมนี้เกิดความพอใจกับไม่พอใจได้อย่างไร?
ทางกาย .. เรานั่งนานๆ เดินนานๆ ยืนนานๆ นอนนานๆ ก็เมื่อย สภาพธรรมคือจิต..ไม่พอใจ เพราะความไม่พอใจเราจึงเปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อเปลี่ยนอิริยาบถแล้ว เหมือนกับหายเมื่อย สภาพจิตที่เคยไม่พอใจก็เปลี่ยนเป็นพอใจ เพราะถ้ายังไม่พอใจ เราจะไม่อยู่กับอิริยาบถนั้น
เวทนา คือ การเสวยอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์ เฉยๆ มียินดี กับไม่ยินดี สภาพธรรมเหล่านี้มีอยู่ตลอดเวลา ก็คือสภาพทุกข์ที่เรานั่ง ความพอใจมีสุขเวทนา ความไม่พอใจก็คือ ทุกขเวทนา พอเราเปลี่ยนท่าก็เฮ้อ! สบายแล้ว พอร้อนๆ มาเข้าห้องแอร์ ตอนแรกรู้สึกเสวยทันทีเลยคือพอใจ แต่พออยู่ไปนานๆ ความรู้สึกนิ่งแล้ว ความพอใจได้ลงแล้ว ก็รู้สึกเหมือนเฉยๆ เพราะรับสภาพนั้นชินแล้ว จิตเชื่องแล้ว ไม่ลิงโลด ก็เป็นอุเบกขาเวทนา พอนั่งดูอุเบกขาเวทนาอยู่ ก็มาบอกว่า เนี่ย! ตั้งใจมาสอนธรรมะให้พี่สุธนโดยเฉพาะเลยนะ พี่สุธนก็เกิดความยินดีโสมนัสเวทนาเกิดขึ้นสภาพอภิชฌาได้เกิดขึ้น หรือในขณะที่เรียนธรรมะอยู่แต่ไม่รู้เรื่องเลย คนอื่นเขาตอบได้มีความเข้าใจ แต่เราไม่รู้อยู่คนเดียว โทมนัสเวทนาก็เกิดขึ้น เวทนาทั้งห้านี้จึงมีได้ตลอดเวลา
สภาพกาย เวทนา จิต ธรรม ที่ในปฏิจสมุปบาทโคจรอยู่นี้ จิตของเราไม่ได้รู้เฉยๆ เรารู้โน้นรู้นี่ และวิบากขันธ์ก็มีมาตลอดเวลาคือ รูปมารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ แม้กระทั่งทางใจของเราก็ฟุ้งซ่านได้ นึกคิดได้ นึกถึงในเรื่องต่างๆ ได้ ที่ทำให้เกิดความพอใจก็ได้เกิดความไม่พอใจก็ได้ เรื่องราวต่างๆ มีอยู่ล้วนเป็นในฐานทั้งสี่ ที่อาจดูเหมือนรู้หลายๆ อย่าง แต่จริงๆ รู้ทีละอย่าง
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2553 , 12:32:05 น.] ( IP = 125.27.173.235 : : )
สลักธรรม 5
จากรูปนามมาเป็น กาย เวทนา จิต และธรรมได้อย่างไร แล้วมีอยู่จริงหรือไม่?
พิสูจน์.. กาย เดิน ยืน นั่ง นอน เราไม่นั่งก็ต้องนอน ไม่นอนก็ต้องยืน ไม่ยืนก็ต้องเดิน ไม่มีอิริยาบถว่าง ฉะนั้น กายมีแน่นอน ฐานกายมีแน่นอน
เวทนา..ถามว่าเมื่อเรามีกายแล้วเวทนาก็มีแน่นอน เวทนารู้ได้ด้วยจิต และสภาพของจิตรู้มีตลอดเวลา จะรู้ชอบหรือชัง รู้ยินดี รู้ไม่ยินดี มีตลอดเวลา สภาพกาย - เวทนา - จิต นี่เป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติที่มีอยู่
กายเป็นที่ตั้งของความไม่รู้ได้ ก็เพราะว่าโมหะมูลจิตเป็นพื้นฐานอาบฉาบอยู่ในจิตใจของเรา ฐานกายนี้ท่านจึงรวมทุกอย่างเลยเป็นที่ตั้งของสุภวิปลาส สุภแปลว่าดี วิปลาสแปลว่าคลาดเคลื่อน เราคิดว่าดีแต่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แท้ที่จริงมันจะต้องเป็นอสุภะ เพราะว่าร่างกายของเรานี้เต็มไปด้วยมูตรคูถสกปรก การที่เราจะมองใครสักคน หรือรักใคร เราจะมองว่าดีไปหมดเลย อย่างเด็กนี่น่ารัก เราก็มองว่าเด็กไร้เดียงสาแค่นั้นเอง แต่แม่เขาอุ้มไปได้ยังไงขี้มูกก็กรัง คือดีของเขากับดีของเราไม่เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้ว ไม่ดีของเราก็คือ เราคิดไปเอง แม่เขาคิดว่าเขาดี เด็กคนนั้นก็เหมือนเรามีอุจจาระมีปัสสาวะสารพัดสกปรก แท้ที่จริงก็คืออสุภะ
และก่อนที่จะปฏิบัติก็อย่าเพิ่งเชื่อ จะพาไปพิสูจน์ทีละท่อนเลยว่า ทำไมถึงต้องมาเป็นรูปเป็นนาม
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
ขอขอบคุณน้องนวลที่ช่วยถอดเทป
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มิ.ย. 2553 , 12:33:18 น.] ( IP = 125.27.173.235 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |