มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปฏิบัติวิปัสสนาเพื่ออะไร? (๒)






ปฏิบัติวิปัสสนาเพื่ออะไร? (๒)

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร

บรรยายเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๓



ตอนที่ผ่านมา


ในวิปัสสนามีอิริยาบถใหญ่ ๔ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน และที่กายนี้รวมเบ็ดเสร็จแล้วก็คือ “สุภวิปลาส” เวทนาจะเสวยอารมณ์ดีขนาดไหน ดีนั้นก็ไม่เที่ยง ดีนั้นก็ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และดีอย่างนั้นที่เราชอบบังคับบัญชาให้เกิดกับเราตลอดเวลาก็ไม่ได้ เช่นเราเดินเข้ามาในห้องนี้อากาศกำลังดีเลย ไม่ร้อนไปไม่หนาวไป เราก็สุขของเราแล้ว แต่สุขนั้นก็คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะว่าเป็นสุขเฉพาะตน

แต่เคยเห็นไหมพอเราเปิดแอร์กันก็มีคนใส่เสื้อกันหนาว เพราะเขาไม่ชอบอากาศเย็น ฉะนั้น สุขนี่สมมุติโดยเฉพาะตนเท่านั้นเอง มันคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จริงๆ แล้วสุขไม่มี มีแต่ทุกข์ คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ หรืออย่างเรานั่งอยู่ตรงนี้ก็คิดว่าพอแล้วอยู่ในท่าที่สบายแล้ว แต่แล้วความสุขตรงนี้มันก็ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้นั่งอย่างนี้เมื่อย ก็มีสภาพทุกข์มาแปรเปลี่ยนไปแล้ว

และทุกข์ก็มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน เช่น ทุกข์เวทนา ..นั่งแล้วเมื่อย พอยืนก็หาย ..นี่เราดูแค่ฉาบฉวย แต่ทุกข์เวทนานี้เมื่อเกิดขึ้น ถ้าเปรียบกับฟิล์มหนังก็จะเห็นชัดว่า กว่าจะยืนได้ก็ต้องใช้หลายภาพ แล้วจากนั่งมายืนนี่ก็มีหลายทุกข์ ที่เมื่อยคือสภาวะทุกข์ เมื่อเปลี่ยนมาค่อยๆ ยืนก็เป็นสังขารทุกข์ คือทุกข์เพราะการเปลี่ยนแปลง ทุกข์มันสำเร็จด้วยทีเดียวไม่มี มันต้องมีทุกข์ที่มีความเปลี่ยนแปลงมา เปลี่ยนจากมากเป็นน้อยลงๆๆๆๆๆ หาย แต่เราไม่เห็นตรงที่มันค่อยๆ เปลี่ยน เราก็นึกว่า โอ้โห! หายเลย

จิต .. ธรรมชาติของจิตไม่เที่ยง รู้เห็น รู้ได้ยิน อย่างที่บอกว่าดูหนัง เราเห็นด้วย ได้ยินด้วย แล้วก็เข้าใจด้วย เพราะสภาพของจิตเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ในปริยัติที่เรียนก็จะเข้าใจถึงวิถีว่า วิถีจิตการเห็นจะมีรูปารมณ์มากระทบ แล้วกว่าจะรวมรูป(รูปารมณ์)ต่างๆ ได้ก็ต้องมีอีก ๒ วิถีใหญ่ๆ ที่มารวบรวมตัดสิน ซึ่งกว่าจะรู้ได้จึงไม่ใช่ง่าย แต่ความที่เราอยู่มานาน เราฝึกมานาน เราใช้อย่างนี้มานาน เราจึงคล่องและรู้ไม่ทัน

สภาพของจิตนั้นไม่เที่ยง แต่เวลาที่เราโกรธหรือไม่พอใจ เราก็รู้สึกว่าเราไม่พอใจกลัดกลุ้มอยู่อย่างนั้น แท้ที่จริงแล้วจิตนั้นมันมีการเกิดดับ มีการเกิดขึ้นแทนการดับ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [11 มิ.ย. 2553 , 08:56:28 น.] ( IP = 125.27.171.118 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยในเรื่องของ “เส้นตรง” จริงๆ แล้วเส้นตรงไม่มี แต่เกิดจากจุดเล็กๆ ที่แล่นต่อกันด้วยความไว หรืออย่างเปลวไฟที่ติดอยู่ ซึ่งจริงๆ มันไม่ได้ติดอยู่ มีแต่เกิดดับ ธรรมชาติของจิตนั้นไม่เที่ยง แต่ที่เราไม่เห็นตามสภาพธรรมนี่แหละ จึงหลงฟั่นเฟือนไปว่าเที่ยง แท้ที่จริงจิตเป็นอนิจจัง แต่เราเห็นเป็นนิจจัง เมื่อเห็นเป็นนิจจังก็คือวิปลาส

ธรรม..จะเป็นรัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง จะเป็นรูปทางใจต่างๆ ล้วนเกินวิสัยที่จะบังคับบัญชา มันมาเพราะมีเหตุปัจจัย ถามว่าฟุ้งมามีเหตุปัจจัยอะไร เช่น ทำไมเราถึงฟุ้ง ก็เพราะมีความพอใจหรือไม่พอใจก็ได้ การที่ขาดสมาธิขาดสติในขณะนั้น เปิดโอกาสให้ฟุ้งเข้าได้ด้วย แล้วก็มีเหตุปัจจัยเข้ามาร่วม

ฉะนั้น ก็คงจะเข้าใจเรื่องกาย เวทนา จิต ธรรม ที่เป็นที่ตั้งของสุภวิปลาส ที่เป็นที่ตั้งของสุขวิปลาส ที่เป็นที่ตั้งของนิจจวิปลาส ที่เป็นที่ตั้งของอัตตวิปลาส โดยย่ออย่างนี้

“วิปัสสนา” เป็นชื่อของปัญญาที่เข้าไปรู้ในขณะที่สภาพธรรมกำลังเกิด เช่น ขณะนั่ง เดิน ยืน นอน เข้าไประลึกรู้ขณะที่อารมณ์นั้นเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี เป็นสภาพธรรมที่ระลึกรู้ ขณะที่รู้ว่าจิตรู้ รู้ทันจิต และเป็นการระลึกรู้ตามธรรมชาติต่างๆ

สภาพความระลึกรู้นี้จะมีได้ทุกคนอย่างถูกต้องก็ต่อเมื่อศึกษาพระอภิธรรม หรือมีครูผู้แนะนำ ว่าระลึกอย่างไร ถึงจะรู้จริง เกิดมาเราอยู่ ดีๆ ระลึกรู้เป็นไปไม่ได้ เหมือนเราไม่มีคนสอน ก.ไก่ เราก็ไม่รู้จัก

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มิ.ย. 2553 , 08:56:54 น.] ( IP = 125.27.171.118 : : )


  สลักธรรม 2



ปริยัติหรือพระธรรมนี่จึงเป็นกัลยาณมิตรที่ ๑ ของเรา ส่วนกัลยามิตรท่านต่อไปก็คือ ครูหรือผู้สอนที่ทำให้เราสามารถระลึกรู้ที่กายว่าเป็นรูป ระลึกรู้ที่เวทนาว่าเป็นนาม ระลึกรู้ที่จิตว่าเป็นนาม ระลึกรู้ที่ธรรมว่าเป็นทั้งรูปและนาม

ขณะใดที่ระลึกรู้ในกายนั้นเป็นรูป ขณะนั้นจะต้องมีสติเข้าประกอบ มีปัญญาขั้นสุตมยปัญญาคือเคยเรียนเรื่องรูปไว้ หรือถูกสอนว่า กายนั่งให้ระลึกดูรูปนะ เหมือนกับว่าระลึกได้ว่าไม่ได้ชื่อสุธนแล้ว แต่ชื่อมโนราห์ จะระลึกได้ก็ต้อง มีสติ มีความจำหรือสัญญาใหม่ออกมา และเมื่อใดมีสติปัญญามาเกิดตรงฐานกายนี้ ก็จะไม่ได้เป็นกายธรรมดาแล้วแต่เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

อิริยาบถมี ๔ เดิน ยืน นั่ง นอน เป็นอิริยาบถใหญ่ ภาษาธรรมะเขาเรียกว่า กาเย กายานุปัสสีฯ ให้พิจารณากายอยู่เนืองๆ คือให้กำหนดหนึ่งในสี่อิริยาบถเท่านั้นเพราะเรากำหนดทุกอันไม่ได้ ถามว่าตอนนี้จะยืน เดิน นอน ได้หรือไม่ ..ยังไม่ได้ เพราะปัจจุบันนี้โอกาสที่กำลังเปิดให้ก็คือ นั่ง ฉะนั้น หนึ่งก็คือ กาเย สี่ก็คือกายา ระลึกในท่าไหนก็ได้ในหนึ่งในสี่ และการระลึกได้นั่นแหละเรียกว่า มีความระลึกด้วยสติปัฏฐาน

วิปัสสนาคือสติปัญญาที่ระลึกกายตามฐานได้ถูกต้องเรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เมื่อใดสภาพที่ระลึกในนามเช่นในเวทนาก็เหมือนกัน ท่านจัดว่าสติสัมปชัญญะที่มาระลึกรู้ตามอารมณ์นั้นเรียกว่าเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน สภาพจิตที่มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้นั่นแหละคือปัจจุบัน ขณะที่กำลังระลึกรู้เข้าไปในธรรมต่างๆ เช่น นึกถึงวัดพระแก้ว ก็ระลึกทันที่รูปทางใจเกิดขึ้น การระลึกรู้ในรูปนั้นระลึกรู้ในนามนั้นก็คือธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ความสำคัญอยู่ตรงที่ทำอภิฌชากับโทมนัสให้หมด ถ้าทำสองตัวนี้หมดก็นิพพาน เมื่อสองตัวนี้ปราศจากชีวิตไป นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นบรมสุขอย่างยิ่ง จึงไม่ต้องไปกังวลถึงอกุศล ๑๒ เพราะว่าเราพิสูจน์กันตั้งแต่แรกว่า สรุปแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็มีพอใจกับไม่พอใจ ที่อาบฉาบชีวิตเราตลอดเวลา แต่ในขณะที่มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้ว่ารูป ก็เหมือนระลึกรู้ว่าขณะนี้ชื่อมโนราห์ ไม่ใช่ชื่อสุธนซึ่งเปรียบเป็นความวิปลาส สุธนก็เกิดขึ้นไม่ได้ วิปลาสก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อความไม่จริงถูกปัดไป ความจริงก็เกิดขึ้นเมื่อความจริงเกิดขึ้นมาอวิชชาก็หมดไปกลายเป็นวิชชา

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มิ.ย. 2553 , 08:57:13 น.] ( IP = 125.27.171.118 : : )


  สลักธรรม 3



อย่าไปติดกับภาษากันเลย ส่วนมากจะไปติดว่าสติปัฏฐานสี่นั้นยิ่งใหญ่ ก็เป็นเพียงฐานเท่านั้นเองให้เราระลึกรู้สภาพที่ระลึกรู้ได้ ส่วนสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ก็คือ สติสัมปชัญญะหรือสติปัญญานั่นเอง

กรรมฐาน ๔๐ บรรพนั้นเกินวิสัยที่เราจะไปจำแนกว่ามาจากไหน หรือทำไมต้องเป็นอย่างนั้น อย่าไปหาว่าถึงกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถึงเวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน ถึงจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือถึงยังธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานหรือยัง เมื่อใดก็แล้วแต่ที่สภาพของ “เรา” ถูกรื้อออกไป สภาพนั้นคือสภาพจริงในปัจจุบัน

เหมือนกันกับในทางกายที่ว่า “เรานั่ง” ถูกรื้อออกไปว่าเป็น “รูปนั่ง” ขณะนั้นแหละถึงแล้วกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน และจะไปถึงได้ก็ต้องมีพาหนะพาไป จะไปนิพพานก็ต้องมีพาหนะคือสติสัมปชัญญะ จึงต้องอาศัยการเพาะบ่มสติ-สัมปชัญญะ ให้มีความคล่องในการระลึกอยู่ในสติปัญญา ตัวการสำคัญที่มาทำให้ล้อรถนั้นหมุนอยู่ตลอดเวลาคือ “คันเร่ง” และคันเร่งนั้นก็คือ “วิริยะ”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ล้อทองของชีวิตก็คือ “สติมา สัมปชาโณ อาตาปี” ชีวิตเรามีกิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิบากวัฏฏ์ ที่เรียกว่าวัฏฏะ “วัฏฏะ” แปลว่า “หมุน” หมุนกิเลส กรรม และวิบากให้อยู่กับเราอย่างนี้ แต่เมื่อใดที่รื้อสัญญาวิปลาสก็เท่ากับว่ากำลังสร้างสติมา สัมปชาโณ อาตาปี สามตัวนี้เป็น “วิวัฏฏะ” คือทำลายวัฏฏะออกไป สติ ปัญญา และความเพียรจะมาเป็นล้อทองของชีวิต

การออกจากวัฏฏะต้องมีสติและปัญญา เพื่อจะได้ทำลายวิปลาสทั้งหลาย ฉะนั้น เมื่อรู้แล้วจึงต้องทำให้มี ไม่ใช่ทำโดยสอนกันมาเพราะเราจะไม่มีเหตุผลในใจ เช่น สมมุติว่าเดินเข้า ที่นี่แล้วเขาบอกให้กำหนดรูปนามนะ เราก็กำหนดรูปนาม พอเวลามีคนถามว่า “ที่มูลนิธิฯ เขาบอกว่าไง” เราก็ตอบว่า “เขาให้กำหนดรูปนาม” ความรู้แค่นี้ไม่เพียงพอที่จะเป็นเสาหลักของชีวิตหรอก แต่เมื่อใดที่ได้ขุดหลุมเทคอนกรีตเสริมเหล็กในความรู้ด้านปริยัติก่อนจะขึ้นโครงสร้าง พื้นบ้านก็จะแน่นและจะไม่ต้องตอบเลยว่า “มูลนิธิสอนรูปนาม” แต่จะรู้เสมอว่า “รูปนามคือความจริง”

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มิ.ย. 2553 , 08:57:32 น.] ( IP = 125.27.171.118 : : )


  สลักธรรม 4



และเมื่อไปฟังที่ไหนอีกก็แล้วแต่ ที่เขาอาจบอกนอกไปจากเหตุผลนี้ เราจะรู้เลยว่าใช่หรือไม่ใช่ เพราะว่าพระธรรมะนั้นท่านบอกว่าเปรียบเสมือนไม้บรรทัดมีลักษณะตรง ไปทาบกับเส้นคดก็รู้ว่าไม่ใช่เส้นตรง ถ้าเราเข้าใจพระธรรมะเราเหมือนเรามีไม้บรรทัด แล้วเราก็จะไม่แข็งกระด้างอยู่อย่างนั้น เพราะเดี๋ยวนี้ไม้บรรทัดมีประยุกต์เป็นสายวัดได้

เราจะไปนั่งปฏิบัติที่ไหน เขาพูดไม่ตรงเราก็รู้ เขาพูดตรงเราก็ไม่ว่าอะไร ขณะนั้นใจเราเอาไม้บรรทัดมาวัดว่าถูกหรือไม่ตามพุทธพจน์ มีเหตุผลหรือเปล่า ซึ่งพอเขาพูดอธิบายออกมาเราอาจจะเฉยๆ ก็ได้ ในขณะนั้นเราตอบในใจว่า “ไม่ใช่” เพราะเราเป็นสายวัดที่ อ่อนตัวได้ไม่แข็งจนหัก ฉะนั้น หลักเหตุผลเป็นหลักไม้บรรทัดและสายวัดของชีวิต

ในเรื่องของการรู้นั้นก็มีหลายรู้ “รู้โดยสัญญา” ก็เหมือนเปลี่ยนชื่อและมีสัญญาใหม่เข้าไป รู้แบบนี้ก็เหมือนกับที่เรากำลังปฏิบัติระลึกรู้ว่าเดินเป็นรูปฟุ้งเป็นนาม เปรี้ยวเป็นรูป รู้สึกเป็นนาม หวานเป็นรูป รู้หวานเป็นนาม ที่เห็นเป็นรูป ตัวเห็นเป็นนาม เรามีสัญญานี้เข้าไป แต่สัญญานี้มีปรมัตถ์รองรับเท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่ผิดแต่ไม่ถูกเป๊ะ แต่เราอย่าไปคิดว่ามันผิดก็แล้วกันเพียงแต่ว่า สัญญาของเรานั้นมีปรมัตถ์รับรอง แล้วเราหมั่นฝึกต่อไปไม่ต้องอาศัยสัญญาแล้ว ก็คือรู้ได้ด้วยสติ ส่วน รู้อีกชนิดหนึ่งก็คือ “ปัญญารู้” ซึ่งไม่ได้รู้ธรรมดาแต่เขารู้ ๑๖ อย่าง หรือเรียกว่า โสฬสญาณ นั่นเอง

โสฬสญาณก็ต้องอาศัยสัญญานี้แหละ ก็คือรู้ตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคหญาณ สมสนญาณ อุพพยัพพยญาณ ภังคญาณ ภยญาณ ฯ ขึ้นไปจนถึงมรรคญาณ ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ แต่ก็อย่ากลัว เมื่อเข้าใจแล้วก็มีหน้าที่เคลียร์ความเห็นผิดออกไป แล้วก็คลีนกิเลสคือความพอใจกับไม่พอใจออกไปจากชีวิต

อย่าไปคิดว่า ฉันยังต้องทำงานเพื่อจะได้มีกินเพราะมันเป็นหน้าที่ แล้วก็หาภาระเข้ามาอีกคือตั้งใจจะเป็นใหญ่จะมีเงิน ถ้าเกิดมีภรรยาก็ต้องหนีบทุกข์เพิ่มเข้ามาอีก พอมีลูกแล้วลูกโตขึ้นเริ่มจะต้องเข้าเรียนก็มีความรับผิดชอบสารพัด ลูกเรียนใกล้จบก็แก่แล้วใกล้เกษียณ ยังไม่พอลูกมีหลานอีก วิชาที่เราลงทุนเรียนทางโลกไม่ได้ให้อะไรนอกไปจากส่งเสริมให้เรามีตัณหามากขึ้น เพราะว่าในโลกนี้มีใครยินดีกับตำแหน่งเล็กๆ หรือเงินเดือนขั้นแรก แต่ทำเพื่อมีเงินเดือนขึ้นทั้งนั้น ตัณหาทั้งนั้นที่มันผลักไปข้างหน้า ฉะนั้น ในขณะนี้เพียงแค่ลงทุนตั้งใจทำความเข้าใจในการปฏิบัติว่า เรานั่ง เราเดิน เรายืนเรานอน นั้นควรระลึกรู้อย่างไร นี่ก็เป็นการเริ่มคลีนความโง่ออกไปแล้ว

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มิ.ย. 2553 , 08:57:47 น.] ( IP = 125.27.171.118 : : )


  สลักธรรม 5



จิตไม่ใช่ “ของเรา” แต่เป็นเรื่องนาม ธรรมเป็นเรื่องของนามหรือของรูป แม้จะมีสัญญานี้ติดไปแต่ก็เป็นสัญญาที่มีปรมัตถซึ่งรับรองว่าถูก และก็อย่าเกียจคร้าน แต่เมื่อเหนื่อยก็พัก หนักก็วาง เรามีสิทธิ์ท้อแท้ได้แต่ห้ามท้อถอย

สติ – สัมปชัญญะ – วิริยะ เป็นตัวการทักสานงานให้เจริญจนขั้นสูงสุด ด้วยปัญญาที่เข้าไปรู้สภาพของชีวิตว่า ที่เรารู้ว่ารูปว่านามเขาก็ยังมีลักษณะของเขาอีก

แรกๆ คือลักษณะของรูปก็ไม่ใช่ของนาม ลักษณะของนามก็ไม่ใช่ของรูป นั่นคือเรื่องของญาณปัญญา และลักษณะของรูปของนามซึ่งไม่เหมือนกัน แต่เราดูเหมือนเรายืนอยู่คนเดียว และมีกายกับใจเราอยู่ด้วยกัน แต่จริงๆ ทำงานร่วมกันเท่านั้นเอง แต่คนละอันกัน

เหมือนเรารถขับไปถามว่าเราตั้งใจขับรถหรือตั้งใจขับล้อ? เราตั้งใจขับรถไปตั้งใจถือพวงมาลัยอย่างเดียวโดยไม่เอาล้อไปด้วยได้ไหม? ไม่ได้เพราะต้องไปด้วยกัน รูปนามจึงไปด้วยกัน แต่เมื่อใดเราเป็นนายช่าง เราก็แยกล้อออกมา ยกเพลาออกมา แยกเกียร์ออกมา แยกส่วนประกอบต่างๆ ที่ทำให้เป็นรถออกมา เหมือนกับเรามีส่วนประกอบของรูปและนามผู้ที่เป็นนายช่างจึงจะเห็นว่า รูปนามมาประกอบกันเท่านั้น ปัจจยปริจคหญาณจึงมีความสามารถเช่นนี้ รู้ว่ามีปัจจัยทำให้เกิดความสามารถเช่นเดินได้

และในรูปนามเองนี่แต่ละอันก็เสื่อม เครื่องจักรแต่ละอันต่างก็เสื่อมก็พังลงไป อย่างตู้เย็นที่พังนั้น เราเห็นมอเตอร์พัง หรือขอบยางพัง แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างไปสู่ความพัง เพียงแต่อะไรจะพังก่อนเท่านั้นเอง คือจะพังที่รูปหรือพังที่นาม

ก็ขอให้ใช้ทั้งชีวิตทุ่มเทเถอะ ปลายชีวิตกันแล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่ลมหายใจของเราขอให้เป็นลมแห่งความหวังดีกับตัวเอง รักและหวังดีกับตัวเองเสียทีรักคนอื่นมามากแล้ว หวังดีต่อคนอื่นมามากแล้ว เราลืมขอบคุณรูปนามนี้ ที่ทำให้เราเดินมาวันนี้ได้ เราเนรคุณต่อรูปนามเรานอนก็น้อยกินก็มากเกินไป

โปรดติดตามตอนต่อไป




ขอขอบคุณน้องนวลที่ช่วยถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มิ.ย. 2553 , 08:58:06 น.] ( IP = 125.27.171.118 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณมากครับ ที่นำเรื่องน่าศึกษาทำความเข้าใจมาให้อ่านทบทวน
และสังเกตในการปฏิบัติของตนเอง ว่าตรงและถูกต่อสภาพการกำหนดไหม ?

โดย พี่เณร [11 มิ.ย. 2553 , 10:18:28 น.] ( IP = 58.9.50.78 : : )


  สลักธรรม 7


ได้รับสาระประโยชน์ดีมากค่ะ
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [16 มิ.ย. 2553 , 10:26:57 น.] ( IP = 124.121.176.232 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org