มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เห็นสักแต่ว่าเห็น




ในการเจริญวิปัสสนานั้น ที่เรียกได้ว่า เห็นสักแต่ว่าเห็นนั้น

อธิบายตามหลักอภิธรรม ตามหลักวิถีจิตได้อย่างไร

โดย โคจรธรรม [24 ก.ค. 2545 , 11:56:58 น.] ( IP = 203.170.141.89 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1

สวัสดีครับท่านโคจรธรรม
รู้สึกว่า ท่านสนใจในการเจริญวิปัสสนา เป็นพิเศษไม่ทราบว่าท่านถามเฉยๆหรือเปล่า
ที่ว่าเห็นสักแต่ว่าเห็น เพราะว่าการเห็นที่ว่านี้ เป็นการเห็นที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความเฉยๆ มีทั้งเห็น อารมณ์ที่ดี และไม่ดี
หากจะอธิบายตามหลักพระอภิธรรม และตามหลักวิถีจิตแล้ว การเห็นสักแต่ว่าเห็น นี้ เป็นผลของกุศล และ อกุศล วิปากจิต
ยังไม่จัดว่าเป็นบุญ เป็นบาป
เณรสิงห์

โดย เณรสิงห์ [24 ก.ค. 2545 , 22:48:31 น.] ( IP = 203.170.142.188 : : )


  สลักธรรม 2

ในพระอภิธรรม และ ตามหลักวิถีจิต การเห็นสักแต่ว่าเห็นนั้น เป็นจิตที่เกิดขึ้นในจักขุทวารวิถี หรือ ในจักขุทวาริกจิต การเห็นสักแต่ว่าเห็น คือ จักขุวิญญาณทำหน้าที่ทัสสนกิจ เมื่อทำหน้าเห็นเสร็จแล้วก็ดับไป บาป บุญ ยังไม่เกิด เป็นปัจจัยให้จิตอีก ๑ ดวงรับอารมณ์ต่อไป
เพราะจักขุวิญญาณ รับรูปารมณ์ ที่เป็นปัจจุบันนิปผันนรูป ที่เป็นปรมัตถ์
การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ในข้อที่ว่า เห็นสักแต่ว่าเห็น ต้องมีอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน

โดย สง่า [24 ก.ค. 2545 , 23:14:35 น.] ( IP = 203.170.142.188 : : )


  สลักธรรม 3

การเห็นเกิดขึ้นได้ทางจักขุทวารวิถี ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่า ต้องมีประสาทตาดี มีแสงสว่างเพื่อสะท้อนเงาของวัตถุได้ มีวัตถุที่ถูกเห็น มีความตั้งใจดู วิถีจิตของการเห็นทางจักขุทวารวิถีคือ

ตี น ท ปัญ. จัก. สํ. ณ. วุ. ช ช ช ช ช ช ช ตทา ตทา ภ.


เมื่อมีคลื่นแสงสะท้อนจากวัตถุ (สิ่งเร้า) มากระทบผ่านแก้วตา ซึ่งเป็นตัวหักเหแสงสะท้อน ให้ไปสู่ระบบประสาทตาที่ retina ภาพเงาสะท้อนนั้นเมื่อกระทบกับประสาทตา ก็จะมีความสามารถกระตุ้นให้กระแสภวังค์เดิม ไหวตัวขึ้น และตัดกระแสภวังค์(ความไม่รู้สึกตัวออก) เพื่อให้จิตอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า.. ปัญจทวาราวัชชนะจิต.. รับทราบว่าสิ่งเร้านั้นเป็นประเภทใด เช่น แสง เสียง กลิ่น รส ร้อนหรือ เย็น เป็นต้น

หลังจากนั้น.. จักขุวิญญาณ... ก็จะเกิดขึ้นเพื่อรับและรวบรวมคลื่นแสง ตามที่ปัญจทวาราวัชชนะจิตเปิดทางให้

หลังจากจักขุวิญญาณ ดับลง ... สํ... จะทำหน้าที่รับภาพเงาสะท้อนต่อจากจักขุวิญญาณ และส่งให้... ณ.... ทำหน้าที่พิจารณาภาพเงาเปรียบเทียบต่อ

หลังจากเปรียบเทียบแล้ว .. วุ.. ก็จะลงความเห็นสรุปว่าภาพเงาที่ว่านั้นมีความหมายว่าอย่างไร

และส่งความหมายนั้นให้จิตอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า.. ชวนจิต.. เสพคลุกเคล้าความหมายที่ได้มาซ้ำ ๆ กันถึง ๗ ครั้ง ไม่มากไม่น้อยกว่านี้(เป็นจิตนิยาม)

ถ้า.. วุ.. ส่งความหมายที่เป็นบุญมาให้ ชวนจิตก็จะคลุกเคล้าเกี่ยวกับบุญ แต่ถ้า.. วุ.. ส่งความหมายที่เป็นบาปมาให้ ชวนจิต ก็จะคลุกเคล้ากับเรื่องบาปแทน

หลังจากนั้น ตทา ก็เกิดขึ้น ๒ ขณะ เพื่อชลอความมันในอารมณ์ของชวนจิตลง เป็นการสิ้นสุดวิถีหนึ่ง และเปิดโอกาสให้กระแสภวังค์เข้ามาคั่น เพื่อให้สามารถรับอารมณ์หรือสิ่งเร้าอื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

โดย มาลี [25 ก.ค. 2545 , 02:01:12 น.] ( IP = 203.107.139.167 : : )


  สลักธรรม 4

ในจักขุทวารวิถี ๑ วิถี ประกอบด้วยจิต ๑๗ ขณะทำงานร่วมกัน จิตทั้ง ๑๗ ขณะนั้น ที่เห็นคลื่นแสงจริง ๆ มีเพียง ๑ ขณะคือขณะของจักขุวิญญาณ นอกนั้นไม่ได้ทำกิจของการเห็น แต่จำเป็นต้องเกิดร่วมด้วยเพื่อให้การเห็นครบบริบูรณ์ ลำพังจักขุวิญญาณเองทำกิจเห็นไม่ได้ (ต้องเข้าวิถีจึงเห็น)

สิ่งที่จักขุวิญญาณเห็นนั้นคือจุดของคลื่นแสงแต่ละคลื่นเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็น คน สัตว์ หรือสิ่งของใด ๆ ทั้งสิ้น การเห็นไม่ใช่คน สัตว์

การรู้ว่าเป็นคน สัตว์ สิ่งของ เป็นการตีเทียบทางมโนทวารวิถี(ทางใจ) ที่เกิดสลับกับจักขุทวารวิถีนับล้าน ๆ วิถีกว่าจะรู้ว่าเป็นคน สัตว์ พืช สิ่งของ ฯ ล ฯ

ทั้งนี้เป็นวิถีที่เกิดวิถีสลับกันอยู่ ๔ วิถีใหญ่ ๆ คือ วิถีของการรับคลื่นแสงแต่ละคลื่น ๑ / วิถีของการรวบรวมคลื่นแสงแต่ละคลื่นเข้าด้วยกัน ๑ / วิถีของการรู้ถึงรูปพรรณสัณฐาน อันเนื่องจากการรวบรวม ๑ และวิถีของการรู้ถึงชื่อของรูปพรรณสัณฐานดังกล่าว ๑ (...ใน ๒ วิถีหลังนี้ เกิดทางมโนทวารโดยอาศัยความจำและการบัญญัติขึ้น) กระบวนการดังกล่าวเกิดกับคนทุกชาติ ทุกศาสนา มิใช่เกิดเฉพาะกับชาวพุทธเท่านั้น

กล่าวอาจกล่าวได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของคำกล่าวที่ว่า "เห็นก็สักว่าเห็น" แม้จะเห็นว่าเป็นอะไร ก็เป็นเพียงรู้สึกว่าเห็น ยังไม่เลยไปถึงอภิชฌา / โทมนัส (ทั้งนี้ไม่รวมถึงการเห็นจากวิปัสสนาญาณด้วย เพราะการเห็นด้วยวิปัสสนาญาณ ต้องพิจารณาด้วยความแยบคายอีกระดับหนึ่ง)

ว่าโดยขณะจิตแล้ว เห็นสักว่าเห็น คือขณะของจักขุวิญญาณ หากว่าโดยวิถีแล้ว เกิดขึ้นเพราะ ๔ วิถีข้างต้น นับเฉพาะขณะรู้ความหมายและชื่อของรูปพรรณสัณฐาน

เพราะหลังจาก ๔ วิถีใหญ่ ๆ ข้างต้นแล้ว ไม่ใช่วิถีของการเห็น แต่เป็นวิถีของความพอใจและไม่พอใจที่เกิดขึ้น เนื่องเพราะยึดการเห็นว่าเป็นเรา เป็นของของเรา และเป็นเหตุของการกระทำต่าง ๆ ทั้งดีและชั่ว

โดย มาลี [25 ก.ค. 2545 , 02:15:36 น.] ( IP = 203.107.138.18 : : )


  สลักธรรม 5

อนุโมทนากับผู้ถามและผู้ตอบค่ะ
ตอบได้เยี่ยมๆๆๆ สาธุ

โดย พี่ดาค่ะ [25 ก.ค. 2545 , 08:40:10 น.] ( IP = 158.108.12.93 : : )


  สลักธรรม 6

ความเป็นไป ในวิถีจิต ของการเห็นสักแต่ว่าเห็นนั้นอาศัยการกระทบกันระหว่าง อุปาทยรูป กับอุปาทยรูป
มีจักขุปสาทกระทบกับรูปารมณ์ เมื่อกระทบกันแล้วย่อมทำให้จักขุวิญญาณเกิดขึ้น
ท่านอุปมา เหมือนดังสำลีกระทบกับสำลี ย่อมไม่
ทำให้เสียงปรากฏขึ้น
การเห็นนั้นจึงเกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา จึงเรียกการเห็นนั้นว่า "สักแต่ว่าเห็น"
ในวิถีจิตที่เป็นอติมหันตารมณ์ก็ดี หรือ ปริตตารมณ์ ก็อยู่ที่อำนาจของอารมณ์ที่มากระทบ

โดย เณรสิงห์ [25 ก.ค. 2545 , 08:51:18 น.] ( IP = 203.170.140.72 : : )


  สลักธรรม 7

ชอบมากเลยค่ะที่ได้เข้ามาอ่านกระทู้นี้ เพราะนอกจากจะเป็นคำถามที่น่าสนใจแล้ว อาจารย์แต่ละท่านที่เข้ามาตอบก็ล้วนแต่ใจดี...จึงทำให้มีคำตอบที่ยาวพอที่จะอ่านและทำความเข้าใจตามไปได้โดยไม่ลำบากนักค่ะ
....ขอบคุณค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ก.ค. 2545 , 10:06:08 น.] ( IP = 203.149.39.230 : : )


  สลักธรรม 8

. เห็นสักว่าเห็น :
เป็นคำพูดที่น่าศึกษาครับ...

ว่ากันตามวิถีจิตแล้ว ในจักขุทวารวิถี ซึ่งมีลำดับว่า .


. ภ ตี น ท ป จัก สํ ณ วุ ช ช ช ช ช ช ช ต ต ภ.
.


.(แบบอย่างวิถีหนึ่งนะครับ) ... มีข้อที่น่าศึกษาว่า

จิตที่ทำหน้าที่ชวนะนั้นคือจิตอะไร เป็นกุศล หรืออกุศล จะกำหนดได้อย่างไร เพราะจิตเกิดดับเร็วมาก แน่นอนว่าวิถีจิต

ที่ทำหน้าที่เห็นนั้นต้องเกิดมากกว่า 1 วิถีแน่นอน โดยเฉพาะในทางมโนทวารที่จะต้องเกิดติดต่อกับจักขุทวารวิถี อย่างน้อยก็ต้องมี 3-4 ิวิถี

จึงเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นรูปร่างได้ จะเอาสติตอนไหนมาพิจารณาว่า "เห็นสักว่าเห็น" เพราะจิตเกิดรวดเร็วเหลือเกิน

จึงเป็นสิ่งที่น่าคิดว่า เรากำหนดสิ่งที่เห็น ว่าเป็นสักว่าเห็น เมื่อมันเป็นบัญญัติ ผ่านการปรุงแต่งของจิตไปแล้ว

คือมากำหนดสิ่งที่เห็นในภายหลังว่า สักว่าเป็นรูป ไม่ใช่เป็นสัตว์บุคคล (นี่ว่าตามวิถีจิตนะครับ)
.



มีพระพุทธพจน์ในตอนหนึ่งที่ตรัสกับ พาหิยทารุจีริยะว่า
ดูก่อนพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล

เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็น จักเป็นสักว่าเห็น

เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ

เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง

ดูกรพาหิยะ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล

ดูกรพาหิยะ ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่า

เห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง

เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ

เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง

ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มี

ในกาลใด ท่านไม่มี ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้าย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ

ลำดับนั้นแล จิตของพาหิยทารุจีริยะ กุลบุตรหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นในขณะนั้นเอง

ด้วยพระธรรมเทศนาโดยย่อนี้ของพระผู้มีพระภาค
ลำดับนั้นแล

พระผู้มีพระภาคตรัสสอนพาหิยทารุจีริยะกุลบุตรด้วย พระโอวาทโดยย่อนี้แล้ว เสด็จหลีกไป ฯ

(สุตฺตนฺต.เล่ม 17. ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ)

พระพุทธพจน์ตอนนี้เป็นที่น่าศึกษาว่า ท่านพาหิยะ

ได้มีปัญญาบารมี ได้อบรมสั่งสมสมถวิปัสสนามา

มากแล้ว แต่ติดอยู่นิดเดียว

พอได้ฟังพระพุทธพจน์บทนี้เข้า

จึงทำให้ท่านสามารถบรรลุธรรมได้

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าศึกษาให้มาก วิปัสสนาธุระของเราจะได้ไม่ข้ามขั้นตอน ฯ


ขออนุโมทนากับเณรสิงห์ และ คุณมาลีมากๆกั้บผม.

โดย เณรชิต [25 ก.ค. 2545 , 19:44:12 น.] ( IP = 203.170.149.235 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณท่านอาจาย์ทุกท่านค่ะ
...ที่อธิบายความเป็นไปของวิถีจิต ทำให้เข้าใจ
ลำดับขั้นตอนการทำงานของจิตเพิ่มขึ้นค่ะ ..

โดย สุธาดา [25 ก.ค. 2545 , 20:38:47 น.] ( IP = 203.146.128.132 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณท่านอาจาย์ทุกท่านค่ะ
...ที่อธิบายความเป็นไปของวิถีจิต ทำให้เข้าใจ
ลำดับขั้นตอนการทำงานของจิตเพิ่มขึ้นค่ะ ..

โดย สุธาดา [25 ก.ค. 2545 , 20:39:37 น.] ( IP = 203.146.128.132 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org